ข้ามไปเนื้อหา

เหตุปะทะไทย–กัมพูชา พ.ศ. 2568–2569

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เหตุปะทะไทย–กัมพูชา พ.ศ. 2568–2569
ส่วนหนึ่งของ วิกฤตการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา พ.ศ. 2568–2569

ที่ตั้งประเทศไทย (สีส้ม) และประเทศกัมพูชา (สีเขียว)
วันที่
  • 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 – 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 (4 วัน)
  • 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568 – 27 ธันวาคม พ.ศ. 2568 (19 วัน)
สถานที่
สถานะ หยุดยิง
ดินแดน
เปลี่ยนแปลง
คู่สงคราม
 กัมพูชา  ไทย
ผู้บังคับบัญชาและผู้นำ
หน่วยที่เกี่ยวข้อง
ความสูญเสีย
อ้างโดยกัมพูชา:
ทหารตาย 505[11][12][13]
พลเรือนตาย 8[12]
ทหารและพลเรือนบาดเจ็บรวม 71[14]
ทหารตกเป็นเชลย 20[15][16]
พลเรือนอพยพ 134,707[17]
อ้างโดยไทย:
ทหารตาย 3,704–6,276[18]
ทหารองครักษ์สูญหาย 704[18]
ทหารตกเป็นเชลย 20 (ได้รับการปล่อยตัว 2)[19]
ทำลายจุดบัญชาการ 2[20]
รถถังถูกทำลาย 2[21]
การวิเคราะห์อิสระ:
ทหารและตำรวจตระเวนชายแดนเสียชีวิต 50[22]
อ้างโดยไทย:
ทหารไทยตาย 42[23] (นับถึงวันที่ 27 ธ.ค.)[12]
ทหารบาดเจ็บ 234[24][25]
พลเรือนตาย 46[26][24]
พลเรือนบาดเจ็บ 38[24]
พลเรือนอพยพ 149,264[24][27]

เหตุปะทะไทย–กัมพูชา พ.ศ. 2568–2569 (อังกฤษ: 2025–2026 Thailand–Cambodia clashes) เป็นเหตุปะทะระหว่างประเทศไทยและประเทศกัมพูชา ซึ่งนับเป็นการยกระดับความตึงเครียดที่มีมาอย่างต่อเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย–กัมพูชา ไปสู่การเผชิญหน้าทางทหารอย่างเต็มรูปแบบ โดยเกิดเหตุปะทะขึ้นทั้งหมด 2 รอบ รอบแรกเมื่อช่วงวันที่ 24–28 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 ในพื้นที่ชายแดนใกล้จังหวัดศรีสะเกษ และรอบที่ 2 เมื่อช่วงวันที่ 7 ธันวาคม ปีเดียวกัน จนถึงปัจจุบัน ในบริเวณใกล้เคียงกัน

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในพื้นที่ที่ทั้งสองประเทศยังมีข้อพิพาทด้านพรมแดนที่สืบเนื่องจากอดีต ซึ่งรวมถึงข้อขัดแย้งทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเส้นเขตแดน การตีความแผนที่ และอำนาจอธิปไตยเหนือพื้นที่บางส่วน นอกจากนี้ ยังเกิดการเผชิญหน้าทางยุทธวิธีในพื้นที่พิพาทรวม 12 จุดตลอดแนวชายแดน[28]

ภูมิหลัง

[แก้]
ปราสาทตาเมือนธม
แผนที่จาก พ.ศ. 2509 แสดงเขตแดนระหว่างไทย–กัมพูชา (เส้นสีแดง)

รากฐานของวิกฤตการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา พ.ศ. 2568–2569 นั้นย้อนไปถึงสนธิสัญญาในยุคอาณานิคมช่วง พ.ศ. 24472450 ซึ่งมหาอำนาจตะวันตกอย่างฝรั่งเศสและบริเตนได้แบ่งเขตแดนในคาบสมุทรอินโดจีนโดยมิได้คำนึงถึงภูมิประเทศหรือบริบทของชุมชนท้องถิ่น ส่งผลให้เกิดข้อพิพาทเรื้อรังเรื่องเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาหลายจุด โดยเฉพาะบริเวณที่ตั้งของปราสาทพระวิหารซึ่งตั้งอยู่บนแนวทิวเขาพนมดงรัก ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศได้ทวีความรุนแรงขึ้นใน พ.ศ. 2505 ภายหลังคำตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศที่ตัดสินให้ตัวปราสาทตกเป็นของกัมพูชา แม้ไทยจะยอมรับคำตัดสินอย่างเป็นทางการ แต่ข้อพิพาทเกี่ยวกับพื้นที่โดยรอบยังคงดำเนินต่อเนื่องและเป็นชนวนของความขัดแย้งในระดับชาติ โดยเฉพาะในช่วง พ.ศ. 2551–2554 ซึ่งเกิดการปะทะด้วยอาวุธและการระดมทหารเข้าประจำการตามแนวชายแดนบ่อยครั้ง

ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 สถานการณ์ได้ถึงจุดวิกฤติอีกครั้ง เมื่อกองกำลังฝ่ายไทยสั่งระงับกิจกรรมร้องเพลงชาติกัมพูชาของกลุ่มนักเคลื่อนไหวชาวกัมพูชาที่ปราสาทตาเมือนธม ซึ่งอยู่ในเขตชายแดนของประเทศไทย ฝ่ายกัมพูชาแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง และกล่าวหาว่าไทยละเมิดเสรีภาพของพลเรือนและเจตนารมณ์แห่งสันติภาพ เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่ปฏิกิริยาในระดับนโยบาย รวมถึงคำเตือนจากฮุน มาแณต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ไม่ให้ใช้วาทกรรมชาตินิยมในการจุดชนวนความขัดแย้ง[29] ในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน ได้เกิดการปะทะด้วยอาวุธขึ้นที่บริเวณชายแดนสามเหลี่ยมมรกต (ช่องบก) ซึ่งมีการเสียชีวิตของทหารฝ่ายกัมพูชาและมีการเคลื่อนกำลังพลของทั้งสองฝ่ายเข้าสู่แนวชายแดนอย่างเข้มข้น[30] ส่งผลให้ประชาคมระหว่างประเทศเริ่มจับตาอย่างใกล้ชิด ทั้งในฐานะภูมิภาคที่มีความเปราะบางทางยุทธศาสตร์และเป็นจุดบรรจบของอิทธิพลจากทั้งสหรัฐอเมริกาและจีน ความตึงเครียดดังกล่าวทวีความรุนแรงในช่วงเดือนกรกฎาคม จนนำไปสู่การปิดพรมแดน การปะทะด้วยกำลังทหาร และการเสียชีวิตของทหารและพลเรือนจำนวนมาก[31]

เส้นเวลา

[แก้]

ทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวโทษอีกฝ่ายว่าเป็นผู้เริ่มการสู้รบในวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2568[32] โดยฝ่ายไทยระบุว่ามีทหารอย่างน้อย 16 นายและพลเมือง 14 คนเสียชีวิต[27] ส่วนทหาร 14 นายและพลเมือง 32 คนได้รับบาดเจ็บ[33] และพลเมืองได้รับการอพยพออกไป 149,264 คน[27] ส่วนกระทรวงป้องกันชาติของกัมพูชารายงานว่า มีทหาร 46 นายและพลเมือง 8 คนเสียชีวิต และทหาร 21 นายกับพลเมืองกว่า 50 คนได้รับบาดเจ็บ[34] ณ วันที่ 27 กรกฎาคม กระทรวงป้องกันชาติรายงานว่ามีคนพลัดถิ่นทั่ว 4 จังหวัดริมชายแดน 134,707 คน หลายคนย้ายที่อยู่ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน[17]

เหตุปะทะรอบแรก

[แก้]

24 กรกฎาคม

[แก้]

ในเช้าวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 ทหารไทยรายงานว่าพบโดรนของกัมพูชาบินวนอยู่บริเวณด้านหน้าปราสาทตาเมือนธม และตรวจพบทหารกัมพูชาติดอาวุธ 6 นาย กำลังเคลื่อนเข้าใกล้รั้วลวดหนามบริเวณฐานทัพของฝ่ายไทย โดยมีรายงานอ้างว่ากองกำลังฝ่ายกัมพูชาได้เปิดฉากยิงใส่กองกำลังไทย ห่างจากปราสาทตาเมือนธมไปทางทิศตะวันออกประมาณ 200 เมตร ซึ่งกองทัพบกไทยได้ยืนยันรายงานดังกล่าว[35]

ในวันเดียวกัน กัมพูชารายงานว่ากองทัพไทยเป็นฝ่ายเริ่มโจมตีกองกำลังของตนก่อน พร้อมทั้งปิดกั้นการเข้าถึงปราสาทตาเมือนธมของประชาชน[36] พลโทหญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงป้องกันชาติกัมพูชาแถลงว่า "กองกำลังกัมพูชาดำเนินการอย่างเคร่งครัดภายใต้ขอบเขตของการป้องกันตนเอง เพื่อตอบโต้การรุกรานที่ไม่ได้ยั่วยุโดยกองกำลังฝ่ายไทย ซึ่งเป็นการละเมิดบูรณภาพแห่งดินแดนของเรา"[37]

เวลา 09:40 น. กองทัพไทยอ้างว่ากัมพูชาได้ยิงจรวดหลายลำกล้องอัตตาจรบีเอ็ม-21 แกรดไปยังปราสาทโดนตวล ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับพื้นที่อยู่อาศัยของประชาชนในจังหวัดศรีสะเกษ[38]

เวลา 10:58 น. เครื่องบินขับไล่ เอฟ-16 ไฟทิงฟอลคอน ของกองทัพอากาศไทยจำนวน 6 ลำ ได้ทิ้งระเบิดโจมตีเป้าหมายทางทหารของฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่ช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี[39] ต่อมา ฝ่ายไทยอ้างว่ากองบัญชาการกองพลน้อยสนับสนุนที่ 8 และกองบัญชาการกองพลน้อยสนับสนุนที่ 9 ของกัมพูชาถูกทำลายจากการโจมตีดังกล่าว[40]

สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ ได้ร้องขอให้พลเมืองไทยที่พำนักอยู่ในกัมพูชาเดินทางออกนอกประเทศทันที[41]

มีรายงานว่าสถานีบริการน้ำมัน ปตท. สาขาน้ำเย็น และร้านสะดวกซื้อเซเว่น อีเลฟเว่นในสถานีบริการน้ำมัน ในเขตหมู่บ้านน้ำเย็นใต้ หมู่ที่ 9 ตำบลเมือง อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษถูกโจมตีโดยจรวดบีเอ็ม-21 แกรดของกัมพูชา ส่งผลให้พลเรือนได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก และมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ราย ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นเด็กชายวัย 8 ขวบ[42][43][44]

เวลา 11:54 น. ทหารกัมพูชาได้โจมตีโรงพยาบาลพนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และต้องมีการอพยพผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาลโดยสมบูรณ์[45]

เหตุปะทะส่งผลให้มีทหารกองทัพไทยได้รับบาดเจ็บหลายราย[46] ความรุนแรงทวีขึ้นหลังจากประเทศไทยขับไล่เอกอัครราชทูตกัมพูชาออกจากประเทศ[47][48] สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ ระบุว่าการปะทะมีแนวโน้มที่จะ "ขยายวงกว้างและรุนแรงขึ้น"[49] ประเทศไทยจึงได้ประกาศปิดพรมแดนกับกัมพูชา[50]

เวลา 14:41 น. กองทัพบกไทยอ้างว่าสามารถทำลายรถถังกัมพูชา 2 คัน ที่เขาสัตตะโสมได้สำเร็จ[51]

เวลา 15:00 น. กองทัพไทยได้เปิดฉากการรุกทั้งทางบกและทางอากาศในชื่อรหัสว่า "ยุทธการยุทธบดินทร์" เพื่อตอบโต้การปะทะอย่างต่อเนื่องกับกองกำลังฝ่ายกัมพูชา โดยปฏิบัติการนี้อยู่ภายใต้การนำของ พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก[52][53]

ในช่วงเย็น ฮุน เซน ประธานพฤฒสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา แถลงว่ากัมพูชา "ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องสู้ตอบโต้ประเทศไทย" โดยเขาอ้างว่าได้ร่วมบัญชาการผ่านวิดีโอลิงก์ และไม่ได้เดินทางไปต่างประเทศตามที่สื่อไทยรายงาน พร้อมกล่าวโทษฝ่ายไทยว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น โดยอ้างว่าฝ่ายไทยมีแผนปิดทางเข้าปราสาทตาเมือนธม[54][55]

โฆษกกระทรวงป้องกันชาติกัมพูชา ระบุว่า หลังจากการปะทะอย่างต่อเนื่อง กองทัพกัมพูชาได้ยึดครองปราสาทตาควาย พื้นที่สามเหลี่ยมมรกต และปราสาทตาเมือนธมได้สำเร็จ[56]

กองทัพอากาศไทยได้ประณามการโจมตีพลเรือนของกัมพูชา และประกาศว่า "พร้อมที่จะปกป้องประชาชนและอธิปไตยจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน"[57] ทั้งยังปฏิเสธข้อกล่าวอ้างของสื่อกัมพูชาที่ระบุว่าเครื่องบิน เอฟ-16 ถูกยิงตก[58]

25 กรกฎาคม

[แก้]

การปะทะระหว่างกองกำลังของไทยและกัมพูชายังคงทวีความรุนแรงและขยายวงกว้างต่อเนื่องในพื้นที่ปราสาทพระวิหารและปราสาทตาควาย โดยมีรายงานว่ามีการใช้อาวุธหนัก รวมถึงปืนใหญ่และจรวดโจมตีเป้าหมายในพื้นที่ชายแดนจังหวัดอุดรมีชัยและพระวิหารอย่างต่อเนื่องตลอดวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 สื่อของทางการกัมพูชาอ้างว่ากองทัพกัมพูชายังคงรักษาฐานที่มั่นในแนวป้องกันเดิมไว้ได้ทั้งหมด แม้จะถูกโจมตีอย่างหนักจากฝ่ายไทย[59] ขณะที่ฝ่ายไทยโดยพันเอก ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบกไทยแถลงว่าสาเหตุของการปะทะในครั้งนี้เริ่มต้นเมื่อเวลาประมาณ 04:30 น. เมื่อฝ่ายกัมพูชาเปิดฉากยิงด้วยอาวุธเบาและอาวุธหนักเข้าสู่แนวป้องกันของไทย ทำให้กองทัพบกไทยจำเป็นต้องตอบโต้ด้วยการยิงปืนใหญ่เข้าสู่พื้นที่ที่เป็นจุดยิงต้นทางจากฝั่งกัมพูชา นอกจากนี้ กองทัพบกไทยยังรายงานว่ากำลังดำเนินการปฏิบัติการเก็บกู้วัตถุระเบิด และเคลื่อนย้ายร่างผู้เสียชีวิตจากเหตุระเบิดและการยิงจรวดในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งได้รับผลกระทบจากการยิงจรวดโดยกองกำลังกัมพูชาเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 24 กรกฎาคม[60]

ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน ภูมิธรรม เวชยชัย ผู้รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนว่า หากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อและความรุนแรงทวีความหนักหน่วงขึ้น ความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่นี้อาจลุกลามกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนเพิ่มความระมัดระวังและปฏิบัติตามคำแนะนำของทางราชการอย่างเคร่งครัด[61] ขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยยังได้ปฏิเสธข้อเสนอจากสหรัฐอเมริกา จีน และมาเลเซีย ที่เสนอให้เข้ามาเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง โดยยืนยันว่าไทยต้องการใช้กลไกการเจรจาทางการทูตแบบทวิภาคีกับกัมพูชาเท่านั้น และไม่ประสงค์จะให้มีการแทรกแซงจากประเทศที่สามในกรณีที่อ่อนไหวต่ออธิปไตยและความมั่นคงของชาติ[62] ในช่วงค่ำของวันเดียวกัน กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราดได้ประกาศบังคับใช้กฎอัยการศึกในจังหวัดจันทบุรีและจังหวัดตราด เพื่อควบคุมสถานการณ์ความไม่สงบและป้องกันการรุกล้ำพื้นที่ชายแดนเพิ่มเติมจากฝั่งกัมพูชา และในเวลา 17:21 น. ภูมิธรรมได้ออกแถลงการณ์สำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการกระทำของกัมพูชาเป็น "อาชญากรรมสงครามขั้นรุนแรง" ตามคำแถลงการณ์ ว่า

พี่น้องประชาชนชาวไทยทุกท่าน

จากสถานการณ์ที่ประเทศไทยของเรากำลังถูกคุกคามจากประเทศกัมพูชา แม้ที่ผ่านมาเราจะอดทนอดกลั้นต่อการยั่วยุและเลือกที่จะใช้สันติวิธีภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศและตามหลักมนุษยธรรมแล้ว

แต่เป็นที่น่าผิดหวังมากที่ฝ่ายกัมพูชาเลือกที่จะใช้กำลังทางทหารก่อนและยังเป็นการปฏิบัติที่ขัดต่อกรอบกฎหมายระหว่างประเทศและหลักมนุษยธรรมอย่างรุนแรง ด้วยการโจมตีโรงพยาบาล และพื้นที่ชุมชนที่ประชาชนอาศัยอยู่ซึ่งเลยแนวชายแดนมากว่า 20 กิโลเมตร ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเป็นพลเรือน 13 ราย รวมไปถึงเด็ก สตรีและคนชรา รวมทั้งทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนเสียหายอย่างใหญ่หลวง ถือเป็นอาชญากรรมสงครามขั้นรุนแรง

ซึ่งเมื่อวานนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ชี้แจงข้อเท็จจริงกับเลขาธิการสหประชาชาติ และรัฐบาลได้มีหนังสือถึงคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง ประณามการโจมตีโดยไม่เลือกเป้าหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ รวมทั้งขอเชิญชวนให้ประชาคมโลกร่วมประณามการกระทำอันไร้มนุษยธรรมนี้

รัฐบาลขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสียของพี่น้องประชาชนทุกท่าน และขอยืนยันว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมารัฐบาล กองทัพ และหน่วยราชการทุกหน่วยไม่ได้นิ่งนอนใจแม้แต่น้อย นับแต่เสียงจากกระบอกปืนนัดแรกดังขึ้น กองทัพไทยได้มีการตอบโต้โดยจำกัดวงอยู่เฉพาะเป้าหมายทางการทหารของกัมพูชา บนหลักการปกป้องตนเองตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยได้ทำลายฐานที่มั่นทางการทหารของกัมพูชา

ขณะนี้เราได้มีการจัดการอพยพผู้คนที่ได้รับผลกระทบออกจากพื้นที่นับแสนคน และรัฐบาลได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตทั้งทหารและพลเรือน รายละ 1 ล้านบาท ทุพพลภาพ 700,000 บาท ผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 200,000 บาท ผู้ได้รับบาดเจ็บมาก 100,000 บาท และได้ประสานสายการบินทุกสายในการจัดเที่ยวบินพิเศษเพื่อรับคนไทยกลับบ้านอย่างปลอดภัย รวมถึงการดูแลกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บอย่างเต็มที่ โดยในวันพรุ่งนี้รัฐมนตรีจะลงพื้นที่ครอบคลุม 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ เพื่อไปสร้างความเชื่อมั่นว่าพี่น้องประชาชนในพื้นที่จะมีความปลอดภัย และช่วยดูแลเพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้พี่น้องในพื้นที่สถานการณ์

ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่คนไทยทุกคนต้องรวมใจเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อส่งกำลังใจให้ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ทุกคนในการปกป้องอธิปไตย และประชาชนในพื้นที่ให้มีความปลอดภัย ผมขอเน้นย้ำว่าเหตุการณ์นี้ไม่ใช่ความขัดแย้งในระดับประชาชนทั้งสองประเทศ ไม่ใช่การประกาศสงคราม แต่เป็นการปะทะกันตามแนวชายแดนเพื่อปกป้องอธิปไตยและตอบโต้ผู้รุกราน

ท้ายที่สุดนี้ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยกำลังพลและราษฎรที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ทรงรับผู้บาดเจ็บทุกคนเป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์


วันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2568[63]

เวลาประมาณ 17:30 น. วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ออกแถลงการณ์ประณามการโจมตีพลเรือนชายแดนไทย–กัมพูชา ณ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยได้แถลงการณ์เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งมีเนื้อหาเป็นภาษาไทยว่า

ในนามของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์แห่งราชอาณาจักรไทย ข้าพเจ้าขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ความสลดหดหู่ และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างไม่สั่นคลอน ต่อเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย ต่อครอบครัวของพวกเขา และต่อผู้ได้รับผลกระทบทุกคน จากการโจมตีอย่างโหดเหี้ยมและจงใจ โดยกัมพูชาต่อพื้นที่พลเรือนของไทย

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่แค่การละเมิดพรมแดน แต่มันคือการละเมิดความเป็นมนุษย์ เมื่อวันที่ 16 และ 23 กรกฎาคม 2568 ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลถูกฝังลงบนผืนแผ่นดินไทย ไม่ได้แค่ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารของเราได้รับบาดเจ็บ แต่พรากขาของชายชาติทหารสองคนไป พร้อมกับชีวิตและอนาคตที่พวกเขาเคยมี และยังไม่หยุดเพียงเท่านั้นในวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ความรุนแรงได้ก้าวข้ามขีดจำกัดที่ไม่อาจให้อภัยได้ พลเรือนกลายเป็นเป้าหมาย โดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า ไม่มีความปรานี แม้แต่กับเด็ก ๆ ร้านสะดวกซื้อ โรงพยาบาล สถานที่ที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของพวกเราทุกคน กลับกลายเป็นฉากแห่งความสยดสยอง ผู้เสียชีวิตทั้ง 13 คน รวมถึงเด็กชายอายุ 9 ขวบ 2 คน และเด็กหญิงอายุ 15 ปี 1 คน พวกเขาไม่ได้ตายในสนามรบ แต่ตายขณะมีชีวิตธรรมดา ๆ ความฝันของพวกเขา อนาคตของพวกเขา ถูกทำลายภายในเวลาไม่กี่วินาที มีผู้ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 30 คน แม่ต้องสูญเสียลูกชาย ปู่ย่าตายายต้องฝังหลาน พ่อยืนอยู่ข้างเตียงโรงพยาบาล มองดูคนที่เขารัก พยายามเอาชีวิตรอด หรือพยายามใช้ชีวิตที่ไม่มีแขนหรือขาอีกต่อไป สิ่งที่ครอบครัวเหล่านี้ต้องสูญเสียไป ไม่อาจเยียวยาได้ด้วยถ้อยคำหรือด้วยความเงียบ นี่ไม่ใช่ "ความเสียหายข้างเคียง" แต่มันคือ อาชญากรรมต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เหตุโจมตีเหล่านี้ได้ทำลายความรู้สึกปลอดภัยของประชาชนธรรมดาและสร้างความหวาดกลัวในชุมชนที่เคยสงบสุข ความทุกข์เหล่านี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขในรายงาน มันไม่ใช่แค่สถิติ แต่คือเรื่องส่วนตัว เรื่องถาวร และไม่เป็นธรรม

เราขอประณามการกระทำเหล่านี้ ด้วยถ้อยคำที่หนักแน่นที่สุดและไม่ลดละ นี่คือ การรุกรานอธิปไตยของประเทศไทยโดยตรง และเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง กัมพูชาจะต้องรับผิดตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาเจนีวาและพิธีสารเพิ่มเติม, อนุสัญญาออตตาวาว่าด้วยการห้ามทุ่นระเบิด, อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก มาตรา 38, อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิของคนพิการ มาตรา 10 และ 11 และปฏิญญาทางการเมืองของการประชุม CSW ครั้งที่ 69 ที่เรียกร้องให้คุ้มครองผู้หญิงและเด็กในพื้นที่ขัดแย้ง

เราขอเรียกร้องต่อประชาคมระหว่างประเทศ อย่าเพิกเฉย อย่านิ่งเฉย เพราะเมื่อเผชิญหน้ากับความโหดร้ายทารุณเช่นนี้ ความเงียบ คือการสมรู้ร่วมคิด กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แห่งราชอาณาจักรไทย ขอเรียกร้องให้กัมพูชา ยุติการรุกรานในทันที เคารพอธิปไตยของไทย และแสดงความรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อความเสียหายที่ไม่อาจย้อนคืน ซึ่งเกิดขึ้นกับผู้บริสุทธิ์ เพื่อสันติภาพ เพื่อความยุติธรรม เพื่อเด็กเหล่านั้น ที่จะไม่มีวันได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
25 กรกฎาคม 2568 [64][65]

26 กรกฎาคม

[แก้]

เวลา 05:10 น. กองทัพเรือไทยได้เริ่มแผนยุทธศาสตร์ ยุทธการตราดพิฆาตไพรี 1 สืบเนื่องจากพื้นที่จังหวัดตราดเคยเกิดเหตุการณ์ยุทธการบ้านชำราก และการถูกกองทัพกัมพูชาโจมตี ที่บริเวณหมู่บ้านชำราก ตำบลชำราก อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด รวมถึงการประกาศพื้นที่กฎอัยการศึกในจังหวัดตราดและจังหวัดจันทบุรี ในช่วงวันที่ 25 กรกฎาคม และในเวลา 05:40 น. กองทัพเรือไทยสามารถขับไล่กองทัพกัมพูชาได้สำเร็จ[66]

เวลา 09:40 น. กองทัพกัมพูชาได้ยิงปืนใหญ่โจมตีใส่พื้นที่เมืองมูลปาโมกข์ และตลาดในเมืองสุขุมา แขวงจำปาศักดิ์ ประเทศลาว เมื่อวันที่ดังกล่าว ส่งผลให้กระสุนตกในพื้นที่ฝั่งลาวอย่างน้อย 10 นัด[67][1]

27 กรกฎาคม

[แก้]

เมื่อเวลา 04:30 น. ของวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 กองทัพกัมพูชาได้เปิดฉากโจมตีกองกำลังของกองทัพไทยที่บริเวณปราสาทตาควาย ภายหลังจากที่ดอนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ออกแถลงการณ์เสนอข้อเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายดำเนินการยุติการยิงโดยทันที อย่างไรก็ตาม การปะทะบริเวณแนวชายแดนยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่องในหลายจุด ด้านโฆษกกองทัพบกไทย พลตรี วินธัย สุวารี ได้แถลงว่าไม่สามารถไว้วางใจได้ในทางการยุติการยิงได้[68][69]

ต่อมาในเวลา 06:40 น. กองทัพกัมพูชาได้ขยายการโจมตีโดยใช้อาวุธหนักยิงใส่แนวป้องกันของกองทัพไทยในพื้นที่อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์[70]

ในช่วงสาย กองทัพกัมพูชาได้ใช้อาวุธประเภทจรวดหลายลำกล้องแบบ บีเอ็ม-21 แกรด ยิงเข้าใส่บริเวณปราสาทตาเมือนธม ทำให้โบราณสถานได้รับความเสียหายบางส่วน[71]

ในช่วงบ่าย กองทัพไทยได้ดำเนินการตอบโต้ โดยส่งเครื่องบินขับไล่ เอฟ-16 และยาส 39 กริพเพน เข้าโจมตีฐานยิงจรวดของกัมพูชาในบริเวณปราสาทตาควายและตาเมือนธม โดยสามารถทำลายเป้าหมายได้สำเร็จ ก่อนกลับฐานโดยปลอดภัย [72]

แหล่งข่าวฝ่ายไทยรายงานเพิ่มเติมว่า ปฏิบัติการตอบโต้ครั้งนี้สามารถทำลายระบบยิงจรวดหลายลำกล้องแบบพีเอชแอล-03 ของกองทัพกัมพูชาได้สำเร็จ 1 คันยังเหลืออีก 5 คันที่รอการถูกทำลาย[73]

ในช่วงเย็น กัมพูชายิงจรวดตกใส่บ้านเรือนประชาชนในบ้านบึงมะลู อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บอีก 1 ราย [74]

ในช่วงค่ำ มีรายงานว่าอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ได้เสนอให้ทั้งสองฝ่ายเข้าร่วมหารือหยุดยิงโดยมีมาเลเซียเป็นคนกลาง ซึ่งทั้งรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชาได้ตอบรับข้อเสนอดังกล่าว[75]

การหยุดยิงรอบแรก

[แก้]

การยกระดับก่อนการเจรจาหยุดยิง (28 กรกฎาคม)

[แก้]

เวลา 00:01 น. ฮุน มาแณต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้นำคณะผู้แทนระดับสูงของรัฐบาลกัมพูชาเดินทางเข้าร่วมการประชุมทวิภาคีกับรัฐบาลไทย ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเจรจาหาข้อยุติความขัดแย้งทางทหารระหว่างสองประเทศ ซึ่งยืดเยือต่อเนื่องมาแล้วกว่า 4 วัน การประชุมครั้งนี้นับเป็นความพยายามของทั้งสองฝ่ายในการหลีกเลี่ยงการยกระดับความตึงเครียดให้กลายเป็นความขัดแย้งเต็มรูปแบบ พร้อมทั้งเปิดทางสำหรับข้อตกลงหยุดยิง และการลดระดับการใช้กำลังบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา[76]

เวลา 00:12 น. โรงพยาบาลน่านได้ออกประกาศอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการให้บริการทางการแพทย์ โดยแจ้งย้ายการให้บริการจากโรงพยาบาลสนามซึ่งตั้งอยู่บริเวณกองบิน 466 ณ ท่าอากาศยานน่านนคร กลับมายังอาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉินของโรงพยาบาลหลัก โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป ทั้งนี้ คาดว่าเป็นการปรับการดำเนินงานเพื่อรองรับสถานการณ์ความไม่สงบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ[76]

เวลา 03:00 น. มีรายงานการปะทะด้วยอาวุธระหว่างกำลังพลของกองทัพบกไทยและทหารกัมพูชาในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งอยู่ติดชายแดนด้านตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย รายงานเบื้องต้นระบุว่า การปะทะครั้งนี้เกิดขึ้นในบริเวณแนวป่าที่อยู่ใกล้แนวเขตแดน และมีการใช้ทั้งอาวุธเบาและอาวุธยิงสนับสนุน โดยยังไม่มีการยืนยันจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บหรือความเสียหายจากทั้งสองฝ่าย[77]

เวลา 06:51 น. กองทัพภาคที่ 2 ของกองทัพบกไทยได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงต่อภาพเหตุการณ์การระเบิดซึ่งปรากฏในอาคารร้างที่อยู่ฝั่งประเทศกัมพูชา โดยระบุว่าพื้นที่ดังกล่าวถูกใช้เป็นจุดตั้งอาวุธยิงสนับสนุนวิถีโค้ง ซึ่งถูกติดตั้งแฝงไว้ภายในพื้นที่พลเรือนและสิ่งปลูกสร้างที่มิได้เกี่ยวข้องกับภารกิจทางทหาร แถลงการณ์ระบุเพิ่มเติมว่า ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ฝ่ายกัมพูชาได้ใช้อาวุธประเภทดังกล่าวในการยิงโจมตีเป้าหมายในพื้นที่พลเรือนของฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่อง อันเป็นการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ[76]

เวลา 17:40 น. ภูมิธรรมและมาแณต แถลงข้อตกลงหยุดยิงโดยไม่มีเงื่อนไขเพิ่มเติม ซึ่งเป็นผลจากการเจรจากับมาเลเซียในฐานะคนกลาง โดยมีอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เป็นผู้ดำเนินการประชุม[78] ผู้นำทั้งสองประเทศได้แสดงออกถึงความพร้อมที่จะยุติเหตุการณ์โดยทันที และจะหยุดยิงในเวลา 00:00 น. ของวันที่ 29 กรกฎาคม โดยการประชุมหารือของผู้บัญชาการทหารจากทั้งสองฝ่ายมีกำหนดขึ้นในวันรุ่งขึ้น เวลา 07:00 น. พร้อมด้วยกลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (Joint Border Committee; JBC) ซึ่งจะเข้าร่วมประชุมในวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568[78]

การละเมิดการหยุดยิงและการจับกุมเชลยศึก

[แก้]
29 กรกฎาคม
[แก้]

ช่วงเวลาเช้ามืด (จนถึงประมาณ 05:30 น.) กองทัพบกไทยเปิดเผยว่า แม้ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชาจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เวลา 00:00 น. ของวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 แต่กองกำลังของฝ่ายกัมพูชายังคงดำเนินการโจมตีด้วยอาวุธเบาในพื้นที่ภูมะเขือและซำแต่ จังหวัดสุรินทร์ อย่างต่อเนื่องจนถึงช่วงเช้า การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงโดยมีเจตนา และเป็นพฤติกรรมที่ไม่สอดคล้องกับพันธกรณีตามหลักการระหว่างประเทศแต่อย่างใด[79]

เมื่อเวลา 07:59 น. พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบกไทย ให้สัมภาษณ์ว่า ฝ่ายไทยได้ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด โดยมีคำสั่งยุติการใช้กำลังทุกรูปแบบทันทีเมื่อข้อตกลงเริ่มมีผล แต่ฝ่ายกัมพูชายังคงดำเนินการทางทหารอย่างต่อเนื่อง จึงถือเป็นการบ่อนทำลายความเชื่อมั่นและความไว้วางใจระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง[80]

ตามกำหนดการเดิม ได้มีการวางแผนจัดการประชุมระหว่างแม่ทัพภาคที่ 1 และที่ 2 ของฝ่ายไทย กับผู้บัญชาการภูมิภาคที่ 4 และที่ 5 ของฝ่ายกัมพูชา อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนยังคงไม่สงบ จึงได้มีการเลื่อนเวลาการประชุมเป็นเวลา 10:00 น.[81]

ขณะเดียวกัน รายงานจากสำนักข่าว รอยเตอส์ ระบุว่า แม้จะมีเหตุปะทะในช่วงเช้า แต่ในช่วงบ่ายสถานการณ์ตามแนวชายแดนได้กลับสู่ภาวะสงบ โดยไม่มีการขยายผลหรือยกระดับความตึงเครียดเพิ่มเติม ขณะที่การประชุมระดับแม่ทัพได้ถูกเลื่อนออกไปโดยไม่มีกำหนดแน่ชัด[82]

ต่อมาเวลา 10:30 น. วินธัยเปิดเผยเพิ่มเติมว่า กองทัพภาคที่ 1 ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ชายแดนด้านตะวันออก ได้ดำเนินการประชุมหารือร่วมกับฝ่ายทหารกัมพูชาในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การดูแลของกองกำลังบูรพาและกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) โดยการหารือดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย[83]

เวลา 13:40 น. ภูมิธรรมแถลงข่าวต่อสาธารณชน โดยระบุว่า รัฐบาลไทยมีความจริงใจและมุ่งมั่นอย่างยิ่งในการคลี่คลายสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาโดยสันติวิธี เพื่อปกป้องชีวิต ทรัพย์สิน และความมั่นคงของประชาชนไทยทุกคน การที่ทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิงได้ ถือเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความตั้งใจในการรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศชาติ อย่างไรก็ตาม การที่ฝ่ายกัมพูชายังคงดำเนินการทางทหารภายหลังข้อตกลงมีผลบังคับใช้ ถือเป็นการกระทำที่ไม่ซื่อตรง และบั่นทอนความไว้วางใจอย่างร้ายแรง รัฐบาลไทยจึงได้ยื่นหนังสือประท้วงไปยังประธานอาเซียน สหรัฐอเมริกา และจีน ซึ่งทำหน้าที่เป็นสักขีพยานในการเจรจา พร้อมทั้งได้มอบหมายให้ทุกเหล่าทัพตรึงกำลังอย่างเต็มขีดความสามารถ เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติและความปลอดภัยของประชาชน[84]

ในเวลา 21:30 น. ได้มีรายงานว่า ในพื้นที่ช่องอานม้า ทหารกัมพูชาใช้อาวุธปืนเล็กยิงใส่ที่ตั้งของทหารไทย ทำให้ฝ่ายไทยต้องยิงตอบโต้ เป็นเหตุให้เกิดการปะทะยืดเยื้อเป็นเวลาราว 30 นาที ก่อนที่เสียงปืนจะสงบลง กระทั่งเวลา 22:00 น. ฝ่ายกัมพูชาได้ใช้อาวุธปืนเล็กและปืนกลยิงเข้ามาใกล้ที่ตั้งของทหารไทยในพื้นที่ภูมะเขือ ฝ่ายไทยจึงตอบโต้ตามสิทธิในการป้องกันตนเอง ส่งผลให้มีการยิงตอบโต้กันอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งคืน[85]

30 กรกฎาคม
[แก้]

เมื่อเวลา 01:17 น. กระทรวงการต่างประเทศและสหปฏิบัติการนานาชาติของกัมพูชาได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้ข้อกล่าวหาของฝ่ายไทย โดยยืนยันว่ายังมิได้มีการละเมิดข้อตกลงการหยุดยิงซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ลงนามร่วมกัน ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย[86]

ในช่วงเวลาประมาณ 04:15–05:25 น. ฝ่ายไทยได้รับรายงานจากหน่วยปฏิบัติการภาคสนามว่า กองทัพกัมพูชายังคงดำเนินการยิงก่อกวนในบริเวณพื้นที่ภูมะเขืออย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงโดยชัดแจ้ง กองทัพไทยจึงได้ดำเนินมาตรการตอบโต้ภายใต้หลักสิทธิตามกฎหมายระหว่างประเทศในการป้องกันตนเอง[87]

เมื่อเวลา 08:00 น. สถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนบริเวณดังกล่าวเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ไม่มีรายงานเหตุยิงหรือการปะทะเพิ่มเติม และไม่ปรากฏเหตุการณ์ความรุนแรงในลักษณะอื่นใด[88]

ต่อมาในเวลา 09:00 น. ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้จัดการประชุมเร่งด่วนเพื่อกำหนดแนวทางดำเนินการตอบโต้ทางยุทธศาสตร์และการทูตต่อการกระทำของฝ่ายกัมพูชาที่ถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างร้ายแรง[89]

ในวันเดียวกันนั้น ฝ่ายกัมพูชาได้จัดประชุมร่วมกับนักการทูตและผู้ช่วยทูตทหารจาก 13 ประเทศ โดยในที่ประชุม นายทหารระดับสูงของฝ่ายกัมพูชาได้กล่าวหาฝ่ายไทยว่า ได้ดำเนินการลักพาตัวทหารกัมพูชาจำนวน 20 นาย ขณะมีพิธีจับมือหลังการประกาศหยุดยิง โดยมีรายงานว่าทหาร 1 นายหลบหนีได้ 2 นายสูญหายโดยสงสัยว่าถูกสังหาร[90][91]

เวลา 09:17 น. พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมของไทย ได้ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า ประเทศไทยได้เชิญผู้ช่วยทูตทหารจากหลายประเทศเข้าตรวจสอบพื้นที่ชายแดน เพื่อแสดงความโปร่งใสในการดำเนินการของฝ่ายไทย[92]

เวลา 12:19 น. พันเอก ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบกไทย ได้แถลงเตือนสื่อมวลชนทุกแขนงให้งดการเผยแพร่ข้อความภายในซึ่งหลุดรั่วจากแอปพลิเคชันสื่อสารภายในของกองทัพ[93]

เวลา 12:34 น. พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้อ่านคำแถลงสดุดีทหารแนวหน้า ตลอดจนกำลังพล ตำรวจตระเวนชายแดน และทหารพราน ที่ปฏิบัติภารกิจด้วยความเสียสละในการปกป้องอธิปไตยของชาติ[94]

เวลา 13:15 น. ว่าที่เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ระบุว่าความขัดแย้งบริเวณชายแดน “ไม่เป็นผลดีต่อประชาชนชาวไทยและพันธมิตรของสหรัฐอเมริกา”[95]

เวลา 14:16 น. พลอากาศเอก พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศไทย แถลงว่าพบการบินของโดรนผิดปกติในหลายพื้นที่ใกล้เขตแดน แต่ยังไม่ปรากฏว่าเป็นอุปกรณ์ที่ติดอาวุธหรือกล้องถ่ายภาพ[96]

ระหว่างเวลา 14:50–14:52 น. สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยและกองทัพบกไทย ได้ออกประกาศห้ามบินโดรนใน 14 พื้นที่แนวชายแดน พร้อมระบุบทลงโทษตามกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ[97]

เวลา 15:45 น. พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม[98] แถลงย้ำว่า ประเทศไทยใช้ความอดทนอย่างถึงที่สุด แต่หากมีการละเมิดอธิปไตยอีกครั้ง รัฐบาลจะดำเนินการตอบโต้ตามหลักการอธิปไตยและความมั่นคงอย่างเด็ดขาด[99]

ในช่วงเวลา 16:29–16:50 น. ตำรวจภูธรกาบเชิง รายงานว่าชายชาวจีนจำนวน 3 รายซึ่งถูกควบคุมตัวใกล้ชายแดน มีสถานะเป็นผู้สื่อข่าวจริง ขณะเดียวกัน ตำรวจไซเบอร์เตรียมดำเนินการปราบปรามการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารอันเป็นเท็จ (ข่าวปลอม) อย่างเข้มงวด[100]

เวลา 16:50 น. พรรคไทยสร้างไทย ได้ออกแถลงการณ์สองภาษา (อังกฤษและจีน) โดยระบุว่า ฝ่ายกัมพูชาได้ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และเรียกร้องให้รัฐบาลไทยแสดงจุดยืนและชี้แจงต่อประชาคมระหว่างประเทศ[101]

เวลา 17:04 น. สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ได้ประกาศห้ามบินโดรนทุกประเภททั่วประเทศไทย ยกเว้นหน่วยงานความมั่นคง โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม ถึง 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568[102]

31 กรกฎาคม
[แก้]

ในเวลา 07:00 น. ของวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 จิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีไทย และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่เวลา 21:00 น. ของคืนวันพุธที่ 30 กรกฎาคม จนถึงเช้าวันที่ 31 กรกฎาคม ยังไม่มีรายงานเหตุการณ์รุนแรงใด ๆ ที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา[103]

อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลา 10:00 น. ของวันเดียวกัน หน่วยข่าวกรองและกำลังลาดตระเวนของฝ่ายไทยตรวจพบการเพิ่มกำลังพลและมาตรการรักษาความมั่นคงจากฝ่ายกัมพูชาตลอดแนวชายแดน พร้อมทั้งตรวจพบการใช้โดรนไม่ทราบฝ่ายและไม่ทราบชนิด บินตรวจการณ์บริเวณที่ตั้งกำลังของฝ่ายไทยในหลายจุด[104]

การปล่อยตัวเชลยศึกและมาตรการด้านมนุษยธรรม

[แก้]

วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ประเทศไทยได้ปล่อยตัวทหารกัมพูชาที่ถูกจับเป็นเชลยศึก 2 นาย ส่งผลให้รัฐบาลกัมพูชาเรียกร้องให้ปล่อยตัวทหารทั้งหมดที่กองกำลังไทยควบคุมตัวไว้[105] รายงานระบุว่าทหารที่ได้รับการปล่อยตัวนายหนึ่งได้รับบาดเจ็บแขนหัก ขณะที่อีกนายมีอาการบาดเจ็บทางจิตใจ ซึ่งรายงานว่าเป็นภาวะความผิดปกติที่เกิดหลังความเครียดที่สะเทือนใจ (PTSD) แหล่งข่าวจากไทยระบุว่า ทหารเหล่านี้ถูกส่งตัวกลับประเทศหลังจากที่ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ระบุว่าอาการของพวกเขาจะแย่ลงหากไม่ได้รับการดูแลจากครอบครัว[106] มีรายงานว่าทหารทั้งสองนายไม่ได้แสดงอาการบาดเจ็บใด ๆ ก่อนเข้าร่วมการรบ[107] กองทัพบกไทยระบุว่าขั้นตอนการปล่อยตัวเป็นไปตามอนุสัญญาเจนีวาฉบับที่ 3 อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าเชลยศึกเหล่านี้ต้องสาบานตนว่าจะ "ไม่สู้รบกับประเทศไทยอีก"[108]

วันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2568 กองทัพบกออกคำสั่งห้ามการใช้งานโดรนทั่วประเทศเป็นการชั่วคราว หลังจากได้รับรายงานว่ามีความพยายามใช้โดรนเพื่อสอดแนมตำแหน่งทางทหาร บุคลากรของกองทัพบกได้รับอนุญาตให้ใช้ระบบต่อต้านโดรนเพื่อบังคับใช้ตามคำสั่งดังกล่าว[109]เกิดอุบัติเหตุอาวุธระเบิด ส่งผลให้ ว่าที่เรือตรี ภัชทราวุฒิ รัตนวงษ์ เสียชีวิตในวันที่ 8 สิงหาคม

วันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568 กระทรวงป้องกันชาติกัมพูชาออกแถลงการณ์เตือนถึงการโจมตีทางทหารที่อาจเกิดขึ้นโดยกองกำลังไทยตามแนวชายแดน หลังจากมีรายงานว่ากองทัพไทยสั่งให้พลเรือนที่เหลืออยู่ในพื้นที่ชายแดนจังหวัดสุรินทร์อพยพภายในพลบค่ำ[110] ต่อมากองทัพบกไทยปฏิเสธว่าไม่ได้มีแผนโจมตีกัมพูชาในเร็วๆ นี้ โดยระบุว่าจะยังคงปฏิบัติตามการหยุดยิงต่อไป ขณะเดียวกันก็ยังคงเฝ้าระวัง[111]

คืนเดียวกัน โดรนลำหนึ่งตกที่จังหวัดสุรินทร์ รายงานเบื้องต้นระบุว่ากัมพูชาได้ส่งโดรนเข้ามาในอาณาเขตของไทย สร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวบ้านในพื้นที่ ต่อมากองทัพบกชี้แจงว่าโดรนลำดังกล่าวเป็นรุ่น CW-15 ของไทย[112]

วันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568 แหล่งข่าวของไทยที่ไม่ได้รับการตรวจสอบรายงานว่าศพทหารกัมพูชาตามแนวชายแดนไม่ได้รับการค้นพบอย่างถูกต้อง ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับอันตรายต่อสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นและกลิ่นเหม็น ทางการไทยได้ประณามกัมพูชา โดยกล่าวหาว่ากัมพูชา "เพิกเฉยและไม่เคารพทหารที่เสียชีวิต"[113]

ขณะเดียวกัน กระทรวงป้องกันชาติกัมพูชาแถลงว่า เมื่อเวลา 11.00 น. ทหารไทยพร้อมด้วยเครื่องจักรกลหนัก ได้บุกเข้าไปในพื้นที่แอนเซส (An Ses) ซึ่งอยู่ในเขตแดนของกัมพูชา และได้ก่อรั้วลวดหนามขึ้น แม้กองทัพกัมพูชาจะคัดค้านอย่างหนัก กระทรวงฯ จึงเรียกร้องให้กองทัพบกไทยยุติการกระทำดังกล่าวโดยทันที และเคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชาอย่างเต็มที่

วันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568 กองทัพบกได้เชิญผู้แทนจากคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ เข้าเยี่ยมเชลยศึกชาวกัมพูชา 18 คน ที่ถูกควบคุมตัวในประเทศไทย ตามขั้นตอนมาตรฐานของคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ กองทัพบกระบุว่าการเยี่ยมครั้งนี้ "สะท้อนให้เห็นถึงความเคารพและความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการปฏิบัติตามหลักการมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด" และเน้นย้ำถึง "ความโปร่งใสในการปฏิบัติงานและการดูแลเชลยศึกด้วยศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์" กองทัพบกเสริมว่าเชลยศึกชาวกัมพูชาถูกควบคุมตัวในสภาพที่ดี ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม และผู้แทนคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศได้รับอนุญาตให้พบปะและพูดคุยกับเชลยศึกเหล่านี้ได้อย่างเสรีโดยไม่มีข้อจำกัด[114]

การยกระดับและกล่าวหาอย่างต่อเนื่อง

[แก้]

การประกาศกฎอัยการศึกและการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

[แก้]

การประท้วงของพลเรือนและการปะทะตามแนวชายแดน

[แก้]

เหตุการณ์ในเดือนตุลาคมและปฏิบัติการกวาดล้างทุ่นระเบิด

[แก้]

วันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2568 มีรายงานเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของกองทัพไทยใกล้หมู่บ้านเปรยจัน ทำให้รัฐบาลกัมพูชาออกมาประณามการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง รวมถึงบทบัญญัติจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) การประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) บันทึกความเข้าใจ พ.ศ. 2543 และกฎหมายว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและมนุษยธรรมระหว่างประเทศ[115][116][117]

คืนเดียวกันระหว่างเวลาประมาณ 22:44 น. จนถึง 03:53 น. ของวันที่ 11 ตุลาคม มีรายงานว่ากองกำลังไทยได้ใช้เครื่องขยายเสียงที่ส่งเสียงดังรบกวน ซึ่งรวมถึงเสียงหอนเหมือนผีและเสียงเครื่องบิน โดยมุ่งเป้าไปที่ชาวบ้านในหมู่บ้านเปรยจันและโจกเจ[118]

วันเดียวกัน ประเทศไทยได้เริ่มปฏิบัติการกวาดล้างทุ่นระเบิดที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว ตามข้อตกลงระหว่างกัมพูชาและไทยว่าด้วยทุ่นระเบิดในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปเมื่อวันที่ 10 กันยายน ทางการไทยระบุว่ามีชาวกัมพูชา 135 ครัวเรือนอาศัยอยู่ในดินแดนไทยโดยผิดกฎหมาย และได้รับคำสั่งให้อพยพภายในวันที่ 10 ตุลาคม ผู้ประท้วงชาวกัมพูชาประมาณ 100 คนได้รวมตัวกันเพื่อต่อต้านการที่ไทยอ้างสิทธิ์ในการกวาดล้างทุ่นระเบิดและการขับไล่ชาวบ้าน[119][120]

ระหว่างวันที่ 10 ถึง 14 ตุลาคม กองทัพบกไทยพบทุ่นระเบิด 9 ลูก หลากหลายประเภท รวมถึงทุ่นระเบิด PMN-2, POMZ-2 และ MN-79 หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) ประสบความสำเร็จในการสกัดทุ่นระเบิดที่ค้นพบทั้งหมด[121]

การหยุดยิงรอบที่สองและข้อตกลงสันติภาพ

[แก้]
อันวาร์ อิบราฮิม, ดอนัลด์ ทรัมป์, อนุทิน ชาญวีรกูล และฮุน มาแณต หลังพิธีลงนามปฏิญญาสันติภาพกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2025

ข้อตกลงหยุดยิงแบบครอบคลุม ซึ่งเรียกว่า ปฏิญญาสันติภาพกัวลาลัมเปอร์ ได้รับการลงนามเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568 ณ ศูนย์การประชุมกัวลาลัมเปอร์ ในกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47[122] ข้อตกลงดังกล่าวได้รับการลงนามร่วมกันโดยอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย และ ฮุน มาแณต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ในขณะที่พิธีลงนามมีอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และ ดอนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริการ่วมเป็นสักขีพยาน

ข้อตกลงดังกล่าวได้ระบุมาตรการต่างๆ ที่มุ่งลดความรุนแรงของความขัดแย้งบริเวณชายแดนและฟื้นฟูเสถียรภาพในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบ บทบัญญัติสำคัญประกอบด้วย:

  1. การถอนปืนใหญ่หนักและยานเกราะออกจากพื้นที่ชายแดนที่เป็นข้อพิพาท
  2. การจัดตั้งคณะผู้ตรวจสอบการหยุดยิงชั่วคราว ซึ่งประกอบด้วยผู้สังเกตการณ์อาเซียนและตัวแทนจากทั้งสองประเทศ
  3. ความร่วมมือทวิภาคีในการกำจัดทุ่นระเบิดและการกำจัดวัตถุระเบิดที่ไม่ทำงานจากเขตการสู้รบเดิม
  4. การเปลี่ยนเครื่องหมายพรมแดนที่หายไปหรือเป็นข้อพิพาทด้วยเครื่องหมายชั่วคราวจนกว่าจะสามารถเจรจากำหนดเขตแดนถาวรได้
  5. การปล่อยตัวเชลยศึกชาวกัมพูชา 18 คนที่ถูกไทยควบคุมตัวในช่วงสงคราม
  6. การจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการร่วมเพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ขยายของศูนย์หลอกลวงข้ามพรมแดนและกิจกรรมอาชญากรรมข้ามชาติ

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย กล่าวถึงข้อตกลงดังกล่าวว่าเป็น "เส้นทางสู่สันติภาพ" ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เน้นย้ำบทบาทของการไกล่เกลี่ยระหว่างประเทศในการแก้ไขข้อพิพาทเรื่องดินแดนที่มีมายาวนาน[123][124] ต่อมาเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม อนุทินยืนกรานว่าการเปิดจุดผ่านแดนอีกครั้งนั้นต้องมีเงื่อนไขว่ากัมพูชาต้องดำเนินการและมุ่งมั่นที่จะปลดอาวุธบริเวณชายแดนและปราบปรามศูนย์กลางการหลอกลวง โดยเขากล่าวว่า "การกระทำทั้งหมดต้องเริ่มต้นที่กัมพูชา"[125]

การระงับข้อตกลงสันติภาพ

[แก้]

วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 มีทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดซึ่งคาดว่าเป็นของกัมพูชาที่ชายแดนจังหวัดศรีสะเกษ ทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 2 นาย โดย 1 นายเสียเท้าขวา และอีก 1 นายมีอาการเจ็บหน้าอก[126] หลังจากเหตุการณ์นี้ รัฐบาลไทยจึงประกาศระงับข้อตกลงสันติภาพที่ทำกับกัมพูชา[127]

หลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว พลโทหญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงป้องกันชาติกัมพูชาแถลงแสดงความเสียใจ แต่ยังคงระบุว่าการระเบิดดังกล่าวเกิดจากทุ่นระเบิดเก่าที่หลงเหลือจากความขัดแย้งในอดีต โสเจียตาปฏิเสธข้อกล่าวหาของไทยที่ว่ากัมพูชาวางทุ่นระเบิดใหม่ โดยยืนยันว่าได้ปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวา กระทรวงยังเรียกร้องให้กองทัพไทยหลีกเลี่ยงการลาดตระเวนในพื้นที่ที่ทราบว่ามีทุ่นระเบิดซุกซ่อน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นอีก และยืนยันความมุ่งมั่นของกัมพูชาในการสร้างสันติภาพและความร่วมมือในระดับทวิภาคี[128]

วันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 เวลาประมาณ 16:00 น. กองทัพบกไทยรายงานว่า ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นจากชายแดนฝั่งกัมพูชา ประมาณ 10 นาที บริเวณหนองหญ้าแก้ว จังหวัดศรีสะเกษ[129] เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของกัมพูชาและกระทรวงกลาโหมกัมพูชากล่าวหากองทัพบกไทยว่าทำร้ายพลเรือนชาวกัมพูชา 5 รายในหมู่บ้านเปรยจัน ตำบลโอเบยชอน อำเภอโอชรอ จังหวัดบันทายมีชัย ส่งผลให้พลเรือนเสียชีวิต 1 คน และได้รับบาดเจ็บอีกหลายคน[130][131] เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นสองวันหลังจากที่ไทยระงับข้อตกลงสันติภาพหลังเหตุทหารเหยียบทุ่นระเบิดที่จังหวัดศรีสะเกษ ทางการกัมพูชาระบุว่ากำลังมีการสอบสวนและเรียกร้องให้ทุกฝ่ายอยู่ในความสงบ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายหลีกเลี่ยงการลุกลามบานปลายต่อไป[132]

เหตุปะทะรอบที่สอง

[แก้]

6 ธันวาคม พ.ศ. 2568

[แก้]

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย เรียกร้องให้สหประชาชาติจัดตั้งคณะทำงานอิสระเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการวางทุ่นระเบิดของกัมพูชาในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดต่อต้านบุคคล ครั้งที่ 22 ณ กรุงเจนีวา โดยกล่าวว่า "หากรัฐภาคีสามารถวางทุ่นระเบิดใหม่ได้และปฏิเสธโดยไม่มีผลใด ๆ แล้วจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากเกิดเหตุการณ์สูญเสียครั้งถัดไป" และคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงอิสระคือ "แนวทางที่ยุติธรรม มีประสิทธิภาพ และโปร่งใสที่สุด"[133]

7 ธันวาคม พ.ศ. 2568

[แก้]

กองทัพภาคที่ 2 ของกองทัพไทย ประกาศอพยพประชาชนออกจาก 4 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ติดชายแดนไทย–กัมพูชา เนื่องจากการปะทะกันนาน 35 นาทีในจังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 2 นาย "คำสั่งอพยพที่ออกเมื่อบ่ายวันอาทิตย์ ครอบคลุมพื้นที่ตามแนวชายแดนในจังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี เจ้าหน้าที่อ้างถึง 'ความไม่แน่นอนในปัจจุบันและความเป็นไปได้ที่การปะทะอาจทวีความรุนแรงขึ้น' จึงขอให้ประชาชนอพยพไปยังศูนย์พักพิงที่กำหนด"[134]

พลเรือนไทยเสียชีวิตสองราย นางสมจิตร สุกรี อายุ 48 ปี และ นายประหยัด ปาลี อายุ 55 ปี

8 ธันวาคม พ.ศ. 2568

[แก้]

กองทัพภาคที่ 2 ของกองทัพไทย ประกาศว่า กองทัพอากาศได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศตามแนวชายแดนที่ติดกับกัมพูชา หลังจากเกิดการปะทะกันที่ทำให้ทหารไทยเสียชีวิต 1 นาย ได้แก่ จ.ส.อ. ศตวรรษ สุจริต[135][136] กองทัพบกไทยยังอ้างว่ากองทัพบกกัมพูชาได้ยิงจรวดบีเอ็ม-21 แกรด ใส่พลเรือนไทยด้วย[137]โดยมี พระมรณภาพหนึ่งรูปได้แก่ พระศักดา ฉิมมาลา อายุ 82 ปี

เวลาประมาณ 5:04 น. มีรายงานว่ากองกำลังของไทยได้เปิดฉากยิงใส่ที่มั่นของกัมพูชาในจังหวัดพระวิหาร ซึ่งรวมถึงพื้นที่แอนเซส ปราสาทตาเมือนธม และเขต 5 มกรา ทางการกัมพูชาระบุว่ากองกำลังไทยไม่ได้ยิงตอบโต้และไม่ได้นำอาวุธหนักเข้ามาใช้ โดยปฏิเสธข้อกล่าวหาของไทยที่ว่ากัมพูชาเป็นผู้ยั่วยุให้เกิดการโจมตี นอกจากนี้ ไทยยังส่งเครื่องบินขับไล่ F-16 ไฟทิงฟอลคอน โจมตีฐานปืนใหญ่ของกัมพูชา การปะทะกันดังกล่าวกระตุ้นให้เกิดการอพยพประชาชนในจังหวัดพระวิหารและจังหวัดอุดรมีชัย ส่งผลให้มีพลเรือนได้รับบาดเจ็บหลายราย บ้านเรือนได้รับความเสียหายหลายหลัง และนำไปสู่การปิดโรงเรียนและโรงพยาบาลชั่วคราวทั้งสองฝั่งชายแดนเพื่อปกป้องพลเรือน[138][139]

เวลา 12:20 น. อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของไทย แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยพร้อมกับผู้บัญชาการทหารและตำรวจทุกเหล่าทัพ โดยประกาศมติให้รัฐบาลไทยดำเนินการตามมติสภาความมั่นคงแห่งชาติ คือ ให้มีปฏิบัติการทางทหารในทุกกรณี ตามเงื่อนไขของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และในเรื่องอื่น ๆ ที่มีความจำเป็น พร้อมทั้งขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากช่องทางอย่างเป็นทางการของรัฐบาล โดยมีกระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้สื่อสารข้อมูลหลัก[140] ต่อมาอนุทินได้ประกาศเพิ่มว่ารัฐบาลไทยจะไม่เจรจากับรัฐบาลกัมพูชาอีก และจะใช้วิธีตอบโต้ เพื่อไม่ให้กัมพูชารุกรานอธิปไตยของไทย และหากต้องการหยุดการปะทะ กัมพูชาจะต้องทำตามที่ประเทศไทยกำหนด[141]

เวลา 14:30 น. ไทยกำหนดเส้นตายให้หยุดยิงภายในเวลา 18:00 น. มิฉะนั้น ไทยจะใช้กำลังทหารเต็มที่[142]

9 ธันวาคม พ.ศ. 2568

[แก้]

04.50 ของวันที่ 9 ธันวาคม ทหารกัมพูชาเปิดฉากโจมตีฝ่ายเราอย่างต่อเนื่องจรวดหลายลำกล้อง BM-21 พร้อมใช้โดรนทิ้งระเบิด โดรนพลีชีพใส่ฐานและที่มั่นของฝ่ายเราในหลายแนวรบตั่งแต่ช่องบก ปราสาทตาควาย ปราสาทคนา อย่างหนาแน่น โดยเฉพาะพื้นที่ภูมะเขือ ปราสาทตาเมือนธมฝ่ายกัมพูชามีความพยายามอย่างหนักเพื่อจะทำการยึดคืน นอกจากนั้นยังมีกระสุน BM-21 มาตกในพื้นที่บ้านเรือนประชาชน

กองทัพบกแถลง ทหารไทยเสียชีวิตในวันที่ 9 ธันวาคม จำนวน 4 รายได้แก่ พลทหาร เทิดศักดิ์ ศรีลาชัย จ.ส.ท. จิระวัฒน์ มุ่งกลาง ส.อ. ชวกร เดชขุนทด พลทหาร วายุ ขวัญเสือ

10 ธันวาคม พ.ศ. 2568

[แก้]

กองทัพบกไทยขยายพื้นที่ผลกระทบจากสงครามเป็น 7 จังหวัด[143]พื้นที่ได้รับผลกระทบจากสงครามได้แก่ อุบลราชธานี สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สระแก้ว จันทบุรี และ ตราด กองกำลังบูรพาอาศัยอำนาจตามกฎอัยการศึกห้ามประชาชนออกนอกเคหสถานหลัง 19.00 นาฬิกา ถึง 05.00 นาฬิกาในพื้นที่ อำเภอตาพระยา อำเภอโคกสูง อำเภออรัญประเทศ และ อำเภอคลองหาด ลงวันที่ 10 ธันวาคม 2568 จนกว่าประกาศจะเปลี่ยนแปลง[144]

กองทัพบกแถลงว่ามีทหารเสียชีวิตในวันที่ 10 ธันวาคม จำนวน 4 ราย พลทหาร ธนกร สิงหาชาติ พลทหาร ชาญชัย ผดุงโชค พลทหาร ธนรัตน์ จันทร์ประทัด และ จ.ส.อ. อนันดา อุดร

11 ธันวาคม พ.ศ. 2568

[แก้]

นายสุเมธ ตะเพียนทอง นายอำเภอบ่อไร่แจ้งว่าด้วยจะมีประกาศห้ามออกนอกเคหสถานในเวลาที่กำหนด ในพื้นที่อำเภอบ่อไร่ จึงขอแจ้งเตือนพี่น้องประชาชน เตรียมอาหาร สิ่งของเครื่องใช้จำเป็นให้พร้อมตั้งแต่บัดนี้[145]จ.ส.อ. วุธจักร โททอง นายทหารสนับสนุนการป้องกันชายแดนไทย-กัมพูชาในพื้นที่ จังหวัดสระแก้ว เสียชีวิตจากภาวะพิษเหตุติดเชื้อ

12 ธันวาคม พ.ศ. 2568

[แก้]

เกิดการยุบสภาผู้แทนราษฎรไทย ต่อมา ทหารไทยเสียชีวิตเพิ่ม ได้แก่ สิบเอก พชร แย้มแตงอ่อน จากการถูกระเบิดของฝ่ายกัมพูชาเข้าที่ศีรษะ ทึ่ ช่องอานม้า เนิน 677 อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี จากการถูกระเบิดของฝ่ายกัมพูชาเข้าที่ศีรษะ[146]

13 ธันวาคม พ.ศ. 2568

[แก้]

กองทัพบกแถลงว่ามีทหารในสังกัดกองทัพบกเสียชีวิต 4 รายจากกาคปะทะที่ช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน ได้แก่ จ.ส.อ.ดำรงเกียรติ แก้วกระจ่าง, พลทหารมุสตากีม เจ๊ะมะ จ.ส.อ.ทวีรัตน์ รัตนบุรี และพลทหารกฤตฏิกร สร้อยระย้า[147] นับรวมตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ทหารเสียชีวิตรวม 32 ราย นายอนุรัตน์ ธรรมประจำจิต ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ มีคำสั่งห้ามประชาชนกลับบ้านอย่างเด็ดขาด

14 ธันวาคม พ.ศ. 2568

[แก้]

กองทัพเรือภาคที่ 1 มีคำสั่งงดออกเรือประมง บริเวณ เกาะกูด เกาะช้าง เกาะยอ เกาะไม้ซี้ อำเภอคลองใหญ่ กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด มีคำสั่ง ห้ามบุคคลออกนอกเคหสถาน ในช่วงเวลา 19.00 น. ถึง 05.00 น. ในพื้นที่จังหวัดตราด อำเภอคลองใหญ่ อำเภอบ่อไร่ อำเภอแหลมงอบ อำเภอเขาสมิง และอำเภอเมืองตราด ทหารไทยเสียชีวิตจากการปะทะเพิ่มหนึ่งราย ได้แก่ จ.ส.อ.อภิสิทธิ์ บุนนาค ถูกสะเก็ดระเบิดจากการโจมตีด้วยจรวดหลายลำกล้อง BM-21 อย่างรุนแรง ขณะปฏิบัติหน้าที่ภายในบังเกอร์ พื้นที่ภูมะเขือ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ กองบังคับการหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด[148]กองทัพภาคที่ 2 ห้ามส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิดและยุทธภัณฑ์ ทั้งตำบลช่องเม็ก อำเภอสิรินธร โดยเฉพาะที่ จุดผ่านแดนถาวรช่องเม็ก[149]

15 ธันวาคม พ.ศ. 2568

[แก้]

การปะทะที่ ช่องกร่าง อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ มีทหารไทยเสียชีวิตเพิ่มหนึ่งรายได้แก่ จ.ส.อ.กฤษฎา หาญสุโพธิ์ [150] ผู้อำนวยการศูนย์บัญชาการเหตุการณ์อำเภอขุนหาญ ได้สั่งให้ประชาชนอพยพทันทีในพื้นที่ 4 ตำบล ได้แก่ตำบลบักดอง ตำบลพราน ตำบลห้วยจันทร์ ตำบลกันทรอม การไม่ปฎิบัติตามคำสั่งมีโทษตามกฎหมาย[151]

16 ธันวาคม พ.ศ. 2568

[แก้]

จ.ส.อ.สำเริง คลังประโคน และ พลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา กำลังพลจากกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่

17 ธันวาคม พ.ศ. 2568

[แก้]

จ.ส.อ.พรศักดิ์ เอี่ยมสะอาด สังกัด กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ เสียชีวิตในสมรภูมิ บ้านหนองจาน และ พลทหาร วสันต์ ขานหัวโทน สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 13 เสียชีวิตในสมรภูมิ ซำแต

18 ธันวาคม พ.ศ. 2568

[แก้]

19 ธันวาคม พ.ศ. 2568

[แก้]

20 ธันวาคม พ.ศ. 2568

[แก้]

กองทัพภาคที่2เผยว่ากองกำลังทหารไทยสามารถยึดเนิน 350 ได้ และนำร่าง จ.ส.อ.สำเริง คลังประโคน และพลทหารภานุพัฒน์ เสาร์สา ที่เสียชีวิตออกจากพื้นที่การรบมาได้สำเร็จ ในเวลา 12.00 น. หลังจากติดค้างอยู่ในพื้นที่เป็นเวลา5วัน

21 ธันวาคม พ.ศ. 2568

[แก้]

เวลา 14.00 น. กัมพูชาได้ระดมยิง จรวดBM21 ใส่พื้นที่พลเรือนในอำเภออรัญประเทศ ทำให้กองทัพภาค1 ได้ขอความร่วมมือประชาชนใน4อำเภอ ได้แก่ อำเภอตาพระยา อำเภอโคกสูง อำเภออรัญประเทศ และ อำเภอคลองหาด งดเข้าพื้นที่และให้อพยพไปยังศูนย์พักพิงเป็นการด่วน [152]

22 ธันวาคม พ.ศ. 2568

[แก้]

สิบเอก กัปนาท ทองแสง เสียชีวิตในสมรภูมิตาพระยา จังหวัดสระแก้ว[153]

23 ธันวาคม พ.ศ. 2568

[แก้]

ทหารกัมพูชา ยิงลูกระเบิด ปืนเล็กยาว ปืนไร้แสงสะท้อนถอยหลัง และปืนใหญ่ ในพื้นที่ อำเภอกันทรลักษ์ และ อำเภอพนมดงรัก[154]

24 ธันวาคม พ.ศ. 2568

[แก้]

ทหารกัมพูชา ยิงลูกระเบิด ปืนใหญ่ และโดรนพลีชีพ ในพื้นที่ อำเภอกันทรลักษ์ และ อำเภอพนมดงรัก[155]

25 ธันวาคม พ.ศ. 2568

[แก้]

ทหารบกกัมพูชา ยิงปืนเข้ามาใน อำเภอตาพระยา และ อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว กระสุนปืนส่วนหนึ่งโดนบ้านในพื้นที่ หมู่ที่ 10 บ้านคลองแผง ตำบลทัพเสด็จ อำเภอตาพระยา ได้รับความเสียหาย[156]

26 ธันวาคม พ.ศ. 2568

[แก้]

มีกาคปะทะเพิ่มเป็นสองจังหวัด โดยทหารบกกัมพูชาได้ยิงปืนใหญ่และเครื่องยิงลูกระเบิด มายังพื้นที่บ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว และ อำเภอกันทรลักษ์ และ อำเภอพนมดงรัก จังหวัดศรีสะเกษ

27 ธันวาคม พ.ศ. 2568

[แก้]

จ.ส.อ.พีระยุทธ น้าวิลัยเจริญ เสียชีวิตจากการปะทะที่อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ด้านทหารกัมพูชายิงระเบิด ตกลงที่ วัดป่าลานพยอมธรรมสถานมีชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านบาดเจ็บสาหัสหนึ่งรายและเสียชีวิตลงในวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568

29 ธันวาคม พ.ศ. 2568

[แก้]

นาย สมัย จันตียืน ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านเสียชีวิตลง นับเป็นพลเรือนรายที่ 46 ที่เสียชีวิตของประเทศไทย

6 มกราคม พ.ศ. 2569

[แก้]

ทหารกัมพูชายิงระเบิดเข้ามาที่ ตำบลโดมประดิษฐ์ อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ส่งผลให้ จ่าสิบเอก ปรัชญา พิลาชัย ได้รับบาดเจ็บ[157]

5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

[แก้]

ทหารบกกัมพูชาได้ยิงระเบิด เข้ามายังพื้นที่ พลาญหินแปดก้อน อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ[158]

ทำเนียบกำลังรบ

[แก้]
ไทย กัมพูชา

วิกฤตการณ์ทางมนุษยธรรม

[แก้]

ตามรายงานจากหลายสำนักข่าวนานาชาติ ระบุว่าความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2568 ได้ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อพลเรือนในพื้นที่อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะบริเวณแนวชายแดนของประเทศไทยที่มีประชาชนอาศัยอยู่หนาแน่น ทั้งในจังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดบุรีรัมย์ และจังหวัดอุบลราชธานี รายงานระบุว่ามีประชาชนชาวไทยประมาณ 40,000 คน จากทั้งหมด 86 หมู่บ้าน ซึ่งตั้งอยู่ในเขตที่ได้รับผลกระทบโดยตรง จำเป็นต้องอพยพออกจากพื้นที่อย่างเร่งด่วน ท่ามกลางความตึงเครียดทางทหารและการสู้รบระหว่างกำลังพลของทั้งสองฝ่าย[175][176]

หน่วยงานความมั่นคงไทยและฝ่ายปกครองท้องถิ่นได้จัดตั้งศูนย์อพยพชั่วคราวในพื้นที่ห่างจากแนวชายแดน เพื่อรองรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงการจัดส่งเวชภัณฑ์ อาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็น โดยความช่วยเหลือจากทั้งภาครัฐและภาคประชาสังคม นอกจากนี้ยังมีรายงานว่ามีความตื่นตระหนกในหลายชุมชนที่ตั้งอยู่ห่างจากแนวชายแดนออกไป เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับพลเรือน เช่น โรงพยาบาล สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง และเส้นทางคมนาคมบางส่วน ได้รับความเสียหายจากการยิงปืนใหญ่หรือการโจมตีทางอากาศ ซึ่งไม่สามารถยืนยันได้แน่ชัดว่าเป็นฝีมือของฝ่ายใด[176][177][178]

ในขณะเดียวกัน ทางการของประเทศกัมพูชา โดยเฉพาะในจังหวัดอุดรมีชัย ซึ่งเป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ติดชายแดนไทยฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือ ได้ประกาศแผนอพยพประชาชนออกจากเขตเสี่ยงภัยเช่นกัน โดยในเย็นวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 เจ้าหน้าที่ของฝ่ายปกครองกัมพูชารายงานว่ามีประชาชนกว่า 5,000 คน ต้องอพยพออกจากพื้นที่เพื่อลี้ภัยไปยังจุดพักพิงที่ปลอดภัย โดยได้รับการสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่กองทัพกัมพูชาในการดูแลและจัดหาทรัพยากรเบื้องต้นให้แก่ผู้ลี้ภัยเหล่านี้[179]

ปฏิกิริยา

[แก้]

คู่ขัดแย้ง

[แก้]
  •  กัมพูชา: พลเอก เตีย เซ็ยฮา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงป้องกันชาติออกแถลงการณ์ประณามเหตุการณ์ดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นการ "รุกรานทางทหารอย่างโหดร้ายและผิดกฎหมาย" โดยฝ่ายไทย[180] ฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีและประธานพฤฒสภากัมพูชา เตือนประเทศไทยอย่าบุกเข้ามายังกัมพูชา พร้อมระบุว่ากัมพูชาเตรียมพร้อมที่จะสู้รบ และจะตอบโต้ประเทศไทยทันทีหากถูกโจมตี
  •  ไทย: แพทองธาร ชินวัตร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และอดีตนายกรัฐมนตรีไทยที่ถูกพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งในขณะนั้นอยู่ระหว่างการหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ ได้ออกแถลงการณ์ประณามการโจมตีของกัมพูชา โดยระบุว่าเป็น "การกระทำที่มุ่งเป้าต่อพลเรือนไทยอย่างไม่เลือกหน้า" และ "เป็นการละเมิดอธิปไตยของชาติไทยอย่างร้ายแรง" พร้อมทั้งเรียกร้องให้กัมพูชาระงับการใช้กำลังและเคารพหลักกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด[181]

พระราชวงศ์ไทย

[แก้]

นานาชาติ

[แก้]
  •  เกาหลีใต้: โช ฮย็อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้แถลงว่า "รัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลีมีความวิตกกังวลอย่างยิ่งต่อเหตุปะทะทางทหารที่เพิ่งเกิดขึ้นระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา และขอเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายลดระดับความตึงเครียด พร้อมแสวงหาทางออกอย่างสันติผ่านการเจรจา"[185]
  •  จีน: หวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน แสดงความ "วิตกกังวลอย่างยิ่ง" ต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายแก้ไขข้อพิพาทผ่านการเจรจาทางการทูต[186]
  •  ญี่ปุ่น: ทาเคชิ อิวายะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นแสดงความวิตกกังวลอย่างลึกซึ้งต่อเหตุปะทะทางทหารระหว่างไทยและกัมพูชาเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม และขอเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายยึดมั่นในหลักการสันติวิธี[187]
  •  ฝรั่งเศส: แอมานุแอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส แสดงความวิตกกังวลต่อการสู้รบที่เกิดขึ้น และเรียกร้องให้มีการยุติความรุนแรงโดยทันที พร้อมสนับสนุนการแก้ไขข้อพิพาทตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ[188]
  •  ฟิลิปปินส์: เอ็นริเก มานาโล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์เรียกร้องให้ไทยและกัมพูชายุติความขัดแย้งโดยสันติวิธี สอดคล้องกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการคุ้มครองพลเรือน[189]
  •  มาเลเซีย: อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานอาเซียน แสดงความวิตกกังวลอย่างยิ่ง พร้อมเปิดเผยว่าได้มีการส่งสารถึงผู้นำของทั้งสองประเทศ และหวังว่าจะสามารถเปิดการหารือโดยเร็ว เพื่อสนับสนุนการยุติความรุนแรงและหวนคืนสู่โต๊ะเจรจา[190]
  •  รัสเซีย: มาเรีย ซาคาโรวา โฆษกกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย แสดงความกังวลต่อการยกระดับของสถานการณ์ และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายแสดงความอดกลั้น และเข้าสู่กระบวนการเจรจาเพื่อคลี่คลายความขัดแย้งด้วยสันติวิธี[191]
  •  ลาว: รัฐบาลลาวในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับทั้งไทยและกัมพูชา แสดงความวิตกกังวลอย่างยิ่ง และเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายหลีกเลี่ยงการใช้กำลัง พร้อมหันมาใช้สันติวิธีในการคลี่คลายสถานการณ์[192]
  •  เวียดนาม: บุ่ย แถ่ง เซิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเวียดนามแถลงว่า รัฐบาลเวียดนามมีความกังวลต่อสถานการณ์ที่ชายแดน และเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศแสดงความอดกลั้นอย่างถึงที่สุด หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง และร่วมกันคลี่คลายข้อพิพาทตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศและจิตวิญญาณแห่งความร่วมมือในอาเซียน[193]
  •  ศรีลังกา: รัฐบาลศรีลังกาเรียกร้องให้กัมพูชาและไทยเข้าสู่กระบวนการเจรจาทางการทูตโดยเร็ว โดยมีเป้าหมายเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ด้วยสันติวิธี[194]
  •  สิงคโปร์: โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์แถลงว่า สิงคโปร์มีความวิตกกังวลอย่างยิ่งต่อเหตุปะทะ และเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศแสดงความอดกลั้น ยุติความเป็นปรปักษ์ และใช้กลไกทางการทูตเพื่อบรรเทาความตึงเครียด พร้อมย้ำถึงความจำเป็นในการคุ้มครองความปลอดภัยของพลเรือนทุกคน[195]
  •  สหรัฐ: มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาแสดงความ "วิตกกังวลอย่างยิ่ง" ต่อสถานการณ์ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นบริเวณชายแดน และขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงการดำเนินการที่อาจนำไปสู่ความสูญเสียเพิ่มเติม[196]
  •  อินเดีย: รัฐบาลอินเดียได้ออกคำแนะนำประชาชนของตนให้ระมัดระวังการเดินทางไปยังประเทศไทยและกัมพูชา อันเนื่องมาจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน[197]
  •  อินโดนีเซีย: กระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซียออกแถลงการณ์แสดงความเชื่อมั่นว่าไทยและกัมพูชาจะสามารถกลับเข้าสู่กระบวนการสันติวิธีในการแก้ไขข้อขัดแย้ง และเน้นย้ำว่าอินโดนีเซียไม่มีความประสงค์จะเข้าแทรกแซง แต่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของพลเมืองอินโดนีเซียที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว[198][199]
  •  ออสเตรเลีย: เพนนี หวอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศออสเตรเลีย แถลงว่า ออสเตรเลียมีความวิตกกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายลดระดับความตึงเครียด พร้อมหันมาเจรจาเพื่อหาทางออกอย่างสันติ[200]

องค์การเหนือรัฐ

[แก้]
  •  สหภาพยุโรป: สหภาพยุโรปออกแถลงการณ์แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้น และเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายลดความตึงเครียดโดยทันที และร่วมกันคลี่คลายข้อพิพาทด้วยสันติวิธี[201]

องค์การระหว่างประเทศ

[แก้]
  •  สหประชาชาติ: สำนักโฆษกของเลขาธิการสหประชาชาติออกแถลงการณ์ว่า อังตอนียู กูแตรึช เลขาธิการสหประชาชาติได้ติดตามรายงานเกี่ยวกับเหตุปะทะด้วยอาวุธระหว่างกัมพูชาและไทยด้วยความวิตกกังวลอย่างยิ่ง และได้เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายแสดงความอดกลั้นอย่างถึงที่สุด พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการคลี่คลายข้อพิพาทผ่านกระบวนการเจรจาอย่างสันติ ภายใต้จิตวิญญาณแห่งความเป็นมิตรระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน โดยยึดมั่นในเป้าหมายร่วมกันในการแสวงหาทางออกของข้อขัดแย้งอย่างยั่งยืน[202]

ดูเพิ่ม

[แก้]

หมายเหตุ

[แก้]
  1. ในฐานะประธานพฤฒสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา
  2. แพทองธาร ชินวัตร ถูกศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 โดยคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นผู้รักษาราชการแทน ก่อนเปลี่ยนเป็นภูมิธรรม เวชยชัย เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ต่อมา 29 สิงหาคม ศาลวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งด้วยความผิดจริยธรรมร้ายแรงจากกรณีสนทนากับ ฮุน เซน มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม

อ้างอิง

[แก้]
  1. 1 2 "ทบ.ประสานลาว แจงไม่ใช่กระสุนไทย ซัดเขมรเล่นนอกกติกา ถ้าไม่ตั้งใจ คงไม่ยิงผิดเป้าถึง 10 ลูก". matichon. 2025-07-26. สืบค้นเมื่อ 2025-07-26.
  2. 1 2 Sopha, Mao (24 July 2025). "អ្នកនាំពាក្យអះអាងថា កងទ័ពកម្ពុជា វ៉ៃយកប្រាសាទតាមាន់តូច-តាមាន់ធំ-តាក្របី និងតំបន់មុំបី មកកាន់កាប់ទាំងស្រុងហើយ" [โฆษกกองทัพอ้าง กองทัพกัมพูชาสามารถยึดปราสาทตาเมือนธม-ตากรอเบย และพื้นที่มอมเบยได้อย่างเบ็ดเสร็จแล้ว]. SBM Press (ภาษาเขมร). เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 26 July 2025. สืบค้นเมื่อ 26 July 2025.
  3. "อัปเดตสถานการณ์สู้รบไทย-กัมพูชา ตรึงกำลังหลายจุด-จ่อเข้ายึดเขาพระวิหาร". พีพีทีวี36เอชดี. 24 July 2025. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 26 July 2025. สืบค้นเมื่อ 26 July 2025.
  4. "เชิญธงชาติไทยขึ้นสู่ยอด "ภูมะเขือ" กองทัพยึดคืนพื้นที่เบ็ดเสร็จ". สำนักข่าวไทย อสมท. 26 July 2025. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 26 July 2025. สืบค้นเมื่อ 26 July 2025.
  5. "อัปเดตสถานการณ์สู้รบไทย-กัมพูชา ตรึงกำลังหลายจุด-จ่อเข้ายึดเขาพระวิหาร". พีพีทีวี36เอชดี. 24 July 2025. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 26 July 2025. สืบค้นเมื่อ 26 July 2025.
  6. "กลับสู่สนามรบ "ฮิงบุนเฮียง-สรัยดึก" ขุนศึกคู่ใจ "ฮุนเซน" ปักหลักพระวิหาร". เนชั่นทีวี. 2025-12-07. สืบค้นเมื่อ 2025-12-21.
  7. "ผบ.เขมรสิ้นชื่อ! "พลตรีดวง ซอมเนียง" เสียชีวิตที่ช่องตาเฒ่า-ภูมะเขือ". www.pptvhd36.com. 2025-07-26. สืบค้นเมื่อ 2025-07-26.
  8. "นายพลเขมรสิ้นชีพ ถูกปืนใหญ่ไทยถล่มดับ ยึดภูมะเขือปักธงชาติไทย". www.thairath.co.th. 2025-07-26. สืบค้นเมื่อ 2025-07-26.
  9. รมช.กลาโหม เผยไม่เจรจากัมพูชาแล้ว มอบอำนาจ​ ผบ.ทสส.คุมชายแดนไทย-กัมพูชา​ ขอประชาชนเชื่อมั่นกองทัพไทย​ ไม่ยอมให้ใครรุกล้ำอธิปไตย​
  10. เปิดประวัติ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ผู้ปกป้องอธิปไตยชายแดนไทย-กัมพูชา
  11. "Thailand returns remains of 12 Cambodian soldiers to Cambodia today". www.world.thaipbs.or.th (ภาษาอังกฤษ). 27 July 2025. สืบค้นเมื่อ 3 August 2025.
  12. 1 2 3 "Thailand, Cambodia weigh peace talks after Trump's tariff threat". The Guardian. สืบค้นเมื่อ 29 July 2025.
  13. Hope, Zach (6 July 2025). "How a gunshot at dawn broke a mother's heart, and left a prime minister fighting for her job". The Age (ภาษาอังกฤษ). เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 6 July 2025. สืบค้นเมื่อ 18 July 2025.
  14. "Death toll rises in Thai-Cambodian clashes despite ceasefire call". The Times of Israel. สืบค้นเมื่อ 26 July 2025.
  15. Hong, Reaksmey (30 July 2025). "Defence ministry reports incursions, claims prisoners taken after ceasefire". The Phnom Penh Post. สืบค้นเมื่อ 30 July 2025.
  16. "Thailand Sends Back 2 Cambodian Soldiers Ahead Of Key Border Ceasefire Talks". NDTV World. 1 August 2025. สืบค้นเมื่อ 1 August 2025.
  17. 1 2 "Nearly 40,000 Cambodian families displaced amid ongoing border conflict, defence spokeswoman confirms". Khmer Times. 28 July 2025. สืบค้นเมื่อ 28 July 2025.
  18. 1 2 "จำนวนทหารกัมพูชาเสียชีวิตไป6,276และสูญหาย704นาย".
  19. "กองทัพภาคที่ 2 ควบคุมตัวทหารกัมพูชาที่ยอมจำนน พร้อมยึดหลักมนุษยธรรมในการดูแลและให้การรักษาพยาบาล". Royal Thai Army.
  20. "Thai air strikes hit two Cambodian targets". Bangkok Post. Bangkok. 24 July 2025. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 24 July 2025. สืบค้นเมื่อ 24 July 2025.
  21. "ทหารไทยยิงตอบโต้เขมร ฝั่งสัตตะโสม เก็บรถถังได้ 2 คัน" [Thai soldiers retaliate against Khmer forces, strikes Sattasom, destroys two tanks]. Thairath. 24 July 2025. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 24 July 2025. สืบค้นเมื่อ 24 July 2025.
  22. "Cambodian military families mourn as nation's Thai conflict toll exceeds 50". Nikkei Asia.
  23. รอยจารึกในแผ่นดิน “อาลัย 42 ทหารกล้า” ความภูมิใจไทยทั้งชาติ
  24. 1 2 3 4 "Incident Report on the Thai-Cambodian Border Clash". Royal Thai Armed Forces Headquarters Official Facebook page (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). 5 August 2025. สืบค้นเมื่อ 5 August 2025.
  25. "What's behind Thailand and Cambodia clash that so far killed 14". 1News.
  26. สมรภูมิเลือด 2568 ศึกไทย-กัมพูชา ที่รุนแรงสุดในทศวรรษ
  27. 1 2 3 Lukiv, Jaroslav (25 July 2025). "Cambodia calls for immediate ceasefire with Thailand as death toll rises". BBC News (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). สืบค้นเมื่อ 26 July 2025.
  28. "Thailand-Cambodia military exchanges could lead to war, acting Thai PM says". ABC News (ภาษาอังกฤษแบบออสเตรเลีย). 2025-07-25. สืบค้นเมื่อ 2025-07-26.
  29. "PM warns of 'nationalist rhetoric' fuelling Thai border tensions" (ภาษาอังกฤษ). เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2025-03-21. สืบค้นเมื่อ 2025-07-24.
  30. "Cambodia says soldier killed in brief border skirmish with Thai troops". Reuters (ภาษาอังกฤษ). 2025-05-28. สืบค้นเมื่อ 2025-07-24.
  31. "Thailand seals border with Cambodia after military clashes kill at least 12 people". BBC News (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). สืบค้นเมื่อ 2025-07-24.
  32. "Civilians wounded as Cambodia, Thailand trade fire in fresh border clashes". France 24 (ภาษาอังกฤษ). 24 July 2025. สืบค้นเมื่อ 24 July 2025.
  33. "Thailand launches airstrikes on Cambodia as border clashes leave at least 14 dead". AP News (ภาษาอังกฤษ). 24 July 2025. สืบค้นเมื่อ 25 July 2025.
  34. "Thai Senseless Aggression Leaves 13 Dead, Over 70 Injured in Cambodia (VIDEO)". Khmer Times (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). 26 July 2025. สืบค้นเมื่อ 26 July 2025.
  35. "กองทัพบก Royal Thai Army". X.
  36. "Fire fight breaks out Oddar Meanchey province". Khmer Times (ภาษาอังกฤษ). 2025-07-24. สืบค้นเมื่อ 2025-07-24.
  37. "Thailand Strikes First: Cambodia Defends Its Sovereignty". The Phnom Penh Post (ภาษาอังกฤษ). 2025-07-24. สืบค้นเมื่อ 2025-07-24.
  38. matichon (2025-07-24). "ทหารไทยเจ็บ 2! กองทัพภาคที่ 2 เผย กัมพูชายิงจรวด BM-21 ตกใส่ ปราสาทโดนตวล ใกล้ชุมชน". สืบค้นเมื่อ 2025-07-24.
  39. "ด่วน! ทอ.ส่ง 'F-16' 6 ลำ ทิ้งระเบิดพื้นที่ช่องอานม้าของกัมพูชา". แนวหน้า.
  40. "ด่วน! ทอ.ส่ง 'F-16' 6 ลำ ทิ้งระเบิดพื้นที่ช่องอานม้าของกัมพูชา" [Breaking! Royal Thai Air Force deploys 6 F-16s to bomb Cambodia's Chong An Ma area]. Daily News. 24 July 2025. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 24 July 2025. สืบค้นเมื่อ 24 July 2025.
  41. "🔴ด่วน! สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ ขอแนะนำให้คนไทยที่พำนักหรือพำนักชั่วคราวในประเทศกัมพูชาและไม่มีความจำเป็นเดินทางออกจากประเทศโดยเร็วที่สุด 🛫ผมแปะเที่ยวบินวันนี้จากพนมเปญให้ครับ ZA674 - 12.25น. ZA675 - 17.55น. VZ723 - 19.10น. PG936 - 19.25น. TG585 - 21.15น". X.
  42. "Thailand-Cambodia border clash live: Thai army says airstrikes launched against Cambodian targets". The Guardian.
  43. "BREAKING: At least 8 people killed after Cambodia launches BM-21 rocket on gas station in Sisaket province, Thailand. - police". Royal Thai Police. July 24, 2025. สืบค้นเมื่อ July 24, 2025.
  44. "The Thai Enquirer". X.
  45. "24 ก.ค. 68 เวลา 11.54 น. ทหารกัมพูชา โจมตีโรงพยาบาลพนมดงรัก มีผู้ได้รับบาดเจ็บ. เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลได้นำผู้ป่วยในออกจาก รพ. ครบแล้ว ซึ่งเป็นการย้ายผู้ป่วยตามกระบวนการอพยพ ขณะนี้ผู้ป่วยอยู่ในพื้นที่เขตสีเขียวซึ่งเป็นพื้นที่ปลอดภัยแล้ว". ไทยพีบีเอส. July 24, 2025. สืบค้นเมื่อ 2025-07-24.
  46. "Thai Enquirer".
  47. "Civilians wounded as Cambodia, Thailand trade fire in fresh border clashes". France 24 (ภาษาอังกฤษ). 2025-07-24. สืบค้นเมื่อ 2025-07-24.
  48. Harvey, Helen Regan, Kocha Olarn, Lex (2025-07-24). "Thailand deploys fighter jets against Cambodian military targets in escalation of border dispute". CNN (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2025-07-24.
  49. "Thailand, Cambodian troops trade heavy fire in latest border dispute clash". Al Jazeera (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2025-07-24.
  50. Fulton, Adam (2025-07-24). "Thailand-Cambodia border clash live: Thai army says airstrikes launched against Cambodian targets". the Guardian (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). ISSN 0261-3077. สืบค้นเมื่อ 2025-07-24.
  51. "ทหารไทยยิงตอบโต้เขมร ฝั่งสัตตะโสม เก็บรถถังได้ 2 คัน". ไทยรัฐ. 24 July 2025. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 24 July 2025. สืบค้นเมื่อ 24 July 2025. {{cite news}}: Cite ไม่รู้จักพารามิเตอร์ว่างเปล่า : |1= (help)
  52. "Thai Army Launches 'Yuttha Bodin' Offensive Across Border Amidst Escalating Cambodian Clashes". nationthailand (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). 2025-07-24. สืบค้นเมื่อ 2025-07-24.
  53. "กองทัพเปิดปฏิบัติการ "ยุทธบดินทร์" สั่งสอนกัมพูชา ลั่นบดขยี้ผู้รุกรานอย่างถึงที่สุด". www.thairath.co.th. 2025-07-24. สืบค้นเมื่อ 2025-07-24.
  54. "ฮุนเซน ยืนยันไม่ได้หนีไปไหน กำลังบัญชาการเพื่อต่อสู้กับไทย". www.thairath.co.th. 2025-07-24. สืบค้นเมื่อ 2025-07-24.
  55. Sharman, Helen Regan, Kocha Olarn, Lex Harvey, Antoinette Radford, Laura (2025-07-24). "Thailand launches airstrikes on Cambodian military targets as deadly border dispute escalates". CNN (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2025-07-24.
  56. Lhoyd (2025-07-24). "Ministry of National Defense Spokesperson: Ta Krabey Temple, Mom Bei Area, Ta Moan Thom Temple successfully occupied by Cambodian army - Khmer Times" (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2025-07-24.
  57. "Siamrath". X.
  58. "RTAF refutes Cambodian media claims of F-16 being shot down, confirms safe return after mission". nationthailand (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). 2025-07-24. สืบค้นเมื่อ 2025-07-24.
  59. Lhoyd (2025-07-25). "CONFLICT UPDATE: As of 6 a.m., Cambodian and Thai troops continue to fire shells at each other along the front lines - Khmer Times" (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2025-07-25.
  60. Yeung, Kocha Olarn, Jessie (2025-07-25). "Fighting along disputed Thai-Cambodian border enters second day". CNN (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2025-07-25.
  61. "Thailand-Cambodia Live: Border clashes could lead to 'war' – acting Thai PM". Al Jazeera (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). 25 July 2025. สืบค้นเมื่อ 25 July 2025.
  62. Wongcha-um, Panu (25 July 2025). "Exclusive: Thailand rejects international mediation to end fighting with Cambodia". Reuters. สืบค้นเมื่อ 25 July 2025.
  63. "แถลงการณ์รัฐบาล". รัฐบาลไทย. 25 July 2025. สืบค้นเมื่อ 25 July 2025.
  64. "พม. แถลงการณ์ประณามการโจมตีพลเรือนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศร้ายแรง ส่งผลกระทบกลุ่มเปราะบาง-สวัสดิภาพทางสังคม-ความมั่นคงของมนุษย์". www.thaigov.go.th. 25 July 2025. สืบค้นเมื่อ 25 July 2025. {{cite web}}: |first= ไม่มี |last= (help)
  65. "MSDHS Condemns Attacks on Civilians at Thai-Cambodian Border พม.ประณาม โจมตีพลเรือนชายแดนไทย-กัมพูชา". 25 July 2025. สืบค้นเมื่อ 26 July 2025. {{cite web}}: |first= ไม่มี |last= (help)
  66. "ยุทธการตราดพิฆาตไพรี 1 ต้านแนวรบใหม่กัมพูชา 40 ปี สมรภูมิบ้านชำราก". www.thairath.co.th. 2025-07-26. สืบค้นเมื่อ 2025-07-27.
  67. "ระวัง! ลาวแจ้งเตือนประชาชน ลูกปืนใหญ่เขมรตกในพื้นที่จำปาสักแล้ว 10 นัด". mgronline.com. 2025-07-26. สืบค้นเมื่อ 2025-07-27.
  68. ข่าวสด (2025-07-27). "เช้ามืดวันนี้ กัมพูชาเปิดฉากโจมตียิงทหารไทยที่ปราสาทตาควาย วันที่ 4 เสียงปืนระเบิดสนั่น". ข่าวสด. สืบค้นเมื่อ 2025-07-27.
  69. "'กัมพูชา' ลากจรวดหลายลำกล้อง เปิดฉากยิงทหารไทย ปราสาทตาควายเช้าตรู่วันนี้". bangkokbiznews. 2025-07-27. สืบค้นเมื่อ 2025-07-27.
  70. ข่าวสด (2025-07-27). "เปิดภาพเสียหายเช้านี้ กัมพูชา ยังยิงถล่มไทย จ.สุรินทร์ เสียงอาวุธหนักยิงใส่-ไทยต้องตอบโต้". ข่าวสด. สืบค้นเมื่อ 2025-07-27.
  71. "ด่วน! ทหารกัมพูชายิง จรวดหลายลำกล้อง BM-21 ใส่ปราสาทตาเมือนธม | The Better". LINE TODAY. สืบค้นเมื่อ 2025-07-27.
  72. "F-16 ไทยโจมตีตอบโต้ หลังเขมรยิงจรวดใส่ปราสาทตาเมือนธม". TNN Thailand. 2025-07-27. สืบค้นเมื่อ 2025-07-27.
  73. "Khaosod online". X.
  74. "ด่วน! กัมพูชา ยิงจรวด ใส่พื้นที่ อ.กันทรลักษ์ ประชาชนดับ 1 เจ็บ 1". FM91. 2025-07-27. สืบค้นเมื่อ 2025-07-27.
  75. "Thailand and Cambodia agree to Malaysian mediation, Malaysian minister says". Reuters (ภาษาอังกฤษ). 2025-07-27. สืบค้นเมื่อ 2025-07-27.
  76. 1 2 3 ""ราชนาวี" เปิดยุทธการ "ตราดพิฆาตไพรี 1"". ไทยพีบีเอส. 26 July 2025. สืบค้นเมื่อ 26 July 2025.
  77. "เกาะติดสถานการณ์ปะทะชายแดนไทย‑กัมพูชา 28 ก.ค. 68 จับตาการเจรจาที่มาเลเซีย". PPTV HD36. 2025-07-28. สืบค้นเมื่อ 2025-07-28.
  78. 1 2 "Thailand launches operation "Trat Pikhat Pairee 1" in response to Cambodia's border attack". เดอะ เนชั่น (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). 26 July 2025. สืบค้นเมื่อ 26 July 2025.
  79. "กัมพูชายังโจมตีภูมะเขือ‑ซำแต ทบ.ประณามละเมิดข้อตกลงหยุดยิง". ThaiPBS. 2025-07-29. สืบค้นเมื่อ 2025-07-29.
  80. "กัมพูชายังโจมตีภูมะเขือ‑ซำแต ทบ.ประณามละเมิดข้อตกลงหยุดยิง". ThaiPBS. 2025-07-29. สืบค้นเมื่อ 2025-07-29.
  81. "กัมพูชายังโจมตีภูมะเขือ‑ซำแต ทบ.ประณามละเมิดข้อตกลงหยุดยิง". ThaiPBS. 2025-07-29. สืบค้นเมื่อ 2025-07-29.
  82. "Thailand, Cambodia border calm as military-level talks postponed". Reuters (ภาษาอังกฤษ). 2025-07-29. สืบค้นเมื่อ 2025-07-29.
  83. "จับตาสถานการณ์หยุดยิงไทย-กัมพูชา หลังครบกำหนดเส้นตาย เรารู้อะไรบ้าง ?". BBC Thai. 2025-07-29. สืบค้นเมื่อ 2025-07-29.
  84. ""ภูมิธรรม" เผยกัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ยื่นประท้วงไปยัง ปธ.อาเซียน สหรัฐฯ และจีน". ThaiPBS. 2025-07-29. สืบค้นเมื่อ 2025-07-29.
  85. "เกาะติดสถานการณ์เหตุปะทะไทย-กัมพูชา 30 ก.ค. 68 กัมพูชาละเมิดหยุดยิง!". PPTVHD36. 2025-07-30. สืบค้นเมื่อ 2025-07-30.
  86. "กัมพูชาปฏิเสธข้อกล่าวหาไทยว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิง". ThaiPBS. 2025-07-30. สืบค้นเมื่อ 2025-07-30.
  87. "เกาะติดสถานการณ์เหตุปะทะไทย-กัมพูชา 30 ก.ค. 68 กัมพูชาละเมิดหยุดยิง!". PPTVHD36. 2025-07-30. สืบค้นเมื่อ 2025-07-30.
  88. "ชายแดนสงบ หลังข้อตกลงหยุดยิงมีผลภายในเช้า". ไทยรัฐ. 2025-07-30. สืบค้นเมื่อ 2025-07-30.
  89. "เกาะติดสถานการณ์เหตุปะทะไทย-กัมพูชา 30 ก.ค. 68 กัมพูชาละเมิดหยุดยิง!". PPTVHD36. 2025-07-30. สืบค้นเมื่อ 2025-07-30.
  90. "BREAKING: Thailand Abducts 20 Cambodian Soldiers after Ceasefire Takes Effect". Freshnews (ภาษาอังกฤษ). 30 July 2025. สืบค้นเมื่อ 30 July 2025.
  91. Hong, Reaksmey (30 July 2025). "Defence ministry reports incursions, claims prisoners taken after ceasefire". เดอะพนมเปญโพสต์ (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 30 July 2025.
  92. "ทูตต่างประเทศถูกเชิญเยี่ยมชายแดน ไทยยืนยันพร้อมประท้วงซีเรียส". ไทยรัฐ. 2025-07-30. สืบค้นเมื่อ 2025-07-30.
  93. "กองทัพขอสื่ออย่าเผยข่าวภายใน ทบ.จากแชตรั่ว". ไทยรัฐ. 2025-07-30. สืบค้นเมื่อ 2025-07-30.
  94. "แม่ทัพภาคที่ 2 ขอบคุณนักรบแนวหน้า ยืนหยัดปกป้องชาติ". ไทยรัฐ. 2025-07-30. สืบค้นเมื่อ 2025-07-30.
  95. "ทูตสหรัฐฯ ชี้ความขัดแย้งชายแดนเป็นอุปสรรคความสัมพันธ์". ไทยรัฐ. 2025-07-30. สืบค้นเมื่อ 2025-07-30.
  96. "ผบ.ทอ. แจ้งพบโดรนบินผิดปกติแต่ไม่พบอาวุธ". ไทยรัฐ. 2025-07-30. สืบค้นเมื่อ 2025-07-30.
  97. "ออกประกาศห้ามบินโดรน14พื้นที่ชายแดน หวั่นกระทบความมั่นคง". ไทยรัฐ. 2025-07-30. สืบค้นเมื่อ 2025-07-30.
  98. กลาโหมเปิดตัวทีมโฆษก เน้นความทันสมัย-ใส่ใจ-เป็นมิตร
  99. "รองโฆษก ทบ.ย้ำไทยพร้อมดำเนินการหากมีการละเมิดอธิปไตย". ไทยรัฐ. 2025-07-30. สืบค้นเมื่อ 2025-07-30.
  100. "จับชายจีน3คนอ้างเป็นนักข่าว ติดชายแดน-ไทยสั่งคุมเข้มโซเชียลและบริจาค". ไทยรัฐ. 2025-07-30. สืบค้นเมื่อ 2025-07-30.
  101. "พรรคไทยสร้างไทยออกแถลงการณ์ อังกฤษ-จีน เรียกร้องชี้แจง กัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิง". ไทยรัฐ. 2025-07-30. สืบค้นเมื่อ 2025-07-30.
  102. "กพท. ห้ามบินโดรนทั่วประเทศถึง15ส.ค. ยกเว้นหน่วยความมั่นคง". ไทยรัฐ. 2025-07-30. สืบค้นเมื่อ 2025-07-30.
  103. "สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา 31 ก.ค. 68 ไม่มีเหตุปะทะรุนแรงตลอดคืนจนถึงเช้านี้". PPTVHD36. 2025-07-30. สืบค้นเมื่อ 2025-07-31.
  104. "กัมพูชายิงใส่ทหารไทยช่วงเช้า! ไทยตอบโต้ทันที – กองทัพยันไม่รุกล้ำแผ่นดินเพื่อนบ้าน". มติชน. 2025-07-30. สืบค้นเมื่อ 2025-07-31.
  105. "Thailand releases two captured Cambodian soldiers". Khmer Times. 1 August 2025. สืบค้นเมื่อ 1 August 2025.
  106. "ทภ.2 ส่งกลับ "2 ทหารกัมพูชา" ตามหลักอนุสัญญาเจนีวา". ThaiPBS.
  107. "Two Cambodian Soldiers Returned from Thai Detention Injured". Kiri Post. 1 August 2025. สืบค้นเมื่อ 1 August 2025.
  108. "เปิดภาพนาทีส่งคืน 2 ทหารเขมร ต้องช่วยพยุงตัว-นั่งรถเข็น ฝ่ายกัมพูชามารับที่ช่องจอม". MGROnline.
  109. "Royal Thai Army (on facebook)". Facebook.
  110. "Cambodia Warns of Imminent Thai Offensive, Urges Respect for Ceasefire". Khmer Times. 3 August 2025. สืบค้นเมื่อ 3 August 2025.
  111. "Army slams Cambodia for spreading false claims of Thai pre‑emptive strike before GBC". The Nation Thailand. 3 August 2025. สืบค้นเมื่อ 3 August 2025.
  112. "เรื่องเล่าเช้านี้ (in Thai)". X.
  113. "กัมพูชาปล่อยทิ้งศพทหาร ศบ.ทก. ซัดละเมิดหลักมนุษยธรรม". Ch.3 (in Thai).
  114. "Royal Thai army allows ICRC to visit Cambodian Prisoners of war". Royal Thai army on X.
  115. "Breaking: Cambodia Strongly Condemns Thai Authorities for Violating Sovereignty and Human Rights: Spokesperson". Fresh News.
  116. "BREAKING: Interim Observation Team Arrives at Prey Chan Village to Inspect Thai Military Activities". Fresh News.
  117. "Breaking: Thai Forces Deploy Hundreds of Troops to Cambodian Border Village, Violating Cambodian Sovereignty". Khmer Times.
  118. "Thailand Shows Uncivilized Behavior toward Cambodian Residents of Chouk Chey and Prey Chan Villages". Fresh News.
  119. "Mine clearance to start in Cambodian-claimed villages on Friday". Bangkok Post.
  120. "Cambodians rally at border against Thai eviction plan". Bangkok Post.
  121. "Another two landmines found in Ban Nong Ya Kaew, total rises to nine". The Nation. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 16 October 2025.
  122. "Trump in Asia live: US president co-signs Thailand-Cambodia ceasefire pact". Al Jazeera. 26 October 2025. สืบค้นเมื่อ 26 October 2025.
  123. "Trump presides over Thai-Cambodia 'peace deal' - but what does it mean?". BBC. 26 October 2025.
  124. "Trump oversees Thailand-Cambodia ceasefire signing as Asia tour gets under way". The Guardian.
  125. "Anutin denies plan to reopen Thai-Cambodian border next month". Nation Thailand. 27 October 2025.
  126. "Two Thai soldiers injured by landmine in Si Sa Ket border area". 10 November 2025.
  127. "Thailand halts Cambodia peace deal after landmine injures 2". 10 November 2025.
  128. "Ministry of National Defence expresses regret regarding recent mine explosion incident that resulted in injuries to Thai soldiers". Khmer Times. 11 November 2025.
  129. "เขมรอ้างทหารไทยยิงชาวบ้านเจ็บ 5 ราย ทบ.โต้ กัมพูชาสร้างสถานการณ์ เผยได้ยินเสียงปืนตรงข้ามหนองหญ้าแก้วต่อเนื่อง 10 นาที". Manager Online. 11 November 2025.
  130. "Authorities Confirm Death of Civilian in Thai Army Attack on Cambodian Villagers". Khmer Times. 12 November 2025.
  131. "Breaking News: Thai Soldiers Open Fire on Cambodian Civilians, Five Injured in Banteay Meanchey". Khmer Times. 12 November 2025.
  132. "Cambodia says Thai soldiers open fire on Cambodian civilians, injuring 5". Xinhua. 12 November 2025.
  133. "Thailand urges UN to create independent fact-finding mission over landmine issue along border with Cambodia". www.aa.com.tr. สืบค้นเมื่อ 2025-12-07.
  134. "Cambodian attacks injure Thai soldiers, prompt border evacuations". www.bangkokpost.com. สืบค้นเมื่อ 2025-12-07.
  135. "โฆษก ทบ. เผย ไทย "ทิ้งบอมบ์" เป้าหมาย 3 ฐาน ส่วนใหญ่เป็นที่ตั้งกองบัญชาการทหารกัมพูชา". ไทยรัฐ. 8 ธันวาคม 2025. สืบค้นเมื่อ 8 ธันวาคม 2025.
  136. "Thailand launches air strikes on Cambodia as border tensions reignite". The Straits Times (ภาษาอังกฤษ). 2025-12-08. ISSN 0585-3923. สืบค้นเมื่อ 2025-12-08.
  137. "ทภ.2 เผยกัมพูชา ยิง BM-21 ถล่มใส่บ้านประชาชนไทย สั่งยกระดับการรักษาความปลอดภัย". ไทยรัฐ. 8 ธันวาคม 2025. สืบค้นเมื่อ 8 ธันวาคม 2025.
  138. "Border clashes erupt again as Thailand deploys F-16s, civilians flee". Cambodianess. 8 December 2025.
  139. "Thousands flee Thailand-Cambodia border after deadly clashes and air strikes". BBC News (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). 2025-12-08. สืบค้นเมื่อ 2025-12-08.
  140. "'อนุทิน' ออกแถลงการณ์ ไทยปฏิบัติการทางทหารต่อ 'กัมพูชา' ในทุกกรณี". กรุงเทพธุรกิจ. 8 ธันวาคม 2025. สืบค้นเมื่อ 8 ธันวาคม 2025.
  141. "'อนุทิน' ลั่น ไม่เจรจา จะหยุดสู้รบเมื่อกัมพูชาทำตามเงื่อนไขไทย". โพสต์ทูเดย์. 8 ธันวาคม 2025. สืบค้นเมื่อ 8 ธันวาคม 2025.
  142. "Thailand sets 6pm ceasefire deadline, warns of maximum military response". nationthailand (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). 2025-12-08. สืบค้นเมื่อ 2025-12-08.
  143. สู้รบชายแดนขยายเป็น 7 จังหวัด จรวดกัมพูชาตกใกล้ รพ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์
  144. ด่วน! ผบ.กกล.บูรพาเซ็นคำสั่งเคอร์ฟิว 4 อำเภอในสระแก้ว ห้ามออกนอกเคหสถาน 19.00–05.00 น. มีผลทันที 10 ธ.ค.68
  145. "เกาะติดสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา" วันที่ 11 ธ.ค.68
  146. สดุดี ส.อ.พชร แย้มแตงอ่อน พลีชีพกลางสนามรบช่องอานม้า เนิน 677
  147. ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ส่งศพ "4 ทหารกล้า" กลับภูมิลำเนา อย่างสมเกียรติ
  148. "กองทัพเรือ" ยอมรับ "กองบังคับการหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด" ถูกโจมตีจริง ถูกทหารกัมพูชาโจมตี
  149. ทบ.ห้ามส่งออกน้ำมัน-ยุทธ์ภัณฑ์ จุดผ่านแดนช่องเม็ก
  150. จ.ส.อ.กฤษฎา หาญสุโพธิ์ ทหารกล้าพลีชีพเป็นรายที่ 17
  151. ด่วน! “นายอำเภอขุนหาญ” ศรีสะเกษ สั่งอพยพประชาชนออกจกพื้นที่เสี่ยง ไปยังศูนย์พักพิง ผู้ฝ่าฝืนมีโทษตามกฎหมาย
  152. matichon (2025-12-21). "ด่วน! สระแก้วเดือด กัมพูชา ยิงBM-21 ตกใกล้ตลาดโรงเกลือ 4 อำเภอชายแดน สั่งอพยพ". สืบค้นเมื่อ 2025-12-22.
  153. ทภ.1 สูญเสีย 'นายสิบทหารเสือราชินี' 1 นาย ที่สมรภูมิบ้านคลองแผง จ.สระแก้ว
  154. กองทัพภาคที่สองสรุปสถานการณ์
  155. กองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ประจำวันที่ 24 ธันวาคม 2568 (เวลา 17.00 น.)
  156. กองทัพภาคที่ 1 สีปสถานการณ์ วันที่ 25 ธันวาคม 2568
  157. "ทหารกัมพูชา" ยิงปืน ค.เข้าใส่ฐานทหารไทย บนเนิน 469 ช่องบก ทหารเจ็บ 1 นาย
  158. ทภ.2 เผยชาวบ้านกันทรลักษ์ยังใช้ชีวิตปกติ หลังกัมพูชายิงกระสุนตกใกล้ฐานฝ่ายไทย
  159. "อยากปะทะ? ทหารกัมพูชาถือปืนกล-จรวด RPG ลาดตระเวนพร้อมรบ ชายแดนศรีสะเกษ". PPTV HD 36. 4 July 2025.
  160. "นักรบชุดดำจู่โจม! เผยภาพนาทีบุกยึด "ปราสาทตาควาย-เนิน 350" เบ็ดเสร็จ". www.thairath.co.th. 25 Dec 2025.
  161. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ Khaosod-2025
  162. "Cambodian troops driven away successfully from 4 areas in Sa Kaeo Province". The Nation. 26 July 2025. สืบค้นเมื่อ 26 July 2025.
  163. "thaiarmedforces". X.
  164. "ด่วน! ผู้ว่าฯสุรินทร์ ขอประชาชน อ.พนมดงรัก อยู่ในหลุมหลบภัยใกล้บ้าน เตรียมอพยพ" [Urgent! Surin Governor asks residents of Phanom Dong Rak District to stay in shelters near their homes and prepare to evacuate]. ThaiTV5HD. 24 July 2025. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 28 July 2025. สืบค้นเมื่อ 28 July 2025. At 07.35 on 24 July, at Ta Muen Thom Temple, the Second Task Force of the Suranaree Army sent a team to coordinate border talks and inform Cambodia that Thailand had closed tourism to Ta Muen Thom Temple. The talks failed and Cambodia refused to give in. Later, Thai officials placed concertina wire around the entrance and the area around Ta Muen Thom Temple.
  165. "เคลื่อนร่าง พลทหารญาณพัฒน์ ถึงโคราช ประกอบพิธีอย่างสมเกียรติ เสียชีวิตที่ชายแดนกันทรลักษ์" [The body of Private First Class Yanyapat was moved to Korat for a ceremony with full honours where he died on the Kantharalak border]. Matichon. 27 July 2025. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 28 July 2025. สืบค้นเมื่อ 28 July 2025.
  166. 1 2 3 อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ Naewna-2025
  167. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ Sharman-2025
  168. "ทร.ยิงโดรนไม่ทราบฝ่ายตก 4 ลำ คุมเข้มชายแดนจันทบุรี-ตราด". 26 June 2025.
  169. "ผบ.กองเรือยุทธการ ตรวจกำลังหมู่เรือพิฆาต หน่วยซีล อากาศยาน รับมือภัยคุกคาม". Thairath. 25 July 2025. สืบค้นเมื่อ 26 July 2025.
  170. ""ตราดพิฆาตไพรี1" นาวิกโยธิน ผลักดัน ทหารเขมร ลุกล้ำเขตแดนไทย 3 จุด จนถอยหนีกระเจิง ทหารไทยปลอดภัยควบคุมพื้นที่ได้ทั้งหมด". Khaosod. 26 July 2025. สืบค้นเมื่อ 26 July 2025.
  171. "รอง ผกก.คฝ.ย้ำตำรวจทำตามหลักสากล สลายม็อบกัมพูชา บ้านหนองหญ้าแก้ว". www.thairath.co.th. 18 September 2025.
  172. Songsawange, Panupong. "'อคฝ.' วอร์มรถน้ำ 'จีโน่' 10 คันรอคำสั่ง ตร. หนุนสลายม็อบเขมร-บ้านหนองหญ้าแก้ว".
  173. "Ministry of National Defense: Cambodia's brave armed forces are standing strong to defend national sovereignty". Khmer Times. 26 July 2025. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 26 July 2025. สืบค้นเมื่อ 26 July 2025.
  174. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ The Nation-2025a
  175. "Thailand-Cambodia Border Clash Escalates, Diplomatic Ties Severed". Asia Media Centre | Helping New Zealand media cover Asia (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2025-07-24.
  176. 1 2 "What Is The Thailand-Cambodia Border Dispute And Why Has It Escalated Again?". News18 (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2025-07-24.
  177. "Thailand, Cambodia exchange air attacks, shelling in deadly border clashes". Al Jazeera (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2025-07-24.
  178. Olarn, Helen Regan, Kocha (2025-07-24). "Thai air force bombs Cambodian military targets amid deadly clashes as border dispute escalates". CNN (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2025-07-24.
  179. Chheng, Niem (24 July 2025). "Nearly 5,000 evacuated to safety in Oddar Meanchey province". Phnompenh Post. สืบค้นเมื่อ 24 July 2025.
  180. Ratana (2025-07-24). "Cambodia condemns Thai military incursion as aggression escalates at Preah Vihear border - Khmer Times" (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2025-07-24.
  181. "Thai Prime Minister condemns Cambodia for attacking civilians at Thai-Cambodian border". nationthailand (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). 2025-07-24. สืบค้นเมื่อ 2025-07-24.
  182. "ในหลวง พระราชินี พระราชทานกำลังใจกำลังพลบาดเจ็บ ทรงรับเป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์". matichon. 2025-07-26. สืบค้นเมื่อ 2025-07-26.
  183. "โปรดเกล้าฯ ให้งดพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา กรกฎาคม 2568". ไทยพีบีเอส. 27 กรกฎาคม 2025. สืบค้นเมื่อ 7 ธันวาคม 2025.
  184. "'พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์' ประทานกำลังพระทัย ทรงอุทิศกุศล แด่ทหาร-ผู้บริสุทธิ์ที่เสียชีวิต จากเหตุปะทะไทย-กัมพูชา". naewna. 2025-07-26. สืบค้นเมื่อ 2025-07-26.
  185. "MOFA Spokesperson's Statement on the Military Clash between Thailand and Cambodia". กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2025-07-26.
  186. "Thailand seals border with Cambodia after military clashes kill at least 12 people". BBC News (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). สืบค้นเมื่อ 2025-07-24.
  187. "The Military Clashes between the Kingdom of Cambodia and the Kingdom of Thailand (Statement by Foreign Minister IWAYA Takeshi)". กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2025-07-26.
  188. "Cambodia/Thailand – Border clashes (July 24, 2025)". กระทรวงยุโรปและการต่างประเทศฝรั่งเศส (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2025-07-26.
  189. Del Callar, Michaela (July 24, 2025). "PH calls for peaceful settlement of disputes between Thailand and Cambodia". GMA News. สืบค้นเมื่อ July 24, 2025.
  190. Adler, Nils (24 July 2025). ""Thailand-Cambodia live news: Over 10 killed in clashes at disputed border"". Al Jazeera.{{cite news}}: CS1 maint: url-status (ลิงก์)
  191. "Foreign Ministry Spokeswoman Maria Zakharova's answer to media question on Thai-Cambodian border conflict". กระทรวงการต่างประเทศแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2025-07-26.
  192. "Statement of MOFA's spokesperson on the ongoing situation at the Cambodia-Thailand border area". Ministry of Foreign Affairs of LAO PDR (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2025-07-24.
  193. Huong Giang. "Viet Nam voices concern over Cambodia-Thailand border tensions". สำนักรัฐบาลเวียดนาม. รัฐบาลเวียดนาม.
  194. "Sri Lanka calls for peaceful dialogue on Cambodia–Thailand border clashes". www.adaderana.lk (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 26 July 2025.
  195. "MFA Spokesperson's Comments in response to media queries on the Cambodia-Thailand Border Clashes, 24 July 2025". กระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2025-07-26.
  196. "On the Thailand-Cambodia Border Conflict Press Statement". รัฐบาลสหรัฐฯ (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2025-07-25.
  197. India, Press Trust of (26 July 2025). "India issues advisory for citizens in Cambodia amidst border clashes". The Siasat Daily (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 26 July 2025.
  198. "RI yakin Thailand-Kamboja akan selesaikan konflik dengan cara damai". Antara News (ภาษาอินโดนีเซีย). 25 July 2025. สืบค้นเมื่อ 25 July 2025.
  199. "Konflik Kamboja-Thailand, Indonesia Tak Ingin Campuri, Prioritaskan Keselamatan WNI". Kompas (ภาษาอินโดนีเซีย). 25 July 2025. สืบค้นเมื่อ 26 July 2025.
  200. Martin, Patrick (25 July 2025). "Thailand-Cambodia military exchanges could lead to war, acting Thai PM says". เอบีซีนิวส์ (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 25 July 2025.
  201. Adler, Nils (24 July 2025). ""Thailand-Cambodia live news: Over 10 killed in clashes at disputed border"". Al Jazeera.
  202. "HIGHLIGHTS OF THE NOON BRIEFING BY FARHAN HAQ, DEPUTY SPOKESPERSON FOR SECRETARY-GENERAL ANTÓNIO GUTERRES THURSDAY, 24 JULY 2025". สำนักโฆษกประจำเลขาธิการสหประชาชาติ (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2025-07-26.