เวลวิชเซีย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เวลวิชเซีย
Welwitschia mirablis-1397 - Flickr - Ragnhild & Neil Crawford.jpg
สถานะการอนุรักษ์
CITES Appendix II (CITES)[1]
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์
อาณาจักร: Plantae
หมวด: Gnetophyta
ชั้น: Gnetopsida
อันดับ: Welwitschiales
วงศ์: Welwitschiaceae
สกุล: Welwitschia nom.  cons.
สปีชีส์: W.  mirabilis
ชื่อทวินาม
Welwitschia mirabilis
Hook.f.
Welwitschia Mirabilis Area of Circulation.png
พื้นที่การกระจายพันธุ์
ชื่อพ้อง[2]
  • Tumboa Welw. nom. rej.
  • Tumboa strobilifera Welw. ex Hook. f. nom. provis.
  • Tumboa bainesii Hook. f. nom. provis.
  • Welwitschia bainesii (Hook. f.) Carrière
  • Welwitschia mirabilis subsp. namibiana Leuenb.
  • Welwitschia namibiana (Leuenb.) Christenh. & Byng
Friedrich Welwitsch แพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวออสเตรีย ผู้ค้นพบปีศาจทะเลทรายเป็นคนแรก

ปีศาจทะเลทราย (ชื่อวิทยาศาสตร์: Welwitschia mirabilis) เป็นพืชเมล็ดเปลือยที่อาศัยอยู่ในทะเลทรายนามิบ ในประเทศนามิเบียและแองโกลา เป็นสมาชิกเพียงชนิดเดียวของสกุล Welwitschia วงศ์ Welwitschiaceae และอันดับ Welwitschiales มีลักษณะสำคัญคือ เป็นพืชทนแล้ง มีลำต้นสั้น รากแก้วหยั่งลึกลงใต้ผิวดิน ไม่มีการเจริญเติบโตทางยอด มีใบรูปแถบจำนวน 2 ใบ ที่สามารถเจริญได้อย่างต่อเนื่องจากเนื้อเยื่อเจริญส่วนฐานที่สองข้างของลำต้น และสามารถมีอายุได้มากกว่า 1,000 ปี[3] เป็นพืชที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพืชเมล็ดเปลือยอีก 2 สกุล คือ สกุลมะเมื่อย (Gnetum) และสกุลมาฮวง (Ephreda)

การค้นพบและการตั้งชื่อ[แก้]

มีบันทึกไว้ว่า “เมื่อนักสำรวจพบพืชชนิดนี้ครั้งแรก เขาทำได้เพียงคุกเข่าล้มลงบนพื้นทรายอันร้อนระอุ สายตาจับจ้องไปที่มันด้วยความตกตะลึง ใจหนึ่งเกรงว่าแค่ปลายนิ้วสัมผัส อาจทำให้เขารู้ตัวว่ามันเป็นเพียงภาพที่เขาจินตนาการขึ้นมาเองเท่านั้น”[4]

นักสำรวจที่กล่าวถึงนี้มีชื่อว่า Friedrich Welwitsch แพทย์ชาวออสเตรีย แต่ด้วยความหลงใหลในพรรณไม้ เขาจึงผันตัวมาทำงานในฐานะหัวหน้าสวนพฤกษศาสตร์ในประเทศโปรตุเกส ภายหลังถูกมอบหมายให้ออกสำรวจทรัพยากรในดินแดนอาณานิคมของโปรตุเกสในทวีปแอฟริกาในยุคนั้น และเมื่อวันที่ 3 กันยายน ปี 1859 ณ ทะเลทราย Moçâmedes พื้นที่ทางเหนือสุดของทะเลทรายนามิบ ในประเทศแองโกลา ในที่นั้นเอง เป็นครั้งแรกที่เขาได้พบกับพืชสุดประหลาดจนทำให้เขาต้องตกอยู่ในอาการที่ได้กล่าวไปข้างต้น ความตื่นเต้นของเขาสามารถรับรู้ได้จากข้อความในสมุดบันทึกที่เต็มไปด้วยเครื่องหมายอัศเจรีย์ (!) และถูกเขียนอย่างเร่งรีบแตกต่างจากบันทึกอื่นๆ[5] ในบันทึกนั้นเขาตั้งชื่อสกุลพืชนี้ว่า Tumboa[6] มาจากชื่อพื้นเมืองว่า Tumbo จากนั้นเขาได้เขียนจดหมายแจ้งการค้นพบนี้ถึง Sir William Hooker ผู้อำนวยการสวนพฤกษศาสตร์หลวงเมืองคิว สหราชอาณาจักร ข้อความในจดหมายที่เกี่ยวข้องกับพืชนี้ประกอบด้วยสภาพภูมิประเทศและลักษณะของพืชโดยละเอียดที่ถูกอธิบายด้วยภาษาละตินตามธรรมเนียมของนักพฤกษศาสตร์ จดหมายดังกล่าวถูกนำขึ้นแจ้งแก่ที่ประชุมของสมาคม Linnean Society และถูกตีพิมพ์ในรายงานประชุมในครั้งนั้น[7][8] จากนั้นจึงมีการเผยแพร่ชื่อพืชนี้ที่เสนอโดย Friedrich Welwitsch ว่า Tumboa strobilifera[9]

ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน มีกล่องพัสดุถูกส่งมายังสวนพฤกษศาสตร์หลวง เมืองคิว ผู้ส่งคือ Thomas Baines จิตรกรและนักสำรวจชาวอังกฤษ ผู้ท่องไปในดินแดนของชนเผ่า Damara ในภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้ของทวีปแอฟริกา ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในประเทศนามิเบียในปัจจุบัน ภายในกล่องบรรจุตัวอย่างพรรณไม้ที่อยู่ในสภาพไม่ดีนัก มีภาพวาดทิวทัศน์อันงดงาม และภาพวาดของพรรณไม้ในกล่องนั้นด้วย Joseph Hooker นักพฤกษศาสตร์และบุตรชายของ Sir William Hooker กล่าวว่า เขาทราบได้ทันทีว่าพืชในกล่องนั้นมีลักษณะคล้ายกับ Tumboa ของ Friedrich Welwitsch แต่ไม่เหมือนกันทีเดียว และเป็นที่น่าเสียดายที่ไม่มีจดหมายอธิบายลักษณะของพืชนี้แนบมาด้วย ทราบเพียงพิกัดทางภูมิศาสตร์ของสถานที่ที่เก็บพืชนี้ ซึ่งเป็นระยะทางประมาณ 800 กิโลเมตรไปทางใต้จากตำแหน่งของ Friedrich Welwitsch รวมถึงภาพวาดของ Thomas Baines ก็ไม่ได้ให้ข้อมูลที่จำเป็นอย่างเพียงพอ มันมีความเป็นศิลปะมากกว่าความเป็นวิทยาศาสตร์ แต่ถึงกระนั้น Joseph Hooker ก็ได้ตั้งชื่อพืชนี้ในเบื้องต้นว่า Tumboa bainesii[10] เผื่อไว้ในกรณีที่ตัวอย่างพรรณไม้ของ Thomas Baines เป็นคนละชนิดกับของ Friedrich Welwitsch[8]

หลังจากนั้น Joseph Hooker จึงเร่งเร้าให้ Friedrich Welwitsch ส่งตัวอย่างพรรณไม้ของเขามาเพื่อศึกษาเพิ่มเติม รวมถึงยังได้รับตัวอย่างพรรณไม้จากเพื่อนนักสัตววิทยา Joachim Monteiro ในประเทศแองโกลา และจาก Charles Andersson ที่ส่งตัวอย่างพรรณไม้มาแทน Thomas Baines เนื่องจาก Baines ได้เดินทางไปที่อื่นแล้ว เมื่อ Joseph Hooker ได้ศึกษาอย่างถี่ถ้วนทั้งทางสัณฐานวิทยา จุลสัณฐานวิทยา และกายวิภาคศาสตร์ เขาจึงได้ข้อสรุปว่า ตัวอย่างพรรณไม้ทั้งหมดนั้นเป็นชนิดเดียวกัน ในระหว่างนั้นเขาได้ส่งจดหมายขอความยินยอมจาก Friedrich Welwitsch เพื่อเปลี่ยนชื่อสกุลของพืชเป็น Welwitschia[11] เพื่อให้เกียรติแก่ผู้ค้นพบพืชนี้ รวมถึงเหตุผลที่ว่าชื่อสกุล Tumboa ที่มาจากชื่อพื้นเมือง Tumbo ไม่ได้ใช้เรียกเจาะจงถึงพืชนี้เพียงชนิดเดียว ซึ่ง Friedrich Welwitsch ก็อนุญาตทันที และในท้ายที่สุด พืชสุดประหลาดนี้จึงมีชื่อที่เป็นที่รู้จักจนถึงปัจจุบันว่า Welwitschia mirabilis[12] โดยคำระบุชนิดนี้มีความหมายว่า มหัศจรรย์[8][13]

ความพิเศษของ Welwitschia mirabilis ถูกถ่ายทอดโดย Joseph Hooker ผ่านข้อความที่ว่า “ฉันไม่ลังเลที่จะบอกว่ามันเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่สุดในทางพฤกษศาสตร์ที่ถูกเปิดเผยในช่วงศตวรรษนี้ จากการศึกษาอย่างพิถีพิถันทั้งในส่วนระบบท่อลำเลียง โครงสร้างสืบพันธุ์ และหลักฐานเชิงหน้าที่และพัฒนาการ แสดงให้เห็นถึงความผิดปกติในทุกๆ ส่วน ซึ่งบางลักษณะก็ขัดแย้งกับหลักการพื้นฐานทางพฤกษศาสตร์ที่เป็นที่ยอมรับทั่วไปในปัจจุบัน”[8] นอกจากนั้นแล้ว Charles Darwin นักชีววิทยาชื่อดังผู้สร้างแนวคิดทางวิวัฒนาการด้วยการคัดเลือกโดยธรรมชาติ ยังเคยกล่าวถึงพืชชนิดนี้ในจดหมายตอบโต้กับ Joseph Hooker ว่า “มันช่างเป็นสิ่งที่ประหลาดจริงๆ เป็นเหมือนฟอสซิลที่มีชีวิตในสภาพสมบูรณ์ ที่ถูกคงสภาพมาแต่อดีตกาล”[5]

ลักษณะสำคัญ[แก้]

ภาพวาดปีศาจทะเลทรายโดย Walter Fitch เผยแพร่ในปี 1863

ปีศาจทะเลทราย เป็นพืชทนแล้ง มีวิสัยไม้พุ่ม สามารถสูงได้ถึง 2 เมตร มีอายุได้มากกว่า 1,000 ปี ลำต้นสั้น มีเนื้อไม้ รากแก้วยาวหยั่งลึกลงใต้ผิวดิน มีใบที่ปรากฏ 2 ใบ เจริญเติบโตได้อย่างต่อเนื่องจากเนื้อเยื่อเจริญส่วนฐานที่อยู่สองข้างของลำต้น ใบรูปแถบ เหนียวเหมือนหนัง เส้นใบขนาน สามารถยาวได้ถึง 4 เมตร มักฉีกลุ่ยออกเป็นหลายแถบเมื่อมีอายุมาก มีปากใบอยู่ทั้งสองด้านของใบ และมีการสังเคราะห์ด้วยแสงแบบ CAM (crassulacean acid metabolism)[14] เป็นพืชแยกเพศต่างต้น ต้นเพศผู้สร้างโคนเพศผู้ (หรือ male strobili) ต้นเพศเมียสร้างโคนเพศเมีย (หรือ female strobili) เนื่องจากเป็นพืชเมล็ดเปลือยจึงไม่มีโครงสร้างที่เรียกว่าดอกและผล โคนซึ่งประกอบด้วยใบประดับเรียงซ้อนกันหลายชั้น เจริญเป็นช่อขึ้นมาจากเนื้อเยื่อเจริญที่อยู่ใกล้กับใบ เมื่อพัฒนาเต็มที่อับเรณูจะแตกออกในโคนเพศผู้และมีการสร้างหยดของเหลวที่ปลายท่อ micropyle ในโคนเพศเมีย รวมถึงมีการสร้างน้ำหวานในโคนทั้งสองเพศเพื่อล่อแมลงจำพวกแมลงวันมาเพื่อเป็นพาหะถ่ายเรณู ในอดีตเคยเข้าใจว่าแมลงที่ชื่อว่า Welwitschia bug (Probergrothius angolensis) เป็นพาหะถ่ายเรณูของปีศาจทะเลทราย แต่แท้จริงแล้วมันมีพฤติกรรมเพียงแค่ดูดน้ำเลี้ยงจากต้นพืชเท่านั้น[15] เมล็ดมีปีกแบนบางอาศัยลมพัดพาไปยังที่ต่างๆ[3]

การกระจายพันธุ์และถิ่นที่อยู่[แก้]

ปีศาจทะเลทรายกระจายพันธุ์ในทะเลทรายนามิบห่างจากชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกเข้าไปในแผ่นดินประมาณ 80 กิโลเมตรแต่ไม่เกิน 200 กิโลเมตร[3] จากเส้นละติจูดที่ 24 ในประเทศนามิเบีย ขึ้นไปถึงเส้นละติจูดที่ 15 ในทางตอนใต้ของประเทศแองโกลา ซึ่งเป็นระยะทางเกือบ 1,000 กิโลเมตร[16] สันนิษฐานว่าพวกมันได้อาศัยอยู่ในบริเวณนี้มาเป็นเวลากว่า 105 ล้านปีแล้ว[17] มักพบในสภาพภูมิประเทศ 2 ลักษณะ คือหุบเขาที่แห้งแล้งและทะเลทรายใกล้ชายฝั่ง ซึ่งพื้นที่เหล่านี้มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยต่อปีต่ำกว่า 50 มิลลิเมตร คาดว่าพวกมันได้รับความชื้นจากหมอกและแหล่งน้ำใต้ดินเป็นหลัก[18]

การจำแนกในระดับที่ต่ำกว่าชนิด[แก้]

ในปี 2001 Beat Leuenberger เสนอให้มีการจำแนก Welwitschia mirabilis ออกเป็น 2 ชนิดย่อย ตามลักษณะของโคนเพศผู้[19] ได้แก่ W. mirabilis ssp. mirabilis ซึ่งเป็นชนิดย่อยที่มีโคนเรียบ สีน้ำตาลม่วง ไม่มีนวลเคลือบ พบในประเทศแองโกลา และ W. mirabilis ssp. namibiana เป็นชนิดย่อยที่มีโคนขรุขระ สีเขียวหม่นถึงสีส้ม มีนวลเคลือบ พบในประเทศนามิเบีย อย่างไรก็ตามสำหรับข้อเสนอนี้มีงานวิจัยในภายหลังทั้งที่ให้การสนับสนุนและไม่สนับสนุน[20][16] จึงทำให้สถานะของทั้งสองชนิดย่อยยังไม่เป็นที่แน่นอน

สถานภาพทางการอนุรักษ์[แก้]

ในปัจจุบัน ปีศาจทะเลทราย Welwitschia mirabilis ยังไม่ได้รับการประเมินสถานภาพตาม IUCN อย่างไรก็ถามมันถูกจัดไว้ในบัญชีแนบท้ายที่สองของอนุสัญญาไซเตส (CITES)[1] หมายความว่าเป็นชนิดที่ยังไม่ใกล้สูญพันธุ์และจะอนุญาตให้มีการค้าในเชิงพาณิชย์ได้ในกรณีที่มีการควบคุมไม่ให้ผลกระทบจากการค้าเป็นเหตุให้ชนิดนั้นตกอยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์ ในขณะเดียวกันมันยังถูกคุ้มครองด้วยกฎหมายเกี่ยวกับการอนุรักษ์ธรรมชาติของประเทศนามิเบีย

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 "Welwitschia Mirabilis | CITES". cites.org.
  2. Plants of the World Online: Welwitschia mirabilis
  3. 3.0 3.1 3.2 Gymnosperm database: Welwitschia
  4. Trimen, H. (1873). Friedrich Welwitsch. Ranken and Company.
  5. 5.0 5.1 Kury, L., & Albuquerque, S. (2021). Global Affinities: The Natural Method and Anomalous Plants in the Nineteenth Century.
  6. International Plant Name Index: Tumboa
  7. Welwitsch, F. (1861). Extract from a Letter, addressed to Sir William J. Hooker, on the Botany of Benguela, Mossamedes, &c., in Western Africa. Botanical Journal of the Linnean Society, 5(20), 182-187.
  8. 8.0 8.1 8.2 8.3 Hooker, J. D. (1863). I. On Welwitschia, a new Genus of Gnetaceæ. Transactions of the Linnean Society of London, 24(1), 1-48.
  9. International Plant Name Index: Tumboa strobilifera
  10. International Plant Name Index: Tumboa bainesii
  11. International Plant Name Index: Welwitschia
  12. International Plant Name Index: Welwitschia mirabilis
  13. Bustard, L. (1990). The ugliest plant in the world the story of Welwitsghia mirabilis. The Kew Magazine, 7(2), 85-90.
  14. von Willert, Dieter J.; Armbrüster, Nicole; Drees, Tobias; Zaborowski, Maik (2005). "Welwitschia mirabilis: CAM or not CAM — what is the answer?". Functional Plant Biology. 32 (5): 389. doi:10.1071/fp01241. ISSN 1445-4408.
  15. Wetschnig, W., & Depisch, B. (1999). Pollination biology of Welwitschia mirabilis Hook. f.(Welwitschiaceae, Gnetopsida). Phyton.
  16. 16.0 16.1 Jürgens, Norbert; Oncken, Imke; Oldeland, Jens; Gunter, Felicitas; Rudolph, Barbara (2021-01-27). "Welwitschia: Phylogeography of a living fossil, diversified within a desert refuge". Scientific Reports (ภาษาอังกฤษ). 11 (1): 2385. doi:10.1038/s41598-021-81150-6. ISSN 2045-2322.
  17. Jacobson, K. M. (2003-05-01). "A First Assessment of Genetic Variation in Welwitschia mirabilis Hook". Journal of Heredity. 94 (3): 212–217. doi:10.1093/jhered/esg051. ISSN 1471-8505. {{cite journal}}: ตรวจสอบค่า |issn= (help)
  18. Wan, Tao; Liu, Zhiming; Leitch, Ilia J.; Xin, Haiping; Maggs-Kölling, Gillian; Gong, Yanbing; Li, Zhen; Marais, Eugene; Liao, Yiying; Dai, Can; Liu, Fan (2021-07-12). "The Welwitschia genome reveals a unique biology underpinning extreme longevity in deserts". Nature Communications (ภาษาอังกฤษ). 12 (1): 4247. doi:10.1038/s41467-021-24528-4. ISSN 2041-1723.
  19. Leuenberger, Beat Ernst (2001-09). "Welwitschia mirabilis (Welwitschiaceae), male cone characters and a new subspecies". Willdenowia. 31 (2): 357–381. doi:10.3372/wi.31.31206. ISSN 0511-9618. {{cite journal}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |date= (help)
  20. Jacobson, Nicholas; Jacobson, Peter; van Jaarsveld, Ernst; Jacobson, Kathryn (2014-09-02). "Field evidence from Namibia does not support the designation of Angolan and Namibian subspecies of Welwitschia mirabilis Hook". Transactions of the Royal Society of South Africa. 69 (3): 179–186. doi:10.1080/0035919X.2014.950187. ISSN 0035-919X.