ข้ามไปเนื้อหา

แพรตต์แอนด์วิตนีย์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
แพรตต์แอนด์วิตนีย์
ประเภทบริษัทสาขา
อุตสาหกรรมการบินอวกาศ, การผลิตไฟฟ้า
ก่อตั้ง1925; 100 ปีที่แล้ว (1925)
ผู้ก่อตั้งเฟรเดอริกและกอร์ดอน เรนต์ชเลอร์
เอ็ดเวิร์ด ดีดส์
จอร์จ เจ. ดีดส์
สำนักงานใหญ่
สหรัฐ
พื้นที่ให้บริการทั่วโลก
บุคลากรหลักเชน เอ็ดดี (ประธาน)
ผลิตภัณฑ์เครื่องยนต์อากาศยาน, กังหันแก๊ส
รายได้เพิ่มขึ้น US$28 พันล้าน (2024)[1]
รายได้จากการดำเนินงาน
เพิ่มขึ้น US$2,281 พันล้าน (2024)[1]
พนักงาน
43,000 (2023)[ต้องการอ้างอิง]
บริษัทแม่อาร์ทีเอ็กซ์คอร์ปอเรชัน
แผนกแพรตต์แอนด์วิตนีย์แคนาดา
เว็บไซต์prattwhitney.com

แพรตต์แอนด์วิตนีย์ (อังกฤษ: Pratt & Whitney) เป็นผู้ผลิตอากาศยานสัญชาติอเมริกันที่มีการให้บริการทั่วโลก[2] เป็นบริษัทสาขาของอาร์ทีเอ็กซ์คอร์ปอเรชัน (ชื่อเดิมเรย์เทียนเทคโนโลจีส์) เครื่องยนต์อากาศยานของแพรตต์แอนด์วิตนีย์ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายทั้งในการบินพลเรือน (โดยเฉพาะเครื่องบินโดยสาร) และการบินทหาร มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่อีสต์ฮาร์ตเฟิร์ด รัฐคอนเนทิคัต บริษัทนี้เป็นผู้ผลิตเครื่องยนต์อากาศยานเชิงพาณิชย์ที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก โดยมีส่วนแบ่งการตลาด 35% ข้อมูลเมื่อ 2020[3] นอกเหนือจากเครื่องยนต์อากาศยานแล้ว แพรตต์แอนด์วิตนีย์ยังผลิตเครื่องยนต์กังหันแก๊สสำหรับใช้งานในอุตสาหกรรม เรือ และการผลิตไฟฟ้า ใน ค.ศ. 2017 บริษัทรายงานว่าได้ให้การสนับสนุนลูกค้ามากกว่า 11,000 รายใน 180 ประเทศทั่วโลก

ประวัติศาสตร์

[แก้]

ช่วงต้น

[แก้]

ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1925 เฟรเดอริก เรนต์ชเลอร์ ชาวรัฐโอไฮโอและอดีตผู้บริหารของไรต์แอโรนอติคอล (Wright Aeronautical) มุ่งมั่นที่จะเริ่มต้นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการบินของตนเอง[4] เครือข่ายสังคมของเขาประกอบด้วยเอ็ดเวิร์ด ดีดส์ อีกหนึ่งบุคคลสำคัญจากรัฐโอไฮโอในอุตสาหกรรมการบินยุคแรก และกอร์ดอน เรนต์ชเลอร์ น้องชายของเฟรเดอริก ทั้งสองคนเป็นคณะกรรมการของไนลส์บีเมนต์พอนด์ (Niles Bement Pond) ซึ่งในเวลานั้นเป็นหนึ่งในบริษัทผลิตเครื่องมือเครื่องจักรที่ใหญ่ที่สุดในโลก เฟรเดริก เรนต์ชเลอร์ได้เข้าหาคนเหล่านี้เพื่อขอเงินทุนและสินทรัพย์สำหรับกิจการใหม่ของเขา ดีดส์และจี. เรนต์ชเลอร์ได้ชักชวนคณะกรรมการของไนลส์บีเมนต์พอนด์ว่าบริษัทสาขา แพรตต์แอนด์วิตนีย์แมชชีนทูล (Pratt & Whitney Machine Tool หรือ P&WMT) ที่ตั้งอยู่ในฮารเฟิร์ด รัฐคอนเนทิคัต ควรเป็นผู้จัดหาเงินทุนและสถานที่เพื่อสร้างเครื่องยนต์อากาศยานใหม่ที่เรนต์ชเลอร์, จอร์จ เจ. มีด และเพื่อนร่วมงาน ซึ่งเคยทำงานที่ไรต์แอโรนอติคอล กำลังพัฒนา[4] เครื่องยนต์ใหม่นี้ถูกคิดและออกแบบโดยมีด[4] จะมีลักษณะเป็นแฉกดาว (radial) ที่มีขนาดใหญ่และระบายความร้อนด้วยอากาศ แพรตต์แอนด์วิตนีย์แมชชีนทูลกำลังอยู่ในช่วงของการทบทวนตัวเองเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับยุคหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง โดยได้ยกเลิกสายผลิตภัณฑ์เก่าและบ่มเพาะผลิตภัณฑ์ใหม่[4] สงครามโลกครั้งที่หนึ่งสร้างกำไรให้ P&WMT แต่เมื่อสงบศึกก็ทำให้ตลาดเครื่องมือเครื่องจักรล้นตลาดอย่างที่คาดการณ์ได้ เนื่องจากสัญญากับรัฐบาลถูกยกเลิก และตลาดเครื่องมือมือสองที่เพิ่งผลิตเสร็จก็ได้เข้ามาแข่งขันกับเครื่องมือใหม่ การเติบโตในอนาคตของ P&WMT จะขึ้นอยู่กับนวัตกรรม การที่มีพื้นที่โรงงานที่ไม่ได้ใช้งานและเงินทุนที่พร้อมจะลงทุนในส่วนที่ดูเหมือนจะให้ผลตอบแทนที่ดีในขณะนั้น[4] P&WMT มองว่าอุตสาหกรรมการบินหลังสงคราม ทั้งทางทหารและพลเรือน (เชิงพาณิชย์และส่วนตัว) เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการเติบโตและพัฒนามากที่สุดในสองสามทศวรรษข้างหน้า จึงให้เงินกู้แก่เรนต์ชเลอร์ 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ อนุญาตให้ใช้ชื่อแพรตต์แอนด์วิตนีย์และใช้พื้นที่ในอาคารของพวกเขา นี่คือจุดเริ่มต้นของ แพรตต์แอนด์วิตนีย์แอร์คราฟต์คอมพานี (Pratt & Whitney Aircraft)[4] เครื่องยนต์รุ่นแรกของแพรตต์แอนด์วิตนีย์แอร์คราฟต์คือ R-1340 วอสป์ ขนาด 425 แรงม้า (317 กิโลวัตต์) สร้างเสร็จในวันคริสต์มาสอีฟ ค.ศ. 1925 ในการทดสอบครั้งที่สาม เครื่องยนต์นี้ก็ผ่านการทดสอบตามมาตรฐานของกองทัพเรือสหรัฐอย่างง่ายดายในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1926 และในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1926 กองทัพเรือสหรัฐได้สั่งซื้อ 200 เครื่อง วอสป์ได้แสดงให้เห็นถึงสมรรถนะและความน่าเชื่อถือที่ปฏิวัติวงการการบินของสหรัฐ[4] เครื่องยนต์ R-1340 ได้ถูกนำไปใช้ขับเคลื่อนเครื่องบินของไวลีย์ โพสต์, อะมีเลีย แอร์ฮาร์ต และเที่ยวบินที่สร้างสถิติอื่น ๆ อีกมากมาย

R-1340 ตามมาด้วยเครื่องยนต์ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากอีกรุ่นคือ R-985 วอสป์จูเนียร์[5] ในที่สุดก็ได้มีการพัฒนาเครื่องยนต์ตระกูลวอสป์ทั้งหมด เครื่องยนต์ทั้งสองรุ่นยังคงถูกใช้งานในเครื่องบินเกษตรกรรมทั่วโลกและสามารถผลิตกำลังได้มากกว่าเกณฑ์การออกแบบดั้งเดิม

ในไม่ช้าจอร์จ มีดก็เป็นผู้นำขั้นตอนต่อไปในด้านเครื่องยนต์อากาศยานแฉกดาวขนาดใหญ่ที่ทันสมัยและระบายความร้อนด้วยอากาศ (ซึ่งวอสป์ครองตลาด) เมื่อแพรตต์แอนด์วิตนีย์ได้เปิดตัว R-1690 ฮอร์เน็ต ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วคือ "วอสป์ ที่ใหญ่ขึ้น"

ใน ค.ศ. 1929 เรนช์เลอร์ได้ยุติความสัมพันธ์กับ P&WMT และได้ควบรวมแพรตต์แอนด์วิตนีย์แอร์คราฟต์คอมพานีกับโบอิงและบริษัทอื่น ๆ เพื่อก่อตั้งยูไนเต็ดแอร์คราฟต์แอนด์ทรานสปอร์ตคอร์ปอเรชั่น (United Aircraft and Transport Corporation หรือ UATC) ข้อตกลงของเขาอนุญาตให้เขาใช้ชื่อแพรตต์แอนด์วิตนีย์ไปกับบริษัทใหม่ของเขาด้วย ห้าปีต่อมาใน ค.ศ. 1934 รัฐบาลกลางสหรัฐได้ออกคำสั่งห้ามการเป็นเจ้าของร่วมกันระหว่างผู้ผลิตเครื่องบินและสายการบิน แพรตต์แอนด์วิตนีย์จึงถูกควบรวมกับบริษัทผู้ผลิตอื่น ๆ ของ UATC ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำมิสซิสซิปปีในชื่อยูไนเต็ดแอร์คราฟต์คอร์ปอเรชัน (United Aircraft Corporation) โดยมีเรนต์ชเลอร์เป็นประธาน ใน ค.ศ. 1975 ยูไนเต็ดแอร์คราฟต์ได้เปลี่ยนชื่อเป็นยูไนเต็ดเทคโนโลจีส์ (United Technologies)

ศตวรรษที่ 21

[แก้]

ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2014 แพรตต์แอนด์วิตนีย์ได้รับสัญญาจากกระทรวงกลาโหม (DoD) มูลค่า 592 ล้านดอลลาร์เพื่อจัดหาเครื่องยนต์ F135 จำนวน 36 เครื่องสำหรับเครื่องบินขับไล่ F-35[6]

ในเดือนมกราคม ค.ศ. 2017 มีรายงานว่าพนักงานสิบคน รวมถึงหัวหน้าโครงการเครื่องยนต์ F135 ได้ลาออกจากบริษัทหลังค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพื่อพาเจ้าหน้าที่เกาหลีใต้ไปยังโรงงานของบริษัทที่เวสต์ปาล์มบีช รัฐฟลอริดาใน ค.ศ. 2012 ถูกพิจารณาว่าผิดจรรยาบรรณ[7]

ใน ค.ศ. 2020 ยูไนเต็ดเทคโนโรยีส์ได้ควบรวมกิจการกับเรย์เทียนคอมพานี (Raytheon Company) เพื่อก่อตั้งเรย์เทียนเทคโนโลจีส์ (Raytheon Technologies) โดยแพรตต์แอนด์วิตนีย์กลายเป็นหนึ่งในสี่บริษัทลูกหลักของบริษัทใหม่[8]

ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2022 แพรตต์แอนด์วิตนีย์ได้รับสัญญาเกือบ 4,400 ล้านดอลลาร์จากกระทรวงกลาโหมสหรัฐเพื่อสร้างเครื่องยนต์ไอพ่น 100 เครื่องให้กับกองทัพอากาศ กองทัพเรือ และเหล่านาวิกโยธินสหรัฐ[9][10]

ณ เดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2023 แพรตต์แอนด์วิตนีย์ "ประสบปัญหาในการสนับสนุนฝูงบินโดยสารด้วยอะไหล่และเครื่องยนต์สำรองที่ไม่เพียงพอ" ซึ่งส่งผลกระทบต่อสายการบินทั่วโลกที่ต้องจอดแอร์บัส A320 นีโอ และแอร์บัส A220[11][12] ความทนทานของเครื่องยนต์เทอร์โบแฟนแบบเฟือง แพรตต์แอนด์วิตนีย์ PW1000G นับตั้งแต่เปิดตัวใน ค.ศ. 2016 เป็นประเด็นหลักของปัญหา[13]

ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2023 แพรตต์แอนด์วิตนีย์ได้เรียกคืนผลิตภัณฑ์ซึ่งส่งผลกระทบต่อเครื่องยนต์ไอพ่นหลายร้อยเครื่อง[14] การเรียกคืนดังกล่าวเกิดขึ้นจากความกังวลว่าชิ้นส่วนโลหะอาจปนเปื้อนซึ่งอาจนำไปสู่การแตกร้าวเมื่อเวลาผ่านไป[14] ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2023 สายการบินในสหรัฐ ยุโรป และเอเชียได้ประกาศว่าจะลดเที่ยวบินบางส่วนชั่วคราวเพื่อตรวจสอบเครื่องบินที่ได้รับผลกระทบจากการเรียกคืน[15] ณ เดือนกันยายน ค.ศ. 2023 มีการประมาณการว่าเครื่องยนต์ประมาณ 3,000 เครื่องอาจถูกผลิตขึ้นด้วยส่วนประกอบที่มีข้อบกพร่อง[ต้องการอ้างอิง]

สำนักงานใหญ่

[แก้]

แพรตต์แอนด์วิตนีย์มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่อีสต์ฮาร์ตเฟิร์ด รัฐคอนเนทิคัต และยังมีโรงงานในเมืองต่าง ๆ ได้แก่ ลอนดอนเดอร์รี รัฐนิวแฮมป์เชียร์, สปริงเดล รัฐอาร์คันซอ, โคลัมบัส รัฐจอร์เจีย, มิดเดิลทาวน์ รัฐคอนเนตทิคัต, มิดเดิลทาวน์ รัฐเพนซิลเวเนีย, แดลลัส รัฐเท็กซัส, เทศมณฑลปาล์มบีช รัฐฟลอริดา, นอร์ทเบอร์วิก รัฐเมน, อากัวดียา เปอร์โตริโก;[16] แอชวิลล์ รัฐนอร์ทแคโรไลนา และบริดจ์พอร์ต รัฐเวสต์เวอร์จิเนีย

แพรตต์แอนด์วิตนีย์ได้สิทธิ์ในการตั้งชื่อสนามเหย้าของทีมฟุตบอล​ยูนิเวอร์ซิตีออฟคอนเนทิคัตฮัสกีส์ (University of Connecticut Huskies) ซึ่งก็คือเรนต์ชเลอร์ฟีลด์ ที่ตั้งอยู่ติดกับวิทยาเขตของแพรตต์แอนด์วิตนีย์ในอีสต์ฮาร์ตเฟิร์ด รัฐคอนเนทิคัต บนพื้นที่สนามบินเก่าของบริษัทที่มีชื่อเดียวกัน ใน ค.ศ. 2015 สนามกีฬาแห่งนี้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นแพรตต์แอนด์วิตนีย์แอตเรนต์ชเลอร์ฟีลด์ (Pratt & Whitney Stadium at Rentschler Field) เพื่อใช้สำหรับฤดูกาลฟุตบอลของมหาวิทยาลัยคอนเนทิคัตใน ค.ศ. 2015–2016[17]

แผนก

[แก้]

แพรตต์แอนด์วิตนีย์เป็นหน่วยธุรกิจในเครือของบริษัทอากาศยานยักษ์ใหญ่ อาร์ทีเอ็กซ์คอร์ปอเรชัน จึงถือเป็นบริษัทสาขาเดียวกับคอลลินส์แอโรสเปซ (Collins Aerospace) และเรย์เทียน นอกจากนี้ แพรตต์แอนด์วิตนีย์ยังเข้าร่วมในกิจการร่วมค้าที่สำคัญอีก 2 แห่ง ได้แก่ เอนจินส์อัลไลแอนซ์ (Engine Alliance) ซึ่งเป็นการร่วมทุนกับ GE เพื่อผลิตเครื่องยนต์สำหรับแอร์บัส A380 และอินเตอร์เนชันแนลแอโรเอนจินส์ที่ร่วมทุนกับโรลส์-รอยซ์, เอ็มทียูแอโรเอนจินส์ (MTU Aero Engines) และเจแปนนีสแอโรเอนจินส์คอร์ปอเรชัน (Japanese Aero Engines Corporation) เพื่อผลิตเครื่องยนต์สำหรับแอร์บัส A320 และแมกดอนเนลล์ดักลาส MD-90

เครื่องยนต์พาณิชย์

[แก้]

เครื่องยนต์อากาศยานเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ของแพรตต์แอนด์วิตนีย์ขับเคลื่อนฝูงบินโดยสารมากกว่า 25% ของโลกและให้บริการลูกค้ามากกว่า 800 รายใน 160 ประเทศ ด้วยเครื่องยนต์เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่กว่า 16,000 เครื่องที่ถูกติดตั้งอยู่ในปัจจุบัน แพรตต์แอนด์วิตนีย์จึงเป็นผู้จัดหาพลังงานให้กับสายการบินและผู้ประกอบการหลายร้อยราย ตั้งแต่เครื่องบินลำตัวแคบไปจนถึงจัมโบ้เจ็ตลำตัวกว้าง ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2007 ฝูงบินเครื่องยนต์เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ของแพรตต์แอนด์วิตนีย์มีชั่วโมงบินรวมกันเกิน 1 พันล้านชั่วโมง

โกลบอลแมททีเรียลโซลูชันส์

[แก้]

แพรตต์แอนด์วิตนีย์โกลบอลแมททีเรียลโซลูชันส์ (Pratt & Whitney's Global Material Solutions หรือ GMS) ผลิตชิ้นส่วนสำหรับเครื่องยนต์ CFM56 เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้กับลูกค้าในด้านวัสดุสำหรับเครื่องยนต์ CFM56 นอกเหนือจากชิ้นส่วนเครื่องยนต์แล้ว GMS ยังให้บริการลูกค้าในด้านการจัดการฝูงบินและโปรแกรมการซ่อมบำรุงที่ปรับแต่งได้ โดยยูไนเต็ดแอร์ไลน์เป็นลูกค้ารายแรกของ GMS[18]

GMS ได้รับการรับรองชิ้นส่วนครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2007 เมื่อองค์การบริหารการบินแห่งชาติ (FAA) ได้อนุมัติการรับรองอนุมัติการผลิตชิ้นส่วน (PMA) สำหรับชิ้นส่วนครอบกังหันแรงดันสูง (HPT) ของ GMS สำหรับเครื่องยนต์ CFM56-3 ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2008 FAA ได้รับรองใบพัดและบูสเตอร์ของ GMS ด้วยใบรับรองประเภทเสริม (STC) โดยมีข้อกำหนดอายุการใช้งานเท่ากับผู้ถือใบรับรองประเภทดั้งเดิม การรับรอง STC นี้ถือเป็นการรับรองครั้งแรกจาก FAA สำหรับชิ้นส่วนเครื่องยนต์ที่มีอายุการใช้งานจำกัดแบบทางเลือก ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2008 โกลบอลแมททีเรียลโซลูชันส์ได้รับการรับรอง FAA STCs สำหรับชิ้นส่วนที่มีอายุการใช้งานจำกัดที่เหลืออยู่สำหรับเครื่องยนต์ CFM56-3[19]

โกลบอลเซอร์วิสเซสพาร์ตเนอส์

[แก้]

แพรตต์แอนด์วิตนีย์โกลบอลเซอร์วิสเซสพาร์ตเนอส์ (Pratt & Whitney Global Service Partners หรือ GSP) ให้บริการซ่อมใหญ่เครื่องยนต์อากาศยาน บำรุงรักษา และซ่อมแซมสำหรับเครื่องยนต์ของแพรตต์แอนด์วิตนีย์, อินเตอร์เนชันแนลแอโรเอนจินส์, เจเนอรัลอิเล็กทริก, โรลส์-รอยซ์ และ CFMI นอกเหนือจากการให้บริการซ่อมใหญ่เครื่องยนต์และซ่อมแซมแล้ว GSP ยังให้บริการอื่น ๆ เช่น การบำรุงรักษาหน้างาน การตรวจติดตามและวินิจฉัยเครื่องยนต์ การล้างเครื่องยนต์บนปีกด้วยน้ำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การให้เช่าเครื่องยนต์ โปรแกรมบริการเครื่องยนต์แบบพิเศษ รวมถึงชิ้นส่วนใหม่และชิ้นส่วนที่ผ่านการซ่อมแซม

แพรตต์แอนด์วิตนีย์ดูแลเครือข่ายศูนย์บริการที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีศูนย์ซ่อมบำรุงและยกเครื่องยนต์กว่า 40 แห่งทั่วโลก

โกลบอลเซอร์วิสเซสพาร์ตเนอส์ยังรวมถึงเจแปนเทอร์ไบน์เทคโนโลจีส์ (Japan Turbine Technologies หรือ JTT) ซึ่งเริ่มต้นใน ค.ศ. 2000 ในฐานะกิจการร่วมทุนระหว่างแพรตต์และเจแปนแอร์ไลน์ โดยเจแปนแอร์ไลน์ถือหุ้น 33.4% และแพรตต์แอนด์วิตนีย์ถือหุ้นส่วนที่เหลือ ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2011 แพรตต์ได้ซื้อหุ้นส่วนของเจแปนแอร์ไลน์ในกิจการดังกล่าว[20] โรงงานแห่งนี้ตั้งอยู่ในทาเออิใกล้กับนาริตะ ในจังหวัดชิบะ และส่วนใหญ่จะทำการซ่อมแซมชิ้นส่วนเครื่องยนต์ V2500 และ JT8D[ต้องการอ้างอิง]

เครื่องยนต์ทางทหาร

[แก้]

เครื่องยนต์ทางทหารของแพรตต์แอนด์วิตนีย์ขับเคลื่อนกองทัพอากาศ 27 แห่งทั่วโลก โดยมีเครื่องยนต์สำหรับกองทัพเกือบ 11,000 เครื่องที่ประจำการอยู่กับลูกค้า 23 รายใน 22 ประเทศ เครื่องยนต์ทางทหารของแพรตต์แอนด์วิตนีย์ ได้แก่ F135 สำหรับ F-35 ไลต์นิง II, F119 สำหรับ F-22 แร็ปเตอร์, ตระกูล F100 ที่ใช้กับ F-15 อีเกิล และ F-16 ฟอลคอน, F117 สำหรับ C-17 โกลบมาสเตอร์ III, J52 สำหรับ EA-6B โพรวเลอร์, TF33 ที่ใช้กับ E-3 AWACS, E-8 จอยต์สตาส์, B-52 และ KC-135 และ TF30 สำหรับ F-111 และ F-14A นอกจากนี้ แพรตต์แอนด์วิตนีย์ยังมีเครือข่ายศูนย์ซ่อมบำรุงและศูนย์บริการอากาศยานทางทหารทั่วโลกที่มุ่งเน้นการรักษาความพร้อมของเครื่องยนต์ให้กับลูกค้า

แพรตต์แอนด์วิตนีย์แคนาดา

[แก้]

แพรตต์แอนด์วิตนีย์แคนาดา (Pratt & Whitney Canada หรือ PWC) เดิมชื่อแคเนเดียนแพรตต์แอนด์วิตนีย์แอร์คราฟต์คอมพานี (Canadian Pratt & Whitney Aircraft Company) และต่อมาคือยูไนเต็ดแอร์คราฟต์ออฟแคนาดา (United Aircraft of Canada) นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย รวมถึงเครื่องยนต์เทอร์โบแฟน (turbofan), เทอร์โบพร็อป (turboprop) และเทอร์โบชาฟต์ (turboshaft) ที่มุ่งเป้าไปที่ตลาดเครื่องบินระดับภูมิภาค เครื่องบินธุรกิจ เครื่องบินใช้งานทั่วไป และเครื่องบินทางทหารรวมถึงเฮลิคอปเตอร์ บริษัทยังออกแบบและผลิตเครื่องยนต์สำหรับหน่วยพลังงานเสริม (APUs) และการใช้งานในอุตสาหกรรม มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ลงเกย รัฐเกแบ็ก (นอกมอนทรีออลเล็กน้อย)

ในการให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์สเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน ค.ศ. 2013 ก่อนงานปารีสแอร์โชว์ 2013 เดวิด เฮส ประธานบริษัทแพรตต์แอนด์วิตนีย์ กล่าวอย่างมั่นใจว่าแคนาดาจะตัดสินใจเดินหน้าต่อไปกับโครงการ F-35 แม้จะมีการหารือเมื่อไม่นานมานี้เกี่ยวกับการจัดประกวดราคาใหม่ เฮสกล่าวว่าหากคำสั่งซื้อเปลี่ยนไปหาบริษัทอื่น แพรตต์แอนด์วิตนีย์ อาจตัดสินใจย้ายฐานอุตสาหกรรมบางส่วนที่กำลังดำเนินการอยู่ในแคนาดา "เราอาจจะจัดสรรงานใหม่ไปที่อื่น" เขากล่าว พร้อมเสริมว่าปริมาณคำสั่งซื้อที่ลดลงน่าจะกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแคนาดา[21]

ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2012 แผนกนี้ได้ยอมรับว่าได้จัดหาเครื่องยนต์และซอฟต์แวร์เครื่องยนต์สำหรับเฮลิคอปเตอร์โจมตีลำแรกของจีน Z-10 การกระทำนี้เป็นการละเมิดกฎหมายการส่งออกของสหรัฐและส่งผลให้ต้องเสียค่าปรับหลายล้านดอลลาร์[22]

แพรตต์แอนด์วิตนีย์สเปซโพรพัลชัน

[แก้]

แพรตต์แอนด์วิตนีย์สเปซโพรพัลชัน (Pratt & Whitney Space Propulsion) ประกอบด้วยแผนกงานขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิงเหลวที่ลิควิดสเปซโพรพัลชันดิวิชัน (Liquid Space Propulsion Division) (เวสต์ปาล์มบีช รัฐฟลอริดา) และแผนกงานขับเคลื่อนด้วยจรวดเชื้อเพลิงแข็งที่เคมิคอลซิสเต็มส์ดิวิชัน (Chemical Systems Division) (ซานโฮเซ รัฐแคลิฟอร์เนีย) รวมถึงแผนกงานซ่อมแซมและประกอบชิ้นส่วนที่ไม่ใช่เครื่องยนต์ของจรวดขับดันเชื้อเพลิงแข็งของกระสวยอวกาศที่ USBI Co. Division (ศูนย์อวกาศเคนเนดีของนาซา รัฐฟลอริดา) แพรตต์แอนด์วิตนีย์สเปซโพรพัลชันได้นำเสนอโซลูชันเทคโนโลยีขั้นสูงให้กับลูกค้าในเชิงพาณิชย์ รัฐบาล และการทหารมานานกว่าสี่ทศวรรษ ผลิตภัณฑ์ของบริษัทได้แก่ RL10 เครื่องยนต์จรวดสำหรับขับเคลื่อนส่วนบนของจรวดโบอิง เดลตา และล็อกฮีดมาร์ติน แอตลาส รวมถึงเทอร์โบปั๊มแรงดันสูงสำหรับเครื่องยนต์หลักของกระสวยอวกาศ (SSME) และเครื่องยนต์จรวดขับดัน RD-180 ผลิตโดยอาร์ดีแอมรอส (RD Amross) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างแพรตต์แอนด์วิตนีย์กับเอ็นพีโอเอเนอร์โกแมช (NPO Energomash) ของรัสเซีย สำหรับโครงการแอตลาส III และ V สถานที่ในเวสต์ปาล์มบีชประกอบด้วยแผนกงานวิศวกรรมและแผนกงานการผลิต ซึ่งออกแบบและผลิตเทอร์โบปั๊มแรงดันสูง (เชื้อเพลิงและออกซิเจนเหลว) สำหรับ SSME ที่ผลิตโดยร็อกเก็ตไดน์คอร์ปอเรชัน (Rocketdyne Coporation) ในอดีต

แพรตต์แอนด์วิต์นีย์ร็อกเก็ตไดน์

[แก้]

แพรตต์แอนด์วิตนีย์ร็อกเก็ตไดน์ (Pratt & Whitney Rocketdyne หรือ PWR) ก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 2005 เมื่อแพรตต์แอนด์วิตนีย์สเปซโพรพัลชันแอนด์เพาเวอร์และร็อกเก็ตไดน์โพรพัลชันแอนด์เพาเวอร์ (Rocketdyne Propulsion & Power) ได้รวมกิจการกัน หลังที่บริษัทหลังถูกซื้อมาจากโบอิง

เครื่องยนต์ของ P&W ร็อกเก็ตไดน์เป็นขุมพลังให้กับกระสวยอวกาศ และบริษัทยังได้จัดหาเครื่องยนต์บูสเตอร์สำหรับจรวดเดลตา II รวมถึงบูสเตอร์และเครื่องยนต์ขับดันท่อนบนสำหรับจรวดแอตลาส III และ V และเดลตา IV

ใน ค.ศ. 2013 PWR ถูกขายให้กับเจ็นคอร์ป (GenCorp) ซึ่งได้ควบรวมกิจการกับแอโรเจ็ต (Aerojet) และกลายเป็นแอโรเจ็ตร็อกเก็ตไดน์ (Aerojet Rocketdyne) ในที่สุด

แพรตต์แอนด์วิตนีย์เพาเวอร์ซิสเต็มส์

[แก้]

แพรตต์แอนด์วิตนีย์เพาเวอร์ซิสเต็มส์ (Pratt & Whitney Power Systems หรือ PWPS) ออกแบบ สร้าง จัดหา และสนับสนุนระบบกังหันแก๊สอนุพันธ์อากาศและระบบพลังงานความร้อนใต้พิภพสำหรับลูกค้าทั่วโลก กังหันแก๊สสำหรับอุตสาหกรรมเหล่านี้ให้พลังงานตั้งแต่อาคารธุรกิจขนาดเล็กไปจนถึงเมืองขนาดเล็ก กังหันอุตสาหกรรมของ PWPS ไม่เพียงแต่ผลิตกระแสไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังให้กำลังขับเคลื่อนเชิงกลด้วยความเร็วที่ปรับเปลี่ยนได้สำหรับการขับเคลื่อนเรือ การอัดแก๊ส และการสูบของเหลว PWPS มีกังหันแก๊สสำหรับอุตสาหกรรมมากกว่า 2,000 เครื่องติดตั้งอยู่ในกว่า 40 ประเทศทั่วโลก นอกจากนี้ PWPS ยังจัดหาอะไหล่และบริการซ่อมสำหรับกังหันแก๊สแบบโครงสร้างขนาดใหญ่ในฐานะผู้ผลิตทางเลือก[23]

ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2013 ยูไนเต็ดเทคโนโลจีส์คอร์ปอเรชัน (UTC) ได้ขายหน่วยธุรกิจแพรตต์แอนด์วิตนีย์เพาเวอร์ซิสเต็มส์ให้กับมิตซูบิชิเฮฟวีอินดัสทรีส์ (MHI)[24]

อินเตอร์เนชันแนลแอโรเอนจินส์

[แก้]

อินเตอร์เนชันแนลแอโรเอนจินส์ (International Aero Engines หรือ IAE) เป็นบริษัทร่วมทุนที่พัฒนา สร้าง และให้บริการเครื่องยนต์อากาศยานตระกูล V2500 ซึ่งใช้ขับเคลื่อนเครื่องบินตระกูลแอร์บัส A320 (รุ่นเครื่องยนต์ปัจจุบัน) และแมกดอนเนลล์ดักลาส MD-90 ผู้ผลิตเครื่องยนต์ผู้ก่อตั้งทั้งสี่รายที่ประกอบกันเป็น IAE ได้ร่วมกันผลิตชิ้นส่วนต่าง ๆ สำหรับเครื่องยนต์ V2500 โดยแพรตต์แอนด์วิตนีย์ผลิตห้องเผาไหม้และกังหันแรงดันสูง โรลส์-รอยซ์ผลิตคอมเพรสเซอร์แรงดันสูง JAEC ผลิตพัดลมและคอมเพรสเซอร์แรงดันต่ำ และ MTU ผลิตกังหันแรงดันต่ำ

เอนจินอัลไลแอนซ์

[แก้]

เอนจินอัลไลแอนซ์ (Engine Alliance) เป็นกิจการร่วมค้า 50/50 ระหว่างเจเนอรัลอิเล็กทริกและแพรตต์แอนด์วิตนีย์ ก่อตั้งขึ้นในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1996 เพื่อพัฒนา ผลิต และสนับสนุนตระกูลเครื่องยนต์เทคโนโลยีทันสมัยสำหรับเครื่องบินรุ่นใหม่ที่มีความจุสูงและพิสัยไกล[25] การใช้งานหลักของเครื่องยนต์คือ GP7200 ซึ่งออกแบบมาสำหรับแอร์บัส A380 โดยตรง และแข่งขันกับเครื่องยนต์โรลส์-รอยซ์ เทรนต์ 900 ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ที่ใช้ในเที่ยวบินเปิดตัวของเครื่องบินรุ่นนี้

แอร์บัส A380 ที่ใช้เครื่องยนต์ GP7200 ลำแรกได้เริ่มให้บริการกับเอมิเรตส์เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 2008 ในเที่ยวบินแบบไม่หยุดพักจากดูไบไปนครนิวยอร์ก[26]

มอเตอร์สปอร์ต

[แก้]

ระหว่าง ค.ศ. 1967 ถึง 1971 เครื่องยนต์กังหันของ แพรตต์แอนด์วิตนีย์ถูกนำไปใช้ในการแข่งขันฟอร์มูลาวันและอเมริกันแชมเปียนชิปคาร์ โดยเอสทีพี-แพ็กซ์ตัน เทอร์โบคาร์ สามารถครองการแข่งขันอินเดียแนโพลิส 500 ใน ค.ศ. 1967 ได้จนกระทั่งตลับลูกปืนเกียร์เกิดความเสียหายก่อนเข้าเส้นชัยเพียงสี่รอบ STP ได้ส่งโลตัส 56 จำนวน 4 คันเข้าร่วมการแข่งขันอินเดียแนโพลิส 500 ใน ค.ศ. 1968 รถคันหนึ่งเกิดอุบัติเหตุในรอบคัดเลือก ส่วนอีกสองคันที่เหลือสามารถทำเวลาได้เร็วที่สุดและเร็วเป็นอันดับสอง แต่ทั้งสามคันก็ต้องออกจากการแข่งขัน[27] รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์กังหันถูกประกาศว่าผิดกฎหมายก่อนการแข่งขันในปีถัดไป โคลิน แชปแมน หัวหน้าทีมโลตัส จึงได้พัฒนารถคันนี้เพื่อใช้ในการแข่งขันฟอร์มูลาวันและ 56B ที่ได้รับการปรับปรุงก็ได้เข้าร่วมการแข่งขันฟอร์มูลาวันอีกครึ่งโหลรายการใน ค.ศ. 1971[28]

ผลิตภัณฑ์

[แก้]

เครื่องยนต์ลูกสูบ

[แก้]
R-2800-21
ชื่อรุ่น โครงแบบ กำลัง
แพรตต์แอนด์วิตนีย์ R-1340 วอสป์ R9 600 hp (450 kW)
แพรตต์แอนด์วิตนีย์ R-1690 ฮอร์เน็ต R9 740 hp (550 kW)
แพรตต์แอนด์วิตนีย์ R-1860 ฮอร์เน็ต B R9 575 hp (429 kW)
แพรตต์แอนด์วิตนีย์ R-985 วอสป์จูเนียร์ R9 400 hp (300 kW)
แพรตต์แอนด์วิตนีย์ R-1535 ทวินวอสป์จูเนียร์ R14 825 hp (615 kW)
แพรตต์แอนด์วิตนีย์ R-1830 ทวินวอสป์ R14 700 hp (520 kW)
แพรตต์แอนด์วิตนีย์ R-2000 ทวินวอสป์ R14 1,350 hp (1,010 kW)
แพรตต์แอนด์วิตนีย์ R-2180-A ทวินฮอร์เน็ต R14 1,200–1,500 hp (890–1,120 kW)
แพรตต์แอนด์วิตนีย์ R-2180-E ทวินวอสป์ E R14 1,400 hp (1,000 kW)
แพรตต์แอนด์วิตนีย์ R-2800 ดับเบิลวอสป์ R18 2,100 hp (1,600 kW)
แพรตต์แอนด์วิตนีย์ R-4360 วอสป์เมเจอร์ R28 4,300 hp (3,200 kW)

เครื่องยนต์เทอร์โบเจ็ต

[แก้]
YJ57-P-3
ชื่อรุ่น โครงแบบ กำลัง
แพรตต์แอนด์วิตนีย์ J42 เทอร์โบเจ็ต 5,000 lbf (22 kN)
แพรตต์แอนด์วิตนีย์ J48 เทอร์โบเจ็ต 7,250 lbf (32.2 kN)
แพรตต์แอนด์วิตนีย์ J52 เทอร์โบเจ็ต 11,200 lbf (50 kN)
แพรตต์แอนด์วิตนีย์ J57 เทอร์โบเจ็ต 12,030 lbf (53.5 kN)
แพรตต์แอนด์วิตนีย์ J58 เทอร์โบเจ็ต 18,000 lbf (80 kN)
แพรตต์แอนด์วิตนีย์ J75 เทอร์โบเจ็ต 17,500 lbf (78 kN)
แพรตต์แอนด์วิตนีย์ J91 เทอร์โบเจ็ต
แพรตต์แอนด์วิตนีย์ JT12 เทอร์โบเจ็ต 3,300 lbf (15 kN)

เครื่องยนต์เทอร์โบแฟน

[แก้]
TF33 ของ C-141 สตาร์ลิฟเตอร์ ปล่อยคอนเทรลเหนือทวีปแอนตาร์กติกา
F-22 ที่กำลังแสดงเครื่องยนต์ F119 (PW5000) ในโหมดสันดาปท้าย
ชื่อรุ่น โครงแบบ กำลัง
แพรตต์แอนด์วิตนีย์ JT3D เทอร์โบแฟน 17,000 lbf (76 kN)
แพรตต์แอนด์วิตนีย์ JT8D เทอร์โบแฟน 21,000 lbf (93 kN)
แพรตต์แอนด์วิตนีย์ JT9D เทอร์โบแฟน 48,000–56,000 lbf (210–250 kN)
แพรตต์แอนด์วิตนีย์ TF30 เทอร์โบแฟน 14,560 lbf (64.8 kN)
แพรตต์แอนด์วิตนีย์ F100/JTF22 เทอร์โบแฟน 14,590 lbf (64.9 kN), 23,770 lbf (105.7 kN) เมื่อใช้สันดาปท้าย
แพรตต์แอนด์วิตนีย์ F119/PW5000 เทอร์โบแฟน 26,000 lbf (120 kN), 35,000 lbf (160 kN) เมื่อใช้สันดาปท้าย
แพรตต์แอนด์วิตนีย์ F135 เทอร์โบแฟน 28,000 lbf (120 kN), 43,000 lbf (190 kN) เสริม
แพรตต์แอนด์วิตนีย์ PW300 เทอร์โบแฟน 5,220 lbf (23.2 kN)
แพรตต์แอนด์วิตนีย์ PW800 เทอร์โบแฟน 12,000–15,000 lbf (53–67 kN)
แพรตต์แอนด์วิตนีย์ PW1000G เทอร์โบแฟน 24,240 lbf (107.8 kN)
แพรตต์แอนด์วิตนีย์ PW1120 เทอร์โบแฟน 13,530 lbf (60.2 kN)
แพรตต์แอนด์วิตนีย์ PW2000 เทอร์โบแฟน 38,400–43,734 lbf (170.81–194.54 kN)
แพรตต์แอนด์วิตนีย์ PW4000 เทอร์โบแฟน 50,000–90,000 lbf (220–400 kN)
แพรตต์แอนด์วิตนีย์ PW6000 เทอร์โบแฟน 22,100–23,800 lbf (98–106 kN)
เอนจินอัลไลแอนซ์ GP7000 เทอร์โบแฟน 81,500 lbf (363 kN)
แพรตต์แอนด์วิตนีย์ PW7000 เทอร์โบแฟน 20,000–35,000 lbf (89–156 kN) เมื่อใช้สันดาปท้าย[29]
แพรตต์แอนด์วิตนีย์ PW9000 เทอร์โบแฟน 15,000–30,000 lbf (67–133 kN)
อินเตอร์เนชันแนลแอโรเอนจินส์ V2500 เทอร์โบแฟน 23,040–31,600 lbf (102.5–140.6 kN)

เครื่องยนต์แบบปรับรอบ/แปรผัน

[แก้]
ชื่อรุ่น โครงแบบ กำลัง
แพรตต์แอนด์วิตนีย์ XA101 เครื่องยนต์ปรับรอบได้ 45,000 lbf (200 kN)
แพรตต์แอนด์วิตนีย์ XA103 เครื่องยนต์ปรับรอบได้ 35,000–40,000 lbf (160–180 kN)

เครื่องยนต์เทอร์โบพร็อป/เทอร์โบชาฟต์

[แก้]
ชื่อรุ่น โครงแบบ กำลัง
แพรตต์แอนด์วิตนีย์ T34 เทอร์โบพร็อป 5,500 shp (4,100 kW)
แพรตต์แอนด์วิตนีย์ XT57 เทอร์โบพร็อป 15,500 shp (11,600 kW)
แพรตต์แอนด์วิตนีย์ T73 เทอร์โบชาฟต์ 4,000 hp (3,000 kW)
อัฟโก/แพรตต์แอนด์วิตนีย์ T800 เทอร์โบชาฟต์

กังหันแก๊สอุตสาหกรรมและทางทะเลแบบแอโรเดริเวทีฟ

[แก้]

ระบบบำรุงรักษาเครื่องยนต์

[แก้]

ปัจจุบัน แพรตต์แอนด์วิตนีย์ทำการตลาดบริการล้างทำความสะอาดด้วยแรงดันสูงที่ชื่ออีโคเพาเวอร์ (Ecopower) ซึ่งใช้การฉีดน้ำแรงดันสูงผ่านหัวฉีดหลายหัวเพื่อทำความสะอาดคราบสกปรกและสิ่งปนเปื้อนออกจากชิ้นส่วนเครื่องยนต์ไอพ่น โดยเฉพาะใบพัดกังหัน เพื่อป้องกันความร้อนสูงเกินไป ปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องยนต์ และลดการใช้เชื้อเพลิง ระบบนี้จะรวบรวมน้ำเสียจากกระบวนการทำความสะอาดเพื่อนำไปกำจัดอย่างเหมาะสม การล้างนี้สามารถทำได้ที่หลุมจอดเครื่องบินของสนามบินโดยใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง ลูกค้าของบริการนี้ ได้แก่ ยูไนเต็ดแอร์ไลน์, แอร์อินเดีย, มาร์ตินแอร์, การบินไทย, เวอร์จินแอตแลนติก และเจ็ตบลูแอร์เวย์[31][32][33][34][35]

ดูเพิ่ม

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. 1 2 "RTX Reports 2024 Results and Announces 2025 Outlook". United Technologies (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2025-03-21.
  2. Wragg, David W. (1973). A Dictionary of Aviation (first ed.). Osprey. p. 215. ISBN 9780850451634.
  3. "Market share of the leading commercial aircraft engine manufacturers worldwide in 2020". Statista (ภาษาอังกฤษ). May 2021. สืบค้นเมื่อ 22 November 2023.
  4. 1 2 3 4 5 6 7 Fernandez 1983, pp. 23–53, Chapter 2.
  5. Parker, Dana T. Building Victory: Aircraft Manufacturing in the Los Angeles Area in World War II p. 112, Cypress, California, 2013 ISBN 978-0-9897906-0-4
  6. "Pratt & Whitney signs $592 million deal with Pentagon for next F-35 engines" (Press release). Reuters. 14 October 2014.
  7. Shalal, Andrea (13 January 2017). "Exclusive: Pratt's F135 engine chief, other employees leave after ethics issue – sources". Reuters. สืบค้นเมื่อ 14 January 2017.
  8. "United Technologies and Raytheon Complete Merger of Equals Transaction". www.rtx.com (Press release) (ภาษาอังกฤษ). Raytheon Technologies. April 3, 2020. สืบค้นเมื่อ April 3, 2020.
  9. "Pratt and Whitney awarded contract by US DoD to build engines". CT.gov - Connecticut's Official State website (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2023-03-01.
  10. "Contracts for November 29, 2022". U.S. Department of Defense (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2023-03-01.[ลิงก์เสีย]
  11. "Airbus says engine maker Pratt facing problems with jet support". Reuters (ภาษาอังกฤษ). 2023-05-03. สืบค้นเมื่อ 2023-06-19.
  12. "Not just Go First, Lufthansa, IndiGo and others too have been plagued by Pratt and Whitney engine problems". DailyO. 5 May 2023. สืบค้นเมื่อ 24 June 2023.
  13. Joe Anselmo (2023-05-11). "Podcast: Explaining Pratt & Whitney's Durability Problem". Aviation Week. สืบค้นเมื่อ 2023-06-19.
  14. 1 2 Cameron, Doug; Tangel, Andrew (2023-07-25). "Pratt & Whitney Engines on Hundreds of Airbus Jets Recalled for Inspection". The Wall Street Journal (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). ISSN 0099-9660. สืบค้นเมื่อ 2023-08-14.
  15. Cameron, Doug (2023-08-06). "Pratt & Whitney Engine Problems Lead Some Airlines to Reduce Flights". The Wall Street Journal (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). ISSN 0099-9660. สืบค้นเมื่อ 2023-08-14.
  16. "Cyient sells 49% stake in JV to partner Pratt & Whitney". vccircle.com. 14 September 2017. สืบค้นเมื่อ 18 July 2018.
  17. "UCONN Today". July 16, 2015. สืบค้นเมื่อ June 30, 2021.
  18. “Pratt & Whitney Boldly Enters PMA Parts Manufacturing Market” เก็บถาวร 2009-01-25 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, Aviation Maintenance, April 1, 2006.
  19. “Pratt & Whitney Global Material Solutions Program on Track for Part Certifications” เก็บถาวร 2009-01-25 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, Pratt & Whitney Press Release, July 15, 2008.
  20. "Pratt buys JAL stake in their turbine venture". July 22, 2019.
  21. "AIRSHOW-UPDATE 2-Pratt sees deal for F-35 engines in next 30 days". CNBC. June 16, 2013. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ September 21, 2013. สืบค้นเมื่อ October 19, 2018.
  22. Toombs, Zach (6 July 2012). "Pentagon Contractor Caught Illegally Selling Military Technology to China". The Atlantic.
  23. "Pratt & Whitney Power Systems Enters Into a Parts Agreement with Los Angeles Department of Water and Power" เก็บถาวร 2009-01-23 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, PWPS press release, Feb. 11, 2008.
  24. ""United Technologies Completes Divestiture of Pratt & Whitney Power Systems Unit to Mitsubishi Heavy Industries", Pratt and Whitney Press Release, May 17, 2013". utc.com. สืบค้นเมื่อ 18 July 2018.
  25. "A380 makes first U.S. stop on preparatory tour", Associated Press, Oct. 2, 2007, Stephanie Reitz.
  26. "GE/P&W GP7200 To Debut on Emirates A380" เก็บถาวร 2008-11-20 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, Aviation International News, July 17, 2008.
  27. "RaceFans". 8 March 2007.
  28. "Unraced F1". 20 September 2020.
  29. Norris, Guy (2 February 1999). "P&W begins future fighter engine tests". Flight International. Reed Business Information.
  30. "In Pictures: Superyacht Alamshar". 15 July 2014.
  31. Engine Washing Cuts Airline Fuel Costs, The Wall Street Journal, June 11, 2008, p. B1
  32. Pratt & Whitney EcoPower Services web page เก็บถาวร 2008-12-10 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, Pratt & Whitney
  33. "United Airlines to Save on Fuel and Reduce Carbon Dioxide Emissions" เก็บถาวร 2009-01-24 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, United Airlines Ecopower Press Release, June 11, 2008.
  34. "Southwest Airlines to Save Millions in Fuel Costs and Significantly Reduce Carbon Dioxide Emissions with Pratt & Whitney EcoPower Engine Wash Services" เก็บถาวร 2008-12-10 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, Southwest Airlines Ecopower Press Release, June 11, 2008.
  35. "JetBlue Airways Signs Pratt & Whitney EcoPower(R) Engine Wash". Reuters. June 15, 2009. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ September 10, 2012. สืบค้นเมื่อ 2012-02-16.

บรรณานุกรม

[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]