ข้ามไปเนื้อหา

เอ็นกล้ามเนื้อ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เอ็นกล้ามเนื้อ
เอ็นร้อยหวาย ซึ่งเป็นหนึ่งในเอ็นกล้ามเนื้อในร่างกายมนุษย์ (จาก เกรส์อะนาโตมี, พิมพ์ครั้งที่ 1, ค.ศ. 1858)
ภาพจุลทรรศน์ของชิ้นส่วนเอ็นกล้ามเนื้อ (การย้อมแอชแอนด์อี)
รายละเอียด
ตัวระบุ
ภาษาละตินtendo
MeSHD013710
TA22010
THH3.03.00.0.00020
FMA9721
อภิธานศัพท์กายวิภาคศาสตร์

เอ็นกล้ามเนื้อ (อังกฤษ: Tendon หรือ Sinew) คือแถบเนื้อเยื่อเกี่ยวพันเส้นใยหนาแน่น (dense connective tissue) มีหน้าที่ยึดกล้ามเนื้อเข้ากับกระดูก โดยถ่ายทอดแรงเชิงกลที่เกิดจากการหดตัวของกล้ามเนื้อไปยังระบบโครงกระดูก พร้อมทั้งสามารถต้านทานแรงดึงได้

เอ็นกล้ามเนื้อมีส่วนประกอบหลักเป็นคอลลาเจนเช่นเดียวกับเอ็นยึด อย่างไรก็ดี ความแตกต่างระหว่างสองสิ่งนี้คือ เอ็นยึดจะเชื่อมกระดูกกับกระดูก ขณะที่เอ็นกล้ามเนื้อจะเชื่อมกล้ามเนื้อเข้ากับกระดูก ร่างกายมนุษย์ที่โตเต็มวัยมีเอ็นกล้ามเนื้อประมาณ 4,000 เส้น[1][2]

โครงสร้าง

[แก้]

เอ็นกล้ามเนื้อประกอบด้วยเนื้อเยื่อเกี่ยวพันหนาแน่นสม่ำเสมอ (dense regular connective tissue) โดยเซลล์หลักคือไฟโบรบลาสต์ชนิดพิเศษที่เรียกว่า เซลล์เอ็นกล้ามเนื้อ (tendon cell) หรือเทโนไซต์ (tenocyte)[3] ซึ่งทำหน้าที่สังเคราะห์เมทริกซ์นอกเซลล์ (extracellular matrix) ของเอ็นกล้ามเนื้อ โดยมีเส้นใยคอลลาเจนหนาแน่นเป็นองค์ประกอบหลัก เส้นใยคอลลาเจนจะเรียงตัวขนานกันเป็นมัดเล็ก ๆ หรือแฟซิเคิล (fascicle) ซึ่งแต่ละมัดจะล้อมรอบด้วย เอนโดเทนดีเนียม (endotendineum) ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันหลวมที่มีเส้นใยคอลลาเจนขนาดเล็ก[4][5] และเส้นใยยืดหยุ่น (elastic fiber) อยู่ภายใน[6] กลุ่มของแฟซิเคิลจะถูกรวมกันโดย เอพิเทนอน (epitenon) ซึ่งเป็นเยื่อหุ้มที่ประกอบด้วยเนื้อเยื่อเกี่ยวพันหนาแน่นไม่สม่ำเสมอ (dense irregular connective tissue) และเอ็นกล้ามเนื้อทั้งหมดจะหุ้มอีกชั้นหนึ่งด้วยพังผืด (fascia) พื้นที่ระหว่างพังผืดกับเนื้อเยื่อของเอ็นกล้ามเนื้อจะถูกเติมเต็มด้วย พาราเทนอน (paratenon) ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อร่างแหไขมัน (fatty areolar tissue)[7] เอ็นกล้ามเนื้อที่แข็งแรงตามปกติจะยึดติดกับกระดูกผ่านเส้นใยของชาร์ปี (Sharpey’s fibres)

สัตว์อื่น ๆ

[แก้]
เอ็นกล้ามเนื้อที่กลายเป็นกระดูกจากแหล่งกระดูกไดโนเสาร์เอ็ดมอนโตซอรัสในรัฐไวโอมิง สหรัฐอเมริกา (หมวดหินแลนซ์)

ในสิ่งมีชีวิตบางชนิด เช่น นก[8] และไดโนเสาร์กลุ่มออร์นิทิสเกีย[9] บางส่วนของเอ็นกล้ามเนื้อสามารถกลายเป็นกระดูกได้ (ossification) ในกระบวนการนี้ เซลล์กระดูก (osteocyte) จะเจริญแทรกเข้าไปในเนื้อเยื่อเอ็นกล้ามเนื้อและสร้างเนื้อกระดูกคล้ายกับที่เกิดขึ้นในกระดูกในเอ็นกล้ามเนื้อ (sesamoid bone) เช่น กระดูกสะบ้า ในนก การกลายเป็นกระดูกของเอ็นกล้ามเนื้อมักเกิดขึ้นที่รยางค์หลัง ส่วนในไดโนเสาร์กลุ่มออร์นิทิสเกีย เอ็นกล้ามเนื้อแกนลำตัวที่กลายเป็นกระดูกจะเรียงตัวเป็นตาข่ายตามแนวสันกระดูกสันหลังประสาทที่อยู่ด้านบน (neural spines) และแนวสันกระดูกสันหลังหลอดเลือดที่อยู่ด้านล่าง (haemal spines) บริเวณหาง ซึ่งคาดว่าเพื่อช่วยพยุงโครงสร้างของลำตัว

ดูเพิ่ม

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. "Protect Your Tendons". NIH News in Health (ภาษาอังกฤษ). 2017-05-15. สืบค้นเมื่อ 2023-09-11.
  2. "Framing Within Our Bodies". Southern Hills Hospital & Medical Center (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2023-09-11.
  3. Harvey T, Flamenco S, Fan CM (December 2019). "A Tppp3+Pdgfra+ tendon stem cell population contributes to regeneration and reveals a shared role for PDGF signalling in regeneration and fibrosis". Nature Cell Biology. 21 (12): 1490–1503. doi:10.1038/s41556-019-0417-z. PMC 6895435. PMID 31768046.
  4. Dorlands Medical Dictionary, page 602
  5. Caldini EG, Caldini N, De-Pasquale V, Strocchi R, Guizzardi S, Ruggeri A, Montes GS (1990). "Distribution of elastic system fibres in the rat tail tendon and its associated sheaths". Acta Anatomica. 139 (4): 341–348. doi:10.1159/000147022. PMID 1706129.
  6. Grant TM, Thompson MS, Urban J, Yu J (June 2013). "Elastic fibres are broadly distributed in tendon and highly localized around tenocytes". Journal of Anatomy. 222 (6): 573–579. doi:10.1111/joa.12048. PMC 3666236. PMID 23587025.
  7. Dorlands Medical Dictionary 2012.Page 1382
  8. Berge JC, Storer RW (October 1995). "Intratendinous ossification in birds: A review". Journal of Morphology. 226 (1): 47–77. doi:10.1002/jmor.1052260105. PMID 29865323. S2CID 46926646.
  9. Organ CL (2006). "Biomechanics of ossified tendons in ornithopod dinosaurs". Paleobiology. 32 (4): 652–665. Bibcode:2006Pbio...32..652O. doi:10.1666/05039.1. S2CID 86568665.