แพทริเซีย ไฮสมิท
แพทริเซีย ไฮสมิท | |
|---|---|
ไฮสมิทในปี 1962 | |
| เกิด | แมรี แพทริเซีย แพลงแมน 19 มกราคม ค.ศ. 1921 ฟอร์ตเวิร์ท รัฐเท็กซัส สหรัฐ |
| เสียชีวิต | 4 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1995 (74 ปี) โลการ์โน รัฐตีชีโน สวิตเซอร์แลนด์ |
| นามปากกา | แคลร์ มอร์แกน (1952) |
| อาชีพ | นักเขียน |
| ภาษา | อังกฤษ |
| การศึกษา | โรงเรียนมัธยมจูเลียริชแมน |
| จบจาก | วิทยาลัยบาร์นาร์ด มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (BA) |
| ช่วงเวลา | ค.ศ. 1942–1995 |
| แนว | ระทึกขวัญ ระทึกขวัญเชิงจิตวิทยา บันเทิงคดีอาชญากรรม นวนิยายรัก |
| แนวร่วมในทางวรรณคดี | วรรณกรรมนวยุคนิยม |
| ผลงานที่สำคัญ |
|
| ลายมือชื่อ | |
แพทริเซีย ไฮสมิท (อังกฤษ: Patricia Highsmith; 19 มกราคม ค.ศ. 1921 – 4 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1995)[1] เป็นนักเขียนนวนิยายและเรื่องสั้นชาวอเมริกัน ผู้มีชื่อเสียงจากผลงานแนวระทึกขวัญเชิงจิตวิทยา โดยเฉพาะนวนิยายชุด 5 เล่มที่มีตัวละคร ทอม ริปลีย์ (Tom Ripley) เป็นตัวเอก เธอเขียนนวนิยาย 22 เล่มและเรื่องสั้นจำนวนมากตลอดระยะเวลาเกือบ 5 ทศวรรษ และผลงานของเธอถูกนำไปดัดแปลงเป็นภาพยนตร์มากกว่า 20 เรื่อง งานเขียนของเธอได้รับอิทธิพลจากวรรณกรรมแนวอัตถิภาวนิยม[2] และตั้งคำถามต่อแนวคิดเรื่องอัตลักษณ์และบรรทัดฐานทางศีลธรรมของสังคม[3] เธอได้รับการขนานนามว่าเป็น "กวีแห่งความหวาดหวั่น" โดยเกรแฮม กรีน นักเขียนนวนิยายชาวอังกฤษ[4]
ไฮสมิทเกิดที่เมืองฟอร์ตเวิร์ทในรัฐเท็กซัส มีชื่อเกิดว่า แมรี แพทริเซีย แพลงแมน (Mary Patricia Plangman) ในวัยเยาว์ได้รับการเลี้ยงดูโดยยาย ต่อมาเมื่ออายุได้ 6 ปี เธอย้ายไปอยู่ที่นครนิวยอร์กกับแม่และพ่อเลี้ยง หลังจากสำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยบาร์นาร์ดในปี 1942 ไฮสมิทเริ่มทำงานเป็นนักเขียนการ์ตูน พร้อมกับเขียนเรื่องสั้นและนวนิยายของตนเองในเวลาว่าง ความสำเร็จครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ Strangers on a Train (แปลไทยในชื่อ คนแปลกหน้าบนรถไฟ) นวนิยายเล่มแรกของเธอได้รับการตีพิมพ์ในปี 1950 และถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์โดยอัลเฟรด ฮิตช์ค็อกในปีถัดมา ส่วน The Talented Mr. Ripley (แปลไทยในชื่อ ริปลีย์ ฆาตกรหลายหน้า และ พรสวรรค์ของมิสเตอร์ริปลีย์) ที่ตีพิมพ์ในปี 1955 ก็ได้รับการตอบรับอย่างกว้างขวางทั้งในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ส่งผลให้เธอได้รับการยกย่องว่าเป็นนักเขียนแนวระทึกขวัญเชิงจิตวิทยาที่โดดเด่น
ในปี 1963 ไฮสมิทย้ายไปอยู่ประเทศอังกฤษ ซึ่งชื่อเสียงของเธอยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ต่อมาในปี 1967 เธอย้ายไปอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศสเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ หลังยุติความสัมพันธ์กับหญิงชาวอังกฤษที่สมรสแล้ว ขณะนั้นยอดขายหนังสือของเธอในยุโรปสูงกว่าสหรัฐ โดยตัวแทนของเธอให้เหตุผลว่าเป็นผลมาจากการที่เธอฉีกขนบนิยายอาชญากรรมแบบฉบับอเมริกัน ในปี 1982 ไฮสมิทย้ายไปสวิตเซอร์แลนด์และยังคงตีพิมพ์ผลงานใหม่ ๆ ซึ่งสร้างความเห็นแตกต่างในหมู่นักวิจารณ์ ช่วงบั้นปลายชีวิตเธอมีปัญหาสุขภาพ และเสียชีวิตที่นั่นในปี 1995 จากภาวะโลหิตจางจากไขกระดูกฝ่อและมะเร็งปอด
หนังสือพิมพ์ เดอะไทมส์ กล่าวถึงไฮสมิทว่า "เธอทำให้นิยายแนวระทึกขวัญได้รับการยกย่องในฐานะวรรณกรรมชั้นสูง"[5]: 180 The Price of Salt นวนิยายเรื่องที่สองของเธอที่ใช้นามแฝงในปี 1952 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการฉายภาพเชิงบวกให้กับความสัมพันธ์แบบเลสเบียนและมีตอนจบที่มองโลกในแง่ดี[6]: 1 [7] อย่างไรก็ตาม เธอยังคงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์จากการแสดงทัศนคติที่ต่อต้านชาวยิว เหยียดผิว และเกลียดชังมนุษย์[8]
อ้างอิง
[แก้]- ↑ "Mary P Highsmith". FamilySearch. The Church of Jesus Christ of Latter-day Saints (From the United States Social Security Administration Death Master File).
- ↑ Shore, Robert (January 7, 2000). "The talented Ms Highsmith". The Guardian. สืบค้นเมื่อ March 29, 2017.
- ↑ Wilson, Andrew (May 24, 2003). "Ripley's enduring allure". The Daily Telegraph. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ October 7, 2015. สืบค้นเมื่อ October 6, 2015.
- ↑ Highsmith, Patricia (1970). "Foreword". Eleven (1st ed.). William Heinemann Ltd. p. xi. ISBN 0-434-33510-X.
- ↑ Bradford, Richard (2021). Devils, Lusts and Strange desires: The Life of Patricia Highsmith. London: Bloomsbury Caravel. ISBN 9781448217908.
- ↑ Meaker, Marijane (2003). Highsmith: A Romance of the 1950s (1st ed.). San Francisco: Cleis Press. ISBN 1-57344-171-6.
- ↑ Talbot, Margaret (November 30, 2015). "Forbidden Love". The New Yorker. สืบค้นเมื่อ March 5, 2016.
- ↑ Brooks, Richard (January 17, 2021). "Patricia Highsmith: the 'Jew-hater' who took Jewish women as lovers". The Guardian. สืบค้นเมื่อ January 17, 2021.
แหล่งข้อมูลอื่น
[แก้]
วิกิมีเดียคอมมอนส์มีสื่อเกี่ยวกับ แพทริเซีย ไฮสมิท
วิกิคำคม มีคำคมที่กล่าวโดย หรือเกี่ยวกับ แพทริเซีย ไฮสมิท