เสียงในหู

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
บทความนี้กล่าวถึง เสียงที่ได้ยินแต่ไม่มีจริง ๆ นอกร่างกาย ซึ่งอาจเป็นอาการของโรค สำหรับ เสียงที่หูชั้นในสร้างขึ้นโดยมีเหตุจากการทำงานของเซลล์และกลไกการทำงานของหูชั้นใน ดูที่ เสียงจากหู
เสียงในหู
2010-07-20 Black windup alarm clock face.jpg
เสียงในหูบ่อยครั้งมีอาการได้ยินเสียงดังกริ๊ง ๆ ของนาฬิกาปลุก/โทรศัพท์
การออกเสียง
สาขาวิชา โสตศอนาสิกวิทยา, โสตวิทยา
อาการ ได้ยินเสียงทั้ง ๆ ที่ไม่มีเสียงภายนอกร่างกายจริง ๆ[1]
ภาวะแทรกซ้อน ซึมเศร้า วิตกกังวล ไม่มีสมาธิ[2]
การตั้งต้น ค่อย ๆ เกิด[3]
สาเหตุ การเสียการได้ยินเหตุเสียงดัง การติดเชื้อในหู โรคระบบหัวใจหลอดเลือด โรคเมนิแยร์ เนื้องอกในสมอง เครียด[2][4]
วิธีวินิจฉัย ขึ้นอยู่กับอาการ การตรวจการได้ยิน การตรวจประสาท[1][3]
การรักษา ให้คำแนะนำ/ปรึกษา ใช้เครื่องสร้างเสียง ใช้เครื่องช่วยฟัง[2][5]
ความชุก ~12.5%[5]

เสียงในหู[6] (อังกฤษ: Tinnitus) เป็นเสียงที่ได้ยินแต่ไม่มีจริง ๆ นอกร่างกาย[1][7] โดยสามารถแบ่งเป็นแบบที่มีเสียงจริงหรือแบบไม่มี[7] แม้บ่อยครั้งเรียกว่า หูอื้อหรือเสียงดังเหมือนโทรศัพท์/กระดิ่ง/นาฬิกาปลุก แต่ก็อาจเป็นเสียงกรอบแกรบ เสียงฟ่อ หรือเสียงกระหึ่ม/ดังลั่น[2] โดยน้อยครั้งมากที่เป็นเสียงคนหรือเสียงดนตรี[3] เสียงอาจค่อยหรือดัง ต่ำหรือสูง อาจมาจากเพียงหูข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง[2] อาจดังเป็นบางครั้งบางคราวหรือดังตลอด[8] โดยปกติแล้ว อาการจะค่อย ๆ เกิด[3] ในคนไข้บางคน เสียงจะทำให้ซึมเศร้าหรือกังวล และสามารถกวนสมาธิ[2]

การมีเสียงในหูไม่ใช่โรคแต่เป็นอาการที่อาจมีเหตุได้หลายอย่าง[2] เหตุสามัญที่สุดอย่างหนึ่งก็คือเสียการได้ยินเหตุเสียงดัง[2] เหตุอื่น ๆ รวมทั้งการติดเชื้อในหู โรคหลอดเลือดและหัวใจ โรคเมนิแยร์ เนื้องอกในสมอง เครียด การได้รับยาบางอย่าง การบาดเจ็บที่ศีรษะในอดีต และขี้หู[2][9][4] โดยเป็นอาการที่สามัญมากกว่าในผู้ที่ซึมเศร้า[3]

การวินิจฉัยอาการนี้มักจะขึ้นอยู่กับคำบอกของคนไข้ แม้ก็มีแบบคำถามหลายแบบที่ประเมินว่าการได้ยินเสียงในหูรบกวนในชีวิตประจำวันแค่ไหนด้วย[3] และก็มีวิธีการตรวจการได้ยิน (audiogram) และการตรวจทางประสาท[1][3] ถ้าพบปัญหาอะไร แพทย์อาจตรวจโดยดูภาพเช่นที่ทำโดยเอ็มอาร์ไอ การตรวจสอบอื่น ๆ อาจช่วย เช่น ในกรณีที่เสียงในหูเกิดตามจังหวะการเต้นหัวใจ ในบางครั้งบางคราว แพทย์ที่ใช้หูฟังตรวจอาจได้ยินเสียงจริง ๆ ซึ่งในกรณีนี้ก็จะเป็นแบบที่มีเสียงจริง[3]

วิธีการป้องกันก็คือเลี่ยงเสียงดัง[2] ถ้ามีเหตุที่เป็นมูลฐาน การรักษาเหตุนั้นอาจทำให้อาการนี้ดีขึ้น[3] ถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว การรักษาปกติจะเป็นการปรึกษากับจิตแพทย์/คุยกับนักจิตวิทยา[5] เพื่อหาวิธีลดการใส่ใจ/การสำนึกถึงเสียงในหู[10] แม้การเล่นดนตรีเพื่อกลบเสียง[11] หรืออุปกรณ์สร้างเสียงกลบ หรือเครื่องช่วยฟัง ก็อาจช่วยบางกรณี[2] โดยปี 2013 ยังไม่มียาที่มีประสิทธิผล[3] เป็นอาการที่สามัญ คือเกิดกับประชากรประมาณ 10-15% แต่คนส่วนมากจะทนรับได้และเป็นปัญหาสำคัญแก่บุคคลเพียงแค่ 1-2%[5]

คำภาษาอังกฤษว่า tinnitus มาจากภาษาละติน คือ tinnīre ซึ่งหมายความว่า ตีระฆัง/ทำเสียง[3]

อาการ[แก้]

เสียงในหูอาจได้ยินจากหูข้างเดียว ทั้งสองข้าง หรือว่าจากภายในศีรษะ คำภาษาอังกฤษว่า tinnitus เป็นคำบ่งลักษณะของเสียงภายในศีรษะของบุคคลเมื่อไม่มีตัวกระตุ้นทางหูจริง ๆ ซึ่งเป็นเสียงหลายอย่างแต่ที่คนไข้บอกมากที่สุดก็คือเป็นเสียงสูงต่ำเสียงเดียว แม้ปกติคนไข้จะบอกว่าเป็นเสียงเหมือนตีระฆัง/เสียงโทรศัพท์ แต่ในคนไข้อื่น ๆ จะเป็นเสียงสูงหงิง ๆ เสียงหึ่ง ๆ เหมือนในสายไฟ เสียงฟู่ เสียงฮัม เสียงเหมือนลูบแก้วคริสตัล เสียงผิวปาก เสียงนาฬิกา เสียงแก๊ก ๆ เสียงดังกระหึ่ม เสียงจิ้งหรีด เสียงกบต้นไม้ เสียงตั๊กแตน เสียงจักจั่น ทำนองเพลง เสียงบี๊ป ๆ เสียงแฉ่ ๆ เหมือนกระทะร้อน เสียงคล้าย ๆ เสียงคน เสียงสูงต่ำเดียวยาว ๆ เช่นดังที่ใช้เพื่อทดสอบการได้ยิน ยังมีคนไข้บอกด้วยว่าเป็นเสียงลมหรือเสียงคลื่น[12][13][14][5]

เสียงในหูอาจจะได้ยินเป็นครั้งเป็นคราวหรืออาจจะได้ยินอย่างต่อเนื่อง ในกรณีหลัง นี่อาจเป็นเหตุให้เป็นทุกข์มาก ในคนไข้บางคน ความดังของเสียงอาจเปลี่ยนตามการเคลื่อนไหวของไหล่ ศีรษะ ลิ้น ขากรรไกร และตา[15]

คนไข้โดยมากที่ได้ยินเสียงในหูจะเสียการได้ยินไปแล้วเป็นบางส่วน[16] คือบ่อยครั้งจะไม่สามารถได้ยินอย่างชัดเจนซึ่งเสียงจริง ๆ ภายนอกร่างกายที่อยู่ในพิสัยความถี่เดี่ยวกันกับเสียงที่ได้ยินในหู[17] ซึ่งทำให้มีการเสนอว่า เหตุอย่างหนึ่งของเสียงในหูอาจจะเป็นการตอบสนองเพื่อธำรงดุล ของเซลล์ประสาทการได้ยินใน dorsal cochlear nucleus ซึ่งทำให้มันทำงานมากเกินเพื่อชดเชยเสียงที่ขาดหายไปเพราะไม่ได้ยิน[18]

เสียงอาจดังเป็นเพียงเสียงพื้นหลังค่อย ๆ จนกระทั่งเป็นเสียงที่ยังได้ยินแม้เมื่อเสียงภายนอกดังมาก เสียงในหูแบบหนึ่งที่เรียกว่าเสียงในหูเต้นเป็นจังหวะ (pulsatile tinnitus) เป็นการได้ยินเสียงชีพจรหรือการหดเกร็งกล้ามเนื้อของตนเอง ซึ่งปกติเป็นเสียงที่เกิดจากการขยับกล้ามเนื้อใกล้ ๆ หู หรือการเปลี่ยนแปลงภายในช่องหู หรือเสียงอื่น ๆ เกี่ยวกับการไหลเวียนของเลือดภายในคอหรือใบหน้า[19]

การดำเนินของโรค[แก้]

เนื่องจากความต่าง ๆ ในการออกแบบงานศึกษา ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินของโรคจึงไม่ค่อยคงเส้นคงวา โดยทั่วไป ความชุกของโรคจะเพิ่มขึ้นตามอายุในผู้ใหญ่ ส่วนความรำคาญต่อเสียงทั่วไปจะลดไปเอง[20][21][22]

จิตใจ[แก้]

เสียงในหูแบบคงยืนอาจทำให้วิตกกังวลและซึมเศร้า[23][24] ความรำคาญต่อเสียงในหูสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับสภาพจิตใจยิ่งกว่าความดังและความถี่เสียงที่ได้ยิน[25][26][27] ปัญหาทางจิตใจต่าง ๆ รวมทั้งความซึมเศร้า ความวิตกกังวล ปัญหาการนอน และการไม่มีสมาธิเป็นเรื่องสามัญในบุคคลที่มีเสียงในหูน่ารำคาญกว่า[25][28][29] 45% ของคนไข้ที่มีเสียงในหู จะมีโรควิตกกังวลในช่วงหนึ่งของชีวิต[30]

งานทางจิตวิทยาได้ตรวจดูปฏิกิริยาโดยความเป็นทุกข์ต่อเสียงในหู (TDR) เพื่ออธิบายความแตกต่างว่า ทำไมคนไข้จึงมีอาการรุนแรงไม่เท่ากัน[28] งานวิจัยเหล่านี้แสดงว่า เมื่อได้ยินเสียงในหูเป็นครั้งแรก การสร้างภาวะของเสียงเนื่องกับสิ่งเร้าที่ไม่น่ายินดีในเวลานั้น จะเชื่อมเสียงในหูกับอารมณ์เชิงลบ เช่น ความกลัวและความวิตกกังวล ซึ่งเพิ่มการทำงานของระบบลิมบิกและระบบประสาทอิสระ จึงเพิ่มความสำนึกและความรำคาญต่อเสียงในหู[31]

เหตุ[แก้]

มีเสียงในหูสองแบบคือแบบไม่มีเสียงจริง (คือเป็นอัตวิสัย) และแบบมีเสียงจริง (คือที่เป็นปรวิสัย)[3] แต่โดยปกติจะเป็นแบบไม่มีเสียงจริง (subjective tinnitus) คือคนอื่นไม่สามารถได้ยินได้[3] แบบไม่มีเสียงจริงอาจเรียกเป็นคำภาษาอังกฤษอื่น ๆ รวมทั้ง tinnitus aurium, nonauditory tinnitus, และ nonvibratory tinnitus

อย่างไรก็ดี ในบางกรณีซึ่งน้อยมาก คนอื่นอาจจะได้ยินเสียงในหูของผู้มีอาการโดยใช้อุปกรณ์ เช่น หูฟังแพทย์เป็นต้น และในบางกรณีซึ่งไม่น้อยถึงขนาดนั้น แต่ก็ยังไม่สามัญ เสียงที่ว่าสามารถวัดด้วยไมค์นอกหูโดยเป็นเสียงจากหู (SOAE) นี่ก็จะเป็นแบบมีเสียงจริง (objective tinnitus)[3] ซึ่งเรียกเป็นคำภาษาอังกฤษอื่น ๆ รวมทั้ง pseudo-tinnitus และ vibratory tinnitus

แบบไม่มีเสียงจริง (subjective)[แก้]

เสียงในหูแบบไม่มีเสียงจริงเกิดบ่อยสุด ซึ่งมีเหตุหลายอย่าง แต่ที่สามัญที่สุดก็เพราะเสียการได้ยิน เมื่อเกิดจากโรคในหูชั้นในหรือประสาทหู (auditory nerve) นี่จะเรียกว่า otic tinnitus (โดยคำว่า otic มาจากคำภาษากรีกแปลว่า หู)[32] ซึ่งเป็นภาวะทางโสตวิทยาหรือทางประสาทวิทยาที่อาจจุดชนวนโดยการติดเชื้อหรือยา[13] แต่เหตุเสียการได้ยินที่เกิดบ่อยสุดก็คือ การได้รับเสียงดังเกินซึ่งทำลายเซลล์ขนในหูชั้นใน แล้วก่อเสียงในหู

เมื่อปรากฏว่า เสียงในหูไม่เกี่ยวกับโรคในหูชั้นในหรือประสาทหู อาการก็จะเรียกว่า nonotic tinnitus ในคนไข้ 30% อาการจะได้รับอิทธิพลจากระบบรับความรู้สึกทางกาย ยกตัวอย่างเช่น สามารถเพิ่มหรือลดเสียงโดยขยับใบหน้า ศีรษะ หรือคอ[33] โดยแบบนี้ก็จะสามารถเรียกได้ด้วยว่า somatic tinnitus หรือ craniocervical tinnitus เพราะการขยับศีรษะและคอเท่านั้นที่มีผล[32]

มีหลักฐานเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ที่แสดงนัยว่า เสียงในหูเป็นผลของการเปลี่ยนแปลงแบบพลาสติกของระบบประสาทกลางเกี่ยวกับการได้ยิน ซึ่งเชื่อว่าเกิดจากข้อมูลทางประสาทสัมผัสที่เปลี่ยนไปเนื่องจากการเสียการได้ยิน[34] คือ การเสียการได้ยินจะเปลี่ยนการตอบสนองเพื่อธำรงดุล| (homeostatic response) ภายในระบบประสาทกลาง แล้วก่อเสียงในหู[35]

การเสียการได้ยิน[แก้]

เหตุสามัญที่สุดของเสียงในหูก็คือการเสียการได้ยินเพราะได้รับเสียงดังมากเกินไป แต่การเสียการได้ยินก็อาจอยู่ในรูปแบบที่อำพรางไว้ เช่น ในคนที่ทดสอบว่าได้ยินเป็นปกติ[35]

การเสียการได้ยินยังมีเหตุต่าง ๆ กันด้วย ในบรรดาคนไข้ที่มีเสียงในหู เหตุหลักก็คือความเสียหายที่คอเคลีย[34]

ยาที่เป็นพิษต่อหูสามารถเป็นเหตุให้เกิดเสียงในหูที่ไม่มีจริง เพราะมันสามารถทำให้เสียการได้ยิน หรือเพิ่มความเสียหายที่มีอยู่แล้วเนื่องจากการได้รับเสียงดัง และความเสียหายอาจเกิดแม้เมื่อใช้ยาในขนาดที่พิจารณาว่าไม่เป็นพิษต่อหู[36] ยากว่า 260 ชนิดมีรายงานว่า มีผลข้างเคียงเป็นเสียงในหู[37]

เสียงในหูยังอาจเกิดเมื่อหยุดใช้ยาเบ็นโซไดอาเซพีนแม้ในขนาดที่ใช้รักษาโรค ซึ่งบางครั้งเป็นอาการยืดเยื้อของการขาดยาเบ็นโซไดอาเซพีน และอาจคงยืนเป็นเวลาหลายเดือน[38][39]

อย่างไรก็ดี เสียงในหูในกรณีจำนวนมากก็หาสาเหตุไม่ได้[2]

ปัจจัย[แก้]

ปัจจัยต่าง ๆ ที่อาจมีส่วนให้เกิดเสียงในหูรวมทั้ง[40]

  • ปัญหาหูและการเสียการได้ยิน
    • การเสียการได้ยินเนื่องจากการสื่อนำเสียง
      • acoustic shock เป็นอาการที่เกิดเมื่อได้ยินเสียงดังแบบไม่คาดหวัง
      • เสียงดัง[41]
      • หูชั้นกลางอักเสบ
      • หูอักเสบ (otitis)
      • otosclerosis/otospongiosis เป็นการเจริญผิดปกติของกระดูกใกล้หูชั้นกลาง
      • การทำงานผิดปกติของท่อหู
    • sensorineural hearing loss เป็นการเสียการได้ยินเนื่องกับอวัยวะหรือโครงสร้างในหูชั้นใน หรือเส้นประสาทสมองเส้นที่ 8 หรือระบบประสาทส่วนอื่น ๆ
      • เสียงดัง
      • หูตึงเหตุสูงอายุ
      • โรคเมนิแยร์
      • การบวมน้ำเอ็นโดลิมฟ์ (endolymphatic hydrops)
      • superior canal dehiscence เป็นอาการมีน้อยที่มีผลต่อการได้ยินและการทรงตัว เกิดจากการกร่อนหรือการไม่มีกระดูกขมับเหนือหลอดกึ่งวงกลมส่วนบนของระบบการทรงตัว
      • เนื้องอกไม่ร้ายของเซลล์ปลอกไมอีลินที่เส้นประสาทสมองเส้นที่ 8 (Vestibular schwannoma) ซึ่งทำให้เสียการได้ยิน เกิดอาการนี้ ทรงตัวได้ไม่ดี ปัญหาความดันในหู อัมพฤกษ์อัมพาตที่ใบหน้า
      • ปรอทหรือตะกั่วเป็นพิษ
      • ยาที่เป็นพิษต่อหู
  • ปัญหาทางประสาท
    • Arnold-Chiari malformation เป็นความผิดปกติทางโครงสร้างของสมองน้อย
    • โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง
    • การบาดเจ็บที่ศีรษะ
    • temporomandibular joint dysfunction เป็นการเจ็บและการทำงานผิดปกติของกล้ามเนื้อที่ใช้เคี้ยวและของข้อต่อขากรรไกร
    • giant cell arteritis เป็นการอักเสบของเส้นเลือดขนาดใหญ่และกลางของศีรษะ โดยเฉพาะที่สาขา external carotid artery
  • โรคทางเมแทบอลิซึม
  • ความผิดปกติทางจิตเวช
  • ปัจจัยอื่น ๆ

แบบมีเสียงจริง ๆ (objective)[แก้]

เสียงในหูแบบมีเสียงจริง ๆ คนอื่นก็สามารถได้ยิน และบางครั้งจะมีเหตุจากกล้ามเนื้อกระตุกรัวหรือเหตุทางหลอดเลือดต่าง ๆ บางกรณีอาจเกิดจากกล้ามเนื้อกระตุกรอบ ๆ หูชั้นกลาง[45] มีกลไกลธำรงดุลที่ช่วยแก้ปัญหานี้ภายในหนึ่งนาทีหลังเกิดขึ้น โดยปกติจะเกิดพร้อมกับการลดความไวเสียงและหูอื้อ[46]

เสียงจากหู (SOAE) ซึ่งเป็นเสียงความถี่สูงเบา ๆ ที่สร้างในหูชั้นใน และสามารถวัดที่ช่องหูด้วยไมค์ไวเสียง ก็สามารถทำให้เกิดเสียงในหูได้ด้วย[47] ในบรรดาคนที่มี SOAE และเสียงในหู 8% มีเสียงในหูที่เนื่องกับ SOAE ในขณะที่จำนวนของผู้มีเสียงในหูที่เนื่องกับ SOAE ทั้งหมดอยู่ที่ 4%[47]

แบบเป็นจังหวะ (pulsatile)[แก้]

บางคนได้ยินเสียงเต้นเป็นจังหวะคู่กับชีพจรของตน จึงเรียกว่า pulsatile tinnitus หรือ vascular tinnitus[48][49] เป็นเสียงในหูที่มีจริง ๆ เป็นผลของการไหลเวียนของเลือดที่เปลี่ยนไป และสร้างความปั่นป่วนของเลือดใกล้ ๆ หู เช่น โรคหลอดเลือดแดงแข็งและเสียงฮัมในเส้นเลือดดำ (venous hum)[50] แต่ก็อาจเป็นเสียงที่ไม่มีจริง ๆ ที่เกิดจากการสำนึกเพิ่มขึ้นถึงการไหลเวียนของเลือดในหู[48][49]

น้อยครั้งมากที่เสียงในหูแบบเป็นจังหวะจะเป็นอาการของสภาวะที่เป็นอันตรายต่อชีวิต เช่น หลอดเลือดแดงแครอทิดโป่งพอง[51] หรือผนังหลอดเลือดแดงแครอทิดลอก (carotid artery dissection)[52]

เสียงในหูแบบเป็นจังหวะอาจเป็นตัวบ่งชี้ภาวะหลอดเลือดอักเสบ โดยเฉพาะ giant cell arteritis อาจเป็นตัวบ่งชี้ความดันในกะโหลกศีรษะสูงโดยไม่ทราบสาเหตุ (IIH)[53] หรืออาจเป็นอาการของความผิดปกติทางเส้นเลือดในกะโหลกศีรษะ เช่น สภาวะวิรูปของเส้นเลือดแดงและเส้นเลือดดำ (AVM[54] และดังนั้นจึงควรตรวจหาเสียงผิดปกติในเส้นเลือด (bruit) ด้วย

กลไกของอาการ[แก้]

กลไกที่เป็นไปได้อย่างหนึ่งของอาการก็คือ เสียงจากหู คือ หูชั้นในมีเซลล์ขนเป็นพัน ๆ โดยเซลล์ขนชั้นใน (IHC) จะเป็นตัวตรวจจับเสียง และเซลล์ขนชั้นนอก (OHC) จะเปลี่ยนแรงสั่นที่ได้รับบวกกับสัญญาณจากระบบประสาทกลาง ให้ไปเป็นแรงดึงทำให้เยื่อคลุมที่ฐานเกิดความแข็งอ่อนไม่เท่ากัน โดยอาจเป็นกระบวนการขยายเสียง โดยเฉพาะเมื่อเสียงเบา การตรวจจับเสียงจะเชื่อมกับกลไกเพิ่มลดการสั่นของเยื่อเป็นกระบวนการป้อนกลับผ่านระบบประสาทกลาง[55][46] ซึ่งการป้อนกลับนี้ปกติจะปรับให้น้อยกว่าจุดที่จะทำให้เยื่อสั่นเองเพียงเล็กน้อย จึงทำให้สามารถรับเสียงได้ไวและเฉพาะเจาะจงอย่างน่าอัศจรรย์ แต่ถ้ามีอะไรเปลี่ยนไป ก็อาจทำให้ค่าป้อนกลับข้ามจุดที่ทำให้เกิดการสั่นเองได้ง่าย ดังนั้น จึงเกิดเสียงในหูขึ้น[56][46]

กลไกอีกอย่างหนึ่งของเสียงในหูก็คือความเสียหายต่อเซลล์รับเสียง เซลล์นี้แม้จะสามารถสร้างขึ้นใหม่ได้จาก Deiters cells ซึ่งเป็นเซลล์สนับสนุนที่อยู่ข้าง ๆ ถ้าเสียหายในสัตว์ปีก สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก แต่มันก็เชื่อว่า สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจะสร้างขึ้นได้ในช่วงการเกิดเอ็มบริโอเท่านั้น แม้ Deiters cell ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจะสามารถสร้างเซลล์ขึ้นใหม่และอยู่ในตำแหน่งที่สมควรเพื่อสร้างเซลล์ขึ้นใหม่ แต่ก็ยังไม่เคยพบว่ามันเปลี่ยนกลายเป็นเซลล์รับเสียงยกเว้นในการทดลองที่เพาะเนื้อเยื่อ[57][58] ดังนั้น ถ้าเซลล์ขนเกิดเสียหาย เช่น เพราะได้รับเสียงดังเกิน หูอาจจะตึงต่อเสียงความถี่บางช่วง แต่เมื่อดเกิดอาการเสียงในหู เซลล์อาจจะส่งข้อมูลว่ามีเสียงภายนอกที่ความถี่หนึ่ง ๆ ซึ่งความจริงไม่มี

กลไกของเสียงในหูแบบไม่มีเสียงจริงบ่อยครั้งไม่ชัดเจน แม้จะไม่ค่อยน่าแปลกใจว่า การบาดเจ็บที่หูชั้นในโดยตรงจะก่ออาการนี้ แต่เหตุอื่น ๆ ที่ปรากฏ (เช่น temporomandibular joint dysfunction และโรคฟันอื่น ๆ) ก็อธิบายได้ยาก

งานวิจัยได้เสนอให้แบ่งเสียงในหูแบบไม่มีเสียงจริงเป็นสองหมวด คือ otic tinnitus (เสียงในหูเหตุหู) ซึ่งเกิดจากภาวะ/โรคต่าง ๆ ในหูชั้นใน หรือเส้นประสาทหู และ somatic tinnitus (เสียงในหูเหตุกาย) ซึ่งเกิดจากภาวะ/โรคนอกหูและประสาทหู แต่ก็ยังเกิดภายในศีรษะหรือคอ และยังได้ให้สมมติฐานเพิ่มขึ้นด้วยว่า เสียงในหูเหตุกาย อาจเกิดจากสัญญาณแทรกข้ามวงจรภายในสมอง เพราะเส้นประสาทศีรษะและคอวิ่งเข้าไปในสมองใกล้บริเวณที่มีบทบาทในการได้ยิน[59]

อาการอาจมีเหตุจากการทำงานทางประสาทที่เพิ่มขึ้นในก้านสมองส่วนการได้ยินที่ประมวลสัญญาณเสียง แล้วทำให้เซลล์ประสาทการได้ยินบางส่วนทำงานมากเกิน โดยมูลฐานของทฤษฎีนี้ก็คือ คนโดยมากที่มีอาการนี้ได้เสียการได้ยินไปโดยบางส่วน[16] และความถี่เสียงที่พวกเขาไม่ได้ยิน จะใกล้กับความถี่ของเสียงในหูที่ไม่มีจริง ๆ[17] แบบจำลองของการเสียการได้ยินและสมอง สนับสนุนไอเดียว่า การตอบสนองแบบธำรงดุลที่นิวเคลียสประสาท dorsal cochlear nucleus จะเป็นเหตุให้พวกมันทำงานเกินเพื่อชดเชยข้อมูลเสียงที่ไม่มีอีกต่อไป[18]

อย่างไรก็ดี งานทบทวนวรรณกรรมปี 2016 สามงามเน้นว่า มีโรคเป็นจำนวนมากแม้ที่เกิดร่วมกันซึ่งอาจมีบทบาทกับเสียงในหู ซึ่งก็จะมีผลเป็นอาการต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องปรับการบำบัดให้เข้ากับอาการโดยเฉพาะ ๆ[60][61][62]

การวินิจฉัย[แก้]

แม้เสียงในหูอาจจะเป็นอาการหลักที่คนไข้บอก แพทย์หูคอจมูกก็มักจะตรวจร่างกายเพื่อหาสาเหตุที่รักษาได้ เช่น การติดเชื้อในหูชั้นกลาง เนื้องอกที่ประสาทหู (Vestibular schwannoma) การกระแทกกระเทือน กระดูกงอกใกล้หูชั้นกลาง เป็นต้น ก่อนทดสอบการได้ยินของคนไข้[63] การประเมินเสียงในหูจะทำด้วยการตรวจลักษณะการได้ยิน (audiogram) เช่น ความทุ้มแหลมและความดังเป็นต้น บวกกับการประเมินปัญหาทางจิตที่เกิดร่วมกันเช่น ความซึมเศร้า ความวิตกกังวล และความเครียดที่สัมพันธ์กับความรุนแรงของเสียงในหู

ข้อกำหนดว่าเป็นเสียงในหูแบบเรื้อรัง เทียบกับประสบการณ์ที่มีตามธรรมชาติ ก็คือการมีเสียงในหูอย่างน้อย 5 นาทีอย่างน้อย 2 ครั้งต่ออาทิตย์[64] แต่ผู้ที่มีเสียงในหูเรื้อรังบ่อยครั้งประสบกับเหตุการณ์นี้บ่อยกว่านี้ และอาจประสบกับมันอย่างต่อเนื่องหรืออย่างเป็นปกติ เช่น ในเวลากลางคืนซึ่งมีเสียงในสิ่งแวดล้อมน้อยเกินที่จะกลบเสียงในหู

โสตวิทยา[แก้]

เพราะผู้มีเสียงในหูโดยมากก็เสียการได้ยินด้วย การทดสอบด้วยเสียงสูงต่ำเดี่ยว ๆ (pure tone audiometry) แสดงเป็นกราฟการได้ยิน (audiogram) ก็อาจช่วยวินิจฉัยเหตุ ถึงแม้ก็มีผู้ที่ไม่เสียการได้ยินด้วยเหมือนกันที่มีเสียงในหู กราฟการได้ยินอาจช่วยให้ปรับเครื่องช่วยฟังสำหรับคนที่เสียการได้ยินอย่างสำคัญ โดยความทุ้มแหลมของเสียงในหูบ่อยครั้งจะอยู่ในพิสัยเดียวกับการได้ยินที่เสียไป

ระดับความดังที่รู้สึกไม่สบาย (LDL) ของกลุ่มคนไข้ภาวะหูไวเกินที่ไม่เสียการได้ยิน (เส้นบน) ขีดเริ่มเปลี่ยนการได้ยินปกติ (เส้นล่างยาว) LDL ของคนไข้กลุ่มนี้ (เส้นล่างสั้น) LDL ของคนปกติ[65]

จิตสวนศาสตร์[แก้]

การวัดลักษณะของเสียงในหูรวมความทุ้มแหลมหรือความถี่ถ้าเป็นเสียงในหูที่เป็นเสียงเดียว หรือเป็นพิสัยความถี่ในกรณีเป็นเสียงที่กระจายเป็นแถบความถี่ ความดังของเสียงเหนือขีดเริ่มได้ยินที่ความถี่นั้น ๆ (เป็นเดซิเบล) และระดับเสียงต่ำสุดที่จะกลบเสียงในหูนั้นได้เป็นต้น[66] ในกรณีโดยมาก พิสัยความถี่ของเสียงในหูจะอยู่ในระหว่าง 5,000-10,000 เฮิรตซ์[67] และดังระหว่าง 5-15 เดซิเบลเหนือขีดเริ่มได้ยิน[68]

ตัวแปรที่สำคัญอีกอย่างก็คือ residual inhibition ซึ่งเป็นการระงับหรือการหายไปอย่างชั่วคราวของเสียงในหูหลังจากใช้เสียงกลบ (masking) ระยะหนึ่ง เพราะค่าวัดนี้อาจบ่งชี้ว่า อุปกรณ์สร้างเสียงกลบจะมีประสิทธิภาพในการรักษาแค่ไหน[69][70]

แพทย์อาจจะประเมินว่ามีสภาวะไวเสียงเกิน (hyperacusis) ซึ่งบ่อย ๆ เกิดพร้อมกับเสียงในหูด้วยหรือไม่[71][72] สิ่งที่วัดก็คือ ระดับความดังที่รู้สึกไม่สบาย (LDL) โดยมีหน่วยเป็นเดซิเบล และเป็นระดับความดังเหนือขีดเริ่มเปลี่ยนของความถี่ต่าง ๆ ที่มนุษย์สามารถได้ยิน เป็นพิสัยความต่างระหว่างขีดเริ่มได้ยินที่ความถี่นั้น ๆ กับความดังที่ทำให้ไม่สบาย

พิสัยความต่างที่แคบลงในพิสัยความถี่หนึ่ง ๆ เช่นนี้ สัมพันธ์กับสภาวะไวเสียงเกินที่เป็นอัตวิสัย[73] ขีดเริ่มได้ยินปกติ โดยทั่วไปจะกำหนดเป็น 0 – 20 เดซิเบล ส่วนระดับความดังที่ทำให้รู้สึกไม่สบายปกติจะอยู่ที่ 85 – 90+ เดซิเบลโดยมีนักวิชาการที่อ้างถึง100 เดซิเบล พิสัยความต่างระหว่างระดับความดังที่ไม่สบายกับขีดเริ่มได้ยินที่ 55 เดซิเบลหรือน้อยกว่านั้นจัดว่า เป็นสภาวะไวเสียงเกิน[74][75]

ความรุนแรง[แก้]

ภาวะนี้บ่อยครั้งจัดระดับความรุนแรงตั้งแต่ "เล็กน้อย" (slight) จนถึง "รุนแรงมาก" (catastrophic) ตามผลที่มันมี เช่น กวนการนอน กวนการพักผ่อน หรือกวนกิจกรรมในชีวิตประจำวัน[76] ในกรณีสุด ๆ กรณีหนึ่ง ชายผู้หนึ่งฆ่าตัวตายหลังจากหมอบอกว่า รักษาให้หายไม่ได้[77]

การประเมินทางจิตวิทยารวมทั้งการวัดความรุนแรงของอาการและความทุกข์ที่เกิด (เช่น ลักษณะและความมากน้อยของปัญหาเนื่องกับเสียงในหู) ที่วัดโดยแบบคำถามซึ่งได้ประเมินความสมเหตุสมผลแล้ว[28] แบบคำถามเหล่านี้วัดความทุกข์ทางใจและความพิการที่เกิดเนื่องจากเสียงในหู รวมทั้งผลต่อการได้ยิน วิถีชีวิต และจิตใจ[78][79][80] การประเมินการใช้ชีวิตทั่วไปรวมทั้งระดับความวิตกกังวล ความซึมเศร้า ความเครียด สิ่งที่ทำให้เครียด และปัญหาการนอน ก็สำคัญในการประเมินอาการนี้ด้วย เนื่องจากความเสี่ยงปัญหาเหล่านี้ที่มีเพิ่มขึ้น อาจได้รับผลจากเสียงในหู หรือทำให้เสียงในหูแย่ลง[81]

โดยทั่วไปแล้ว การประเมินทั้งหมดก็เพื่อกำหนดระดับความทุกข์และการรบกวนชีวิตต่อบุคคล กำหนดการตอบสนองและการรับรู้/ความสำนึกต่อเสียงเสียงในหู เพื่อใช้ปรับวิธีการรักษาและการเฝ้าสังเกตผล อย่างไรก็ดี เพราะวิธีการประเมินผลที่ใช้ต่าง ๆ กัน บางครั้งไม่สอดคล้องกัน และไม่มีมติร่วมกัน ดังพบได้ในวรรณกรรมการแพทย์ต่าง ๆ จึงทำให้ไม่สามารถเปรียบเทียบประสิทธิผลวิธีการรักษาต่าง ๆ ได้[82]

แบบเป็นจังหวะ[แก้]

ถ้าแพทย์ตรวจพบเสียงที่เกิดจากเลือดที่ไหลอย่างปั่นป่วน (bruit) การตรวจโดยภาพเช่น transcranial doppler (TCD) หรือ magnetic resonance angiography (MRA) อาจจำเป็น[83][84][85]

การวินิจฉัยแยกโรค[แก้]

แหล่งเสียงอื่น ๆ ที่ฟังคล้ายกับเสียงในหูจะต้องกันออก ยกตัวอย่างเช่น แหล่งเสียงความถี่สูงที่รู้จักกันดีรวมสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่มักเกิดเพราะสายไฟ และวิธีการส่งสัญญาณเสียงต่าง ๆ เรื่องที่มักวินิจฉัยผิดเพราะคล้ายเสียงในหูอย่างหนึ่งก็คือ การได้ยินเสียงคลื่นวิทยุ คือคนไข้ได้ตรวจแล้วพบว่าสามารถได้ยินคลื่นความถี่วิทยุที่มีเสียงแหลมและฟังคล้ายเสียงในหู[86][87]

การป้องกัน[แก้]

ป้ายเตือนให้ป้องกันหูที่บังคับโดยกฎหมายในสหราชอาณาจักร

การได้รับเสียงดังนาน ๆ อาจก่อเสียงในหู[88] ดังนั้น การใช้อุปกรณ์อุดหูเป็นต้น ก็อาจช่วย

ยาหลายอย่างมีพิษต่อหู โดยอาจเพิ่มความเสียหายที่เกิดจากเสียงดัง เมื่อใช้ยาที่เป็นพิษต่อหู ถ้าแพทย์ใส่ใจระมัดระวังการใช้ยา เช่น ขนาดและระยะระหว่างการได้ยา ก็จะสามารถลดความเสียหายได้[89][90][91]

การรักษา[แก้]

ถ้ามีเหตุที่เป็นมูลฐาน การรักษาเหตุอาจทำให้อาการดีขึ้น[3] ไม่เช่นนั้นแล้ว การรักษาหลักจะเป็นการปรึกษาจิตแพทย์หรือการคุยกับนักจิตวิทยา[5] และการบำบัดด้วยเสียง (sound therapy) ยังไม่มียาที่มีประสิทธิผล[3]

จิตวิทยา[แก้]

การรักษาที่มีหลักฐานดีสุดสำหรับเสียงในหูก็คือการบําบัดทางความคิดและพฤติกรรม (CBT) ซึ่งอาจทำได้ทางอินเทอร์เน็ตหรือตัวต่อตัว[5][92] ซึ่งช่วยลดความเครียดเนื่องกับเสียงในหู[93] โดยประโยชน์ที่ได้ดูเหมือนจะเป็นอิสระต่างหากจากผลการรักษาต่อความซึมเศร้าหรือความวิตกกังวล[92]

การรักษาด้วยการยอมรับและการให้สัญญา (ACT) ก็ดูเหมือนจะมีอนาคตในการรักษาอาการนี้ด้วย[94] และเทคนิคการผ่อนคลายก็อาจมีประโยชน์[3]

กระทรวงทหารผ่านศึกสหรัฐ (VA) ได้พัฒนาระเบียบการรักษาอาการเสียงในหูที่เรียกว่า Progressive Tinnitus Management[95]

ยา[แก้]

โดยปี 2014 ยังไม่มียาที่มีประสิทธิผลต่อเสียงในหูที่ไม่ทราบสาเหตุ[3][88] ประโยชน์ของยาแก้ซึมเศร้าก็ยังไม่มีหลักฐานพอ[96] หรือของ acamprosate (ซึ่งปกติใช้รักษาการติดเหล้า)[97] แม้จะมีหลักฐานบ้างสำหรับยากลุ่มเบ็นโซไดอาเซพีน แต่ก็ยังไม่พอเพื่อให้ใช้[3] ยากันชักไม่ปรากฏว่ามีประโยชน์[3] การฉีดสเตอรอยด์เข้าในหูชั้นกลางก็ดูเหมือนจะไม่มีประสิทธิผลด้วย[98][99]

การลองฉีดชีวพิษโบทูลินัมดูเหมือนจะประสบความสำเร็จบ้างในกรณีที่มีเสียงในหูแบบมีเสียงจริงโดยมีเหตุจากเพดานปากสั่นซึ่งเกิดน้อยมาก[100]

ยา caroverine ก็ใช้ด้วยในประเทศไม่กี่ประเทศเพื่อรักษาอาการนี้[101] แต่หลักฐานแสดงประสิทธิผลของยาก็อ่อนมาก[102]

การรักษาวิธีอื่น ๆ[แก้]

การใช้เครื่องช่วยฟังหรืออุปกรณ์สร้างเสียงกลบ ช่วยให้สมองไม่สนใจเสียงในหูที่ความถี่โดยเฉพาะ ๆ แม้จะเป็นวิธีที่ไม่ค่อยมีหลักฐาน แต่ก็ไม่มีผลเสีย[3][103][104]

มีหลักฐานเบื้องต้นสนับสนุนการรักษาโดย tinnitus retraining therapy บ้าง[3][105] ส่วนการกระตุ้นสมองผ่านกะโหลกด้วยแม่เหล็ก มีหลักฐานสนับสนุนน้อยมาก[3][106] ดังนั้น จึงไม่แนะนำ[88]

โดยปี 2017 neurofeedback ยังมีหลักฐานจำกัดว่ามีผลดีหรือไม่[107]

ยาสมุนไพร[แก้]

แปะก๊วย (Ginkgo biloba) ดูจะไม่มีผล[108] วิทยาลัยแพทย์หูคอจมูกอเมริกัน แนะนำไม่ให้ใช้อาหารเสริมคือเมลาโทนินหรือสังกะสีเพื่อบรรเทาอาการ[88] อนึ่ง งานทบทวนวรรณกรรมแบบคอเคลนปี 2016 สรุปว่า หลักฐานไม่พอให้ทานอาหารเสริมคือสังกะสีเพื่อบรรเทาอาการที่เนื่องกับเสียงในหู[109]

พยากรณ์โรค[แก้]

แม้จะรักษาให้หายขาดไม่ได้ ผู้ที่มีเสียงในหูปกติจะชินไปเอง จะมีส่วนน้อยเท่านั้นที่ยังคงเป็นปัญหาสำคัญ[5]

ความระบาด[แก้]

ผู้ใหญ่[แก้]

เสียงในหูเกิดในประชากรร้อยละ 10 – 15%[5] คนอเมริกาเหนือ 1/3 ประสบกับอาการนี้[110] อาการจะเกิดกับผู้ใหญ่ 1/3 ในช่วงชีวิต โดยเทียบกับ 10-15% ผู้มีปัญหาพอเพื่อไปหาหมอ[111]

เด็ก[แก้]

เสียงในหูเชื่อว่า เป็นอาการในผู้ใหญ่ ดังนั้น บ่อยครั้งจึงมองข้ามในเด้ก เด็กที่เสียการได้ยินบ่อยครั้งจะมีเสียงในหู แม้จะไม่สามารถบอกว่ามี หรือว่ามีผลอย่างไรต่อชีวิต[112] เด็กโดยทั่วไปจะไม่บอกอาการนี้เอง ดังนั้นถ้าบอกเอง ผู้ใหญ่อาจจะไม่ค่อยฟัง[113]

ในบรรดาเด็กที่บอกว่ามีเสียงในหู จะมีโอกาสสูงขึ้นในการมีโรคทางหูหรือทางประสาทที่เกี่ยวข้องกัน เช่น ไมเกรน โรคเมนิแยร์วัดเด็ก และหูชั้นกลางอักเสบแบบมีหนองเรื้อรัง[114] ความชุกที่รายงานในเด็กที่มีขีดเริ่มได้ยินปกติอยู่ระหว่าง 12-36% และในเด็กที่เสียการได้ยิน 66% โดยเด็ก 3 – 10% จะบอกว่าเสียงรบกวนชีวิต[115]

ดูเพิ่ม[แก้]

เชิงอรรถและอ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 1.3 Levine, RA; Oron, Y (2015). "Tinnitus". Handbook of clinical neurology 129. pp. 409–31. PMID 25726282. doi:10.1016/B978-0-444-62630-1.00023-8. 
  2. 2.00 2.01 2.02 2.03 2.04 2.05 2.06 2.07 2.08 2.09 2.10 2.11 "Tinnitus". 2014-09. Archived from the original on 2015-06-19. สืบค้นเมื่อ 2015-05-22. 
  3. 3.00 3.01 3.02 3.03 3.04 3.05 3.06 3.07 3.08 3.09 3.10 3.11 3.12 3.13 3.14 3.15 3.16 3.17 3.18 3.19 3.20 3.21 3.22 Baguley, D; McFerran, D; Hall, D (2013-11-09). "Tinnitus". Lancet 382 (9904): 1600–07. PMID 23827090. doi:10.1016/S0140-6736(13)60142-7. 
  4. 4.0 4.1 Han, BI; Lee, HW; Kim, TY; Lim, JS; Shin, KS (2009-03). "Tinnitus: characteristics, causes, mechanisms, and treatments". Journal of Clinical Neurology 5 (1): 11–19. PMC 2686891. PMID 19513328. doi:10.3988/jcn.2009.5.1.11. "About 75% of new cases are related to emotional stress as the trigger factor rather than to precipitants involving cochlear lesions." 
  5. 5.0 5.1 5.2 5.3 5.4 5.5 5.6 5.7 5.8 Langguth, B; Kreuzer, PM; Kleinjung, T; De Ridder, D (2013-09). "Tinnitus: causes and clinical management.". Lancet Neurology 12 (9): 920–30. PMID 23948178. doi:10.1016/S1474-4422(13)70160-1. 
  6. "Tinnitus", ศัพท์บัญญัติอังกฤษ-ไทย, ไทย-อังกฤษ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน (คอมพิวเตอร์) รุ่น ๑.๑ ฉบับ ๒๕๔๕, "(แพทยศาสตร์) เสียงในหู" 
  7. 7.0 7.1 Snow (2008), 3.18.1 Definition of Tinnitus, p. 303
  8. Donnelly, Kerry (2011). "Tinnitus". In Kreutzer, Jeffrey S; DeLuca, John; Caplan, Bruce. Encyclopedia of Clinical Neuropsychology (Springer). p. 2521. ISBN 978-0-387-79947-6. doi:10.1007/978-0-387-79948-3. 
  9. Han, BI; Lee, HW; Kim, TY; Lim, JS; Shin, KS (2009-03). "Tinnitus: characteristics, causes, mechanisms, and treatments". J Clin Neurol 5 (1): 11–19. PMC 2686891. PMID 19513328. doi:10.3988/jcn.2009.5.1.11. "About 75% of new cases are related to emotional stress as the trigger factor rather than to precipitants involving cochlear lesions." 
  10. Lalwani, Anil K; Snow, James B (Jr.) (2001). "29. DISORDERS OF SMELL, TASTE, AND HEARING". In Braunwald, Eugene; Fauci, Anthony S; Kasper, Dennis L; Hauser, Stephen L; Longo, Dan L; Jameson, J Larry. Harrison's Principles of Internal Medicine (15th ed.) (McGraw-Hill). HEARING: DISORDERS OF THE SENSE OF HEARING: Sensorineural Hearing Loss: Tinnitus. ISBN 0-07-007272-8. 
  11. Harrison's Principles of Internal Medicine (2001), HEARING: TREATMENT
  12. "Signs of tinnitus". Action on Hearing Loss. สืบค้นเมื่อ 2018-08-19. 
  13. 13.0 13.1 Chan, Y (2009). "Tinnitus: etiology, classification, characteristics, and treatment". Discovery Medicine 8 (42): 133–36. PMID 19833060. 
  14. "Tinnitus". MedlinePlus: NIH US National Library of Medicine. 2016-05-18. Archived from the original on 2018-07-28. 
  15. Simmons, R; Dambra, C; Lobarinas, E; Stocking, C; Salvi, R (2008). "Head, Neck, and Eye Movements That Modulate Tinnitus". Seminars in Hearing 29 (4): 361–70. PMC 2633109. PMID 19183705. doi:10.1055/s-0028-1095895. 
  16. 16.0 16.1 Nicolas-Puel, C; Faulconbridge, RL; Guitton, M; Puel, JL; Mondain, M; Uziel, A (2002). "Characteristics of tinnitus and etiology of associated hearing loss: a study of 123 patients". The International Tinnitus Journal 8 (1): 37–44. PMID 14763234. 
  17. 17.0 17.1 Knig, O; Schaette, R; Kempter, R; Gross, M (2006). "Course of hearing loss and occurrence of tinnitus". Hearing Research 221 (1-2): 59–64. PMID 16962270. doi:10.1016/j.heares.2006.07.007. 
  18. 18.0 18.1 Schaette, R; Kempter, R. (2006). "Development of tinnitus-related neuronal hyperactivity through homeostatic plasticity after hearing loss: a computational model". Eur J Neurosci 23 (11): 3124–38. PMID 16820003. doi:10.1111/j.1460-9568.2006.04774.x. 
  19. "Tinnitus (Ringing in the Ears) Causes, Symptoms, Treatments". Webmd.com. 2010-02-12. สืบค้นเมื่อ 2013-02-03. 
  20. Baguley, D; g, Andersson; McFerran, D; McKenna, L (2013). Tinnitus: A Multidisciplinary Approach (2nd ed.). Blackwell Publishing Ltd. pp. 16–17. ISBN 978-1118488706. 
  21. Gopinath, B; McMahon, CM; Rochtchina, E; Karpa, MJ; Mitchell, P (2010). "Incidence, persistence, and progression of tinnitus symptoms in older adults: the Blue Mountains Hearing Study". Ear and Hearing 31 (3): 407–12. PMID 20124901. doi:10.1097/AUD.0b013e3181cdb2a2. 
  22. Shargorodsky, J; Curhan, GC; Farwell, WR (2010). "Prevalence and characteristics of tinnitus among US adults". The American Journal of Medicine 123 (8): 711–18. PMID 20670725. doi:10.1016/j.amjmed.2010.02.015. 
  23. Andersson, G (2002). "Psychological aspects of tinnitus and the application of cognitive-behavioral therapy". Clinical Psychology Review 22 (7): 977–90. PMID 12238249. doi:10.1016/s0272-7358(01)00124-6. 
  24. Reiss, M; Reiss, G (1999). "Some psychological aspects of tinnitus". Perceptual and Motor Skills 88 (3 Pt 1): 790–92. PMID 10407886. doi:10.2466/pms.1999.88.3.790. 
  25. 25.0 25.1 อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ name="pmid12238249-2002"
  26. Baguley, DM (2002). "Mechanisms of tinnitus". British Medical Bulletin 63: 195–212. PMID 12324394. doi:10.1093/bmb/63.1.195. 
  27. Henry, JA; Meikele, MB (1999). "Pulsed versus continuous tones for evaluating the loudness of tinnitus". Journal of the American Academy of Audiology 10 (5): 261–72. PMID 10331618. 
  28. 28.0 28.1 28.2 Henry, JA; Dennis, KC; Schechter, MA (2005). "General review of tinnitus: Prevalence, mechanisms, effects, and management". Journal of Speech, Language, and Hearing Research 48 (5): 1204–35. PMID 16411806. doi:10.1044/1092-4388(2005/084). 
  29. Davies, A; Rafie, EA (2000). "Epidemiology of Tinnitus". In Tyler, RS. Tinnitus Handbook. San Diego: Singular. pp. 1–23. OCLC 42771695. 
  30. Pattyn, T; Van Den Eede, F; Vanneste, S; Cassiers, L; Veltman, DJ; Van De Heyning, P; Sabbe, BC (2015). "Tinnitus and anxiety disorders: A review". Hear. Res. 333: 255–65. PMID 26342399. doi:10.1016/j.heares.2015.08.014. 
  31. Jastreboff, PJ; Hazell, JWP (2004). Tinnitus Retraining Therapy: Implementing the neurophysiological model. Cambridge: Cambridge University Press. OCLC 237191959. 
  32. 32.0 32.1 Robert Aaron Levine (1999). "Somatic (craniocervical) tinnitus and the dorsal cochlear nucleus hypothesis". American Journal of Otolaryngology 20 (6): 351–62. PMID 10609479. doi:10.1016/S0196-0709(99)90074-1. 
  33. Rubinstein, Barbara; et al. (1990). "Prevalence of Signs and Symptoms of Craniomandibular Disorders in Tinnitus Patients". Journal of Craniomandibular Disorders 4 (3): 186–92. PMID 2098394. 
  34. 34.0 34.1 Schecklmann, Martin; Vielsmeier, Veronika; Steffens, Thomas; Landgrebe, Michael; Langguth, Berthold; Kleinjung, Tobias; Andersson, Gerhard (2012-04-18). "Relationship between Audiometric Slope and Tinnitus Pitch in Tinnitus Patients: Insights into the Mechanisms of Tinnitus Generation". PLoS ONE 7 (4): e34878. doi:10.1371/journal.pone.0034878. 
  35. 35.0 35.1 Schaette, R.; McAlpine, D. (2011-09-21). "Tinnitus with a Normal Audiogram: Physiological Evidence for Hidden Hearing Loss and Computational Model". Journal of Neuroscience 31 (38): 13452–57. doi:10.1523/JNEUROSCI.2156-11.2011. 
  36. Brown, RD; Penny, JE; Henley, CM; etal (1981). "Ototoxic drugs and noise". Ciba Found Symp. 85: 151–71. PMID 7035098. 
  37. Bekman, Stas. "6) What are some ototoxic drugs?". Stason.org. Archived from the original on 2012-10-19. สืบค้นเมื่อ 2012-10-26. 
  38. 38.0 38.1 Riba, Michelle B.; Ravindranath, Divy (2010-04-12). Clinical manual of emergency psychiatry. Washington, DC: American Psychiatric Publishing Inc. p. 197. ISBN 978-1-58562-295-5. 
  39. 39.0 39.1 Delanty, Norman (2001-11-27). Seizures: medical causes and management. Totowa, N.J.: Humana Press. p. 187. ISBN 978-0-89603-827-1. 
  40. Crummer, RW; Hassan, GA (2004). "Diagnostic approach to tinnitus". Am Fam Physician 69 (1): 120–06. PMID 14727828. 
  41. Passchier-Vermeer, W; Passchier, WF (2000). "Noise exposure and public health". Environ. Health Perspect. 108 Suppl 1 (Suppl 1): 123–31. JSTOR 3454637. PMC 1637786. PMID 10698728. doi:10.2307/3454637. 
  42. Stover, editors, Janos Zempleni, John W. Suttie, Jesse F. Gregory, III, Patrick J. (2014). Handbook of vitamins (Fifth edition. ed.). Hoboken: CRC Press. p. 477. ISBN 9781466515574. 
  43. Shulgin, Alexander; Shulgin, Ann (1997). "#36. 5-MEO-DET". TiHKAL: the continuation. Berkeley, CA, USA: Transform Press. ISBN 9780963009692. OCLC 38503252. สืบค้นเมื่อ 2012-10-27. 
  44. "Erowid Experience Vaults: DiPT - More Tripping & Revelations - 26540". 
  45. "Tinnitus". American Academy of Otolaryngology - Head and Neck Surgery. 2012-04-03. สืบค้นเมื่อ 2012-10-26. 
  46. 46.0 46.1 46.2 "What Causes Spontaneous Ringing In Our Ears?". ZidBits. ZidBits Media. 2013-02-26. สืบค้นเมื่อ 2015-03-19. 
  47. 47.0 47.1 Henry, JA; Dennis, KC; Schechter, MA (2005-10). "General review of tinnitus: prevalence, mechanisms, effects, and management.". Journal of Speech, Language, and Hearing Research 48 (5): 1204–35. PMID 16411806. doi:10.1044/1092-4388(2005/084). 
  48. 48.0 48.1 McFerran, Don; Magdalena, Sereda. "Pulsatile tinnitus" (PDF). Action on Hearing Loss. Royal National Institute for Deaf People (RNID). สืบค้นเมื่อ 2018-07-22. 
  49. 49.0 49.1 "Information and resources: Our factsheets and leaflets: Tinnitus: Factsheets and leaflets". RNID.org.uk. สืบค้นเมื่อ 2012-10-26. 
  50. Chandler, JR (1983). "Diagnosis and cure of venous hum tinnitus". Laryngoscope 93 (7): 892–5. PMID 6865626. doi:10.1288/00005537-198307000-00009. 
  51. Moonis, G; Hwang, CJ; Ahmed, T; Weigele, JB; Hurst, RW (2005). "Otologic manifestations of petrous carotid aneurysms". AJNR Am J Neuroradiol. 26 (6): 1324–27. PMID 15956490. 
  52. Closed access Selim, Magdy; Caplan, Louis R. (2004). "Carotid Artery Dissection". Current Treatment Options in Cardiovascular Medicine 6 (3): 249–53. ISSN 1092-8464. PMID 15096317. doi:10.1007/s11936-996-0020-z.  (ต้องรับบริการ)
  53. Sismanis, A; Butts, FM; Hughes, GB (2009-01-04). "Objective tinnitus in benign intracranial hypertension: An update". The Laryngoscope 100: 33–36. doi:10.1288/00005537-199001000-00008. 
  54. Diamond, Bruce J; Mosley, Joseph E (2011). "Arteriovenous Malformation (AVM)". In Kreutzer, Jeffrey S; DeLuca, John; Caplan, Bruce. Encyclopedia of Clinical Neuropsychology (Springer). pp. 249–252. ISBN 978-0-387-79947-6. doi:10.1007/978-0-387-79948-3. 
  55. Purves, Dale; Augustine, George J; Fitzpatrick, David; Hall, William C; Lamantia, Anthony Samuel; McNamara, James O; White, Leonard E, ed. (2008a). "13 - The Auditory System". Neuroscience (4th ed.). Sinauer Associates. Two Kinds of Hair Cells in the Cochlea, p. 330. ISBN 978-0-87893-697-7. 
  56. Siegel, J (2008). "3.15 Otoacoustic Emissions". In Dallos, Peter; Oertel, Donata. The Senses: A Comprehensive Reference. 3: Audition (Elsevier). 3.15.2 A Brief History of Otoacoustic Emission, pp. 239-240. "Adding to his direct contributions... the work of Gold was largely disregarded." 
  57. Yamasoba, T; Kondo, K (2006). "Supporting cell proliferation after hair cell injury in mature guinea pig cochlea in vivo". Cell Tissue Res. 325 (1): 23–31. PMID 16525832. doi:10.1007/s00441-006-0157-9. 
  58. White, PM; Doetzlhofer, A; Lee, YS; Groves, AK; Segil, N (2006). "Mammalian cochlear supporting cells can divide and trans-differentiate into hair cells". Nature 441 (7096): 984–87. PMID 16791196. doi:10.1038/nature04849. 
  59. Engmann, Birk: Ohrgeräusche (Tinnitus) : Ein lebenslanges Schicksal? PTA-Forum. Supplement Pharmazeutische Zeitung. 1997 July
  60. Møller, AR (2016). "Sensorineural Tinnitus: Its Pathology and Probable Therapies". International Journal of Otolaryngology 2016: 2830157. PMC 4761664. PMID 26977153. doi:10.1155/2016/2830157. 
  61. Sedley, W; Friston, KJ; Gander, PE; Kumar, S; Griffiths, TD (2016). "An Integrative Tinnitus Model Based on Sensory Precision". Trends in Neurosciences 39 (12): 799–812. PMC 5152595 Check |pmc= value (help). PMID 27871729. doi:10.1016/j.tins.2016.10.004. 
  62. Shore, SE; Roberts, LE; Langguth, B (2016). "Maladaptive plasticity in tinnitus - triggers, mechanisms and treatment". Nature Reviews Neurology 12 (3): 150–60. PMC 4895692. PMID 26868680. doi:10.1038/nrneurol.2016.12. 
  63. Crummer, et.al, RW (2004). "Diagnostic Approach to Tinnitus". Am Fam Physician 69 (1): 120–26. 
  64. Davis, A (1989). "The prevalence of hearing impairment and reported hearing disability among adults in Great Britain". International Journal of Epidemiology 18 (4): 911–17. doi:10.1093/ije/18.4.911. 
  65. Sheldrake, J; Diehl, PU; Schaette, R (2015). "Audiometric characteristics of hyperacusis patients". Frontiers in Neurology 6: 105. PMC 4432660. PMID 26029161. doi:10.3389/fneur.2015.00105. 
  66. Henry, JA (2000). "Psychoacoustic Measures of Tinnitus". J Am Acad Audiol 11: 138–55. 
  67. Vielsmeier, V; Lehner, A; Strutz, J; Steffens, T; Kreuzer, PM; Schecklmann, M; Landgrebe, M; Langguth, B; Kleinjung, T (2015). "The Relevance of the High Frequency Audiometry in Tinnitus Patients with Normal Hearing in Conventional Pure-Tone Audiometry". BioMed Research International 2015: 302515. PMC 4637018. PMID 26583098. doi:10.1155/2015/302515. 
  68. CÉ, Basile; Fournier, P; Hutchins, S; Hébert, S (2013). "Psychoacoustic assessment to improve tinnitus diagnosis". PLOS One 8 (12): e82995. Bibcode:2013PLoSO...882995B. PMC 3861445. PMID 24349414. doi:10.1371/journal.pone.0082995. 
  69. Roberts, LE (2007). "Residual inhibition". Progress in Brain Research. Progress in Brain Research 166: 487–95. ISBN 978-0444531674. PMID 17956813. doi:10.1016/S0079-6123(07)66047-6. 
  70. Roberts, LE; Moffat, G; Baumann, M; Ward, LM; Bosnyak, DJ (2008). "Residual inhibition functions overlap tinnitus spectra and the region of auditory threshold shift". Journal of the Association for Research in Otolaryngology 9 (4): 417–35. PMC 2580805. PMID 18712566. doi:10.1007/s10162-008-0136-9. 
  71. Knipper, M; Van Dijk, P; Nunes, I; Rüttiger, L; Zimmermann, U (2013). "Advances in the neurobiology of hearing disorders: recent developments regarding the basis of tinnitus and hyperacusis". Progress in Neurobiology 111: 17–33. PMID 24012803. doi:10.1016/j.pneurobio.2013.08.002. 
  72. Tyler, RS; Pienkowski, M; Roncancio, ER; Jun, HJ; Brozoski, T; Dauman, N; Dauman, N; Andersson, G; Keiner, AJ; Cacace, AT; Martin, N; Moore, BC (2014). "A review of hyperacusis and future directions: part I. Definitions and manifestations". American Journal of Audiology 23 (4): 402–19. PMID 25104073. doi:10.1044/2014_AJA-14-0010. Archived from the original on 2018-05-09. สืบค้นเมื่อ 2017-09-23. 
  73. Sherlock, LaGuinn P. (2005). "Estimates of Loudness, Loudness Discomfort, and the Auditory Dynamic Range: Normative Estimates, Comparison of Procedures, and Test-Retest Reliability". J Am Acad Audiol 16: 85–100. doi:10.3766/jaaa.16.2.4. 
  74. Sherlock, LP; Formby, C (2005). "Estimates of loudness, loudness discomfort, and the auditory dynamic range: normative estimates, comparison of procedures, and test-retest reliability". Journal of the American Academy of Audiology 16 (2): 85–100. PMID 15807048. doi:10.3766/jaaa.16.2.4. 
  75. Pienkowski, M; Tyler, RS; Roncancio, ER; Jun, HJ; Brozoski, T; Dauman, N; Coelho, CB; Andersson, G; Keiner, AJ; Cacace, AT; Martin, N; Moore, BC (2014). "A review of hyperacusis and future directions: part II. Measurement, mechanisms, and treatment". American Journal of Audiology 23 (4): 420–36. PMID 25478787. doi:10.1044/2014_AJA-13-0037. 
  76. McCombe, A; Baguley, D; Coles, R; McKenna, L; McKinney, C; Windle-Taylor, P (2001). "Guidelines for the grading of tinnitus severity: the results of a working group commissioned by the British Association of Otolaryngologists, Head and Neck Surgeons, 1999". Clinical Otolaryngology and Allied Sciences 26 (5): 388–93. PMID 11678946. doi:10.1046/j.1365-2273.2001.00490.x. Archived from the original on 2017-09-24. 
  77. "James Jones's 80ft death jump after tinnitus 'torture'". BBC News. 2015-12-02. Archived from the original on 2015-12-04. สืบค้นเมื่อ 2015-12-02. 
  78. Langguth, B; Goodey, R; Azevedo, A; et al. (2007). "Consensus for tinnitus patient assessment and treatment outcome measurement: Tinnitus Research Initiative meeting, Regensburg, July 2006". Progress in Brain Research. Progress in Brain Research 166: 525–36. ISBN 978-0444531674. PMC 4283806. PMID 17956816. doi:10.1016/S0079-6123(07)66050-6. 
  79. Meikle, MB; Stewart, BJ; Griest, SE; et al. (2007). "Assessment of tinnitus: measurement of treatment outcomes". Progress in Brain Research. Progress in Brain Research 166: 511–21. ISBN 978-0444531674. PMID 17956815. doi:10.1016/S0079-6123(07)66049-X. Archived from the original on 2017-09-25. 
  80. Meikle, MB; Henry, JA; Griest, SE; et al. (2012). "The tinnitus functional index: development of a new clinical measure for chronic, intrusive tinnitus". Ear and Hearing 33 (2): 153–76. PMID 22156949. doi:10.1097/AUD.0b013e31822f67c0. Archived from the original on 2017-01-25. 
  81. Henry, JL; Wilson, PH (2000). The Psychological Management of Chronic Tinnitus: A Cognitive Behavioural Approach. Allyn and Bacon. 
  82. Landgrebe, M; Azevedo, A; Baguley, D; Bauer, C; Cacace, A; Coelho, C; etal (2012). "Methodological aspects of clinical trials in tinnitus: A proposal for international standard". Journal of Psychosomatic Research 73 (2): 112–21. PMC 3897200. PMID 22789414. doi:10.1016/j.jpsychores.2012.05.002. 
  83. Pegge, S; Steens, S; Kunst, H; Meijer, F (2017). "Pulsatile Tinnitus: Differential Diagnosis and Radiological Work-Up". Current Radiology Reports 5 (1): 5. PMC 5263210 Check |pmc= value (help). PMID 28203490. doi:10.1007/s40134-017-0199-7. 
  84. Hofmann, E; Behr, R; Neumann-Haefelin, T; Schwager, K (2013). "Pulsatile tinnitus: imaging and differential diagnosis". Deutsches Arzteblatt International 110 (26): 451–58. PMC 3719451. PMID 23885280. doi:10.3238/arztebl.2013.0451. 
  85. Sismanis, A (2011). "Pulsatile tinnitus: contemporary assessment and management". Current Opinion in Otolaryngology & Head and Neck Surgery 19 (5): 348–57. PMID 22552697. doi:10.1097/MOO.0b013e3283493fd8. Archived from the original on 2017-09-25. 
  86. Elder, JA; Chou, CK (2003). "Auditory response to pulsed radiofrequency energy". Bioelectromagnetics. Suppl 6: S162–73. PMID 14628312. doi:10.1002/bem.10163. 
  87. Lin, JC; Wang, Z (2007). "Hearing of microwave pulses by humans and animals: effects, mechanism, and thresholds". Health Physics 92 (6): 621–28. PMID 17495664. doi:10.1097/01.HP.0000250644.84530.e2. 
  88. 88.0 88.1 88.2 88.3 Tunkel, D. E.; Bauer, C. A.; Sun, G. H.; Rosenfeld, R. M.; Chandrasekhar, S. S.; Cunningham, E. R.; Archer, S. M.; Blakley, B. W.; Carter, J. M.; Granieri, E. C.; Henry, J. A.; Hollingsworth, D.; Khan, F. A.; Mitchell, S.; Monfared, A.; Newman, C. W.; Omole, F. S.; Phillips, C. D.; Robinson, S. K.; Taw, M. B.; Tyler, R. S.; Waguespack, R.; Whamond, E. J. (2014-10-01). "Clinical Practice Guideline: Tinnitus". Otolaryngology - Head and Neck Surgery 151 (2 Suppl): S1–S40. doi:10.1177/0194599814545325. 
  89. Cianfrone, G; Pentangelo, D; Cianfrone, F; Mazzei, F; Turchetta, R; Orlando, MP; Altissimi, G (2011). "Pharmacological drugs inducing ototoxicity, vestibular symptoms and tinnitus: a reasoned and updated guide". European Review for Medical and Pharmacological Sciences 15 (6): 601–36. PMID 21796866. Archived from the original on 2017-08-08. 
  90. Palomar García, V; Abdulghani Martínez, F; Bodet Agustí, E; Andreu Mencía, L; Palomar Asenjo, V (2001-07). "Drug-induced otoxicity: current status". Acta Oto-Laryngologica 121 (5): 569–72. PMID 11583387. doi:10.1080/00016480121545. 
  91. Seligmann, H; Podoshin, L; Ben-David, J; Fradis, M; Goldsher, M (1996). "Drug-induced tinnitus and other hearing disorders". Drug Safety 14 (3): 198–212. PMID 8934581. doi:10.2165/00002018-199614030-00006. 
  92. 92.0 92.1 Hoare, D; Kowalkowski, V; Knag, S; Hall, D (2011). "Systematic review and meta-analyses of randomized controlled trials examining tinnitus management". The Laryngoscope 121: 1555–64. PMC 3477633. PMID 21671234. doi:10.1002/lary.21825. 
  93. Hesser, H; Weise, C; V, Zetterquist Westin; Andersson, G (2011). "A systematic review and meta-analysis of randomized controlled trials of cognitive-behavioral therapy for tinnitus distress". Clinical Psychology Review 31 (4): 545–53. PMID 21237544. doi:10.1016/j.cpr.2010.12.006. 
  94. Ost, LG (2014-10). "The efficacy of Acceptance and Commitment Therapy: an updated systematic review and meta-analysis". Behaviour Research and Therapy 61: 105–21. PMID 25193001. doi:10.1016/j.brat.2014.07.018. 
  95. Henry, J; Zaugg, T; Myers, P; Kendall, C (2012). "Chapter 9 - Level 5 Individualized Support". Progressive Tinnitus Management: Clinical Handbook for Audiologists. US Department of Veterans Affairs, National Center for Rehabilitative Auditory Research. Archived from the original on 2013-12-20. สืบค้นเมื่อ 2013-12-20. 
  96. Baldo, P; Doree, C; Molin, P; McFerran, D; Cecco, S (2012-09-12). "Antidepressants for patients with tinnitus". The Cochrane Database of Systematic Reviews 9: CD003853. PMID 22972065. doi:10.1002/14651858.CD003853.pub3. 
  97. Savage, J; Cook, S; Waddell, A (2009-11-12). "Tinnitus". Clinical Evidence 2009. PMC 2907768. PMID 21726476. 
  98. Pichora-Fuller, MK; Santaguida, P; Hammill, A; Oremus, M; Westerberg, B; Ali, U; Patterson, C; Raina, P (2013-08). Evaluation and Treatment of Tinnitus: Comparative Effectiveness [Internet]. PMID 24049842. 
  99. Lavigne, P; Lavigne, F; Saliba, I (2015-06-23). "Intratympanic corticosteroids injections: a systematic review of literature". European Archives of Oto-Rhino-Laryngology 273: 2271–8. PMID 26100030. doi:10.1007/s00405-015-3689-3. 
  100. Penney, SE; Bruce, IA; Saeed, SR (2006). "Botulinum toxin is effective and safe for palatal tremor: a report of five cases and a review of the literature". J Neurology 253 (7): 857–60. PMID 16845571. doi:10.1007/s00415-006-0039-9. 
  101. Sweetman, Sean C., ed. (2009). Martindale (36th ed. ed.). Pharmaceutical Press. p. 2277. ISBN 9780853698401. 
  102. Langguth, B; Salvi, R; Elgoyhen, AB (2009-12). "Emerging pharmacotherapy of tinnitus.". Expert opinion on emerging drugs 14 (4): 687–702. PMC 2832848. PMID 19712015. doi:10.1517/14728210903206975. 
  103. Hoare, DJ; Searchfield, GD; A, El Refaie; Henry, JA (2014). "Sound therapy for tinnitus management: practicable options". Journal of the American Academy of Audiology 25 (1): 62–75. PMID 24622861. doi:10.3766/jaaa.25.1.5. 
  104. Hobson, J; Chisholm, E; El Refaie, A (2012-11-14). "Sound therapy (masking) in the management of tinnitus in adults". Cochrane Database of Systematic Reviews 11: CD006371. PMID 23152235. doi:10.1002/14651858.CD006371.pub3. 
  105. Phillips, JS; McFerran, D (2010). "Tinnitus Retraining Therapy (TRT) for tinnitus". Cochrane Database of Systematic Reviews (3): CD007330. PMID 20238353. doi:10.1002/14651858.CD007330.pub2. 
  106. Meng, Z; Liu, S; Zheng, Y; Phillips, JS (2011-10-05). "Repetitive transcranial magnetic stimulation for tinnitus". The Cochrane Database of Systematic Reviews (10): CD007946. PMID 21975776. doi:10.1002/14651858.CD007946.pub2. 
  107. Güntensperger, D; Thüring, C; Meyer, M; Neff, P; Kleinjung, T (2017). "Neurofeedback for Tinnitus Treatment - Review and Current Concepts.". Frontiers in Aging Neuroscience 9: 386. PMC 5717031 Check |pmc= value (help). PMID 29249959. doi:10.3389/fnagi.2017.00386. 
  108. Hilton, MP; Zimmermann, EF; Hunt, WT (2013-03-28). "Ginkgo biloba for tinnitus". The Cochrane Database of Systematic Reviews 3: CD003852. PMID 23543524. doi:10.1002/14651858.CD003852.pub3. 
  109. Person, Osmar C; Puga, Maria ES; da Silva, Edina MK; Torloni, Maria R (2016-11-23). "Zinc supplements for tinnitus". Cochrane Database of Systematic Reviews. doi:10.1002/14651858.cd009832.pub2. Archived from the original on 2016-11-26. 
  110. Sanchez, TG; Rocha, CB (2011). "Diagnosis and management of somatosensory tinnitus: review article". Clinics 66 (6): 1089–94. PMC 3129953. PMID 21808880. doi:10.1590/S1807-59322011000600028. 
  111. Heller, AJ (2003). "Classification and epidemiology of tinnitus". Otolaryngologic Clinics of North America 36 (2): 239–48. PMID 12856294. doi:10.1016/S0030-6665(02)00160-3. 
  112. Celik, N; Bajin, MD; Aksoy, S (2009). "Tinnitus incidence and characteristics in children with hearing loss". Journal of International Advanced Otology (Ankara, Turkey: Mediterranean Society of Otology and Audiology) 5 (3): 363–69. ISSN 1308-7649. OCLC 695291085. Archived from the original on 2013-12-21. สืบค้นเมื่อ 2013-02-02. 
  113. Mills, RP; Albert, D; Brain, C (1986). "Tinnitus in childhood". Clinical Otolaryngology and Allied Sciences 11 (6): 431–34. 
  114. Ballantyne, JC (2009). Graham, J; Baguley, D, ed. Ballantyne's Deafness (Seventh ed.). Chichester: Wiley-Blackwell. OCLC 275152841. 
  115. Shetye, A; Kennedy, V (2010). "Tinnitus in children: an uncommon symptom?". Archives of Disease in Childhood 95 (8): 645–48. PMID 20371585. doi:10.1136/adc.2009.168252. Archived from the original on 2017-09-29. 

แหล่งอ้างอิงอื่น[แก้]

  • Snow, JB Jr. (2008). "3.18 Tinnitus". In Dallos, Peter; Oertel, Donata. The Senses: A Comprehensive Reference. 3: Audition (Elsevier). pp. 301–308. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

Classification
V · T · D
External resources