ข้ามไปเนื้อหา

เอลลี (เดอะลาสต์ออฟอัส)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เอลลี
ตัวละครใน เดอะลาสต์ออฟอัส
Artwork of a 19-year-old girl with brown hair. She is wearing winter clothes, holding a sniper rifle, and looking at something in front of her.
ปรากฏตัวครั้งแรกเดอะลาสต์ออฟอัส: อเมริกันดรีมส์ (2013)
เกมแรกเดอะลาสต์ออฟอัส (2013)
สร้างโดย
แสดงโดย
ข้อมูลในเรื่อง
คนรักดีนา (คนรัก)[a]
บุตรเจเจ (บุตรบุญธรรม)
ญาติแอนนา (มารดา, เสียชีวิต)

เอลลี (อังกฤษ: Ellie)[b] เป็นตัวละครจากซีรีส์วิดีโอเกม เดอะลาสต์ออฟอัส โดยค่ายนอตีด็อก ให้เสียงและการแสดงท่าทางโดยแอชลีย์ จอห์นสัน ส่วนในฉบับซีรีส์โทรทัศน์แสดงโดยเบลลา แรมซีย์ ในภาคแรก เดอะลาสต์ออฟอัส (2013) โจเอล มิลเลอร์ ได้รับภารกิจพาเอลลีวัย 14 ปีเดินทางข้ามสหรัฐอเมริกาที่ล่มสลายจากการระบาด เนื่องจากเธอมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ หวังจะนำไปพัฒนาเป็นยารักษาโรค ผู้เล่นมีโอกาสควบคุมเอลลีบางช่วง แต่ส่วนใหญ่เธอถูกควบคุมโดยระบบปัญญาประดิษฐ์ ต่อมาเอลลีกลับมาอีกครั้งในเนื้อหาเสริมแบบดาวน์โหลด (DLC) ในชื่อ เดอะลาสต์ออฟอัส: เลฟต์บีไฮนด์ ซึ่งเล่าเรื่องช่วงเวลาที่เธอใช้กับเพื่อนสนิท ไรลีย์ ในภาคต่อ เดอะลาสต์ออฟอัส พาร์ต II (2020) ผู้เล่นจะได้ควบคุมเอลลีวัย 19 ปีที่ออกเดินทางเพื่อล้างแค้นแอ็บบี

เอลลีถูกสร้างขึ้นโดยนีล ดรักแมนน์ และบรูซ สเตรลีย์ ผู้กำกับเกมเดอะลาสต์ออฟอัส โดยได้รับแรงบันดาลใจจากตัวละครใบ้ที่เคยเสนอไว้ใน อันชาร์ทิด 2: อะมังทีฟส์ ทั้งสองออกแบบเอลลีให้เป็นตัวละครหญิงที่แข็งแกร่งและมีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับโจเอล ตลอดกระบวนการพัฒนาเกมภาคแรก กลายเป็นหัวใจหลักของเรื่องราว จอห์นสัน ผู้พากย์เสียงและแสดงท่าทาง มีอิทธิพลอย่างมากต่อบุคลิกของเอลลี จนดรักแมนน์เพิ่มบทบาทเธอในการต่อสู้ ภายหลังจากที่เอลลีถูกนำไปเปรียบเทียบกับนักแสดง เอลเลียต เพจ ทีมงานจึงปรับรูปลักษณ์ใหม่ให้สะท้อนบุคลิกของจอห์นสันมากขึ้นและดูอายุน้อยลง ใน พาร์ต II จอห์นสันนำประสบการณ์ส่วนตัวเกี่ยวกับความวิตกกังวลมาใช้ในการแสดง และศึกษาผลกระทบจากภาวะเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจอย่างลึกซึ้ง

เอลลีได้รับคำชื่นชมอย่างกว้างขวางจากนักวิจารณ์ โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับโจเอล ความแข็งแกร่งและความซับซ้อนของตัวละคร รวมถึงการลบภาพจำ สาวน้อยเดือดร้อน ก็ได้รับการยกย่องเช่นกัน ฉากจูบระหว่างเอลลีกับไรลีย์ใน เลฟต์บีไฮนด์ ยังสร้างกระแสสังคมและได้รับการยกย่องว่าเป็นก้าวสำคัญของการนำเสนอกลุ่ม LGBT ในวิดีโอเกม การแสดงของแอชลีย์ จอห์นสันใน พาร์ต II ได้รับคำชมสูงเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการถ่ายทอดความเปราะบางและความเจ็บปวดของเอลลี ทั้งตัวละครและผู้แสดงต่างได้รับรางวัลและการเสนอชื่อมากมาย และมักติดโผตัวละครยอดเยี่ยม ขณะที่เบลลา แรมซีย์ในฉบับซีรีส์ก็ได้รับเสียงชื่นชมในทำนองเดียวกัน

การสร้าง

[แก้]

แนวคิดเริ่มต้นของเอลลีมีที่มาจากไอเดียที่ไม่ได้ใช้ในอันชาร์ทิด 2: อะมังทีฟส์ (2009) โดยผู้กำกับเดอะลาสต์ออฟอัส อย่างนีล ดรักแมนน์ และบรูซ สเตรลีย์ เคยวางแผนให้มีตัวละครหญิงใบ้ร่วมเดินทางกับนาธาน เดรก ตัวเอกของอันชาร์ทิด โดยดรักแมนน์เชื่อว่าความสัมพันธ์อันลึกซึ้งสามารถถ่ายทอดผ่านรูปแบบการเล่นได้โดยไม่ต้องพึ่งบทสนทนา[12] ชื่อแรกที่ตั้งไว้คือ "ลิลี" แต่สุดท้ายดรักแมนน์เลือกใช้ชื่อ "เอลลี" ซึ่งเป็นชื่อที่เขาเคยคิดไว้สำหรับลูกสาวของตัวเอง[13] ในเดอะลาสต์ออฟอัส ดรักแมนน์ซึ่งเป็นผู้เขียนบท ออกแบบเอลลีให้เป็นคู่ตรงข้ามของโจเอล ตัวละครหลักที่ผู้เล่นควบคุม[14] และเป็นตัวอย่างว่าความผูกพันระหว่างตัวละครสามารถสร้างขึ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้คัตซีน เขายังอธิบายว่าเกมนี้คือเรื่องราวการเติบโตของเอลลีที่ค่อย ๆ กลายเป็นผู้รอดชีวิตเต็มตัวในโลกอันโหดร้าย[12]

การคัดเลือกนักแสดง

[แก้]

แอชลีย์ จอห์นสันได้รับบทเอลลีในเดอะลาสต์ออฟอัส ไม่นานหลังจากการออดิชัน[15] ทีมพัฒนารู้สึกว่าเธอเหมาะสมกับบทนี้ โดยเฉพาะเมื่อแสดงร่วมกับทรอย เบเกอร์ ผู้รับบทโจเอล จอห์นสันมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาบุคลิกของเอลลี โดยเธอเสนอให้ดรักแมนน์ปรับให้เอลลีมีความเป็นอิสระและความสามารถในการต่อสู้มากขึ้น[16] การแสดงของจอห์นสันส่วนใหญ่ใช้เทคโนโลยีโมชันแคปเชอร์ คิดเป็นราว 85% ของแอนิเมชันในเกม ส่วนเสียงบันทึกเพิ่มเติมภายหลัง[17] แม้บางฉากจะรุนแรงและสะเทือนใจจนทำให้รู้สึกอึดอัด[16] แต่เธอก็รู้สึกตื่นเต้นที่ได้แสดงบทหญิงแกร่งซึ่งพบไม่บ่อยในวงการเกม[18] สำหรับเดอะลาสต์ออฟอัส พาร์ต II (2020) จอห์นสันนำประสบการณ์ส่วนตัวเกี่ยวกับความวิตกกังวลมาใช้ในการแสดง และร่วมกับดรักแมนน์ศึกษาผลกระทบของภาวะเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ (PTSD) เพื่อถ่ายทอดอารมณ์ของตัวละครได้สมจริงยิ่งขึ้น[19]

รูปลักษณ์

[แก้]
ภาพทั้งสี่แสดงพัฒนาการของรูปลักษณ์เอลลี่ตลอดการพัฒนาเกม — ในภาพแรก เธอยิ้มเล็กน้อยและมีผมสั้นสีเข้ม, ในภาพที่สองเธอหันหน้าไปทางขวาโดยมีผมยาวถึงไหล่, ในภาพที่สามเธอยิ้มมุมปากเล็กน้อยและมีผมปิดหน้าผาก ยาวถึงคาง, และในภาพที่สี่ เธอมีสีหน้าเรียบเฉยโดยไม่มีผมหน้าม้า
การเปลี่ยนแปลงหลากหลายแบบของรูปลักษณ์เอลลี่ที่เกิดขึ้นระหว่างการพัฒนา โดยแต่ละดีไซน์ได้มีการทดลองใช้สีผมและทรงผมที่แตกต่างกัน[20]

ทีมพัฒนามองว่าการกำหนดรูปลักษณ์ของเอลลีเป็นสิ่งสำคัญ พวกเขาต้องการให้เธอดูเด็กพอที่จะทำให้ความสัมพันธ์กับโจเอล—ชายวัยสี่สิบ—ดูสมจริง[21] ขณะเดียวกันก็ต้องดูโตพอที่จะเชื่อได้ว่าเป็นวัยรุ่นที่มีไหวพริบและสามารถเอาตัวรอดได้[22] นอกจากนี้ เอลลียังถูกมองว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญด้านการตลาด ดรักแมนน์เล่าว่า เมื่อมีคนเสนอให้ย้ายภาพของเอลลีจากด้านหน้ากล่องเกมไปไว้ด้านหลัง "ทุกคนที่นอตีด็อกต่างปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง"[23]

หลังจากการประกาศเปิดตัวเดอะลาสต์ออฟอัส เอลลีถูกนำไปเปรียบเทียบกับนักแสดง เอลเลียต เพจ ซึ่งในขณะนั้นยังใช้ชื่อว่า เอลเลน เพจ โดยเพจระบุว่า นอตีด็อก "ลอกเลียนรูปลักษณ์ของเขา" และรู้สึก "ไม่พอใจ"เนื่องจากในเวลานั้นเขามีบทบาทในเกมบียอนด์: ทูโซลส์ (2013)[24] บรูซ สเตรลีย์ เปิดเผยว่านอตีด็อกไม่ทราบมาก่อนว่าเพจมีส่วนร่วมกับบียอนด์: ทูโซลส์[25] ซึ่งถูกประกาศหลังเดอะลาสต์ออฟอัสหลายเดือน[26] ด้านเว็บไซต์โคทาคุ ระบุว่าอาจมีผู้เล่นบางส่วนเกิดความสับสนระหว่างตัวละครทั้งสอง[24] จากเหตุการณ์นี้ นอตีด็อกจึงตัดสินใจปรับรูปลักษณ์ของเอลลีใหม่ เพื่อให้เธอ "ยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง"[25] โดยดรักแมนน์และสตราลีย์อธิบายเพิ่มเติมว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้เอลลีสะท้อนบุคลิกของแอชลีย์ จอห์นสันมากขึ้น และดูอายุน้อยลง โดยการปรับโฉมถูกเผยในตัวอย่างเกมเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2012[25][27]

สำหรับพาร์ต II รูปลักษณ์ของเอลลีถูกปรับแต่งซ้ำหลายครั้งตลอดหลายปี ทีมพัฒนาต้องการให้การเปลี่ยนแปลงดูสมเหตุสมผลต่อเนื่องจากภาคแรก โดยยังคงเอกลักษณ์ของชุดแต่งกายที่ "เรียบง่ายแต่มีความเป็นตัวตน"[28] แอชลีย์ สวิโดว์สกี หัวหน้าทีมออกแบบตัวละคร ออกแบบดวงตาของเอลลีให้มีความเศร้าหมอง ซึ่งแตกต่างจากภาคแรกที่ดวงตาโตแสดงถึงความไร้เดียงสาแบบเด็ก ๆ[13] ขณะเดียวกัน รอยสักรูปผีเสื้อกลางคืนบนแขนเอลลีเป็นผลงานของศิลปินชาวแคลิฟอร์เนีย นาตาลี ฮอลล์ เกิดขึ้นหลังจากทีมงานไม่สามารถหาดีไซน์ที่ลงตัวได้ ฮอลล์จึงลองวาดรอยสักลงบนแขนของทีมงานเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ดรักแมนน์อธิบายว่า ผีเสื้อกลางคืนที่หมกมุ่นกับแสงไฟ เปรียบได้กับความหมกมุ่นของเอลลีในเกม และยังเป็นสัญลักษณ์แทนการจดจำถึงโจเอลอีกด้วย[29]

การเขียนบท

[แก้]

เดอะลาสต์ออฟอัส: เลฟต์บีไฮนด์ (2014) ถูกเขียนขึ้นโดยมีเป้าหมายเฉพาะเพื่อถ่ายทอดความสัมพันธ์ระหว่างเอลลีกับไรลีย์ และเล่าเหตุการณ์ที่ส่งผลต่อบุคลิกของทั้งคู่ในเวลาต่อมา[30] ดรักแมนน์ยังได้รับแรงบันดาลใจจากสงครามในซีเรียและอัฟกานิสถาน โดยเห็นว่าเด็ก ๆ ในประเทศเหล่านั้นคุ้นชินกับความขัดแย้งไม่ต่างจากเอลลี[31] ในเลฟต์บีไฮนด์ พฤติกรรมของไรลีย์ส่งผลให้เอลลีเปลี่ยนไป ทำให้เธอมุ่งมั่นที่จะต่อสู้เพื่อปกป้องคนที่รัก ทีมพัฒนาใส่ใจเป็นพิเศษกับบุคลิกของเอลลียามอยู่กับไรลีย์ ซึ่งมักจะดูร่าเริงและเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น[32] ฉากจูบระหว่างเอลลีกับไรลีย์ถือเป็นอีกหนึ่งจุดสำคัญ แม้ทีมพัฒนาจะเคยลังเลว่าจะใส่หรือไม่ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจใส่ไว้ เพราะเห็นว่าจำเป็นต่อเนื้อเรื่องและช่วยยกระดับความสัมพันธ์ของทั้งคู่[30] เดิมทีดรักแมนน์มองไรลีย์เพียงเป็นเพียงผู้มีอิทธิพลต่อความคิดของเอลลี แต่ต่อมาเขาก็เริ่มมองเห็นมิติด้านความรู้สึกโรแมนติกฃ และเลือกสำรวจประเด็นนี้อย่างจริงจังในเนื้อเรื่อง[33]

ในพาร์ต II ดรักแมนน์เล่าว่าทีมงานรู้สึกตื่นเต้นที่ได้ขยายบทบาทของเอลลีให้เป็นตัวเอก โดยเฉพาะการพัฒนาเรื่องการสูญเสียความไร้เดียงสา เขาเปรียบสิ่งนี้กับความรู้สึกของทีมเขียนบทดับเครื่องชน คนดีแตก (2008–2013) ที่ได้โอกาสเจาะลึกตัวละครวอลเตอร์ ไวต์ แม้ทีมจะเคยถกเถียงกันถึงความเป็นไปได้ในการสร้างภาคต่อโดยไม่มีเอลลีและโจเอล แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจว่าเรื่องราวของทั้งคู่ยังน่าสนใจกว่า[34] ความหลงใหลในดาราศาสตร์ของเอลลีได้แรงบันดาลใจมาจากความชอบส่วนตัวของแอชลีย์ จอห์นสัน ส่วนความคลั่งไคล้ในหนังสือการ์ตูนมาจากวัยเด็กของดรักแมนน์[35] แฮลลีย์ กรอส ผู้ร่วมเขียนบทและผู้นำด้านการเล่าเรื่องของภาคนี้ มองว่าแรงผลักดันที่ทำให้เอลลีออกตามล่าแอ็บบี ไม่ได้เกิดจากความต้องการฆ่า แต่เป็นความพยายามเอาชนะอาการ PTSD ของเธอเอง[36] กรอสซึ่งเคยประสบกับ PTSD ส่วนตัว เชื่อว่าหน้าที่ของเธอคือการถ่ายทอดประเด็นนี้อย่างถูกต้องและจริงใจ[37] เพื่อให้ผู้เล่นที่ผ่านความเจ็บปวดทางใจได้รู้ว่าพวกเขาไม่ได้อยู่เพียงลำพัง[38]

ทีมเขียนบทต้องการรื้อสร้างภาพจำเกี่ยวกับความรุนแรงของโจเอลและเอลลีใหม่ โดยโจเอลถูกวางให้เป็นคนเย็นชาและมองความรุนแรงในเชิงปฏิบัติ ขณะที่เอลลีใช้ความรุนแรงเพื่อรักษา "วัฒนธรรมแห่งศักดิ์ศรี" โดยผูกมันไว้กับอัตตาของตัวเอง[36] บางคนในทีมมองว่าความหมกมุ่นของเอลลีต่อแอ็บบีคล้ายการเสพติด และนี่คือเหตุผลที่ดีนาตัดสินใจจากไป เพราะเธอเชื่อว่าเอลลีไม่มีวันหยุดวงจรนี้ได้[39] กรอสมองว่าฉากสุดท้าย เมื่อเอลลีวางกีตาร์ที่โจเอลมอบให้และเดินจากไป เป็นสัญลักษณ์ของการก้าวผ่านความตายของโจเอล และเริ่มต้นชีวิตใหม่ ขณะที่ดรักแมนน์ตีความว่ามันคือการที่เอลลีปล่อยวางอัตตาของตัวเองแต่ก็ยังเปิดโอกาสให้ผู้เล่นตีความมุมมองของตัวเอง[36]

ระบบการเล่น

[แก้]

ในการพัฒนาเดอะลาสต์ออฟอัส ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของเอลลีต้องได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่จนถึงขั้นต้องแก้ไขเอนจินของเกม[40] ทีมพัฒนาทำให้เธออยู่ใกล้โจเอลตลอดเวลา เพื่อไม่ให้ผู้เล่นมองว่าเธอเป็นภาระ[41] แม็กซ์ ดิกฮอฟฟ์ โปรแกรมเมอร์ AI อธิบายว่า เขาพิจารณาว่า "เอลลีกำลังเผชิญอะไรอยู่" และ "ความสัมพันธ์ของเธอกับโจเอลและศัตรูเป็นอย่างไร" เพื่อให้การตัดสินใจของเธอสมจริงที่สุด[41] ในช่วงฤดูหนาวของเกม ผู้เล่นจะได้สลับมาควบคุมเอลลีแทนโจเอล ซึ่งทีมพัฒนาตั้งใจเก็บเป็นความลับก่อนเกมวางจำหน่าย เช่นเดียวกับการเปิดเผยว่าเอลลีมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ เพื่อสร้างความประหลาดใจแก่ผู้เล่น[14]

ซีรีส์โทรทัศน์

[แก้]
เบลลา แรมซีย์ กำลังถ่ายทำเดอะลาสต์ออฟอัส ซีซันสอง ที่ดาวน์ทาวน์แวนคูเวอร์ ในเดือนสิงหาคม 2024

มีการประกาศเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2021 ว่าเบลลา แรมซีย์จะรับบทเอลลีในซีรีส์ เดอะลาสต์ออฟอัส ฉบับสร้างโดยเอชบีโอ[42] นักแสดงที่เคยถูกพิจารณาในเวอร์ชันภาพยนตร์ซึ่งถูกยกเลิกไปแล้ว เช่น เมซี วิลเลียมส์ และเคตลิน ดีเวอร์ ต่างมีอายุเกินบท ทำให้ทีมต้องเริ่มค้นหาผู้สมัครใหม่[43] โดยนักแสดงที่ได้รับการพิจารณามากถึง 105 คน[44] ทีมโปรดิวเซอร์มองหานักแสดงที่สามารถถ่ายทอดทั้งความฉลาด[45] เสน่ห์อันแปลกเฉพาะตัว และมีศักยภาพด้านความรุนแรงได้ในคนเดียว เดวิด เบนีออฟฟ์ และ ดี. บี. ไวส์ สองผู้อำนวยการสร้างจากมหาศึกชิงบัลลังก์ ซึ่งแรมซีย์เคยมีบทบาทอยู่ในเรื่องนั้น รับรองถึงความสามารถของเธอ ทำให้เธอได้รับบทเอลลีภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน[43] โดยเธอได้รับข่าวระหว่างถ่ายทำโปรเจกต์อื่น[46] แม้แรมซีย์จะรู้จักเกมมาก่อน[47] แต่ได้รับคำแนะนำไม่ให้เล่น เพื่อหลีกเลี่ยงการเลียนแบบการแสดงของแอชลีย์ จอห์นสัน เธอจึงเลือกดูคลิปเกมเพลย์ในยูทูบแทน เพื่อ "จับบรรยากาศของเกม"[48] โดยไม่ทำซ้ำการแสดงเดิม แต่ยังคงถ่ายทอดความรู้สึกของเอลลีไว้ในแบบของตัวเอง[49]

แรมซีย์ซึ่งเป็นชาวอังกฤษ ต้องฝึกพูดสำเนียงอเมริกัน[50] และตัดผมยาวกว่า 15 นิ้วเพื่อรับบทเอลลีในซีซันแรก[47] นอกจากนี้ เขายังสวมชุดรัดหน้าอกตลอดกว่า 90% ของการถ่ายทำเพื่อช่วยให้โฟกัสกับการแสดงได้ดียิ่งขึ้น[51] แอชลีย์ จอห์นสัน ผู้พากย์เสียงเอลลีในเกม มารับบทเป็นแอนนา แม่ของเอลลี ในตอนจบซีซันแรก ซึ่งเล่าถึงการกำเนิดของเอลลี[52] เดิมทีดรักแมนน์เคยตั้งใจเล่าเรื่องราวของแอนนาในรูปแบบหนังสั้นหรือเนื้อหาที่ดาวน์โหลดได้ของเกม แต่โปรเจกต์ไม่สำเร็จ[53][54] อย่างไรก็ตาม เขาและเครก เมซิน ผู้ร่วมสร้างซีรีส์ ต่างก็คิดตรงกันว่าจะให้จอห์นสันมารับบทนี้[53] โดยมองว่าเป็นการเติมเต็มที่สำคัญ เพราะเธอมีความผูกพันกับตัวละครเอลลีในเกมมาโดยตลอด[55] ดรักแมนน์กล่าวว่า "เธอคือคนที่ให้กำเนิดเอลลีในเชิงสัญลักษณ์ผ่านเกม และในซีรีส์ เธอก็ให้กำเนิดเอลลีจริง ๆ"[52]

แรมซีย์เข้าถึงบทในซีซันสองด้วยวิธีเดียวกับซีซันแรก โดยรู้สึกว่าบทเขียนได้อย่างมีประสิทธิภาพในการถ่ายทอดพัฒนาการของเอลลี เช่น ความพยายามเลียนแบบโจเอลและท่าทีที่แข็งแกร่งขึ้น[56] พวกเขายังเพิ่มเงื่อนไข "green rider" ลงในสัญญาซีซันที่สอง ซึ่งเป็นข้อตกลงที่กำหนดให้ทุกฝ่ายในการผลิตต้องใช้แนวทางที่ยั่งยืน[57] ในซีซันแรก แรมซีย์ยังอาศัยอยู่กับแม่ แต่ในซีซันที่สอง พวกเขาเลือกอยู่ลำพังเพื่อสะท้อนความเป็นอิสระที่เพิ่มขึ้นของเอลลี[58] เมซิน ผู้ร่วมสร้างซีรีส์คอยดูแลและให้ความใส่ใจอย่างใกล้ชิด เพราะฉากแอ็กชันเข้มข้นกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม แรมซีย์กลับกังวลกับฉากดราม่าทางอารมณ์มากกว่า จึงเตรียมตัวด้วยการพยายามรักษาอารมณ์ให้สดใสและมีพลังอยู่เสมอ สำหรับฉากการตายของโจเอล แรมซีย์ใช้วิธีฟังเพลง "พีนัตบัตเตอร์เจลลีไทม์" ของบักวีตบอยซ์แบบวนซ้ำ เพื่อตัดความหม่นหมองและความเหนื่อยล้า[59][60] รวมถึงฟังเพลง "Fuzzyfalafelosophy" ของแดน รีเดอร์ เพื่อผ่อนคลายจิตใจก่อนแสดงฉากสำคัญนี้[61]

แรมซีย์รู้สึกว่าการถ่ายทำในซีซันที่สองเป็น "ประสบการณ์ที่เปลี่ยวเหงากว่า" เพราะต้องแยกจากเปโดร ปัสกัล[59] และพบว่าฉากทะเลาะหรือเผชิญหน้าทางอารมณ์เป็นเรื่องยาก เนื่องจากพวกเขามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพ่อของตนเองในชีวิตจริง[46] แม้จะเสียใจที่ต้องห่างจากปัสกัล แต่แรมซีย์ก็รู้สึกว่าตัวเองพร้อมที่จะก้าวขึ้นมาเป็นนักแสดงนำหลักและกำหนดบรรยากาศให้กับทั้งกองถ่าย[57] แรมซีย์ยังบอกด้วยว่า ประสบการณ์เกี่ยวกับ "ความรัก" ระหว่างการถ่ายทำซีซันที่สอง—ซึ่งเอลลีมีความสัมพันธ์กับอีกตัวละครหนึ่ง—เป็นสิ่งที่ "พิเศษมาก"[62] เมซินมองว่าฉากการต่อสู้ของเอลลียิ่งน่าสนใจขึ้นเพราะขนาดตัวของแรมซีย์ ทำให้ทีมงานสามารถสำรวจวิธีการต่อสู้ของคนตัวเล็กเมื่อเจอกับศัตรูที่ใหญ่กว่า[63] ก่อนถ่ายทำ แรมซีย์ฝึกมวยสากล ยิวยิตสู และเวตเทรนนิงเป็นเวลาสองเดือน[64][57] พวกเขารู้สึกว่าสตันต์เป็นสิ่งที่สนุกแต่ก็เหนื่อยมาก[65] พวกเขากังวลว่ารูปร่างของตัวเองไม่เหมือนเอลลีในเกม โดยเฉพาะการขาดมัดกล้ามที่เด่นชัด แต่เมซินกลับต้องการให้ "พลัง" ของเอลลีแสดงออกมาผ่านท่าทางและความมั่นใจมากกว่า[57] เมซินยังกล่าวว่า เขาได้เห็นพัฒนาการด้านบุคลิกภาพและวุฒิภาวะทางอารมณ์ของแรมซีย์อย่างชัดเจนระหว่างการถ่ายทำทั้งสองซีซัน และสิ่งนี้ก็สะท้อนออกมาในตัวละครเอลลีในซีรีส์เช่นกัน[63]

ลักษณะตัวละคร

[แก้]

มีคำบรรยายเกี่ยวกับเอลลีว่า "เป็นผู้ใหญ่เกินวัย" อันเป็นผลมาจากสภาพแวดล้อมที่เธอเติบโตมา[66] เธอมีบุคลิกเข้มแข็ง ฉลาดเป็นกรด และ "ค่อนข้างดิบ" เล็กน้อย[66] ความบอบช้ำทางจิตใจยิ่งเด่นชัดหลังเหตุการณ์เผชิญหน้ากับเดวิด[67][68] ตลอดชีวิต เอลลีสูญเสียผู้คนสำคัญมามาก จนเกิดอาการกลัวการอยู่คนเดียวขั้นรุนแรง (monophobia) และความรู้สึกผิดที่ตัวเองรอดชีวิต (survivor’s guilt)[69] สิ่งเหล่านี้ทำให้เธอคนแข็งกระด้าง ใช้ความรุนแรงโดยไม่ลังเล[70][71][72] และมักพูดคำหยาบ[73] เธอยังรู้สึกไร้ค่า มองว่าตัวเองเป็นภาระ และการตายของเธออาจมีประโยชน์ต่อคนอื่น[74] แม้เธอจะแสดงความเป็นผู้นำได้ แต่ก็ไม่ชำนาญการเอาตัวรอดเท่าโจเอล อีกทั้งยังใจร้อนและไร้เดียงสาในบางครั้ง[31][75] เธอว่ายน้ำไม่เป็นจนกระทั่งโจเอลสอนก่อนเหตุการณ์ในพาร์ต II[76] อย่างไรก็ตาม เอลลีพิสูจน์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งทั้งทางร่างกายและจิตใจ รวมถึงความไร้ความกลัว เช่น การดูแลตัวเองและโจเอลยามบาดเจ็บสาหัส และยืนหยัดต่อสู้ในสถานการณ์เลวร้ายเสมอ[77][78] เอลลีเป็นหญิงรักร่วมเพศ โดยมีความรักกับผู้หญิงทั้งในเลฟต์บีไฮนด์ และพาร์ต II[79]

การปรากฏตัว

[แก้]
ภาพวาดของเด็กสาววัยรุ่นผมสีน้ำตาล กำลังถือปืนไรเฟิลซุ่มยิงอยู่ในมือ
เอลลีในเดอะลาสต์ออฟอัส (2013)

แอนนา แม่ของเอลลีจำต้องยกเธอให้คนอื่นเลี้ยงไม่นานหลังคลอด โดยมาร์ลีน เพื่อนของแอนนา รับหน้าที่ดูแลต่อมา เอลลีเติบโตในโรงเรียนกินนอนของทหารภายในเขตกักกันบอสตัน และได้สนิทกับไรลีย์ เอเบล เพื่อนร่วมกลุ่มกบฏที่มักปกป้องเธอจากการถูกกลั่นแกล้ง ตามที่เล่าไว้ในหนังสือการ์ตูน เดอะลาสต์ออฟอัส: อเมริกันดรีมส์[80] ระหว่างเหตุการณ์ในเลฟต์บีไฮนด์ ซึ่งเกิดขึ้นสามสัปดาห์ก่อนภาคหลัก ไรลีย์กลับมาหลังหายไปนานและบอกเอลลีว่าเธอเข้าร่วมกลุ่มไฟร์ฟลายส์ เอลลีขอให้ไรลีย์อยู่ต่อ ไรลีย์จึงถอดจี้สัญลักษณ์ไฟร์ฟลายส์ทิ้ง และทั้งคู่จูบกัน ต่อมาทั้งสองถูกผู้ติดเชื้อกัด เดิมทีคิดจะจบชีวิตพร้อมกัน แต่สุดท้ายเลือกใช้เวลาช่วงสุดท้ายด้วยกัน[81] ทว่าเอลลีกลับรอดมาได้ และค้นพบว่าตัวเองมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ[82]

ในเดอะลาสต์ออฟอัส มาร์ลีนซึ่งบาดเจ็บ ได้มอบหมายให้โจเอลพาเอลลีออกจากบอสตันไปยังจุดส่งตัวในโคโลราโด เพื่อให้กลุ่มไฟร์ฟลายส์ใช้ภูมิคุ้มกันของเธอพัฒนาวัคซีน ช่วงแรกเอลลีรำคาญความเงียบขรึมของโจเอล แต่ทั้งคู่ค่อย ๆ สร้างความผูกพันกันขึ้น เมื่อรู้ว่าโจเอลตั้งใจจะฝากเธอไว้กับทอมมี น้องชาย และกลับบอสตัน เอลลีหนีไป โจเอลออกตามหา และเมื่อเผชิญหน้า เธอยืนยันว่าไม่อยากถูกทอดทิ้ง ทำให้โจเอลตัดสินใจเดินทางต่อกับเธอ เอลลีเกิดบาดแผลทางใจอย่างรุนแรงหลังเหตุการณ์ที่ถูกกลุ่มมนุษย์กินคนทำร้ายและเกือบถูกฆ่า จนต้องใช้มีดพร้าฆ่าเดวิด หัวหน้ากลุ่มนั้น หลังพบว่าฐานของไฟร์ฟลายส์ในโคโลราโดถูกทำลาย ทั้งคู่จึงมุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาลในซอลต์เลกซิตี ที่นั่นโจเอลค้นพบว่าการสร้างวัคซีนจำเป็นต้องผ่าตัดนำเชื้อรากลายพันธุ์ออกจากสมองของเอลลี ซึ่งจะทำให้เธอเสียชีวิต เขาจึงตัดสินใจฆ่ามาร์ลีนและสมาชิกไฟร์ฟลายส์ บุกเข้าไปในห้องผ่าตัด และพาเอลลีที่ยังหมดสติหนีออกมา ต่อมาโจเอลโกหกเอลลีว่า ไฟร์ฟลายส์พบผู้มีภูมิคุ้มกันอีกหลายสิบคนแล้ว และเลิกหาทางรักษาแล้ว[72] เมื่อเอลลีเปิดใจเล่าถึงความรู้สึกผิดที่ตัวเองรอดชีวิต และอยากรู้ความจริง โจเอลก็ยืนยันกับเธอว่าเขาพูดจริง[82]

ในเดอะลาสต์ออฟอัส พาร์ต II เอลลีกับโจเอลใช้ชีวิตอยู่ในชุมชนของทอมมีที่แจ็กสัน[83] โจเอลมอบกีตาร์ให้เอลลี ทำตามสัญญาที่จะสอนเธอเล่น วันหนึ่งเอลลีเดินทางกลับไปที่โรงพยาบาลไฟร์ฟลายส์และพบความจริงว่าโจเอลเคยโกหก ทำให้โกรธและเชื่อว่าชีวิตเธอคงมีความหมาย หากได้เสียสละเพื่อสร้างวัคซีน ความสัมพันธ์จึงตึงเครียด แม้ว่าท้ายที่สุดเอลลีบอกจะพยายามให้อภัย แต่วันรุ่งขึ้นเธอกลับต้องเห็นโจเอลถูกฆ่าต่อหน้าด้วยน้ำมือของแอ็บบี ทหารกองกำลังติดอาวุธและเป็นลูกสาวของศัลยแพทย์ไฟร์ฟลายส์ที่โจเอลฆ่าตอนช่วยเอลลีหนี เอลลีออกเดินทางไปซีแอตเทิลเพื่อแก้แค้น โดยมีดีนา แฟนสาม ทอมมี และเจสซี แฟนเก่าของดีนาร่วมทาง ระหว่างทางเอลลีเปิดเผยเรื่องภูมิคุ้มกันให้ดีนารู้ ขณะที่ดีน่าบอกว่าเธอกำลังตั้งท้องลูกของเจสซี ภายหลังเอลลีสังหารสมาชิกกลุ่มของแอ็บบีไปหลายคน ก่อนที่แอ็บบีจะปรากฏตัว ฆ่าเจสซี ทำให้ทอมมีบาดเจ็บสาหัส และเอาชนะเอลลีกับดีนาได้ แต่เธอเลือกไว้ชีวิตและสั่งให้กลับบ้าน ต่อมา เอลลีกับดีนาอาศัยอยู่ในฟาร์มใกล้แจ็กสัน เลี้ยงดูทารกน้อยชื่อเจเจ แต่เอลลีกลับทุกข์ทรมานจาก PTSD แม้ดีนาจะขอให้หยุด เธอก็ตัดสินใจตามหาแอ็บบีจนเจอที่แซนตาบาร์บารา และช่วยแอ็บบีซึ่งถูกจับเป็นทาสโดยกลุ่มโจร ก่อนจะมีภาพจำของการตายของโจเอลผุดขึ้นมา เธอบังคับให้แอ็บบีสู้กัน แอ็บบีกัดนิ้วเอลลีขาดสองนิ้ว แต่สุดท้ายเอลลีก็เป็นฝ่ายได้เปรียบ และเกือบจะฆ่าแอ็บบีให้จมน้ำ ทว่าเมื่อหวนคิดถึงความทรงจำดี ๆ กับโจเอล เธอก็ตัดสินใจปล่อยไป เอลลีกลับมาที่ฟาร์มและพบว่ามันว่างเปล่า เธอพยายามเล่นกีตาร์ของโจเอลด้วยมือที่นิ้วขาด ก่อนจะวางมันลงแล้วเดินจากไป โดยระลึกถึงคำสัญญาที่จะให้อภัยโจเอล[83]

การตอบรับ

[แก้]
Ashley Johnson smiling
Bella Ramsey
นักวิจารณ์ชื่นชมการแสดงของแอชลีย์ จอห์นสัน (ซ้าย) ในบทเอลลีจากวิดีโอเกม[84][85] และเบลลา แรมซีย์ (ขวา) ในซีรีส์โทรทัศน์.[86][87][88] โดยทั้งคู่ได้รับรางวัลและการเสนอชื่อเข้าชิงหลายสถาบัน[89][90][91][92]

ตัวละครเอลลีได้รับคำชมโดยรวมในเชิงบวก เจสัน คิลลิงส์เวิร์ธ จากเอดจ์ ชื่นชมความซับซ้อนของตัวละคร และยกย่องนอตีด็อกที่ไม่ทำให้เธอกลายเป็น "เด็กสาววัยรุ่นจอมแก่แดดที่โจเอลต้องคอยดูแล"[93] แอชลีย์ รีด และแอนดี ฮาร์ทัป จากเกมส์เรดาร์ จัดให้เอลลีเป็นหนึ่งใน "ตัวละครหญิงที่สร้างแรงบันดาลใจมากที่สุดในเกม" โดยเขียนว่าเธอคือ "หนึ่งในตัวละครที่สมจริงและร่วมสมัยที่สุดที่เคยถูกออกแบบมา"[94] เอลลี กิบสัน จากยูโรเกมเมอร์ ชื่นชมความแข็งแกร่งและความเปราะบางของเอลลี พร้อมยกย่องเกมที่พลิกภาพจำแบบสาวน้อยเดือดร้อนได้[95] เกมส์เรดาร์ยังจัดให้เอลลีอยู่ในกลุ่มตัวละครที่ดีที่สุดของยุควิดีโอเกม โดยระบุว่าความกล้าของเธอมากกว่าตัวละครชายส่วนใหญ่[96] เกร็ก มิลเลอร์ จากไอจีเอ็น เปรียบเทียบเอลลีกับเอลิซาเบธจากไบโอช็อก อินฟินิต (2013) และเห็นว่าเอลลีเป็นตัวละครที่ "สมบูรณ์และมีมิติมากกว่า"[97] อย่างไรก็ตาม คิมเบอร์ลี วอลเลซ จากเกมอินฟอร์มเมอร์ เห็นว่าเกมให้น้ำหนักกับโจเอลมากเกินไป และ "ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากความสำคัญของเอลลีอย่างเต็มที่"[98] ขณะที่คริส ซูเอลเลนทรอป จากเดอะนิวยอร์กไทมส์ มองว่าเอลลียังถูกวางบทเป็น "ตัวรองและอยู่ในตำแหน่งที่ด้อยกว่า"[99]

นักวิจารณ์ต่างชื่นชมความสัมพันธ์ระหว่างเอลลีกับโจเอล แมตต์ เฮลเกสัน จากเกมอินฟอร์มเมอร์ เขียนว่าความสัมพันธ์นี้ "ซาบซึ้ง" และ "ถ่ายทอดได้อย่างลึกซึ้ง"[100] ริชาร์ด มิตเชล จากจอยสติก มองว่ามัน "จริงใจ" และเต็มไปด้วยอารมณ์[101] ขณะที่คอลิน โมริอาร์ตี จากไอจีเอ็น ระบุว่านี่คือหนึ่งในจุดเด่นสำคัญของเกม[102] โอลี เวลช์ จากยูโรเกมเมอร์ เห็นว่าตัวละครทั้งคู่ถูกพัฒนาด้วย "ความอดทนและทักษะอันยอดเยี่ยม"[103] ส่วนฟิลิป คอลลาร์ จากโพลีกอน มองว่าบทสนทนาเสริมที่ผู้เล่นเลือกได้ช่วยเสริมความสัมพันธ์นี้ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น[104] วอลเลซ จากเกมอินฟอร์มเมอร์ จัดให้โจเอลและเอลลีเป็นหนึ่งใน "คู่หูในเกมที่ดีที่สุดประจำปี 2013" โดยชื่นชมความตั้งใจของทั้งคู่ที่จะปกป้องกันและกัน[105] ขณะที่ไคล์ ฮิลเลียร์ด จากเกมอินฟอร์มเมอร์ เปรียบเทียบความสัมพันธ์ของโจเอลและเอลลีกับพรินซ์และเอลิกาจากพรินซ์ออฟเปอร์เซีย (2008) โดยกล่าวว่าทั้งสองคู่มีความห่วงใยกันอย่างลึกซึ้ง พร้อมยกย่องว่า "จุดสูงสุดทางอารมณ์" ในเดอะลาสต์ออฟอัส เหนือกว่าที่เคยเห็นในพรินซ์ออฟเปอร์เซีย[106] เดวิด เมเคิลแฮม จากเพลย์สเตชันออฟฟิเชียลแมกกาซีน ก็ยกให้โจเอลและเอลลีเป็นตัวละครที่ดีที่สุดในเกมบนเครื่องเพลย์สเตชัน 3 อีกด้วย[107]

หลังการวางจำหน่ายเลฟต์บีไฮนด์ ความสัมพันธ์ระหว่างเอลลีกับไรลีย์ได้รับคำชมจากนักวิจารณ์หลายสำนัก ทอม แม็กเชีย จากเกมสปอต รู้สึกผูกพันกับเอลลีมากขึ้นหลังได้เห็นการกระทำของเธอเมื่ออยู่กับไรลีย์[75] ทิม มาร์ติน จากเดอะเดลีเทเลกราฟ ชื่นชมปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร[108] ขณะที่สเตซ ฮาร์แมน จากยูโรเกมเมอร์ เห็นว่าเลฟต์บีไฮนด์ช่วยให้เข้าใจความสัมพันธ์ของโจเอลและเอลลีลึกซึ้งขึ้น[109] เคิร์ก แฮมิลตัน จากโคทาคุ บรรยายฉากจูบของเอลลีกับไรลีย์ว่าเป็น "ก้าวสำคัญครั้งใหม่ของวงการเกม" และเป็น "เรื่องใหญ่"[110] เคซ่า แม็กโดนัลด์ จากไอจีเอ็น เขียนว่าฉากนี้ "งดงาม ธรรมชาติ และมีอารมณ์ขันจนทำให้เธอพูดไม่ออก"[111] ลู้ก คาร์มาลี จากไอจีเอ็น แม้ตั้งคำถามถึงแรงจูงใจของนอตีด็อก ว่าฉากนี้อาจเป็นกลยุทธ์ "bait-and-switch" เพื่อสร้างความผูกพันก่อนเปิดเผยรสนิยมทางเพศของเอลลี แต่สุดท้ายเขาก็ยกเลิกข้อกังขา และชื่นชมการนำเสนอความเป็นหญิงรักร่วมเพศอย่างละเมียดละไม[112] คอลลิน แคมป์เบลล์ จากโพลีกอน จัดให้เอลลีกับไรลีย์เป็นหนึ่งในตัวละครเกมที่ดีที่สุดของทศวรรษ 2010 โดยยกย่องความแตกต่างและความใกล้ชิดที่พัฒนาระหว่างทั้งคู่[113]

จอห์นสันได้รับเสียงชื่นชมอย่างมากจากการแสดงในเดอะลาสต์ออฟอัส พาร์ต II[84][85] คริส คาร์เตอร์ จากเดสทรักทอยด์ ยกย่องความสามารถของเธอในการกลับมารับบทเดิมหลังผ่านไปหลายปี[114] ขณะที่โอลี เวลช์ จากยูโรเกมเมอร์ เห็นว่าการแสดงของเธอโดดเด่นเพราะถ่ายทอด "ความดิบ ความเปราะบาง และความโกรธ" ได้อย่างชัดเจน[103] อเล็กซ์ อาวาร์ด จากเกมส์เรดาร์+ ถึงกับมองว่าการถ่ายทอดความทุกข์ทรมานของเธอ "คู่ควรกับรางวัล"[115] โจนาธาน ดอร์นบุช จากไอจีเอ็น เขียนว่าจอห์นสันใส่รายละเอียดและความลึกซึ้งในทุกมิติของเอลลี[102] เอลิส ฟาวิส จากเดอะวอชิงตันโพสต์ ชื่นชมฉากที่เอลลีเปิดเผยรสนิยมทางเพศกับโจเอล โดยเปรียบเทียบกับประสบการณ์ส่วนตัวของเธอเองในการเล่าเรื่องนี้กับพ่อ[116] อเล็กซานดรา รามอส จากซิเนมาเบลนด์ มองว่าเอลลีเป็น "นางเอกเกมบล็อกบัสเตอร์คนแรกที่เป็นหญิงรักร่วมเพศ" พร้อมยกย่องความสัมพันธ์ของเธอกับดีนา[117] ราฟาเอล โมตาเมเยอร์ จากอ็อบเซิร์ฟเวอร์ เห็นว่าตัวละครเอลลีมีพัฒนาการดีขึ้นเพราะการเพิ่มเนื้อเรื่องของแอ็บบี[118] อย่างไรก็ตาม เจส โจโฮ จากแมชเอเบิล วิจารณ์ว่าเอลลีพึ่งพาความสัมพันธ์กับโจเอลมากเกินไป[119] ส่วนแมดดี ไมเออส์ จากโพลีกอน และจูลี มันซี จากไวรด์ ก็ตำหนิพัฒนาการของเอลลี โดยชี้ว่าเธอไม่สามารถเรียนรู้จากความผิดพลาดของตนเองได้[104][120]

เอลลีคว้ารางวัลปลายปีจากเดอะลาสต์ออฟอัส และเลฟต์บีไฮนด์ หลายรางวัล อาทิ รางวัลตัวละครใหม่ยอดเยี่ยม (Best New Character) จากฮาร์ดคอร์เกมเมอร์[121] และรางวัลตัวละครทรงคุณค่า (Most Valuable Character) จากงาน SXSW Gaming Awards สำหรับเลฟต์บีไฮนด์[122] รวมถึงการเข้าชิงรางวัลตัวละครยอดเยี่ยมจากเดสทรักทอยด์ อีกด้วย[123] ผลงานการแสดงของแอชลีย์ จอห์นสันก็ได้รับรางวัลมากมายเช่นกัน ได้แก่ รางวัลนักแสดง (Performer) จากงาน British Academy Video Games Awards ครั้งที่ 10 และ 11[89][124], รางวัลการแสดงตัวละครยอดเยี่ยม (Outstanding Character Performance) จากงาน D.I.C.E. Awards ครั้งที่ 17[90], นักพากย์หญิงยอดเยี่ยม (Best Voice Actress) จาก Spike VGX 2013[125] และนักแสดงยอดเยี่ยมจาก เดอะเดลีเทเลกราฟ[126] สำหรับบทบาทในเดอะลาสต์ออฟอัส พาร์ต II จอห์นสันคว้ารางวัลนักแสดงนำยอดเยี่ยมในประเภทดรามา (Outstanding Lead Performance in a Drama) ร่วมกับผู้อื่นจากเวที NAVGTR Awards[127] และยังเข้าชิงรางวัล Best Performance จาก The Game Awards 2020 และไอจีเอ็น[128][129] รวมถึงรางวัลนักแสดงนำ (Performer in a Leading Role) จากงาน British Academy Games Awards ครั้งที่ 17[130] แต่พลาดให้กับลอรา เบลีย์ ผู้รับบทแอ็บบีทั้งสามเวที[128][129][131] จอห์นสันยังเข้าชิงรางวัลนักพากย์ยอดเยี่ยม (Best Voice Performance) จากงาน Game Audio Network Guild Awards ครั้งที่ 19[132] ด้านตัวละคร เอลลีเข้าชิงรางวัลความสำเร็จยอดเยี่ยม (Outstanding Achievement in Character) จากงาน D.I.C.E. Awards ครั้งที่ 24[133]ในปี 2024 เอลลีได้รับการจัดอันดับให้เป็นตัวละครในเกมที่โด่งดังที่สุดอันดับ 19 จากผลโหวตของผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 4,000 คน ในการสำรวจของ BAFTA[134]

ในฉบับซีรีส์ แรมซีย์ได้รับคำชื่นชมอย่างมากทั้งด้านการแสดงและเคมีที่เข้ากันดีกับเปโดร ปัสกัล ผู้รับบทโจเอล[135][136][86] ภายในตอนที่สี่ แอรอน เบย์น จากพุชสแควร์ มองว่าฝีมือของแรมซีย์สามารถชนะใจผู้ชมที่เคยสงสัยในการคัดเลือกนักแสดง โดยยกย่องการถ่ายทอดทั้งความบอบช้ำและอารมณ์ขัน[137] เบอร์นาร์ด บู จากเด็นออฟกีก เห็นว่าตอนที่หกมี "การแสดงที่อาจดีที่สุดในชีวิตการแสดงของพวกเขา"[138] ไซมอน คาร์ดี จากไอจีเอ็น ชื่นชมความสามารถในการสลับระหว่างอารมณ์จริงจังกับตลก[139] ทอม ชาง จากบลีดดิงคูล ยกให้การแสดงในตอนที่เจ็ด "คู่ควรกับรางวัล" และเป็นผลงานที่แข็งแกร่งที่สุดของพวกเขา[140] ในตอนที่แปด บู จากเด็นออฟกีก ยกย่องการถ่ายทอดความแข็งแกร่งที่ยังคงไว้ซึ่งความเปราะบาง[141] ขณะที่ยีน พาร์ก จากเดอะวอชิงตันโพสต์ เขียนว่าการแสดงของแรมซีย์ "ควรลบล้างข้อสงสัยทั้งหมด" ที่เหลืออยู่[142] แรมซีย์ยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลหลายสาขา รวมถึง Golden Globe Awards[91] Television Critics Association Awards[143] และ Primetime Emmy Awards ถึงสองครั้ง[92][144] นักวิจารณ์จำนวนมากมองว่าซีซันสองคือผลงานที่โดดเด่นที่สุดของพวกเขา[145][87][88] โดยการแสดงได้รับคำชมว่า ถ่ายทอดเอลลีให้เป็นวัยรุ่นที่บอบช้ำจากเหตุการณ์ในอดีต แต่ยังคงความไม่เติบโตทางอารมณ์และความขี้เล่นไว้ได้อย่างลงตัว[146][147][148] หลุยส์ กริฟฟิน จากเรดิโอไทมส์ ก็ยกย่องเคมีของแรมซีย์กับนักแสดงทุกคนที่ร่วมฉาก[147]

อ้างอิง

[แก้]

เชิงอรรถ

[แก้]
  1. ดีนาจากเอลลีไปในพาร์ต II, แต่ตอนจบของเกมได้ก่อให้เกิดการตีความที่หลากหลายเกี่ยวกับสถานะความสัมพันธ์ของทั้งคู่[1][2][3][4]
  2. นามสกุลเดิมของเอลลี่คือ "วิลเลียมส์" แต่ถูกตัดออกไปตั้งแต่ช่วงต้นของการพัฒนา[5] โดยชื่อนี้เป็นการคารวะต่อสองนักพัฒนาเกม เคน และโรเบอร์ตา วิลเลียมส์[6] สื่อบางสำนักยังคงใช้นามสกุลนี้เมื่อกล่าวถึงฉบับซีรีส์โทรทัศน์[7][8][9] และปรากฏบนชุดเสริมแบบเลือกใส่ได้ของเอลลีใน เดอะลาสต์ออฟอัส พาร์ต II รีมาสเตอร์ (2024)[10][11]

อ้างอิง

[แก้]
  1. Avard, Alex (June 18, 2020). "The Last of Us 2 ending explained: A spoiler filled look at what it all means". GamesRadar. Future plc. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ June 19, 2020. สืบค้นเมื่อ February 12, 2021.
  2. Avard, Alex (July 7, 2020). "The Last of Us 2 players spot tiny detail that presents massive implications for the ending". GamesRadar. Future plc. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ July 29, 2020. สืบค้นเมื่อ February 12, 2021.
  3. Hornshaw, Phil (July 16, 2020). "The Last Of Us 2's Ending Explained – What It All Means". GameSpot. CBS Interactive. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ July 17, 2020. สืบค้นเมื่อ February 12, 2021.
  4. Barker, Sammy (June 25, 2020). "The Last of Us 2 Spoilers – Who Lives and Who Dies?". Push Square. Gamer Network. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ July 2, 2020. สืบค้นเมื่อ February 12, 2021.
  5. Druckmann, Neil (July 31, 2013). "Hi, we're Neil Druckmann (Creative Director) and Bruce Straley (game Director) of The Last of Us at Naughty Dog. AUA!". เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ March 27, 2023. สืบค้นเมื่อ March 28, 2023. Those were names that were used in early docs, but we decided to remove all last names for main characters pretty early in development
  6. Druckmann, Neil [@Neil_Druckmann] (December 29, 2021). "Fun fact: Eliie's last name is a homage to Ken & Roberta Williams" (ทวีต). เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ December 29, 2021. สืบค้นเมื่อ March 28, 2023 โดยทาง ทวิตเตอร์.
  7. Duncan, Charlie (March 8, 2023). "A love letter to The Last of Us' Ellie Williams, one of the greatest TV heroes of all time". PinkNews. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ March 21, 2023. สืบค้นเมื่อ March 27, 2023.
  8. Leishman, Rachel (January 4, 2023). "Meet Ellie Williams – Everyone's Favorite Badass in 'The Last of Us'". The Mary Sue. Gamurs. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ January 12, 2023. สืบค้นเมื่อ March 27, 2023.
  9. Jackson, Destiny (March 9, 2023). "'The Last Of Us': HBO Unveils First Look At Original Ellie Performer Ashley Johnson As Ellie's Mother In Season 1 Finale". Deadline Hollywood. Penske Media Corporation. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ March 17, 2023. สืบค้นเมื่อ March 27, 2023.
  10. Dinsdale, Ryan (December 14, 2023). "The Last of Us Part 2 Remaster Confirms Ellie's Surname for the First Time In-Game". IGN. Ziff Davis. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ December 15, 2023. สืบค้นเมื่อ December 15, 2023.
  11. Foster, George (December 13, 2023). "The Last Of Us Part 2 Remastered Confirms Ellie's Surname". TheGamer. Valnet. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ December 13, 2023. สืบค้นเมื่อ December 15, 2023.
  12. 1 2 Takahashi, Dean (August 5, 2013). "The definitive interview with the creators of Sony's blockbuster The Last of Us (part 1)". VentureBeat. p. 1. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ November 28, 2017. สืบค้นเมื่อ April 10, 2016.
  13. 1 2 Favis, Elise (June 12, 2020). "A child in a dangerous world: Inside the creation of Ellie". The Washington Post. Nash Holdings. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ June 12, 2020. สืบค้นเมื่อ June 27, 2020.
  14. 1 2 Takahashi, Dean (August 5, 2013). "The definitive interview with the creators of Sony's blockbuster The Last of Us (part 1)". VentureBeat. p. 1. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ April 22, 2016. สืบค้นเมื่อ October 15, 2014.
  15. Dutton, Fred (May 31, 2013). "The Last of Us: Ashley Johnson bringing Ellie to life". PlayStation Blog. Sony Computer Entertainment. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ September 8, 2015. สืบค้นเมื่อ April 19, 2015.
  16. 1 2 Robertson, Andy (May 31, 2013). "The Last of Us: interview with Neil Druckmann and Ashley Johnson". The Daily Telegraph. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ September 14, 2014. สืบค้นเมื่อ October 13, 2014.
  17. Hanson, Ben (February 20, 2012). "Capturing Joel And Ellie For The Last Of Us". Game Informer. GameStop. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ March 28, 2015. สืบค้นเมื่อ January 7, 2015.
  18. Naughty Dog and Area 5 (2013). Grounded: Making The Last of Us. Sony Computer Entertainment. เหตุการณ์เกิดขึ้นที่ 11:06. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ July 8, 2020. สืบค้นเมื่อ October 11, 2014. To sort of be such a strong female character that is completely normal-looking—regular t-shirt and jeans—and she's fourteen, and she's still a total bad-ass: it's really exciting to be a part of that.
  19. Beresford, Trilby (June 19, 2020). "Becoming Ellie: Ashley Johnson Navigates Grief and Guilt in 'The Last of Us Part II'". The Hollywood Reporter. Valence Media. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ June 20, 2020. สืบค้นเมื่อ June 30, 2020.
  20. Druckmann & Straley 2013, pp. 22
  21. Moriarty, Colin (February 8, 2012). "The Last of Us Storyline Explained in Detail". IGN. Ziff Davis. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ October 16, 2012. สืบค้นเมื่อ April 10, 2016.
  22. Druckmann & Straley 2013, pp. 19
  23. Weber, Rachel (December 12, 2012). "Naughty Dog: We've been asked to push Ellie to the back of the box art". Gamesindustry.biz. Gamer Network. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ June 26, 2015. สืบค้นเมื่อ April 19, 2015.
  24. 1 2 Plunkett, Luke (June 23, 2013). "Ellen Page Says The Last Of Us' Ellie "Ripped Off My Likeness"". Kotaku. Gawker Media. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ April 20, 2015. สืบค้นเมื่อ April 19, 2015.
  25. 1 2 3 Welsh, Oli (June 8, 2012). "Changes to The Last of Us' Ellie and announcement of Ellen Page in Beyond are "complete coincidence"". Eurogamer. Gamer Network. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ June 10, 2012. สืบค้นเมื่อ June 28, 2020.
  26. Byford, Sam (June 24, 2013). "Ellen Page accuses 'The Last of Us' developers of 'ripping off' her likeness". The Verge. Vox Media. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ June 24, 2013. สืบค้นเมื่อ June 28, 2020.
  27. Miller, Greg (May 16, 2012). "The Last of Us: New Trailer, New Ellie". IGN. Ziff Davis. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ May 17, 2012. สืบค้นเมื่อ June 28, 2020.
  28. Tucker 2020, p. 34.
  29. Favis, Elise (June 19, 2020). "Naughty Dog explains meaning behind Ellie's tattoo in 'The Last of Us Part II'". The Washington Post. Nash Holdings. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ June 20, 2020. สืบค้นเมื่อ June 27, 2020.
  30. 1 2 Mc Shea, Tom (February 18, 2014). "The Last of Us Developers Talk Left Behind DLC [SPOILERS]". GameSpot. CBS Interactive. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ July 29, 2015. สืบค้นเมื่อ March 3, 2015.
  31. 1 2 Parker, Laura (February 1, 2013). "Staying Human in the Inhuman World of The Last of Us". GameSpot. CBS Interactive. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ March 30, 2014. สืบค้นเมื่อ January 7, 2015.
  32. Naughty Dog (2014). From Dreams – The Making The Last of Us: Left Behind. Sony Computer Entertainment. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ April 8, 2015. สืบค้นเมื่อ March 2, 2015.
  33. Hudson, Laura (February 18, 2014). "Inside the Mind Behind the Brilliant New Last of Us DLC". Wired. Condé Nast. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ March 20, 2015. สืบค้นเมื่อ March 3, 2015.
  34. Juba, Joe (June 1, 2020). "The Last of Us Part II Interview – Adding Depth, Staying Grounded, And The Cost Of Revenge". Game Informer. GameStop. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ June 3, 2020. สืบค้นเมื่อ June 29, 2020.
  35. Fils-Aimé, Reggie; Goldberg, Harold (June 29, 2020). "The Podcast: Naughty Dog's Neil Druckmann And Media Molecule's Siobhan Reddy Join Talking Games With Reggie And Harold!". The New York Videogame Critics Circle. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ June 30, 2020. สืบค้นเมื่อ June 30, 2020.
  36. 1 2 3 Ehrlich, David (June 22, 2020). "Neil Druckmann and Halley Gross Open Up About the Biggest Twists of 'The Last of Us Part II'". IndieWire. Penske Media Corporation. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ June 23, 2020. สืบค้นเมื่อ June 25, 2020.
  37. White, Sam (June 9, 2020). "The Last of Us Part II: how Naughty Dog made a classic amidst catastrophe". GQ. Condé Nast. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ June 11, 2020. สืบค้นเมื่อ June 26, 2020.
  38. Meredith, Karenna (June 25, 2020). "The Last of Us Part II's Cowriter Wants Women to Feel "a Little More Seen" in the PS4 Game". PopSugar. Group Nine Media. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ June 26, 2020. สืบค้นเมื่อ June 30, 2020.
  39. Miller, Greg; Druckmann, Neil; Johnson, Ashley; Baker, Troy (June 25, 2020). "Last of Us 2 Spoilercast". Gamescast (Podcast). Kinda Funny. เหตุการณ์เกิดขึ้นที่ 1:10:55. สืบค้นเมื่อ June 26, 2020.
  40. Moriarty, Colin (February 13, 2012). "Naughty Dog Talks Combat in The Last of Us". IGN. Ziff Davis. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ February 18, 2015. สืบค้นเมื่อ October 23, 2014.
  41. 1 2 Farokhmanesh, Megan (March 22, 2014). "How Naughty Dog created a partner, not a burden, with Ellie in The Last of Us". Polygon. Vox Media. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ January 18, 2015. สืบค้นเมื่อ January 14, 2015.
  42. Kit, Borys; Goldberg, Lesley (February 10, 2021). "'Last of Us': 'Game of Thrones' Breakout Bella Ramsey to Star as Ellie (Exclusive)". The Hollywood Reporter. MRC. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ February 11, 2021. สืบค้นเมื่อ February 11, 2021.
  43. 1 2 Hibberd, James (January 4, 2023). "How 'The Last of Us' Plans to Bring the Zombie Genre Back to Life". The Hollywood Reporter. Eldridge Industries. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ January 4, 2023. สืบค้นเมื่อ January 5, 2023.
  44. Jarvey, Natalie (January 13, 2023). "The Last of Us Game Creator's Parents Can "Finally Experience" His Work". Vanity Fair. Condé Nast. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ January 13, 2023. สืบค้นเมื่อ January 17, 2023.
  45. Manfredi, Lucas (January 6, 2023). "'The Last of Us' Creators Talk the Scrapped Movie Adaptation and How Changes From the Game Were Made With 'Care'". TheWrap. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ January 6, 2023. สืบค้นเมื่อ January 7, 2023.
  46. 1 2 "The Last of Us: Teen actress honoured to land lead role". BBC. October 14, 2021. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ October 14, 2021. สืบค้นเมื่อ October 16, 2021.
  47. 1 2 Greenwood, Douglas (January 11, 2023). "In 'The Last of Us,' Bella Ramsey Might Save the World". The New York Times. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ January 11, 2023. สืบค้นเมื่อ January 12, 2023.
  48. Ryan, Patrick (October 7, 2022). "'Catherine Called Birdy': Bella Ramsey on why that 'more hopeful ending' differs from the book". USA Today. Gannett. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ October 9, 2022. สืบค้นเมื่อ October 9, 2022.
  49. Byrd, Matthew (October 13, 2022). "HBO's The Last of Us: Ellie Actress Explains Why She Hasn't Played the Games". Den of Geek. DoG Tech LLC. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ October 14, 2022. สืบค้นเมื่อ October 14, 2022.
  50. "IGN Interviews the Cast of The Last of Us HBO". IGN. Ziff Davis. January 6, 2023. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ January 6, 2023. สืบค้นเมื่อ January 7, 2023.
  51. King, Jack (February 13, 2023). "How Bella Ramsey won the apocalypse". British GQ. Condé Nast. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ February 14, 2023. สืบค้นเมื่อ February 14, 2023.
  52. 1 2 Del Rosario, Alexandra (March 12, 2023). "In 'The Last of Us,' Ashley Johnson gave Ellie life. Here's why her casting was perfect". Los Angeles Times. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ March 13, 2023. สืบค้นเมื่อ March 13, 2023.
  53. 1 2 Radish, Christina (March 12, 2023). "'The Last of Us' Co-Creators Break Down Season 1 Finale and What Fans Can Expect From Season 2". Collider. Valnet. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ March 13, 2023. สืบค้นเมื่อ March 13, 2023.
  54. Moreau, Jordan (January 22, 2023). "'The Last of Us' Creators on THAT Clicker Moment, Flour Theories and Changes From the Game: 'If People Are Upset, I Don't Blame Them' (EXCLUSIVE)". Variety. Penske Media Corporation. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ January 23, 2023. สืบค้นเมื่อ January 23, 2023.
  55. Romano, Nick (January 16, 2023). "How Merle Dandridge became the only The Last of us game actor to reprise role in the series". Entertainment Weekly. Dotdash Meredith. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ January 16, 2023. สืบค้นเมื่อ January 17, 2023.
  56. Schwartz, Missy (June 13, 2025). "Cover Story: Bella Ramsey Takes the Lead in The Last of Us". TheWrap. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ June 13, 2025. สืบค้นเมื่อ June 14, 2025.
  57. 1 2 3 4 Hibberd, James (April 22, 2025). "No. 1 on the Call Sheet: Bella Ramsey Takes Charge of The Last of Us". The Hollywood Reporter. Penske Media Corporation. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ April 22, 2025. สืบค้นเมื่อ April 23, 2025.
  58. Brown, Tracy (April 13, 2025). "Bella Ramsey is embracing the difficult parts of Ellie and The Last of Us". Los Angeles Times. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ April 14, 2025. สืบค้นเมื่อ April 14, 2025.
  59. 1 2 Vary, Adam B. (March 5, 2025). "Making 'The Last of Us' Season 2: Casting Abby, Video Game Changes and Why the Creators Are at Peace With Telling a 'Different Version' of the Story". Variety. Penske Media Corporation. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ March 5, 2025. สืบค้นเมื่อ March 6, 2025.
  60. Navarro, Emely (March 24, 2025). "'The Last Of Us': Bella Ramsey & Pedro Pascal Talk Filming Intense Scenes In Season 2". Access Hollywood. NBCUniversal. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ March 25, 2025. สืบค้นเมื่อ March 25, 2025.
  61. Mullally, William (April 13, 2025). "The Last of Us star Bella Ramsey: 'I got bored of being dark and sad and deep all day'". The National. International Media Investments. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ April 13, 2025. สืบค้นเมื่อ April 14, 2025.
  62. Tsjeng, Zing (March 19, 2025). "'There's No Reason For People Not To Know': Bella ramsey Opens Up About Their Liberating Autism Diagnosis & The Epic New Season Of The Last Of Us". British Vogue. Condé Nast. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ March 19, 2025. สืบค้นเมื่อ March 20, 2025.
  63. 1 2 Hibberd, James (March 31, 2025). "'The Last of Us' Co-Creator: This Is Our 'Empire Strikes Back' Season". The Hollywood Reporter. Penske Media Corporation. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ March 31, 2025. สืบค้นเมื่อ April 1, 2025.
  64. Alexander, Bryan (April 13, 2025). "Why a 'very injured' Pedro Pascal passes 'Last of Us' action duties to Bella Ramsey". USA Today. Gannett. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ April 13, 2025. สืบค้นเมื่อ April 14, 2025.
  65. Ambriz, Leslie (April 10, 2025). "Pedro Pascal and Bella Ramsey put a lot of internal work into 'The Last of Us'". The Washington Post. Associated Press. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ April 10, 2025. สืบค้นเมื่อ April 11, 2025.
  66. 1 2 Clements, Ryan (February 9, 2014). "The Drop: New PlayStation Releases for February 11th, 2014". PlayStation Blog. Sony Computer Entertainment. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ March 4, 2016. สืบค้นเมื่อ March 26, 2016.
  67. O'Brien, Lucy (December 1, 2013). "Is This the Most Important Moment in The Last of Us". IGN. Ziff Davis. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ March 7, 2016. สืบค้นเมื่อ March 26, 2016.
  68. Hamilton, Kirk (June 27, 2013). "The Last Of Us' Climactic Moments Could Have Been Very Different". Kotaku. Gawker Media. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ March 4, 2016. สืบค้นเมื่อ March 26, 2016.
  69. Amini, Tina (July 2, 2013). "The Moral Ambiguities In The Last Of Us". Kotaku. Gawker Media. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ May 15, 2015. สืบค้นเมื่อ April 19, 2015.
  70. Mc Shea, Tom (June 5, 2013). "The Last of Us Review". GameSpot. CBS Interactive. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ February 28, 2015. สืบค้นเมื่อ March 26, 2016.
  71. Agnello, Anthony John (December 27, 2013). "2013 in Review: In The Last of Us, No Death is Meaningless". USGamer. Gamer Network. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ September 9, 2015. สืบค้นเมื่อ March 26, 2016.
  72. 1 2 Plante, Chris (July 24, 2013). "Let's Talk About: The ending of The Last of Us". Polygon. Vox Media. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ March 24, 2016. สืบค้นเมื่อ March 26, 2016.
  73. Plunkett, Luke (July 4, 2013). "Every Time Ellie Says F**k, S**t (And Motherf**ker) In The Last Of Us". Kotaku. Gawker Media. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ June 18, 2015. สืบค้นเมื่อ April 19, 2015.
  74. Kerzner, Liana (September 18, 2014). "Some of gaming's greatest heroes are mentally ill, and that's a great thing". Polygon. Vox Media. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ April 2, 2016. สืบค้นเมื่อ March 26, 2016.
  75. 1 2 Mc Shea, Tom (February 13, 2014). "The Last of Us: Left Behind Review". GameSpot. CBS Interactive. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ February 24, 2015. สืบค้นเมื่อ February 22, 2015.
  76. Bradford, Matt (July 16, 2013). "The 12 biggest nitpicks of The Last of Us". GamesRadar. Future plc. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ June 18, 2015. สืบค้นเมื่อ April 19, 2015.
  77. MacDonald, Keza (February 17, 2014). "The Last of Us: Left Behind – review". The Guardian. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ September 24, 2016. สืบค้นเมื่อ September 15, 2016.
  78. Orland, Kyle (June 6, 2013). "The Last of Us review: Me, you, and the infected". Ars Technica. Condé Nast. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ September 16, 2016. สืบค้นเมื่อ September 15, 2016.
  79. Ryan, Hannah (July 3, 2020). "How The Last of Us Part II brought lesbian representation to gaming". Vice. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ August 13, 2020. สืบค้นเมื่อ November 1, 2020.
  80. Druckmann, Neil, Hicks, Faith Erin (w), Hicks, Faith Erin (a), Rosenberg, Rachelle (col), Robins, Clem (let), Edidin, Rachel, Wright, Brendan (ed). The Last of Us: American Dreams #1: 10 (April 3, 2013), Dark Horse Comics
  81. Naughty Dog (February 14, 2014). The Last of Us: Left Behind (PlayStation 3) (1.0 ed.). Sony Computer Entertainment.
  82. 1 2 Naughty Dog (June 14, 2013). The Last of Us (PlayStation 3) (1.0 ed.). Sony Computer Entertainment.
  83. 1 2 Naughty Dog (June 19, 2020). The Last of Us Part II (PlayStation 4) (1.0 ed.). Sony Computer Entertainment.
  84. 1 2 Barker, Sammy (June 19, 2020). "The Last of Us: Part II Review". Push Square. Gamer Network. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ June 12, 2020. สืบค้นเมื่อ July 8, 2020.
  85. 1 2 McKeand, Kirk (June 12, 2020). "The Last of Us Part 2 review – a generation-defining masterpiece". VG247. videogaming247 Ltd. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ June 12, 2020. สืบค้นเมื่อ July 8, 2020.
  86. 1 2 Park, Gene (January 10, 2023). "HBO's 'The Last of Us' stays true to the game, and hits just as hard". The Washington Post. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ January 10, 2023. สืบค้นเมื่อ January 11, 2023.
  87. 1 2 Gajjar, Saloni (April 7, 2025). "The Last Of Us season 2 is an emotional wrecking ball". The A.V. Club. Paste Media Group. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ April 8, 2025. สืบค้นเมื่อ April 8, 2025.
  88. 1 2 Han, Angie (April 7, 2025). "The Last of Us Review: Season 2 of HBO's Hit Video Game Adaptation Is Thrilling, Addicting and Incomplete". The Hollywood Reporter. Penske Media Corporation. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ April 7, 2025. สืบค้นเมื่อ April 8, 2025.
  89. 1 2 Karmali, Luke (March 13, 2014). "BAFTA Games Awards 2014 Winners Announced". IGN. Ziff Davis. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ January 5, 2015. สืบค้นเมื่อ April 28, 2015.
  90. 1 2 "Game Title: The Last of Us". Academy of Interactive Arts & Sciences. February 7, 2014. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ May 1, 2015. สืบค้นเมื่อ April 28, 2015.
  91. 1 2 Hipes, Patrick (December 11, 2023). "Golden Globe Nominations: 'Barbie', 'Oppenheimer' Top Movie List; 'Succession' Leads Way In TV". Deadline Hollywood. Penske Media Corporation. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ December 11, 2023. สืบค้นเมื่อ December 11, 2023.
  92. 1 2 Rice, Lynette; Hipes, Patrick (July 12, 2023). "Primetime Emmy Awards Nominations: The Complete List". Deadline Hollywood. Penske Media Corporation. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ July 12, 2023. สืบค้นเมื่อ July 13, 2023.
  93. Killingsworth, Jason (June 25, 2013). "Sexism sells? The Last Of Us begs to differ". Edge. Future plc. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ June 28, 2013. สืบค้นเมื่อ April 23, 2015.
  94. Reed, Ashley; Hartup, Andy (March 11, 2014). "The 20 most inspirational female characters in games". GamesRadar. Future plc. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ April 26, 2015. สืบค้นเมื่อ April 26, 2015.
  95. Gibson, Ellie (July 5, 2013). "The Last of Us isn't the solution to sexism in games, but it's a start". Eurogamer. Gamer Network. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ April 22, 2015. สืบค้นเมื่อ April 23, 2015.
  96. "Best game characters of the generation". GamesRadar. Future plc. October 11, 2013. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ April 21, 2015. สืบค้นเมื่อ April 28, 2015.
  97. Miller, Greg; Moriarty, Colin; Altano, Brian (June 24, 2013). "The Last of Us' Ellie vs. BioShock Infinite's Elizabeth". IGN. Ziff Davis. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ May 22, 2015. สืบค้นเมื่อ April 29, 2015.
  98. Wallace, Kimberley (December 23, 2013). "Opinion: Important Female Character Weren't Marketed Well This Year". Game Informer. GameStop. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ September 24, 2015. สืบค้นเมื่อ April 23, 2015.
  99. Suellentrop, Chris (June 14, 2013). "In the Video Game The Last of Us, Survival Favors the Man". The New York Times. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ October 11, 2015. สืบค้นเมื่อ April 23, 2015.
  100. Helgeson, Matt (June 5, 2013). "Naughty Dog's Grim Masterpiece". Game Informer. GameStop. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ March 15, 2015. สืบค้นเมื่อ April 22, 2015.
  101. Mitchell, Richard (June 5, 2013). "The Last of Us review: Humans, conditioned". Joystiq. AOL. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ March 8, 2015. สืบค้นเมื่อ April 22, 2015.
  102. 1 2 Moriarty, Colin (June 5, 2013). "The Last of Us Review". IGN. Ziff Davis. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ February 26, 2015. สืบค้นเมื่อ April 22, 2015.
  103. 1 2 Welsh, Oli (July 31, 2014). "The Last of Us review". Eurogamer. Gamer Network. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ March 16, 2015. สืบค้นเมื่อ April 22, 2015.
  104. 1 2 Kollar, Philip (June 5, 2013). "The Last of Us review: dead inside". Polygon. Vox Media. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ March 13, 2015. สืบค้นเมื่อ April 22, 2015.
  105. Wallace, Kimberley (December 28, 2013). "The Best Gaming Duos Of 2013". Game Informer. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ September 10, 2015. สืบค้นเมื่อ April 22, 2015.
  106. Hilliard, Kyle (July 22, 2013). "From Elika To Ellie: Comparing Prince Of Persia And The Last Of Us". Game Informer. GameStop. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ January 21, 2019. สืบค้นเมื่อ April 28, 2015.
  107. Meikleham, David (June 5, 2013). "The Last Of Us review SPOILER FREE – Naughty Dog's latest masterpiece is apocalypse wow". PlayStation Official Magazine. Future plc. p. 2. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ June 18, 2013. สืบค้นเมื่อ January 6, 2025.
  108. Martin, Tim (March 1, 2014). "The Last of Us: Left Behind review". The Daily Telegraph. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ March 23, 2015. สืบค้นเมื่อ February 22, 2015.
  109. Harman, Stace (February 14, 2014). "The Last of Us: Left Behind review". Eurogamer. Gamer Network. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ February 21, 2015. สืบค้นเมื่อ February 22, 2015.
  110. Hamilton, Kirk (February 17, 2014). "Video Gaming's Latest Breakthrough Moment". Kotaku. Gawker Media. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ March 13, 2015. สืบค้นเมื่อ March 2, 2015.
  111. MacDonald, Keza (February 19, 2014). "The Significance of The Last of Us: Left Behind". IGN. Ziff Davis. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ April 2, 2015. สืบค้นเมื่อ March 2, 2015.
  112. Karmali, Luke (March 14, 2014). "Why We Need More Gay Characters In Video Games". IGN. Ziff Davis. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ April 28, 2015. สืบค้นเมื่อ April 29, 2015.
  113. Campbell, Colin (November 27, 2019). "The 70 best video game characters of the decade". Polygon. Vox Media. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ November 27, 2019. สืบค้นเมื่อ June 3, 2020.
  114. Carter, Chris (June 18, 2020). "Review: The Last of Us Part II". Destructoid. Enthusiast Gaming. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ July 7, 2020. สืบค้นเมื่อ July 8, 2020.
  115. Avard, Alex (June 12, 2020). "The Last of Us Part 2 Review: "AN Astonishing, Absurdly Ambitious Epic"". GamesRadar. Future plc. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ June 12, 2020. สืบค้นเมื่อ July 8, 2020.
  116. Favis, Elise (July 22, 2020). "'The Last of Us Part II' handles Ellie's coming out story with care. It reminded me of my own". The Washington Post. Nash Holdings. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ July 23, 2020. สืบค้นเมื่อ July 23, 2020.
  117. Ramos, Alexandra (January 16, 2023). "Explaining The Last Of Us' Groundbreaking Queer Characters In The Games". CinemaBlend. Future plc. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ January 15, 2023. สืบค้นเมื่อ March 19, 2024.
  118. Motamayor, Rafael (July 11, 2020). "The Brutal Redemptions of 'The Last of Us Part II'". Observer. Observer Media. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ August 15, 2020. สืบค้นเมื่อ February 6, 2021.
  119. Joho, Jess (July 10, 2020). "How 'The Last of Us Part II' fails its women protagonists". Mashable. Ziff Davis. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ July 10, 2020. สืบค้นเมื่อ February 6, 2021.
  120. Muncy, Julie (June 12, 2020). "Last of Us Part II Is Great, but Can't Escape Its Father's Shadow". Wired. Condé Nast. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ June 13, 2020. สืบค้นเมื่อ July 10, 2020.
  121. "2013 Best New Character". Hardcore Gamer. December 21, 2013. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ June 27, 2015. สืบค้นเมื่อ December 25, 2013.
  122. Blase, Aurora (March 14, 2015). "Congratulations to the 2015 SXSW Gaming Award Winners!". South by Southwest. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ March 15, 2015. สืบค้นเมื่อ March 15, 2015.
  123. Zimmerman, Conrad (December 24, 2013). "The winner of Destructoid's best 2013 character". Destructoid. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ June 27, 2015. สืบค้นเมื่อ April 28, 2015.
  124. Nutt, Christian (March 12, 2015). "BAFTA Awards honors Destiny, Monument Valley, and David Braben". Gamasutra. UBM plc. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ March 15, 2015. สืบค้นเมื่อ April 28, 2015.
  125. Dane, Patrick (December 7, 2013). "'Grand Theft Auto V' Tops Spike VGX 2013 Award Winners List". Game Rant. Warp 10. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ April 1, 2015. สืบค้นเมื่อ April 28, 2015.
  126. Hoggins, Tom (December 31, 2013). "Telegraph Video Game Awards 2013". The Daily Telegraph. London. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ March 19, 2015. สืบค้นเมื่อ April 28, 2015.
  127. Kirakosyan, Georgy (February 23, 2021). "Ghost of Tsushima стала игрой года по версии NAVGTR Awards" [Ghost of Tsushima named NAVGTR Awards Game of the Year]. Igromania (ภาษารัสเซีย). Igromedia. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ February 23, 2021. สืบค้นเมื่อ February 24, 2021.
  128. 1 2 Stedman, Alex (December 10, 2020). "The Game Awards 2020: Complete Winners List". Variety. Penske Media Corporation. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ December 11, 2020. สืบค้นเมื่อ December 11, 2020.
  129. 1 2 "The Best Performance in Games of 2020". IGN. Ziff Davis. December 22, 2020. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ December 15, 2020. สืบค้นเมื่อ December 28, 2020.
  130. Ankers, Adele (March 2, 2021). "BAFTA Games Awards 2021 Nominations Announced". IGN. Ziff Davis. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ March 3, 2021. สืบค้นเมื่อ March 3, 2021.
  131. Del Rosario, Alexandra (March 25, 2021). "BAFTA Games Awards: Supergiant Games' 'Hades' Takes Home Top Prize — Complete Winners List". Deadline Hollywood. Penske Media Corporation. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ March 26, 2021. สืบค้นเมื่อ March 26, 2021.
  132. Ferme, Antonio (March 17, 2021). "'The Last of Us Part II' and 'Ghost of Tsushima' Lead G.A.N.G. Awards Nominees". Variety. Penske Media Corporation. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ March 17, 2021. สืบค้นเมื่อ March 18, 2021.
  133. Denzer, TJ (April 22, 2021). "The D.I.C.E. Awards 2021 winners & finalists". Shacknews. Gamerhub. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ April 22, 2021. สืบค้นเมื่อ April 23, 2021.
  134. Reynolds, Ollie (April 4, 2024). "Random: BAFTA's 'Iconic Game Characters' Poll Has Us Scratching Our Heads". Nintendo Life. Hookshot Media. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ April 4, 2024. สืบค้นเมื่อ April 9, 2024.
  135. Leane, Rob (January 10, 2023). "The Last of Us review: A fantastic TV show in its own right". Radio Times. Immediate Media Company. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ January 10, 2023. สืบค้นเมื่อ January 11, 2023.
  136. Cumming, Ed (January 10, 2023). "The Last of Us, review: dystopian thriller is the greatest video game adaptation ever made". The Telegraph. Telegraph Media Group. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ January 10, 2023. สืบค้นเมื่อ January 11, 2023.
  137. Bayne, Aaron (February 6, 2023). "TV Show Review: The Last of Us (HBO) Episode 4 – A Heart-Warming Breather". Push Square. Hookshot Media. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ February 6, 2023. สืบค้นเมื่อ February 7, 2023.
  138. Boo, Bernard (February 19, 2023). "The Last of Us Episode 6 Review: Something's Wrong With Joel". Den of Geek. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ February 20, 2023. สืบค้นเมื่อ February 21, 2023.
  139. Cardy, Simon (February 19, 2023). "The Last of Us: Episode 6 Review". IGN. Ziff Davis. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ February 20, 2023. สืบค้นเมื่อ February 21, 2023.
  140. Chang, Tom (February 26, 2023). "The Last of Us Season 1 Ep. 7 Review: Ramsey, Reid Shine in Ellie Arc". Bleeding Cool. Avatar Press. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ February 27, 2023. สืบค้นเมื่อ February 28, 2023.
  141. Boo, Bernard (March 5, 2023). "The Last of Us Episode 8 Review: This Chapter Works Better as a Video Game". Den of Geek. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ March 6, 2023. สืบค้นเมื่อ March 6, 2023.
  142. Park, Gene (March 5, 2023). "'The Last of Us': A harsh world forces Ellie to grow up". The Washington Post. Nash Holdings. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ March 6, 2023. สืบค้นเมื่อ March 6, 2023.
  143. Goldberg, Lesley (June 30, 2023). "'Succession,' 'The Bear,' 'Last of Us' Lead TV Critics Awards Nominations". The Hollywood Reporter. Penske Media Corporation. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ June 30, 2023. สืบค้นเมื่อ July 2, 2023.
  144. Rice, Lynette; White, Peter; Gomez, Dessi (July 15, 2025). "Primetime Emmy Nominations: Severance Leads Field Ahead Of The Penguin, The Studio, & The White Lotus – Full List". Deadline Hollywood. Penske Media Corporation. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ July 15, 2025. สืบค้นเมื่อ July 16, 2025.
  145. Bonaime, Ross (April 7, 2025). "The Last of Us Season 2 Review: Somehow, the Best Video Game Adaptation Ever Only Got Better". Collider. Valnet. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ April 7, 2025. สืบค้นเมื่อ April 8, 2025.
  146. Herman, Alison (April 7, 2025). "The Last of Us Season 2 Is a Wrenching Saga of Revenge That Lets Bella Ramsey Take the Reins: TV Review". Variety. Penske Media Corporation. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ April 8, 2025. สืบค้นเมื่อ April 8, 2025.
  147. 1 2 Griffin, Louise (April 7, 2025). "The Last of Us season 2 review: Unrivalled storytelling that lays bare the best and worst of humanity". Radio Times. Immediate Media Company. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ April 8, 2025. สืบค้นเมื่อ April 8, 2025.
  148. McNamara, Mary (April 7, 2025). "The Last of Us Season 2 review: Survival is not just about staying alive". Los Angeles Times. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ April 7, 2025. สืบค้นเมื่อ April 8, 2025.