หน้านี้ถูกกึ่งล็อก
หน้าถูกกึ่งป้องกัน

เอื้อน กลิ่นสาลี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

ดร.เอื้อน กลิ่นสาลี(อดีตพระพรหมดิลก)
พระพรหมดิลก.jpg
เกิด13 กรกฎาคม พ.ศ. 2488 (74 ปี)
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประเทศไทย
สัญชาติไทย
มีชื่อเสียงจากพระพรหมดิลก อดีตกรรมการมหาเถรสมาคม, อดีตเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร, อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา, อดีตที่ปรึกษาแม่กองบาลีสนามหลวง

ดร.เอื้อน กลิ่นสาลี หรืออดีต พระพรหมดิลก ฉายา หาสธมฺโม ป.ธ. 9 เป็นอดีตพระราชาคณะเจ้าคณะรอง เคยดำรงตำแหน่งสำคัญ เช่น เจ้าอาวาสวัดสามพระยา กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร เจ้าคณะภาค14 รองเจ้าคณะภาค1 ที่ปรึกษาแม่กองบาลีสนามหลวง

ประวัติ

ดร.เอื้อน กลิ่นสาลี หรืออดีต"พระพรหมดิลก" เกิดเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2488 ณ บ้านเลขที่ 116 หมู่ที่ 6 ตำบลนครหลวง อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ดร.เอื้อน กลิ่นสาลี หรืออดีต "พระพรหมดิลก" ได้อุปสมบทเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2510 ณ วัดมหาพล ตำบลนครหลวง อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีเจ้าอธิการพัฒน์ ติสฺสสุวณฺโณ วัดปรีดาราม ตำบลแม่ลา อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการคต โฆสิโต วัดมหาพล เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูอุดมนครกิจ (วาส สุนฺทโร) วัดตะโหนด เป็นพระอนุสาวนาจารย์ และลาสิกขาเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2561 โดยมีพระจากวัดเสมียนนารีมาทำพิธี เนื่องจากถูกกล่าวหาว่า กระทำการทุจริตและถูกดำเนินคดีอาญา ในความผิดฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์และปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือ โดยทุจริต พร้อมกับพระอีกหลายรูปจากวัดสามพระยา และวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร

วิทยฐานะ

  • พ.ศ. 2523 สอบไล่ได้เปรียญธรรม 9 ประโยค
  • พ.ศ. 2526 ปริญญาโท (สาขาบาลีและการศึกษาทางพระพุทธศาสนา) ณ มหาวิทยาลัยพาราณสี ประเทศอินเดีย
  • พ.ศ. 2529 ปริญญาเอก (สาขาบาลีและการศึกษาทางพระพุทธศาสนา) ณ มหาวิทยาลัยพาราณสี ประเทศอินเดีย

งานปกครอง

สมณศักดิ์

ดร.เอื้อน กลิ่นสาลี หรืออดีต "พระพรหมดิลก" ได้รับโปรดเกล้าฯ พระราชทานสมณศักดิ์ตามลำดับดังนี้


คดีความ

[8][9]ศาลอาญาคดีทุจริตฯตัดสินคดีเงินทอนวัดสำนวนที่ 2 สั่งจำคุก 6 ปี อดีตพระพรหมดิลก เจ้าอาวาสวัดสามพระยาและอดีตกรรมการ มส. และจำคุกอดีตเลขานุการวัด 3 ปี โดยศาลเห็นว่าวัดไม่มีโรงเรียนปริยัติธรรมแต่รับเงินสนับสนุน 5 ล้านบาท จำเลยทั้งสองนำไปใช้บูรณะก่อสร้างอาคารแทนทั้งที่ก่อนหน้านี้ได้รับเงินบูรณะไปแล้ว จากนั้นหมกเม็ดเอาฝากธนาคารกินดอกเบี้ย อันความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน และร่วมกันฟอกเงิน อีกทั้งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐต้องรับโทษเป็น 2 เท่า

ศาลตัดสินคดีพระชั้นผู้ใหญ่ทุจริตเงินทอนวัดเป็นสำนวนที่ 2 เปิดเผยขึ้นที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถนนนครไชยศรี กทม. เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 16 พ.ค. ที่ห้องพิจารณาคดี 7 ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีทุจริตเงินทอนวัด คดีที่พนักงานอัยการสำนักงานปราบปรามการทุจริต 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายเอื้อน กลิ่นสาลี หรืออดีตพระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา อดีตกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) และอดีตเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร และนายสมทรง อรรถกฤษณ์ หรืออดีตพระอรรถกิจโสภณ อดีตเลขานุการเจ้าคณะกรุงเทพฯ วัดสามพระยา ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือโดยทุจริตเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน และร่วมกันฟอกเงิน อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542

สืบเนื่องจากเมื่อปลายปี 56-57 จำเลยร่วมกันทุจริตคดีเงินทอนวัดในส่วนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้ควบคุมตัวจำเลยทั้งสองมาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ทั้งคู่อยู่ในชุดนุ่งขาวห่มขาวโดยมีญาติสนิท ผู้ที่ยังเคารพศรัทธา และพระวัดสามพระยาประมาณ 10 รูป เข้าร่วมฟังคำพิพากษา

ศาลพิเคราะห์ว่า จากกรณีสำนักพระพุทธศาสนาอนุมัติเงินเบิกจ่ายให้แก่วัด 9 วัด จำนวน 72 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญ วัดสามพระยาได้รับเงินจำนวน 5 ล้านบาท ในการสนับสนุนโรงเรียนพระปริยัติธรรมเป็นลำดับที่ 6 ทั้งที่วัดสามพระยาไม่มีโรงเรียนพระปริยัติธรรม จำเลยทั้งสองนำเงินดังกล่าวไปใช้ก่อสร้างอาคารร่มธรรมและบูรณะอาคารพักสงฆ์ อันผิดวัตถุประสงค์ในการมอบเงินของสำนักพระพุทธศาสนา ซึ่งจำเลยควรนำเงินดังกล่าวคืนสำนักพระพุทธศาสนาแต่กลับนำไปก่อสร้างอาคาร ทั้งที่ก่อนหน้านี้ในปี 56 สำนักพระพุทธศาสนาเคยมอบเงินเพื่อเป็นการบูรณะอาคารร่มธรรมและอาคารพักสงฆ์ให้แก่วัดสามพระยา แต่จำเลยทั้งสองนำเงินไปฝากเพื่อรับดอกเบี้ยจากธนาคาร และนำเงินที่ได้รับการสนับสนุนโรงเรียนพระปริยัติธรรมไปเป็นเงินในการบูรณะก่อสร้างอาคารแทน โดยถอนออกจากบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาย่อยตลาดบางกรวย 2 ครั้ง

ทั้งนี้ จำเลยทั้งสองมีพฤติกรรม โอน เปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด หรือซุกซ่อน หรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สิน และการกระทำด้วยประการใดๆ เพื่อปกปิด หรืออำพรางลักษณะที่แท้จริงอันเป็นการฟอกเงิน

ศาลพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตาม พ.ร.บ.ฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (1) (2) และมาตรา 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานกระทำความผิดฐาน

ฟอกเงิน ต้องรับโทษเป็น 2 เท่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษ ลงโทษความผิดฐานฟอกเงินจำคุกจำเลยที่ 1 รวม 2 กระทง ลงโทษกระทงละ 3 ปี รวมจำคุกเป็นเวลา 6 ปี และจำคุกจำเลยที่ 2 รวม 2 กระทง กระทงละ 1 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 3 ปี

อดีตพระพรหมดิลก / เมื่อวันที่ 26 ส.ค. ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ในคดีหมายเลขแดงที่ อท. 122/2562 มีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว อดีตพระพรหมดิลก (เอื้อน กลิ่นสาลี)” อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา อดีตกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) และอดีตเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร และนายสมทรง อรรถกฤษณ์ “อดีตพระอรรถกิจโสภณ” อดีตเลขาฯ เจ้าคณะกรุงเทพฯ วัดสามพระยา ระหว่างอุทธรณ์คดี

โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้มีการสืบพยานจนเสร็จสิ้นแล้วจำเลยทั้ง 2 ให้การปฏิเสธตลอดมาทั้งในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณากรณีไม่น่าที่จำเลยทั้ง 2 จะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ขณะเกิดเหตุจำเลยทั้ง 2 เป็นพระภิกษุอยู่ในพระธรรมวินัย

อีกทั้งยังไม่ปรากฏพฤติการณ์อื่นใดที่ส่อว่าจำเลยทั้ง 2 จะหลบหนีประกอบกับหลักประกันที่จำเลยทั้ง 2 เสนอมาเป็นเงินสด ซึ่งน่าเชื่อถือ จึงอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยทั้ง 2 ระหว่างอุทธรณ์ และโดยที่คดีนี้มีค่าความเสียหายจำนวนมาก จึงให้ตีราคาหลักประกันคนละ 2 ล้านบาท ห้ามจำเลยทั้ง 2 เดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบโดยเร็วก่อนปล่อยตัวจำเลยทั้ง 2 โดยกำหนดเงื่อนไขให้จำเลยทั้ง 2 มารายงานตัวต่อศาลชั้นต้นทุก 1 เดือนต่อครั้ง ตามวันเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดไปจนกว่าศาลอุทธรณ์จะมีคำพิพากษา ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาหลักประกันและหลักประกันเพิ่มแล้วดำเนินการต่อไป

อนึ่งหากมีพฤติการณ์ว่าจำเลยทั้ง 2 จะไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานหรือข่มขู่พยาน หรือมีพฤติการณ์อันใดอันอาจทำให้เสียหาย หรือเกิดความไม่เป็นธรรมในรูปคดี ก็ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งถอนประกันตัวจำเลยทั้ง 2 ทันที

สำหรับคดีนี้พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตเพื่อให้ความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (ฟ้องอดีตเจ้าอาวาส) และเป็นผู้สนับสนันเจ้าพนักงานฯ, ร่วมกันฟอกเงินอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 กรณีร่วมกันฟอกเงิน จากการทุจริตเงินทอนวัดในส่วนอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม

ซึ่งคดีนี้ศาลอาญาคดีทุจริตเเละประพฤติมิชอบกลางมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 16 พ.ค.62 พิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีพฤติกรรม โอน เปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สิน และการกระทำด้วยประการใดๆ เพื่อปกปิด หรืออำพรางลักษณะที่แท้จริง อันเป็นการฟอกเงิน

จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม พ.ร.บ.ฟอกเงินพุทธศักราช 2542 มาตรา 5 (1) (2) และมาตรา 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานกระทำความผิดฐานฟอกเงินต้องรับโทษเป็น 2 เท่าการกระทำของจำเลยทั้ง 2 เป็นความผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษ ลงโทษความผิดฐานฟอกเงินจำคุกจำเลยที่ 1 รวม 2 กระทง ลงโทษกระทงละ 3 ปี รวมจำคุกเป็นเวลา 6 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 รวม 2 กระทง กระทงละ 1 ปี 6 เดือนรวมจำคุก 3 ปี

นอกจากคดีนี้แล้ว ศาลยังได้อ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์คดีหมายเลขดำที่ อท.254/2562 ที่อนุญาตให้ประกันตัวพระพรหมดิลก (เอื้อน กลิ่นสาลี) ในคดีที่ถูกพนักงานอัยการยื่นฟ้องร่วมกับนายพนม ศรศิลป์ และพวกรวม 5 คนร่วมกันทุจริตเงินทอนวัดอีก 1 สำนวน

โดยศาลอุทธรณ์พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้การสอบสวนเสร็จสิ้นแล้วจำเลยที่ 5 ให้การปฏิเสธตลอดมา ทั้งในระหว่างสอบสวนและชั้นพิจารณา กรณีไม่น่าที่จำเลยที่ 5 จะไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 5 เป็นพระภิกษุอยู่ในพระธรรมวินัย

อีกทั้งยังไม่ปรากฏพฤติการณ์ใดที่ส่อว่าจำเลยที่ 5 จะหลบหนี ประกอบกับโจทก์ไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 5 ชั่วคราวในระหว่างพิจารณา และโดยที่คดีนี้มีมูลค่าราคาความเสียหายจำนวนมาก จึงให้ตีราคาหลักประกัน 2 ล้านบาท ห้ามจำเลยที่ 5 เดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น

ให้ศาลชั้นต้นแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบโดยเร็วก่อนปล่อยตัวจำเลยที่ 5 โดยกำหนดเงื่อนไขให้จำเลยที่ 5 มารายงานตัวต่อศาลชั้นต้นทุก 1 เดือนต่อครั้ง ตามวันเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ไปจนกว่าศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษา ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาหลักประกันแล้วดำเนินการต่อไป

อนึ่งหากมีพฤติการณ์ว่าจำเลยที่ 5 จะไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน หรือข่มขู่พยานหรือมีพฤติการณ์อันใดอันอาจทำให้เสียหายหรือเกิดความไม่เป็นธรรมในรูปคดีก็ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งถอนประกันตัวจำเลยที่ 5 ทันที

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ.2563 เวลา 10.00 น. ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลนัดฟังคำพิพากษา คดีทุจริตการจัดสรรเงินงบประมาณ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) สำนวนที่ 3  คดีหมายเลขดำ อท.254/2561 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 1 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง “นายพนม ศรศิลป์” อายุ 61 ปี อดีต ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ผอ.พศ.) , นายบุญเลิศ โสภา อายุ  54 ปี อดีต ผอ.กองพุทธศาสนศึกษา พศจ.ลำปาง , นายแก้ว ชิดตะขบ อายุ 54 ปี อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ กองพุทธศาสนศึกษา , นางพรเพ็ญ กิตติธรางกูร อายุ 51 ปี อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ กองพุทธศาสนศึกษา , “พระพรหมดิลก” หรือนายเอื้อน กลิ่นสาลี อายุ 75 ปี อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา/กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.)/เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร เป็นจำเลยที่ 1-5


ในความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ , ทำ , จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ร่วมกันเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่น โดยทุจริตหรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์สินนั้นเสีย , เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต , เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสารฯ ทำการรับรองหลักฐานเป็นเท็จ , เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำความผิดดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147,157,162 ประกอบมาตรา 83,86


กรณีกล่าวหาทุจริตการจัดสรรงบในส่วนอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาประจำปีงบประมาณ 2557 วงเงิน 5 ล้านบาท ระหว่างวันที่ 26 พ.ย.46 – 15 ส.ค.57 โดยอัยการโจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 22 ต.ค.61 พร้อมระบุคำขอท้ายฟ้อง ขอให้ศาลสั่งจำเลยทั้งห้า ร่วมกับนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อดีต ผอ.สำนักงาน พศ. (ตัวยังหลบหนีคดี) ชดใช้เงิน 5 ล้านบาทคืนให้สำนักงาน พศ. และให้นับโทษอดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยาในคดีฟอกเงิน หมายเลขดำ อท.196/2561 ด้วย


โดย “พระพรหมดิลก” หรือนายเอื้อน กลิ่นสาลี อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา” ได้ประกันตัวไป  ด้วยหลักทรัพย์ 2 ล้านบาท ก็เดินทางมาศาลมซึ่งสวมชุดกางเกงขายาวเสื้อแขนสั้นสีขาว มีกลุ่มลูกศิษย์พระนับ 10 รูปและฆราวาสกว่า 10 คนมาร่วมให้กำลังใจฟังคำพิพากษา


ส่วน “นายพนม” อดีต ผอ.พศ.จำเลยที่ 1 และกลุ่มลูกน้อง ในสำนักงานพศ.จำเลยที่ 2,3,4 ทั้งในส่วนที่ศาลไม่ให้ประกันตัว และไม่มีหลักทรัพย์เพียงพอจะยื่นประกันตัว ซึ่งปัจจุบันถูกคุมขังในเรือนจำและทัณฑสถานหญิงกลาง ศาลได้เบิกตัวจำเลยที่ 1-4 มาศาลพร้อมฟังคำพิพากษา

ขณะที่ “ศาล” พิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์-จำเลยที่ได้ทำการไต่สวนแล้ว เห็นว่า จำเลยที่ 1-4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 ให้จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ส่วน “อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา”  จำเลยที่ 5 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำผิด มาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 จำคุก 1 ปีและปรับ 12,000 บาท


โดยจำเลยที่ 1, 3 , 4 ,5 ให้การเป็นประโยชน์ในชั้นพิจารณาคดีอยู่บ้างเห็นควรลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 1,3,4 คนละ 12 เดือน สำหรับจำเลยที่ 5 คงจำคุก 8 เดือนและปรับ 8,000 บาท โดยส่วนของอดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา จำเลยที่ 5 นั้นศาลเห็นว่า เคยประกอบคุณงามความดีในด้านพุทธศาสนา จบการศึกษาระดับปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัยพาราณสี ประเทศอินเดียทะนุบํารุง การศึกษาด้านพระพุทธศาสนา อีกทั้งไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกนั้น จึงให้รอการลงโทษ (รอลงอาญา) ไว้มีกำหนด 1 ปี


ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณาลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุกไว้เป็นเวลา 9 เดือน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ “อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา” ที่ถูกกล่าวหาคดีร่วมกันฟอกเงิน 5 ล้านบาท จากการทุจริตงบประมาณ พศ. ในส่วนอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรมทั้งที่ไม่มีการดำเนินโครงการ ในคดีหมายเลขดำ อท.196/2561 นั้น “ศาลอาญาคดีทุจริตฯ กลาง” ได้มีคำพิพากษาลงโทษไปแล้วเมื่อวันที่ 16 พ.ค.62 ให้จำคุก 2 กระทง รวม 6 ปี โดยไม่รอลงอาญา ซึ่งปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์


ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับคดีทุจริต จัดสรรเงินงบประมาณ สำนักงาน พศ.สำนวนแรก ที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ กลาง ตัดสินนั้น คือคดีหมายเลขดำ อท.253/2561 กรณีเอาเงินงบประมาณ ของ พศ. ไปเป็นประโยชน์ของตน โดยใช้วัดเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดรับโอนเงินงบประมาณ ที่พนักงานอัยการ สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 3 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายพนม อดีต ผอ.พศ. , นายวสวัตติ์ กิตติธีระสิทธิ์ อดีต ผอ.ส่วนบูรณะพัฒนาวัดและการศาสนสงเคราะห์ กองพุทธศาสนสถาน พศ. , นายเจษฎา วงศ์เมฆ ฆราวาสติดต่อหาวัด , นายชรินทร์ มิ่งขวัญ ฆราวาส ทำหน้าที่ติดต่อหาวัด จำเลยที่ 1-4 ที่ให้จำคุกตั้งแต่ 1 ปี 8 เดือน – 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 กับให้ร่วมชดใช้เงินจำนวน 12 ล้านบาทด้วย

สำนวนที่ 2 ร่วมอนุมัติเงินอุดหนุนที่อนุมัติโครงการอบรมคุณธรรม จริยธรรม 37 ล้านบาท และโครงการศูนย์กลางเผยแผ่กิจการพระพุทธศาสนา จำนวน 32.5 ล้านบาท ประจำปีงบประมาณ 2559 ให้วัดสระเกศราชวรมหาวิหารเพียงแห่งเดียวโดยมิชอบ คดีหมายเลขดำ อท.251/2561 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 2  ยื่นฟ้อง นายพนม อดีต ผอ.พศ. , นายชยพล พงษ์สีดา อายุ 64 ปี อดีตรอง ผอ.สำนักงาน พศ. , นายณรงค์เดช ชัยเนตร อดีต ผอ.กองส่งเสริมงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา , นายพัฒนา สุอำมาตย์มนตรี อายุ 50 ปี อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ กองส่งเสริมงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา , “พระพรหมสิทธิ ธงชัย สุขโข” หรือนายธงชัย สุขโข อายุ 64 ปี อดีตพระราชาคณะเจ้าคณะรอง/อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร/ อดีตกรรมการมหาเถรสมาคม จำเลยที่ 1-5  จำคุกตั้งแต่ 3 ปี – 3 ปี 18 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยส่วนของ “อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ” ศาลให้ปรับ 27,000 บาท ส่วนโทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี ซึ่งทั้งสองคดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์

สำหรับกรณีกล่าวหาร่วมกันฟอกเงินนั้น ที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ กลาง ตัดสินแล้วก็มี 2 สำนวน ประกอบด้วย 1.คดีหมายเลขดำ อท.38/2561 กล่าวหาฟอกเงินจากการที่นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อายุ 61 ปี อดีต ผอ.สำนักงาน พศ. (ตัวยังหลบหนี) ทุจริตจัดสรรงบประมาณ 28 ล้านบาท ให้วัด 12 แห่งในพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์ , ตาก , นครสวรรค์ , ชุมพร โดยมิชอบ ซึ่งศาลลงโทษจำคุก “พระครูกิตติ พัชรคุณ” หรือนายสมเกียรติ ขันทอง อายุ 56 ปี อดีตเจ้าคณะอำเภอชนแดน จ.เพชรบูรณ์/อดีตเจ้าอาวาสวัดลาดแค  รวม 13 กระทง เป็นเวลา 26 ปี คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ โดยจำเลยไม่ได้ประกันตัว

2.คดีหมายเลขดำ อท.196/2561 กล่าวหาฟอกเงินจำนวน 5 ล้านบาท ในงบส่วนอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรมทั้งที่ไม่มีการดำเนินโครงการ โดยเจ้าอาวาสวัดสามพระยา นำงบที่ได้มานั้นไปใช้ก่อสร้างอาคารร่มธรรมแทน ทั้งที่ไม่มีสิทธิได้รับเงินนั้นมาตั้งแต่แรก ศาลลงโทษ 2 กระทง “พระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม)” หรือนายเอื้อน กลิ่นสาลี” อายุ 75 ปี อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา/เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร จำคุก 6 ปี  และ “พระอรรถกิจโสภณ”หรือนายสมทรง อรรถกฤษณ อายุ 53 ปี อดีตเลขาเจ้าคณะกรุงเทพ จำคุก 3 ปี คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ ทั้งสองได้ประกันตัวคนละ 2 ล้านบาท


ขณะที่ วันที่ 19 พ.ค.นี้ เวลา 09.30 น. ศาลอาญาคดีทุจริตฯ กลาง กำหนดนัดฟังคำพิพากษาคดีกล่าวหาฟอกเงินทุจริตการจัดสรรงบประมาณ พศ.อีกสำนวน ที่อัยการ ยื่นฟ้อง “พระพรหมสิทธิ ธงชัย สุขโข” หรือนายธงชัย สุขโข อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ ด้วย


อ้างอิง

  1. สมเด็จพระสังฆราช’ทรงมีพระบัญชา ปลด 3 พระผู้ใหญ่โยงคดีเงินทอนวัด
  2. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์, เล่ม ๑๐๔, ตอนที่ ๒๕๓ ง ฉบับพิเศษ, ๕ ธันวาคม ๒๕๓๐, หน้า ๑๒
  3. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์, เล่ม ๑๑๑, ตอนพิเศษ ๕๗ ง, ๗ ธันวาคม ๒๕๓๗, หน้า ๗
  4. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์, เล่ม ๑๑๖, ตอน ๒๓ ข, ๒๗ ธันวาคม ๒๕๔๒, หน้า ๓
  5. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์, ตอนที่ 17 ข, เล่ม 121, 15 กันยายน 2547, หน้า 3
  6. ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการ ประกาศสถาปนาสมณศักดิ์, ตอนที่ 9 ข, เล่ม 128, 1 มิถุนายน พ.ศ. 2554, หน้า 13
  7. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศ เรื่อง ถอดถอนสมณศักดิ์, ตอนที่ 15 ข, เล่ม 135, 30 พฤษภาคม 2561, หน้า 1
  8. 8.รอลงอาญา 1 ปี ปรับ 8 พัน! “อดีตพระพรหมดิลก” อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา วันพฤหัสบดี ที่ 05 มีนาคม พ.ศ. 2563, 15.37 น.
  9. 9. คุก 6 ปี-คดีเงินทอน อดีตพระพรหมดิลก ข่าวทั่วไทย ไทยรัฐฉบับพิมพ์17 พ.ค. 2562 05:22 น. SHARE


ก่อนหน้า เอื้อน กลิ่นสาลี ถัดไป
พระธรรมสิทธินายก
(เฉลิม พนฺธุรํสี)
2leftarrow.png เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร
(พ.ศ. 2556 - พ.ศ. 2561)
2rightarrow.png พระธรรมสุธี
(นรินทร์ นรินโท)

(รักษาการ)
พระอุบาลีคุณูปมาจารย์
(ปัญญา อินฺทปญฺโญ)
2leftarrow.png เจ้าคณะภาค 14
(พ.ศ. 2545 - พ.ศ. 2556)
2rightarrow.png พระธรรมโพธิมงคล
(สมควร ปิยสีโล)
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
(ฟื้น ชุตินฺธโร)
2leftarrow.png เจ้าอาวาสวัดสามพระยา
(พ.ศ. 2539 - พ.ศ. 2561)
2rightarrow.png ว่าง