ข้ามไปเนื้อหา

แผนเค 5

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ภูเขาตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ทางเหนือของถนนระหว่างศรีโสภณและอรัญประเทศ หนึ่งในพื้นที่ที่กลุ่มกบฏเขมรแดงซ่อนตัวอยู่เมื่อครั้งที่สาธารณรัฐประชามานิตกัมพูชาเรืองอำนาจ

แผนเค 5 (อังกฤษ: K5 Plan, K5 Belt หรือ K5 Project; เขมร: ផែនការក៥) หรือที่รู้จักกันในชื่อม่านไม้ไผ่[1] เป็นความพยายามระหว่างปี พ.ศ. 2528 ถึง พ.ศ. 2532 โดยรัฐบาลสาธารณรัฐประชามานิตกัมพูชาที่จะปิดเส้นทางแทรกซึมของกลุ่มเขมรแดงที่จะเข้าสู่กัมพูชาโดยใช้สนามเพลาะ รั้วลวดหนาม และทุ่นระเบิดไปตลอดเกือบทั้งชายแดนไทย–กัมพูชา[2]

ประวัติ

[แก้]
ค่ายผู้อพยพตามแนวชายแดนที่เป็นศัตรูกับสาธารณรัฐประชามานิตกัมพูชา; พ.ศ. 2522-2527

หลังจากที่กัมพูชาประชาธิปไตยพ่ายแพ้ในปี พ.ศ. 2522 เขมรแดงได้หลบหนีออกจากกัมพูชาอย่างรวดเร็ว กองกำลังกึ่งทหารของ พล พต ซึ่งแทบไม่มีบาดแผลใด ๆ จำนวนประมาณ 30,000 ถึง 35,000 นาย ได้รับการปกป้องจากรัฐไทยและมีสายสัมพันธ์กับต่างประเทศที่แข็งแกร่ง ได้รวมกลุ่มและจัดระเบียบใหม่ในเขตป่าและภูเขาที่อยู่หลังแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ในช่วงต้นคริสต์ทศวรรษ 1980 กองกำลังเขมรแดงสามารถแสดงความแข็งแกร่งภายในค่ายผู้อพยพใกล้ชายแดนในฝั่งไทย รวมถึงได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์ทางทหารได้อย่างต่อเนื่องและเพียงพอ อาวุธส่วนใหญ่มาจากจีนและสหรัฐอเมริกา และถูกส่งต่อไปทั่วแนวรบที่ติดกับไทยด้วยความร่วมมือจากกองทัพไทย[3]

จากตำแหน่งที่มั่นคงในฐานทัพลับตามแนวชายแดนไทย กองกำลังติดอาวุธของเขมรแดงได้เปิดฉากโจมตีสาธารณรัฐประชามานิตกัมพูชาที่เพิ่งสถาปนาขึ้นใหม่อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าเขมรแดงจะมีสถานะเหนือกว่า แต่ก็ได้ต่อสู้กับกองทัพปฏิวัติประชาชนกัมพูชา (KPRAF) และกองทัพประชาชนเวียดนาม รวมทั้งกลุ่มติดอาวุธที่ไม่ใช่คอมมิวนิสต์กลุ่มเล็ก ๆ ที่เคยต่อสู้กับเขมรแดงมาแล้วระหว่างปี พ.ศ. 2518 ถึง 2522[4]

ผลที่ตามมาที่สำคัญของสงครามกลางเมืองที่ชายแดนก็คือ สาธารณรัฐประชามานิตกัมพูชาถูกขัดขวางไม่ให้พยายามสร้างชาติที่ได้รับความเสียหายและรวมอำนาจการปกครองของตนขึ้นใหม่ การปกครองของสาธารณรัฐใหม่นั้นไม่มั่นคงในพื้นที่ชายแดนเนื่องมาจากการก่อวินาศกรรมอย่างต่อเนื่องต่อระบบการปกครองของจังหวัดผ่านสงครามกองโจรอย่างต่อเนื่องโดยเขมรแดง[2]

การนำไปปฏิบัติ

[แก้]

สถาปนิกของแผนเค 5 คือนายพล เล ดึ๊ก อัญ (Lê Đức Anh) ผู้บัญชาการกองกำลังกองทัพประชาชนเวียดนามในกัมพูชา ได้กำหนดประเด็นสำคัญ 5 ประการ สำหรับการป้องกันกัมพูชาจากการแทรกซึมอีกครั้งของเขมรแดง ตัวอักษร "เค" (K) ซึ่งเป็นอักษรตัวแรกของอักษรเขมร มาจากคำว่า kar karpier ซึ่งแปลว่า "การป้องกัน" ในภาษาเขมร และหมายเลข "5" หมายถึงประเด็น 5 ประการของ เล ดึ๊ก อัญ ในแผนการป้องกันของเขา ซึ่งการปิดผนึกพรมแดนกับประเทศไทยเป็นประการที่สอง[2] อย่างไรก็ตาม คนงานหลายคนในโครงการไม่ทราบว่า "เค 5" ย่อมาจากอะไร[5]

แผนเค 5 เริ่มต้นเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2527[6] นับเป็นแผนการที่ยิ่งใหญ่มาก ซึ่งรวมไปถึงการถางป่าดิบชื้นเป็นบริเวณยาวโดยการตัดต้นไม้จำนวนมาก รวมถึงการโค่นและถอนพืชพันธุ์สูง วัตถุประสงค์คือเพื่อให้มีพื้นที่โล่งกว้างต่อเนื่องตลอดแนวชายแดนไทยที่จะถูกเฝ้าจับตาและวางกับระเบิด โดยใช้แรงงานจากการเกณฑ์ทหารเนื่องจากอาสาสมัครที่สมัครมาไม่เพียงพอ ซึ่งใช้แรงงานทั้งพลเรือน เจ้าหน้าที่ภาครัฐ และกำลังติดอาวุธรวมมากถึง 380,000 คนสำหรับโครงการตามแผนเค 5[7]

ในทางปฏิบัติ รั้วเค 5 ประกอบด้วยพื้นที่ยาวประมาณ 700 กิโลเมตร กว้าง 500 เมตร ตามแนวชายแดนที่ติดกับประเทศไทย ซึ่งมีการฝังทุ่นระเบิดต่อต้านรถถังและทุ่นระเบิดต่อต้านบุคคลไว้ในความหนาแน่นประมาณ 3,000 ลูกต่อแนวชายแดน 1 กิโลเมตร[8]

ผลที่ตามมา

[แก้]

จากมุมมองด้านสิ่งแวดล้อม การตัดไม้ทำลายป่าเป็นจำนวนมากถือเป็นหายนะทางระบบนิเวศ ส่งผลให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่าอย่างรุนแรง คุกคามพันธุ์สัตว์ และทิ้งพื้นที่เสื่อมโทรมจำนวนมากไว้เบื้องหลัง พื้นที่ห่างไกล เช่น ทิวเขาบรรทัด แทบไม่ได้รับผลกระทบจากมนุษย์เลย จนกระทั่งกลายมาเป็นฐานที่มั่นของเขมรแดงและเปลี่ยนแปลงสภาพความเป็นอยู่ของชาวพื้นเมืองที่เคยอยู่ร่วมกับป่าได้ให้มาเป็นแรงงานในพื้นที่เกษตรกรรมรวมของเขมรแดง[9]

ผู้วางแผนโครงการไม่ได้คาดคิดมาก่อน จากมุมมองของทหาร แผนเค 5 ยังเป็นหายนะสำหรับสาธารณรัฐประชามานิตกัมพูชาอีกด้วย แผนนี้ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อพวกเขมรแดงที่ต้องการข้ามกลับไปสักนิด เนื่องจากไม่สามารถที่จะควบคุมชายแดนตลอดแนวยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การบำรุงรักษายังทำได้ยาก เนื่องจากป่าดงดิบที่ถูกทำลายทิ้งให้กลายเป็นพุ่มไม้รก ซึ่งในภูมิอากาศแบบร้อนชื้น พุ่มไม้จะงอกขึ้นมาใหม่ทุกปีจนสูงประมาณเท่าชายคนหนึ่ง[10]

แผนเค 5 ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของสาธารณรัฐประชามานิตกัมพูชาในฐานะสาธารณรัฐที่มุ่งมั่นที่จะรื้อฟื้นการปกครองของ พอล พต และพรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชาที่ทำลายล้างกัมพูชาขึ้นมาใหม่ แม้จะมีความพยายามมากมาย แต่โครงการทั้งหมดก็ไม่ประสบผลสำเร็จในที่สุด และสุดท้ายก็ตกอยู่ในมือของศัตรูของสาธารณรัฐใหม่ที่สนับสนุนฮานอย ชาวนากัมพูชาหลายพันคนที่ยินดีรับอิสรภาพจากเขมรแดงในการทำฟาร์มแบบดั้งเดิม แต่การไม่มีภาษีภายใต้รัฐบาลสาธารณรัฐประชามานิตกัมพูชา[2] กลับเริ่มทำให้เกิดความไม่พอใจขึ้นมา

พวกเขาโกรธที่ต้องละทิ้งทุ่งนาของตนเพื่อทุ่มเทเวลาให้กับการถางป่า ซึ่งเป็นงานหนักที่พวกเขาเห็นว่าไร้ประโยชน์และไม่ได้มีประสิทธิพลอะไรเลย[10] ความโกรธแค้นของพวกเขาเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อพวกเขามองว่าการใช้แรงงานภาคบังคับ แม้จะไม่มีการสังหารหมู่ แต่ก็คล้ายคลึงกับสิ่งที่พวกเขาเคยประสบมาภายใต้การปกครองของเขมรแดง[11] เนื่องจากสภาพที่ไม่ถูกสุขอนามัยและมียุงชุกชุมในพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก คนงานในโครงการเค 5 ที่ได้รับอาหารไม่เพียงพอและที่พักไม่เพียงพอจึงตกเป็นเหยื่อของมาลาเรียและความอ่อนล้าจากการทำงานหนัก[12] ซึ่งแรงงานมากถึงร้อยละ 60 ป่วยด้วยโรคมาลาเรีย บางส่วนเสียชีวิตด้วยโรคติดต่อทางเพศ[7]

ทุ่นระเบิดจำนวนมากยังคงหลงเหลืออยู่จนถึงทุกวันนี้ ทำให้พื้นที่อันกว้างใหญ่แห่งนี้ยังคงอันตราย เขตเค 5 กลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาทุ่นระเบิดขนาดใหญ่ในกัมพูชาหลังจากสงครามกลางเมืองสิ้นสุดลง ในปี พ.ศ. 2533 เพียงปีเดียว จำนวนชาวกัมพูชาที่ต้องตัดขาหรือเท้าอันเป็นผลจากการบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 6,000 ราย[13] รวมถึงทุ่นระเบิดดังกล่าวยังถูกวางล้ำเข้ามาในฝั่งประเทศไทยจนในปัจจุบันบางส่วนถูกประกาศเป็นพื้นที่ไร่นาที่ดินทำกินของราษฎรชาวไทย บางส่วนเป็นพื้นที่ของป่าอนุรักษ์ของกรมป่าไม้[14]

ดูเพิ่ม

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. Kelvin Rowley. "Second Life, Second Death: The Khmer Rouge After 1978" (PDF). Swinburne University of Technology. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 2016.
  2. 1 2 3 4 Margaret Slocomb, The People's Republic of Kampuchea, 1979-1989: The revolution after Pol Pot ISBN 978-974-9575-34-5
  3. Puangthong Rungswasdisab (2010). "Thailand's Response to the Cambodian Genocide". Cambodian Genocide Program, Yale University. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 26 พฤษภาคม 2012.
  4. "ไทยผิดหรือเวียดถูก? เปิดปมดราม่าแถลงอาลัยป๋า". โพสต์ทูเดย์. 11 มิถุนายน 2019.
  5. Esmeralda Luciolli (1988). Le mur de bambou, ou le Cambodge après Pol Pot (ภาษาฝรั่งเศส). Paris: R. Deforges : Medecins sans frontieres, : Diffusion, A. Michel. ISBN 2-905538-33-3.
  6. "Chronologie du Cambodge de 1960 à 1990 - from Raoul M. Jennar, Les clés du Cambodge". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 20 กุมภาพันธ์ 2005. สืบค้นเมื่อ 16 มีนาคม 2010.
  7. 1 2 "Healing a Nation - The Cambodia Daily". english.cambodiadaily.com (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). 21 เมษายน 2017.
  8. Landmine Monitor Report 2005 (PDF). Mines Action Canada. ตุลาคม 2005. ISBN 0-9738955-0-0.
  9. Sarou, Long (2009). "IV. The Historical Background of the CCPF". Livelihood Strategies Amongst Indigenous Peoples in the Central Cardamom Protected Forest, Cambodia. S. Rajaratnam School of International Studies. pp. 14–18.
  10. 1 2 Soizick Crochet, Le Cambodge, Karthala, Paris 1997, ISBN 2-86537-722-9
  11. Margaret Slocomb (มิถุนายน 2001). "The K5 Gamble: National Defence and Nation Building under the People's Republic of Kampuchea". Journal of Southeast Asian Studies. Cambridge University Press. 32 (2): 195–210. doi:10.1017/S0022463401000091.
  12. Craig Etcheson, After the killing fields: lessons from the Cambodian genocide, ISBN 978-0-275-98513-4
  13. "The killing minefields of Cambodia". NewScientist.
  14. นงลักษณ์ ไมตรีมิตร (กันยายน 2001). "ทุ่นระเบิด กองทัพทหารใบ้ สงครามไม่รู้จบ". สารคดี. No. 199. ISSN 0857-1538.

บรรณานุกรม

[แก้]
  • Evan Gottesmann, Cambodia After the Khmer Rouge: Inside the Politics of Nation Building, ISBN 978-0-300-10513-1

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]