ข้ามไปเนื้อหา

เหตุโจมตีในธากา เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2559

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ปฏิบัติการสายฟ้าฟาด ปี 2016
ส่วนหนึ่งของ ก่อการร้ายในประเทศบังกลาเทศ

จุดเกิดเหตุในแผนที่กรุงธากา
วันที่1–2 กรกฎาคม 2016
สถานที่
โฮลี่ อาร์ทิสัน เบเกอรี
บ้านเลขที่ 5 ถนนหมายเลข 79 คุลศาน 2
ธากา 1212
23°48′09″N 90°25′00″E / 23.8025°N 90.4167°E / 23.8025; 90.4167
ผล ผู้ก่อการร้ายถูกสังหารหรือจับกุม
คู่สงคราม
 บังกลาเทศ  รัฐอิสลาม
หน่วยที่เกี่ยวข้อง
ความสูญเสีย
ตำรวจ 2 นาย 5[1]
พลเรือน 24 คน[2][3]

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2016 เกิดเหตุก่อการร้ายโจมตีพลเรือนในกรุงธากา ประเทศบังกลาเทศ ที่เวลา 21:20 น. เวลามาตรฐานบังกลาเทศ (UTC+06:00)[4] เมื่อสมาชิกรัฐอิสลามห้าคนยิงและจับตัวประกันภายในภัตตาคารโฮลี่ อาร์ทิสัน เบเกอรี[5] ในย่านสถานทูตของแขวงคุลศาน[6] ผู้ก่อเหตุเข้าไปในร้านอาหารโดยมีอาวุธได้แก่ระเบิดอย่างหยาบ, มีดพร้า, ปืนพก ก่อนจะจับพลเรือนในร้านเป็นตัวประกัน ในจำนวนนี้มีหลายคนเป็นชาวต่างขาติ ในระหว่างความพยายามของตำรวจนครบาลธากาที่จะกู้สถานการณ์ มีตำรวจสองนายถูกยิงเสียชีวิตโดยผู้ก่อการร้าย[7] สื่อท้องถิ่นเรียกเหตุการณ์นี้ในชื่อ เหตุโจมตี 7/16[8]

หลังตำรวจไม่สามารถทลายเข้าไปภายในร้านเพื่อช่วยเหลือตัวประกันได้ รัฐบาลได้มีคำสั่งให้กองพันเคลื่อนที่เร็ว และ องครักษ์พรมแดน เข้ามามีส่วนในปฏิบัติการ และตั้งล้อมโดยรอบ กระทั่งเวลาประมาณ 03:00 ของวันที่ 2 กรกฎาคม กองทัพบังกลาเทศจึงตัดสินใจปฏิบัติการโจมตีต้านในชื่อปฏิบัติการสายฟ้าฟาด (Operation Thunderbolt)[9] นำโดยกองพันพลร่มคอมมานโดที่ 1 ภายใต้ มูจีบูร์ ระห์มาน เริ่มปฏิบัติการในเวลา 07:40 น.[10] ผู้ก่อการร้ายทั้งหมดเป็นชาวบังกลาเทศ[11] เหตัการณ์นี้สิ้นสุดลงในปฏิบัติการร่วม โดยมีผู้เสียชีวิต 29 ราย ในจำนวนนี้มีพลเรือนที่ถูกจับเป็นตัวประกันได้แก่พนักงานร้านชาวบังกลาเทศ 2 คน, ลูกค้าของร้าย 20 คน ประกอบด้วยชาวต่างชาติ 17 คน และชาวบังกลาเทศ 3 คน, ตำรวจสองนาย และผู้ก่อการร้าย 4 คน[12][13]

บีบีซีบรรยายเหตุการณ์นี้ว่าเป็น "เหตุโจมตีอิสลามที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์บังกลาเทศ"[14]

ผู้เสียชีวิต

[แก้]
ผู้เสียชีวิตแบ่งตามสัญชาติ
สัญชาติ จำนวน
ประเทศบังกลาเทศ บังกลาเทศ 7
ประเทศอินเดีย อินเดีย 1
ประเทศอิตาลี อิตาลี 9
ประเทศญี่ปุ่น ญี่ปุ่น 7
รวม 24[5][15]

ยอดผู้เสยีชีวิตประกอบด้วยพลเรือน 22 ราย, ตำรวจ 2 นาย และผู้ก่อการร้าย 5 ราย มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 50 คน ส่วนใหญ่เป็นตำรวจ[15][16][17] ตำรวจสองนายที่เสียชีวิตได้แก่ ราบิอุล อิสลาม (Rabiul Islam) ผู้ช่วยผู้บัญชาการแขนงสืบสวนของตำรวจนครบาลธากา และ ซาลาฮุดดีน อะห์เมด (Salahuddin Ahmed) เจ้าหน้าที่ในบังคับบัญชาประจำสถานีนำรวจบานานี (Banani) ที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ[18][19][20]

ในจำนวนผู้เสียชีวิตมี 2 รายเป็นพนักงานของร้าน ทั้งคู่เป็นชาวบังกลาเทศ คนหนึ่งเป็นคนครัวและถูกยิงเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ[5][1] อีกคนเสียชีวิตที่โรงพยาบาลวิทยาลัยแพทยศาสตร์ธากาในวันที่ 8 กรกฎาคม 2016[15]

ในจำนวนผู้เสียชีวิตมีชาวต่างชาติ 17 คน ทั้งหมดเป็นพลเรือนที่มาใช้บริการร้านเมื่อตอนเกิดเหจุ จำนวนมากที่สุดเป็นพลเมืองของประเทศอิตาลี 9 คน[21] ข้อมูลจากกองทัพบังกลาเทศในภายหลังระบุว่าทั้งหมดถูกฆาตกรรมด้วยอาวุธแหลมอย่างทารุณ และผู้ก่อการร้ายได้ให้ข้อแลกเปลี่ยนคือ หากผู้ใดสามารถทวนถ้อยคัมจากอัลกุรอานได้ จะไม่ถูกฆ่า ในลักษณะของการฆาตกรรมมุ่งเป้าคนนอกศาสนาอิสลาม[22][23][24] ผู้เสียชีวิต 7 คนเป็นพลเมืองของประเทศญี่ปุ่น ได้แก่ชายห้าคนและหญิงสองคน หนึ่งในนี้กำลังตั้งครรภ์ ทั้งหมดเป็นเจ้าหน้าที่จากองค์การความร่วมมือนานาชาติของญี่ปุ่น (JICA) ที่ถูกส่งตัวมาเพื่อทำงานช่วยเหลือรัฐบาลบังกลาเทศ[25] ผู้เสียชีวิต 1 คนเป็นพลเมืองประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นนักศึกษาหญิงวัย 19 ปี จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์[26]

ผลสืบเนื่อง

[แก้]

สองปีหลังเกิดเหตุ ได้มีการเปิดอนุสรณ์ "ทีปต ศปถะ" (Deepto Shopoth) โดย มรินัล เหก เพื่อระลึกถึงตำรวจสองนายที่เสียชีวิต[27] ในวันที่ 29 สิงหาคม 2024 หลังเศข หาสินา ลาออกจากตำแหน่ง อนุสรณ์ถูกทุบทำลายและแทนที่ด้วยป้ายแสดงองค์กรก่อการร้าย Hizb ut-Tahrir Bangladesh[28]

ร้านอาหารที่เกิดเหตุ โฮลี่ อาร์ติสัน เบอเกอรี ยังคงเปิดให้บริการจนปัจจุบัน โดยเจ้าของได้ย้ายศูนย์กลางธุรกิจและแป้งหัวเชื้อ (starter dough) มายังกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย โดยที่เขาเปิดร้านสาขาแรกในกรุงเทพมหานครได้เพียงสามสัปดาห์ก่อนเกิดเหตุ ร้านในธากาต่อมาเปิดใหม่ในชื่อ โอโรเบเกอรี (Oro Bakery) เนื่องจากถูกรัฐบาลไม่อนุญาตให้จดทะเบียนการค้าในชื่อเดิม[29] เจ้าของร้าน นาซีรุล อาลัม โปรัก (Nasirul Alam Porag) และครอบครัว ได้ย้ายมาอาศัยในกรุงเทพมหานครนับจากนั้น ณ เดือนมีนาคม 2569 ร้านอาหารดังกล่าวมีหน้าร้านสี่แห่งในกรุงเทพมหานคร และหนึ่งแห่งในจังหวัดภูเก็ต[29]

อ้างอิง

[แก้]
  1. 1 2 "Bangladesh attack: Police say hostage mistaken for gunman". BBC News. 6 July 2016. สืบค้นเมื่อ 6 July 2016.
  2. "Hostage crisis leaves 28 dead in Bangladesh diplomatic zone". The Washington Post. 2 July 2016. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 3 July 2016.
  3. Marszal, Andrew; Graham, Chris (2 July 2016). "20 foreigners killed in 'Isil' attack on Dhaka restaurant". The Telegraph. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 1 July 2016. สืบค้นเมื่อ 2 July 2016.
  4. "Gunmen take hostages in Bangladeshi capital Dhaka". BBC News (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). 1 July 2016. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 27 November 2020. สืบค้นเมื่อ 1 July 2016.
  5. 1 2 3 অভিযানে নিহতদের মধ্যে 'জঙ্গি ৫ জন'. bdnews24.com (ภาษาเบงกอล). 5 July 2016. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 7 July 2016. สืบค้นเมื่อ 5 July 2016.
  6. "Hostages taken in attack on restaurant in Bangladesh capital; witness says gunmen shouted 'Allahu Akbar'". Fox News Channel. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 6 July 2016. สืบค้นเมื่อ 1 July 2016.
  7. Rome, Saad Hammadi Rosie Scammell in; York, and Alan Yuhas in New (2016-07-03). "Dhaka cafe attack ends with 20 hostages among dead". The Guardian (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). ISSN 0261-3077. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 11 January 2021. สืบค้นเมื่อ 2021-01-05.
  8. "Bangladesh's 7/16 เก็บถาวร 5 กรกฎาคม 2016 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน". The Daily Star (Dhaka, Bangladesh). 3 July 2016.
  9. "Police kill 6 militants, rescue 13 hostages in Dhaka attack". The Boston Globe. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2 July 2016. สืบค้นเมื่อ 2 July 2016.
  10. "Bangladesh Attack Is New Evidence That ISIS Has Shifted Its Focus Beyond the Mideast". The New York Times. 2 July 2016. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 6 July 2016. สืบค้นเมื่อ 7 July 2016.
  11. "Gulshan attackers Bangladeshi citizens: IGP". The Daily Star. 2 July 2016. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 3 July 2016. สืบค้นเมื่อ 2 July 2016.
  12. "Hostage crisis leaves 28 dead in Bangladesh diplomatic zone". The Washington Post. 2 July 2016. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 3 July 2016.
  13. Marszal, Andrew; Graham, Chris (2 July 2016). "20 foreigners killed in 'Isil' attack on Dhaka restaurant". The Telegraph. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 1 July 2016. สืบค้นเมื่อ 2 July 2016.
  14. "Holey Artisan cafe: Bangladesh Islamists sentenced to death for 2016 attack". BBC News. 27 November 2019. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 9 December 2022. สืบค้นเมื่อ 29 October 2022. The 12-hour siege was Bangladesh's deadliest Islamist attack. Most of the victims were Italian or Japanese.
  15. 1 2 3 গুলশান হামলায় 'সন্দেহভাজন' জাকির মারা গেছেন. Prothom Alo (ภาษาเบงกอล). 8 July 2016. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 11 July 2016. สืบค้นเมื่อ 8 July 2016.
  16. "Gunmen kill 5, injure 50, take 20 hostages in Dhaka's diplomatic quarter". Yahoo! News. IANS. 1 July 2016. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 22 August 2016. สืบค้นเมื่อ 1 July 2016.
  17. "Dhaka attack: 20 hostages killed Friday night, says ISPR". The Daily Star. 2 July 2016. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2 July 2016. สืบค้นเมื่อ 2 July 2016.
  18. "Two police officers killed". Dhaka Tribune. 2 July 2016. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 6 July 2016. สืบค้นเมื่อ 7 July 2016.
  19. "Police officer killed as gunmen attack Bangladesh restaurant". BDNews24. 2 July 2016. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 1 July 2016. สืบค้นเมื่อ 1 July 2016.
  20. "2 Officers Dead, Dozens Wounded in Ongoing Bangladeshi Hostage Situation: Reports". People. 1 July 2016. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 14 September 2016. สืบค้นเมื่อ 1 July 2016.
  21. "Autopsy finds Italian victims of Dhaka attack were tortured". The Local. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 8 July 2016. สืบค้นเมื่อ 9 June 2016.
  22. "Those who could cite Quran were spared". The Daily Star. 2 July 2016. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2 July 2016. สืบค้นเมื่อ 2 July 2016.
  23. "20 hostages killed in 'Isil' attack on Dhaka restaurant popular with foreigners". The Daily Telegraph. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 1 July 2016. สืบค้นเมื่อ 2 July 2016.
  24. Al-Mahmood, Syed Zain. "Bangladesh Hostage's Father Says Son Didn't Expect to Live". The Wall Street Journal. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 3 July 2016. สืบค้นเมื่อ 3 July 2016. [T]he militants, who Hasnat Karim said seemed to be in their early 20s, were hunting for foreigners and non-Muslims. 'They asked the hostages to recite verses from the Quran', he said. 'Those who could [recite], were treated well, but those who couldn't were separated...'
  25. 「日本人7人死亡確認」 バングラデシュ人質事件 ['Seven Japanese Deaths Confirmed' Bangladesh Hostage Incident] (ภาษาญี่ปุ่น). NHK. 2 July 2016. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2 July 2016. สืบค้นเมื่อ 2 July 2016. -
  26. "Dhaka attack: 19-year-old Indian girl among 20 hostages killed, PM Modi phones Sheikh Hasina". Zee News. 2 July 2016. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 1 July 2016. สืบค้นเมื่อ 2 July 2016.
  27. "হলি আর্টিজানে নিহত ২ পুলিশ সদস্যের স্মরণে 'দীপ্ত শপথ'". Banglanews24.com (ภาษาเบงกอล). 1 July 2018. สืบค้นเมื่อ 11 September 2023.
  28. "Holey Artisan's 'Deepto Shopoth' sculpture smashed, replaced with banned Hizb ut-Tahrir poster". Bdnews24.com (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2024-08-29.
  29. 1 2 "From Bangladesh to Bangkok: Holey Artisan Bakery and the Power of Bread". OTR Food & History. 2026-02-20.