ข้ามไปเนื้อหา

แมงมุมสันโดษเมดิเตอร์เรเนียน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

แมงมุมสันโดษเมดิเตอร์เรเนียน
Loxosceles rufescens ตัวเมีย
ภาพวาดตัวผู้ (ค.ศ. 1906)
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์ แก้ไขการจำแนกนี้
อาณาจักร: สัตว์
Animalia
ไฟลัม: สัตว์ขาปล้อง
Arthropod
ไฟลัมย่อย: เชลิเซอราตา
Chelicerata
ชั้น: แมง
Arachnida
อันดับ: แมงมุม
Araneae
Infraorder: Araneomorphae
วงศ์: Sicariidae
สกุล: แมงมุมสันโดษ
Loxosceles
(Dufour, 1820)[1]
สปีชีส์: L.  rufescens
ชื่อทวินาม
Loxosceles rufescens
(Dufour, 1820)[1]

แมงมุมสันโดษเมดิเตอร์เรเนียน (อังกฤษ: Mediterranean recluse spider ชื่อวิทยาศาสตร์: Loxosceles rufescens) เป็นแมงมุมสปีชีส์หนึ่งที่มีถิ่นกำเนิดในบริเวณเมดิเตอร์เรเนียนตามชื่อ แต่ปัจจุบันพบได้ในหลายพื้นที่ทั่วโลก และจัดว่าเป็นหนึ่งในแมงมุมต่างถิ่นที่รุกรานมากที่สุดในโลก ปกติจะอาศัยอยู่ในถ้ำ แต่ก็พบได้ในชั้นใต้ดินและอุโมงค์ ออกล่าเหยื่อตอนกลางคืน กินแมลงรวมถึงแมลงปลาเงิน (Lepisma saccharinum) และแมลงสาบ มักเลือกสปีชีส์เหยื่อที่มีขนาดเล็ก

เช่นเดียวกับสายพันธุ์อื่น ๆ ในสกุลเดียวกัน การถูก L. rufescens กัดอาจทำให้เนื้อตาย และในบางรายอาจเกิดปัญหาทั้งร่างกายเนื่องกับเอนไซม์ sphingomyelinase D ในพิษแมงมุม การควบคุมประชากรแมงมุมนี้คล้ายกับที่ใช้กับแมงมุมสันโดษสีน้ำตาล (L. reclusa)

ลักษณะ

[แก้]

L. rufescens อาศัยอยู่ในถ้ำและมีลักษณะภายนอกแทบจะแยกไม่ออกจาก L. reclusa หรือแมงมุมสันโดษสีน้ำตาล สามารถระบุได้ว่าเป็นแมงมุมขนาดกลาง มีลักษณะเด่นคือมีตา 3 คู่เรียงกันเป็นรูปสามเหลี่ยม (เทียบกับแมงมุมทั่วไปที่มีแปดตา) และมีลายคล้ายไวโอลินบนส่วนหัวและอก (cephalothorax)[2] อยู่ในสกุล Loxosceles ซึ่งมีแมงมุมอันตรายที่สุดในโลกหลายชนิด[2] ทั้งเพศผู้และเพศเมียยาวได้ถึงประมาณ 7–7.5 มม.[3]

ถุงไข่ของ L. rufescens มีไข่ประมาณ 40 ฟอง ใช้เวลาฟักไม่กี่สัปดาห์โดยขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ[4] ลูกแมงมุมจะโตอย่างช้า ๆ โดยลอกคราบหลายครั้ง คราบที่ลอกออกมามักจะออกซีด ๆ ใส [4] มักมีชีวิตอยู่ได้ 1–3 ปี[4] แมงมุมชักใยเพื่อเป็นที่ซ่อนตอนกลางวันและเพื่อซ่อนถุงไข่ ใยบางและเปราะมาก ทำด้วยเส้นไหมที่ขึงอย่างไม่เป็นระเบียบ[4]

การกระจายพันธุ์และถิ่นอาศัย

[แก้]

แมงมุมสันโดษเมดิเตอร์เรเนียนเป็นหนึ่งในสปีชีส์ต่างถิ่นที่รุกรานมากที่สุดในโลก[5] มีถิ่นกำเนิดในบริเวณเมดิเตอร์เรเนียนและเอเชียตะวันตก รวมถึงบางส่วนของยุโรปและแอฟริกาเหนือ โดยชอบอากาศอบอุ่นและแห้ง ปัจจุบัน ได้แพร่กระจายพันธุ์ไปทั่วโลก เพราะมนุษย์เดินทางเพิ่มขึ้นและมีการขนส่งสินค้ามากขึ้น[6]

สายพันธุ์ถูกนำไปยังมาดากัสการ์ เอเชียตะวันออกและใต้ตั้งแต่อินเดียจนถึงญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และเกาะมากมายในมหาสมุทรแอตแลนติกและแปซิฟิก (รวมถึงสี่เกาะในหมู่เกาะฮาวาย) เมื่อปี พ.ศ. 2558 นักกีฏวิทยาจากภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ค้นพบแมงมุมสปีชีส์ L. rufescens ครั้งแรกในประเทศไทย โดยการสำรวจถ้ำที่เขาวังเขมร อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี และพบว่า แมงมุมได้ตั้งถิ่นฐานเป็นร้อยตัว นักวิจัยสันนิษฐานว่าแมงมุมอาจเข้ามาในประเทศไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ขณะที่มีการขนส่งวัสดุและยุทโธปกรณ์จากญี่ปุ่นมาที่ไทย โดยใช้ถ้ำแห่งนี้เป็นสถานที่เก็บอุปกรณ์ก่อสร้างเส้นทางรถไฟสายมรณะ[7]

ในทวีปอเมริกาเหนือ มีรายงานการพบในกว่า 20 รัฐของสหรัฐอเมริกา กระจัดกระจายไปอย่างกว้างขวางตั้งแต่รัฐแคลิฟอร์เนียจนถึงฟลอริดาและเหนือขึ้นไปถึงรัฐมิชิแกน ตลอดจนถึงรัฐออนแทรีโอ ประเทศแคนาดา[8] ในแอฟริกาใต้ มีการบันทึกตัวอย่างเพียงตัวเดียวในเมืองเคปทาวน์ใน ค.ศ. 1914[9]

ในที่ไม่ใช่ถิ่นกำเนิด แมงมุมจะอยู่ในสภาพแวดล้อมกึ่งแห้งแล้งและบริเวณที่ชื้น เช่น ชั้นใต้ดิน ถ้ำ และอุโมงค์ ในที่เช่นนี้ แมงมุมสามารถหาเหยื่อที่ชอบใจคือแมลงสาบและแมลงปลาเงิน[2] การตรวจดูสัตว์รบกวนในอาคารของมหาวิทยาลัยมิชิแกนปี 2021 พบแมงมุมสปีชีส์นี้ในห้องสมุดสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี จึงทำให้ต้องปิดใช้ไปสองวัน[10]

นิเวศวิทยา

[แก้]

Loxosceles rufescens มีพฤติกรรมการล่าเหยื่อที่ต่างกับแมงมุมหลายชนิด ออกหากินในตอนกลางคืน โดยจะออกไปจับและฆ่าสัตว์ขาปล้องชนิดต่าง ๆ ที่แพ้พิษของมัน แทนที่จะดักเหยื่อด้วยใย มักเลือกเหยื่อที่มีขนาดเล็กเพราะมีโครงกระดูกภายนอกที่อ่อน[11] ตัวผู้เป็นนักล่าที่กระตือรือร้นกว่าตัวเมีย ส่วนหนึ่งก็เพราะไปหาคู่ผสมพันธุ์ไปพร้อม ๆ กัน

ภัยต่อมนุษย์

[แก้]

แมงมุมในสกุล Loxosceles มีชื่อเสียงในด้านพิษกัดที่ทำให้เนื้อผิวหนังตาย ในบางรายอาจเกิดปัญหารุนแรงโดยมีอาการทั่วร่างกาย เป็นภาวะที่เรียกว่า ล็อกซอซิลิซึม[3] อาการเนื้อตายเกิดจากเอนไซม์พิเศษ คือ sphingomyelinase D (SMase D) เอนไซม์จะเปลี่ยนโครงสร้างของเยื่อหุ้มเซลล์ (ที่ membrane raft) นำไปสู่การกระตุ้นเอนไซม์โปรทีส (protease) บนเยื่อหุ้มเซลล์ให้ทำงาน ซึ่งในที่สุดมีผลเป็นการแยกสลายโปรตีน (proteolytic cleavage) ของผิวเซลล์แล้วทำให้เซลล์ตาย[12]

กรณีส่วนใหญ่ไม่เป็นปัญหาสำคัญทางการแพทย์ แต่ในบางกรณี หลังถูกกัดประมาณ 2–8 ชม. อาจเกิดอาการปวดลึกตามด้วยความแสบร้อน บริเวณรอบแผลมักจะแดงและเจ็บ เนื่องจากการบีบเกร็งของหลอดเลือด (vasospasm) และการขาดเลือดเฉพาะที่ (ischemia) อาจเกิดตุ่มพอง/แผลพุพองซึ่งมักเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้มโดยตรงกลางจะยุบลงหลายวันหลังถูกกัด[13] ในกรณีที่พบน้อย อาจเกิดการสลายของเม็ดเลือดแดง ภาวะเลือดแข็งตัวในหลอดเลือดแบบแพร่กระจาย และภาวะเกล็ดเลือดน้อย แล้วทำให้ไตวาย[12]

ในปี 2024 มีรายงานว่า แมงมุมเป็นเหตุเสียชีวิต 2 รายในประเทศอิตาลี คนหนึ่งเป็นตำรวจอายุ 52 ปีจากเมืองปาแลร์โมโดยถูกแมงมุมกัดตามรายงานของหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น[14] อีกคนเป็นชายวัย 23 ปี เสียชีวิตหลังถูกกัดมากกว่าหนึ่งเดือน ตามรายงานของสำนักข่าว ANSA[15]

การควบคุมและลดประชากร

[แก้]

การควบคุมแมงมุมสกุล Loxosceles ทำไม่ง่าย เนื่องจากแมงมุมชอบอยู่ในซอกมืดและแคบ โดยยังสามารถอยู่รอดได้โดยไม่มีอาหารหรือน้ำเป็นเวลานาน

ยังไม่มีรายงานการควบคุมหรือมาตรการลดประชากรแมงมุมสันโดษเมดิเตอร์เรเนียนโดยเฉพาะ ยกเว้นการกล่าวถึงความจำเป็นต้องมีมาตรการเพิ่มเติมในงานศึกษาในนครวอชิงตัน ดี.ซี.[8] อย่างไรก็ตาม เนื่องจากลักษณะภายนอกของแมงมุมสันโดษพันธุ์สีน้ำตาลและพันธุ์เมดิเตอร์เรเนียนแทบไม่ต่างกัน[8] มาตรการควบคุมแมงมุมสันโดษพันธุ์สีน้ำตาลอาจปรับใช้เพื่อลดประชากรพันธุ์เมดิเตอร์เรเนียนได้ มาตรการมักรวมการกำจัดสัตว์รบกวนเป็นประจำ การดูดฝุ่นกำจัดแมลงที่ตายแล้ว การทำความสะอาด การกำจัดใยแมงมุม และการใช้กับดักกาวหรือยาฆ่าแมลง[16]

ประวัติคำ

[แก้]

ชื่อเฉพาะ คือ rufescens หมายถึง อมแดง ซึ่งระบุสีของสปีชีส์นี้

อนุกรมวิธาน

[แก้]

นักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศส Léon Jean Marie Dufour ได้บรรยายถึงสปีชีส์นี้เป็นครังแรกใน ค.ศ. 1820 โดยระบุสปีชีส์เป็น Scytodes rufescens แล้วกลายเป็นสปีชีส์ต้นแบบของสกุล Loxosceles[9]

เชิงอรรถและอ้างอิง

[แก้]
  1. 1 2 Dufour, L. (1820). "Descriptions de cinq arachnides nouvelles". Annales Générales des Sciences Physiques. 5: 198–209.
  2. 1 2 3 Sadeghi, Saber; Dashan, Meysam; Malek-Hosseini, Mohammad Javad (2017-03-14). "Mediterranean Recluse Spider, Loxosceles rufescens (Araneae: Sicariidae) from Charkhab Cave, Southern Iran". Journal of Arthropod-Borne Diseases. 11 (1): 156–160. ISSN 2322-1984. PMC 5629298. PMID 29018831.
  3. 1 2 Zamani, Alireza; Rafinejad, Javad (2014-04-09). "First Record of the Mediterranean Recluse Spider Loxosceles rufescens (Araneae: Sicariidae) from Iran". Journal of Arthropod-Borne Diseases. 8 (2): 228–231. ISSN 2322-1984. PMC 4478436. PMID 26114138.
  4. 1 2 3 4 "Loxosceles spp., Brown Recluse and Mediterranean Recluse Spiders (Araneae: Sicariidae)". LSU AgCenter (ภาษาอังกฤษ). 2019-04-01. สืบค้นเมื่อ 2021-12-01.
  5. Nentwig, Wolfgang; Pantini, Paolo; Vetter, Richard S. (2017-06-15). "Distribution and medical aspects of Loxosceles rufescens, one of the most invasive spiders of the world (Araneae: Sicariidae)". Toxicon. 132: 19–28. doi:10.1016/j.toxicon.2017.04.007. ISSN 1879-3150. PMID 28408204.
  6. Hula, Vladimír; Niedobová, Jana (2020-09-01). "The Mediterranean Recluse Spider Loxosceles rufescens (Dufour, 1820): a new invasive for Socotra Island (Yemen)". Rendiconti Lincei. Scienze Fisiche e Naturali (ภาษาอังกฤษ). 31 (3): 719–723. doi:10.1007/s12210-020-00925-7. ISSN 1720-0776. S2CID 219976560.
  7. Chomphuphuang, Narin; Deowanish, Sureerat; Songsangchote, Chaowalit; Sivayyapram, Varat; Thongprem, Panupong; Warrit, Natapot (2016). "The Mediterranean recluse spider Loxosceles rufescens (Dufour, 1820) (Araneae: Sicariidae) established in a natural cave in Thailand". Journal of Arachnology. 44 (2): 142–147. doi:10.1636/R15-61. ISSN 0161-8202. สืบค้นเมื่อ 2025-11-08.
  8. 1 2 3 Greene, Albert (2009-07-01). "The Mediterranean Recluse Spider, Loxosceles rufescens (Dufour): An Abundant but Cryptic Inhabitant of Deep Infrastructure in the Washington, D.C. Area (Arachnida: Araneae: Sicariidae)". American Entomologist. 55 (3): 158–169. doi:10.1093/ae/55.3.158.
  9. 1 2 Dippenaar-Schoeman, A.S.; Haddad, C.R.; Foord, S.H.; Lotz, L.N. (2021). The Sicariidae of South Africa. Version 1. South African National Survey of Arachnida Photo Identification Guide. น. 18. doi:10.5281/zenodo.7162164.
  10. "Mediterranean recluse spiders identified in campus buildings | The University Record". record.umich.edu. สืบค้นเมื่อ 2021-12-01.
  11. "Brown Recluse Spider | Office for Environmental Programs Outreach Services". oepos.ca.uky.edu. สืบค้นเมื่อ 2021-12-01.
  12. 1 2 Lopes, Priscila Hess; Berg, Carmen W. van den; Tambourgi, Denise V. (2020). "Sphingomyelinases D From Loxosceles Spider Venoms and Cell Membranes: Action on Lipid Rafts and Activation of Endogenous Metalloproteinases". Frontiers in Pharmacology. 11: 636. doi:10.3389/fphar.2020.00636. ISSN 1663-9812. PMC 7237637. PMID 32477123.{{cite journal}}: CS1 maint: unflagged free DOI (ลิงก์)
  13. Swanson, David L.; Vetter, Richard S. (May 2006). "Loxoscelism". Clinics in Dermatology. 24 (3): 213–221. doi:10.1016/j.clindermatol.2005.11.006. ISSN 0738-081X. PMID 16714202.
  14. "Bitten by a violin spider, a policeman dies". L'Unione Sarda English (ภาษาอังกฤษ). 2024-07-13. สืบค้นเมื่อ 2024-08-17.
  15. "23-year-old bitten by violin spider dies - General News - Ansa.it". Agenzia ANSA (ภาษาอิตาลี). 2024-08-17. สืบค้นเมื่อ 2024-08-17.
  16. "Control of Brown Recluse Spiders". Insects in the City (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2021-12-01.