เอ็ดเวิร์ด บุลเวอร์–ลิตตัน
ท่านลอร์ดลิตตัน | |
|---|---|
| รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอาณานิคม | |
| ดำรงตำแหน่ง 5 มิถุนายน 1858 – 11 มิถุนายน 1859 | |
| กษัตริย์ | วิกตอเรีย |
| นายกรัฐมนตรี | เอิร์ลแห่งดาร์บีย์ |
| ก่อนหน้า | ลอร์ดสแตนลีย์ |
| ถัดไป | ดยุกแห่งนิวคาสเซิล |
| ข้อมูลส่วนบุคคล | |
| เกิด | Edward George Earle Lytton Bulwer 25 พฤษภาคม ค.ศ. 1803 ลอนดอน ประเทศอังกฤษ |
| เสียชีวิต | 18 มกราคม ค.ศ. 1873 (69 ปี) ทอร์คีย์เ ประเทศอังกฤษ |
| เชื้อชาติ | บริติช |
| พรรคการเมือง | วิก (1831–1841) อนุรักษนิยม (1851–1866) |
| คู่สมรส | Rosina Doyle Wheeler (สมรส 1827) |
เอ็ดเวิร์ด บุลเวอร์–ลิตตัน บารอนลิตตันที่ 1 (อังกฤษ: Edward Bulwer-Lytton, 1st Baron Lytton) เป็นนักเขียนและนักการเมืองชาวอังกฤษ และเป็นผู้บัญญัติวลีที่กลายเป็นวาทะคลาสสิกอย่าง "ปากกามีอานุภาพกว่าดาบ"[1]
ลิตตันเกิดเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 1803 ที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ เขาได้รับการศึกษาจากวิทยาลัยทรินิตีแห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และเริ่มเขียนบทกวีและนวนิยายตั้งแต่อายุยังน้อย ความสามารถทางวรรณศิลป์ของเขาโดดเด่นจนได้รับรางวัลเหรียญทองจากอธิการบดี[2]
วรรณกรรม
[แก้]ผลงานนวนิยายของลิตตันได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในยุควิกตอเรีย โดยเฉพาะเรื่อง Pelham (1828), Paul Clifford (1830), และ The Last Days of Pompeii (1834) ผลงานเหล่านี้ผสมผสานระหว่างความรู้ด้านประวัติศาสตร์ ปรัชญา และจินตนาการแฟนตาซี กลายเป็นรากฐานให้กับนวนิยายแนวประวัติศาสตร์และลึกลับในยุคต่อมา[3]
นวนิยาย Paul Clifford มีชื่อเสียงไม่เฉพาะเพราะเนื้อหา แต่เพราะประโยคเปิดเรื่องที่เป็นที่ล้อเลียนกันอย่างแพร่หลายว่า “It was a dark and stormy night…” ซึ่งต่อมาถูกนำไปใช้อย่างขำขันโดยชาร์ลส์ เอ็ม. ชูลท์ซ และกลายเป็นจุดกำเนิดของการแข่งขันวรรณกรรมตลกชื่อ การประกวดนิยายบุลเวอร์–ลิตตัน[4]
ลิตตันมีอิทธิพลต่อภาษาอังกฤษในระดับมหาชน คำอย่าง “The great unwashed” (คนไม่เคยอาบน้ำที่เป็นใหญ่), “The almighty dollar” (ธนาฤทธานุภาพ) และ “Pursuit of the impossible” (การไขว่คว้าสิ่งเป็นไปไม่ได้) ก็เป็นผลผลิตจากปลายปากกาของเขา[5] แต่ที่สำคัญที่สุด คือวลี “The pen is mightier than the sword” (ปากกามีอานุภาพกว่าดาบ) ซึ่งปรากฏในบทละครของเขาเรื่อง Richelieu; Or the Conspiracy (1839) กลายเป็นสำนวนสากลที่ใช้แสดงถึงพลังของสติปัญญาและวาทศิลป์ที่เปลี่ยนแปลงโลกได้ยิ่งกว่าความรุนแรง
การเมือง
[แก้]นอกจากการเป็นนักเขียน แต่ลิตตันก็มีบทบาททางการเมืองอย่างชัดเจน เขาเป็นสมาชิกพรรคอนุรักษนิยม และเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอาณานิคม ระหว่างปี 1858–1859 ในช่วงเวลานั้น เขามีบทบาทสำคัญในการจัดตั้งบริติชโคลัมเบียให้เป็นอาณานิคมของอังกฤษ และเมืองลิตตันในแคนาดาก็ตั้งชื่อตามเขา[2]
ในปี 1866 เขาได้รับบรรดาศักดิ์ขุนนางเป็น "บารอนลิตตันแห่งคเนปเวิร์ธ" (Baron Lytton of Knebworth) ทำให้มีที่นั่งในสภาขุนนาง และมีอำนาจมากขึ้นในแวดวงการเมือง แม้ผลงานทางการเมืองของเขาจะไม่โดดเด่นเท่าผลงานวรรณกรรม แต่ก็สะท้อนแนวคิดแบบอนุรักษนิยมที่เชื่อในพลังของชนชั้นนำและเสถียรภาพของรัฐ [3]
เสียชีวิต
[แก้]ลิตตันเสียชีวิตเมื่อวันที่ 18 มกราคม 1873 ที่เมืองทอร์คีย์ แต่ผลงานของเขายังคงมีอิทธิพลต่อทั้งวรรณกรรมและการเมืองในยุคต่อมา แม้ในแง่วิจารณ์เชิงวรรณศิลป์ เขามักถูกมองว่าเป็นนักเขียนที่เยิ่นเย้อ หรือใช้ภาษาที่รุ่มรวยเกินเหตุ แต่งานของเขาก็เป็นรากฐานให้กับนวนิยายแนวผจญภัยและประวัติศาสตร์ รวมถึงการสร้างแนวคิดทางการเมืองและสังคมให้กับชนชั้นกลางในยุคนั้น
ลูกชายของเขาที่ชื่อว่าโรเบิร์ต ก็มีบทบาทสำคัญในตำแหน่งอุปราชแห่งอินเดีย ในช่วงปี 1876–1880 ทำให้ตระกูลลิตตันยังคงเป็นที่รู้จักในวงการการเมืองของอังกฤษต่อเนื่องจากรุ่นสู่รุ่น
อ้างอิง
[แก้]- ↑ Lytton, Edward Bulwer. Richelieu; Or the Conspiracy. London: Saunders and Otley, 1839.
- 1 2 Mitchell, L.G. Bulwer Lytton: The Rise and Fall of a Victorian Man of Letters. Hambledon and London, 2003.
- 1 2 Sutherland, John. The Longman Companion to Victorian Fiction. Routledge, 2014.
- ↑ Bulwer-Lytton Fiction Contest. Department of English, San Jose State University. www.bulwer-lytton.com
- ↑ Crystal, David. The Stories of English. Penguin Books, 2005.