เอากุสท์ ฟ็อน มัคเคินเซิน
เอากุสท์ ฟ็อน มัคเคินเซิน | |
|---|---|
| ชื่อเล่น | "ฮุสซาร์คนสุดท้าย" |
| เกิด | 6 ธันวาคม ค.ศ. 1849 มณฑลซัคเซิน ราชอาณาจักรปรัสเซีย |
| เสียชีวิต | 8 พฤศจิกายน ค.ศ. 1945 (95 ปี) มณฑลฮันโนเฟอร์ ประเทศเยอรมนี[1] |
| รับใช้ | |
| ประจำการ | 1869–1920 |
| ชั้นยศ | จอมพล |
| การยุทธ์ | สงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง |
| บำเหน็จ | มหากางเขนแห่งกางเขนเหล็ก พัวร์เลอเมรีทประดับใบโอ็ค อิสริยาภรณ์อินทรีดำ |
| ลายมือชื่อ | |
อันโทน ลูทวิช เอากุสท์ ฟรีดริช เอากุสท์ มัคเคินเซิน (เยอรมัน: Anton Ludwig Friedrich August Mackensen) ต่อมาในปี 1899 ได้ติดยศขุนนางเป็น ฟ็อน มัคเคินเซิน เป็นหนึ่งในนายพลที่มีชื่อเสียงที่สุดของจักรวรรดิเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ด้วยเครื่องแบบทหารปรัสเซียแบบโบราณและหมวกกระดกยอด เขาได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความรุ่งเรืองของกองทัพเยอรมันช่วงต้นศตวรรษที่ 20
ประวัติช่วงต้น
[แก้]มัคเคินเซินเกิดเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม ค.ศ. 1849 ในซัคเซินเหนือ ราชอาณาจักรปรัสเซีย บิดาเป็นเจ้าของที่ดินขนาดเล็ก มัคเคินเซินเข้ารับการศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮัลเลอ ในสาขาเกษตรศาสตร์ก่อนจะลาออกเพื่อสมัครเข้ารับราชการทหารในปี 1869
เขาเริ่มต้นอาชีพทหารในฐานะทหารม้าประจำกองทัพพรัสเซีย โดยเข้าประจำการในกรมทหารม้าแห่งหนึ่งในเมืองเบรสเลา ความสามารถ ความมีวินัย และบุคลิกภาพที่เคร่งครัดแบบทหารปรัสเซีย ทำให้เขาได้รับความสนใจจากผู้บังคับบัญชาในเวลาไม่นาน ต่อมาในปี 1870 มัคเคินเซินเข้าร่วมสงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย แม้ว่าเขาเป็นนายทหารชั้นผู้น้อย แต่การเข้าร่วมในการทัพครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นของประสบการณ์ทางทหารในสงครามจริง และกลายเป็นรากฐานสำคัญที่หล่อหลอมความคิดทางยุทธศาสตร์และความจงรักภักดีต่อแนวคิดชาตินิยมเยอรมันในตัวเขา
หลังสงคราม ฝรั่งเศสพ่ายแพ้อย่างราบคาบ ต้องยอมรับเงื่อนไขในสนธิสัญญาแฟรงก์เฟิร์ตและยกดินแดนแอลซาซ–ลอแรนให้แก่เยอรมนี ความสำเร็จของปรัสเซียในการสงครามครั้งนี้ไม่เพียงทำให้จักรวรรดิเยอรมันถือกำเนิดขึ้น แต่ยังกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์การทหารของยุโรป และเปิดทางให้ทหารหนุ่มอย่างมัคเคินเซินเริ่มต้นเส้นทางที่นำเขาไปสู่ตำแหน่งจอมพลในอนาคต โดยได้รับการสนับสนุนจากเจ้าชายวิลเฮล์ม (ต่อมาคือจักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2)[2]
สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
[แก้]เมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งปะทุขึ้นในปี 1914 พลเอกอาวุโสเอากุสท์ ฟ็อน มัคเคินเซิน ในวัย 64 ปี ได้รับตำแหน่งผู้บัญชาการกองทัพที่ 17 แห่งจักรวรรดิเยอรมันภายใต้กองทัพภาคกลาง และมีบทบาทสำคัญในแนวรบด้านตะวันออก
ในการรุกกอร์ลิทซ์–ทาร์นอฟ เมื่อพฤษภาคม 1915 ซึ่งเขาได้รับการแต่งตั้งให้บัญชาการ “กลุ่มทัพมัคเคินเซิน” ซึ่งประกอบด้วยกองกำลังเยอรมันและออสเตรีย–ฮังการี ร่วมมือกันโจมตีแนวรับของรัสเซียในแคว้นกาลิเซีย การทัพครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยสามารถทะลวงแนวป้องกันของรัสเซียได้อย่างเด็ดขาด และบังคับให้รัสเซียถอนตัวออกจากโปแลนด์ในเวลาต่อมา[3] ชัยชนะครั้งนี้ทำให้มัคเคินเซินได้เลื่อนยศเป็นจอมพลในเดือนมิถุนายน 1915 และได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์พัวร์เลอเมรีท[2]
ต่อมาในปี 1916 มัคเคินเซินได้รับมอบหมายให้เป็นผู้บัญชาการการทัพในแนวรบบอลข่าน โดยมีภารกิจสำคัญคือการรุกรานโรมาเนีย ภายหลังจากที่โรมาเนียเข้าร่วมสงครามในฝ่ายสัมพันธมิตร การทัพโรมาเนียของมัคเคินเซินถือเป็นหนึ่งในชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของเยอรมนีในสงครามครั้งนี้ ภายในเวลาไม่กี่เดือน กองกำลังของเขาได้บุกเข้ายึดบูคาเรสต์ เมืองหลวงของโรมาเนีย เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 1916[4]
ในช่วงปลายสงคราม มัคเคินเซินถูกลดบทบาทลงจากการบัญชาการแนวหน้า เนื่องจากความขัดแย้งทางนโยบายกับผู้นำสูงสุดของเยอรมนี โดยเฉพาะพลเอกเอริช ลูเดินดอร์ฟ อย่างไรก็ตาม เขายังคงได้รับความเคารพในฐานะทหารอาวุโส และเป็นหนึ่งในบุคคลที่ประชาชนเยอรมันมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของความมีระเบียบ วินัย และจิตวิญญาณนักรบในยุคจักรวรรดิ
เกษียณจากราชการ
[แก้]หลังสิ้นสุดสงคราม มัคเคินเซินเกษียณจากราชการ แต่ยังคงจงรักภักดีต่อราชวงศ์โฮเอินท์ซ็อลเลิร์นและมีบทบาททางสังคมในฐานะตัวแทนแนวคิดราชาธิปไตย เขาวิจารณ์ระบอบสาธารณรัฐไวมาร์อย่างรุนแรง และถึงแม้ในเวลาต่อมาเขาจะปรากฏตัวในพิธีการของพรรคนาซีเพื่อแสดงความเป็นหนึ่งเดียวในแนวคิดชาตินิยม แต่มัคเคินเซินกลับไม่เคยเป็นสมาชิกพรรคนาซีหรือยอมรับอุดมการณ์ของฮิตเลอร์อย่างเต็มที่[5]
มัคเคินเซินเสียชีวิตเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 1945 ที่บ้านพักในเมืองเซ็ลเลอ ขณะมีอายุถึง 95 ปี ซึ่งถือว่าสูงมากในบรรดานายทหารร่วมยุคของเขา เขาถูกจดจำในฐานะทหารมืออาชีพ ผู้มีวินัยเข้มงวด และเป็นภาพแทนของทหารเยอรมันในยุคจักรวรรดิ
อ้างอิง
[แก้]- ↑ David T. Zabecki, Germany at War: 400 Years of Military History, p. 808
- 1 2 Craig, Gordon A. The Politics of the Prussian Army 1640–1945. Oxford University Press, 1955.
- ↑ Herwig, Holger H. The Marne, 1914: The Opening of World War I and the Battle That Changed the World. Random House, 2009.
- ↑ Tucker, Spencer C. (ed). World War I: A Student Encyclopedia. ABC-CLIO, 2005.
- ↑ Kershaw, Ian. Hitler: 1889-1936 Hubris. Penguin Books, 1999.