ข้ามไปเนื้อหา

เลือดในอุจจาระ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เลือดในอุจจาระ
สาขาวิชาวิทยาทางเดินอาหาร
เลือดที่ออกสด ๆ จะมีลักษณะเป็นสีแดงสดผสมอยู่ในอุจจาระ

ในมนุษย์ เลือดในอุจจาระจะดูต่าง ๆ กันขึ้นอยู่กับว่ามันออกเข้าไปในทางเดินอาหารในส่วนใดเพราะก็จะได้ย่อยไปในระดับต่าง ๆ กัน และขึ้นอยู่กับว่าไหลออกมากเท่าไร โดยคำอาจมุ่งกล่าวถึงอุจจาระดำ (melena) ซึ่งปกติจะมาจากเลือดที่ไหลออกจากทางเดินอาหารส่วนบน (upper gastrointestinal bleeding) หรือมุ่งกล่าวถึงเลือดออกสด ๆ (hematochezia) ที่มีสีแดงสดและมาจากทางเดินอาหารส่วนล่าง (lower gastrointestinal bleeding)[1] การประเมินเลือดที่พบในอุจจาระจะขึ้นอยู่กับลักษณะต่าง ๆ รวมทั้งสี ปริมาณ และลักษณะอื่น ๆ ซึ่งอาจชี้แหล่งกำเนิด อย่างไรก็ดี เลือดแม้เพราะโรคหนักก็อาจมีสภาพที่คลุมเครือ หรือมีลักษณะเหมือนกับเลือดที่มาจากอีกส่วนหนึ่งของทางเดินอาหาร[1][2] แต่คำว่า "blood in stool" (เลือดในอุจจาระ) ทางการแพทย์ ปกติจะหมายถึงเลือดที่เห็นได้ คือไม่ใช่เลือดแฝงในอุจจาระซึ่งจะพบก็ต่อเมื่อตรวจร่างกายหรือทดสอบอุจจาระด้วยสารเคมี ในทารกเกิดใหม่ Apt test สามารถใช้แยกแยะระหว่างเลือดของทารกในอุจจาระจากเลือดของแม่ โดยอาศัยความแตกต่างของเฮโมโกลบินของทารกในครรภ์/เกิดใหม่ (fetal hemoglobin) เทียบกับของผู้ใหญ่[3][4]

การวินิจฉัยแยกโรค

[แก้]
ทางเดินอาหารส่วนบนแบ่งจากส่วนล่างที่จุดต่อระหว่างลำไส้เล็กส่วนต้น (duodenum) กับส่วนกลาง (jejunum)[5] ดังนั้น ลำไส้เล็กจึงเป็นส่วนของทั้งทางเดินอาหารส่วนบนและส่วนล่าง อวัยวะอื่น ๆ ที่มีส่วนในการย่อยอาหารรวมตับ ถุงน้ำดี และตับอ่อน[6] เลือดที่เข้าไปในทางเดินอาหารส่วนบนต้องดำเนินไปไกลกว่า ดังนั้น จึงผ่านส่วนในระบบทางเดินอาหารมากกว่า และอาจได้ย่อยเป็นบางส่วนจนกลายเป็นอุจจาระดำ[7] ส่วนเลือดสด ๆ โดยทั่วไปจะเกิดในส่วนที่ต่ำกว่าของทางเดินอาหาร และจะอยู่ใกล้ทวารหนักมากกว่า แต่การมีเลือดออกมากในทางเดินอาหารส่วนบน ก็ทำให้เห็นเป็นเลือดสด ๆ เช่นกัน[7]

เลือดในอุจจาระอาจมาจากที่ต่าง ๆ หลายแหล่ง โดยอาจมีเหตุที่ไม่มีโทษอะไรจนกระทั่งเป็นปัญหาหนักมาก วิธีการแยกแยะเหตุที่ทำให้เลือดออกก็คือแยกแยะแหล่งที่เลือดออก ทางเดินอาหาร (gastrointestinal tract) สามารถแบ่งออกเป็นส่วนบน (upper) และส่วนล่าง (lower)[8][9] เลือดในอุจจาระบ่อยครั้งจะปรากฏแตกต่างกันขึ้นอยู่กับแหล่งกำเนิด ซึ่งอาจช่วยวินิจฉัยปัญหา อัตราการออกของเลือดก็อาจทำให้ดูต่างกับกรณีทั่วไปด้วย[2][10]

ทางเดินอาหารส่วนบน

[แก้]

ทางเดินอาหารส่วนบนหมายถึงอวัยวะที่มีส่วนเกี่ยวกับการย่อยอาหารเหนือ suspensory muscle of duodenum (ligament of Treitz) โดยประกอบด้วยหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น[8] เลือดออกที่ทางเดินอาหารส่วนบน (upper gastrointestinal bleeding) ปกติจะกำหนดโดยอุจจาระดำ (melena) แต่ก็อาจเห็นเลือดสีแดงถ้าเลือดออกไม่หยุดและเร็ว[11]

ทางเดินอาหารส่วนล่าง

[แก้]

เลือดที่ออกในทางเดินอาหารส่วนล่างปกติจะปรากฏเป็นเลือดสดโดยเป็นปัญหาหนักเบาไม่เท่ากัน[2] เลือดที่ไหลออกช้า ๆ จากลำไส้ใหญ่ส่วนที่วิ่งขึ้น อาจจะถูกย่อยไปโดยส่วนหนึ่งและปรากฏเป็นอุจจาระดำเช่นกัน[10]

พยาธิสรีรวิทยา

[แก้]

การมีเลือดอยู่ในอุจจาระอาจมีเหตุหลายอย่าง ซึ่งสามารถแบ่งเป็นหมวดต่าง ๆ หมวดกว้าง ๆ รวมส่วนยื่นที่จะเป็นมะเร็ง (cancerous processes) หรือผนังลำไส้ที่ผิดปกติ, โรคที่ทำให้อักเสบ (inflammatory disease), ลำไส้ใหญ่อักเสบ (colitis) จากการติดเชื้อหรือจากยา, และหลอดเลือดมีปัญหา (vascular compromise)[10]

มะเร็ง/เนื้องอก

[แก้]

การเปลี่ยนแปลงของผนังลำไส้

[แก้]
การบีบตัว (motility)
[แก้]

ผนังลำไส้สำคัญในการเคลื่อนของของเสียไปตามทางเดินอาหาร การพยายามเบ่งถ่ายซ้ำ ๆ อาจทำให้เนื้อเยื่อที่ไส้ตรงฉีกขาดเป็นแผลที่ทวารหนัก (anal fissure)

โดยโครงสร้าง
[แก้]

รายการนี้รวมโรคที่ผนังลำไส้เปลี่ยนไปเพราะโรค[10]

  • โรคแผลเปื่อยเพปติก (peptic ulcer disease)[21][11][22][23] โดยแบ่งออกเป็นแผลเปื่อยที่ลำไส้เล็กส่วนต้นหรือที่กระเพาะอาหาร เหตุสามัญที่สุดรวมทั้ง
  • Diverticulitis[A][29] และ diverticulosis[B][33] ซึ่งเกิดจากกระเป๋า (pouch) ที่ยื่นออกจากผนังลำไส้ แล้วทำให้ผนังลำไส้อ่อนแอและเสี่ยงต่อการติดเชื้อจากแบคทีเรียที่อยู่ในทางเดินอาหาร และดังนั้น ก็จะเพิ่มความเสี่ยงต่าง ๆ รวมทั้งปัญหาเส้นเลือด (vascular compromise), การสะสมแบคทีเรียที่ที่ลำไส้ทะลุ (เป็นฝี), การเกิดช่องทะลุ (fistula) ต่อกับอีกส่วนหนึ่งของทางเดินอาหาร, และการอุดตันของลำไส้[29]
  • ถุงยื่น คือ Meckel's diverticulum เป็นส่วนเหลือแต่กำเนิดของท่อ omphalomesenteric duct ที่เชื่อมถุงไข่แดง (yolk sac) ของทารกในครรภ์กับลำไส้ และปกติจะปิดแล้วทำลายในช่วงพัฒนาการ แต่ถ้าท่อยังคงอยู่แม้แต่เป็นบางส่วน ก็อาจจะเกิดถุงยื่นหรือช่องทะลุ ซึ่งก็จะเสี่ยงเป็นแหล่งให้เลือดออก[34]
ลำไส้อักเสบ (Inflammatory bowel)
[แก้]

โรคที่ทำให้ทางเดินอาหารอักเสบอาจทำให้มีเลือดในอุจจาระ[35] เช่น การอักเสบอาจเกิดขึ้นในทางเดินอาหารที่ไหนก็ได้เนื่องจากโรค Crohn's disease[36] และเกิดในลำไส้ใหญ่ถ้ามีลำไส้ใหญ่อักเสบแบบมีแผล (ulcerative colitis)[37]

  • Crohn's disease[38]
  • ลำไส้ใหญ่อักเสบแบบมีแผล (ulcerative colitis)[39][40][41]

ลำไส้อักเสบ

[แก้]
ลำไส้ใหญ่อักเสบแบบติดเชื้อ
[แก้]
  • อาหารเป็นพิษ - แบคทีเรียที่สัมพันธ์กับอาการท้องร่วงแบบมีเลือดก็คือ E. coli
  • ลำไส้เล็กอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Campylobacter (Campylobacter enteritis)[43]
  • โรคบิดจากเชื้อชิเกลลา[44]
  • การติดเชื้อ Salmonella ทั่วกาย (Salmonellosis) รวมทั้ง Salmonella enteritis และ Salmonella enterocolitis[45][46]
  • กระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (bacterial gastroenteritis)[47]
    • จากแบคทีเรีย Campylobacter jejuni
    • จากแบคทีเรียที่สร้างสปอร์ คือ Clostridium dificile
    • ลำไส้เล็กอักเสบเหตุ Escherichia coli ซึ่งเป็นเหตุท้องร่วงของผู้เดินทางไกลมากที่สุด[48]
    • จากแบคทีเรีย Salmonella enterica
    • จากแบคทีเรีย Shigella dysenteriae[44] (ดูเพิ่มที่โรคบิด)
    • จากแบคทีเรีย Staphylococcus aureus[42]
ลำไส้เล็กอักเสบเหตุการรักษา
[แก้]
  • ลำไส้เล็กอักเสบเหตุการฉายรังสี (radiation enteritis)[49]

ปัญหาเส้นเลือด (vascular compromise)

[แก้]

เหตุอื่น ๆ

[แก้]
  • เลือดในอาหาร เช่น อาหารตามประเพณีของคนมาซายมักรวมเลือดที่ได้จากวัวควาย

การประเมิน/การตรวจ

[แก้]

การตรวจหาเลือดที่พบในอุจจาระจะขึ้นอยู่กับลักษณะเลือด (สี ปริมาณเป็นต้น) และถ้าบุคคลนั้นมีความดันต่ำบวกกับอัตราการเต้นหัวใจที่สูงขึ้นหรือไม่[2] การตรวจต่อไปนี้จะใช้ร่วมกันเพื่อกำหนดจุดที่เลือดออก

อุจจาระดำ (melena) ก็คืออุจจาระที่มีสีเข้ม คล้ายน้ำมันดิน เนื่องจากมีการย่อยเม็ดเลือดแดงเป็นบางส่วน[1] ส่วนเลือดสด ๆ (hematochezia) ก็คือเลือดสีแดงที่เห็นในส้วม ไม่ว่าจะอยู่ในอุจจาระหรือรอบ ๆ อุจจาระ[1] โดยเลือดปกติจะสันนิษฐานว่า มาจากทางเดินอาหารส่วนล่าง ซึ่งในเบื้องต้นจะตรวจไส้ตรงโดยใช้นิ้วคลำและตรวจเลือดแฝงในอุจจาระ ซึ่งถ้าพบผลบวก ก็จะตรวจด้วยการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ต่อไป[1][11][10][2] แต่ถ้ามีเลือดสดมากในอุจจาระ การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบน (EGD) ก็อาจจำเป็น[1][2][11][10] ถ้าไม่พบแหล่งเลือดออกด้วยวิธีตรวจเหล่านี้ แพทย์อาจส่องกล้องโดยแคปซูลเพื่อตรวจลำไส้เล็กให้ละเอียดขึ้น ซึ่งไม่สามารถเห็นได้ด้วยวิธีตรวจอื่น ๆ[10]

สำหรับอุจจาระดำ แพทย์จะตรวจไส้ตรงโดยใช้นิ้วคลำและตรวจเลือดแฝงในอุจจาระ แต่ถ้าสงสัยว่ามีเลือดออกจากทางเดินอาหารส่วนบน ก็อาจจะส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบน (EGD) ก่อนแล้วตรวจด้วยวิธีอื่น ๆ ทีหลังถ้ายังไม่สามารถกำหนดจุดที่เลือดออก[11][10]

การตรวจทวารหนักด้วยกล้อง (anoscopy) เป็นวิธีตรวจอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งสามารถใช้รวมกับการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (colonoscopy) เป็นวิธีที่ตรวจไส้ตรงและส่วนปลายของลำไส้ใหญ่ส่วนที่วิ่งลง[1][2]

สี ศัพท์แพทย์ ความบ่อย ปริมาณ ตัวอย่างของแหล่งเลือด
แดงสด Hematochezia
(เลือดออกสด ๆ)[1]
เป็นครั้งคราว น้อย โรคริดสีดวงทวาร, อาการอักเสบต่าง ๆ, ติ่งเนื้อเมือก[2]
แดงสด Hematochezia
(เลือดออกสด ๆ)[1]
อุจจาระเพิ่มขึ้น มีเลือดทุกครั้ง จำนวนมาก เลือดออกเร็ว เช่น แผลเปื่อย (ulcer), varice[D][2][11]
แดงเข้ม/ดำ อุจจาระดำ (melena)[1] มีเลือดเมื่อถ่ายทุกครั้ง บอกได้ยากเพราะรวมอยู่กับอุจจาระ เลือดออกช้า ๆ, มะเร็ง, แผลเปื่อย, แต่การใช้ยา peptobismol และการทานธาตุเหล็ก ก็อาจก่ออาการนี้[11]

ลักษณะอื่น ๆ

[แก้]

อุจจาระอาจมีเมือกด้วย[2] อุจจาระที่เหมือนกับน้ำมันดินทั่วไปจะเป็นพร้อมกับอุจจาระดำซึ่งเกิดเนื่องจากเลือดที่ได้ย่อยสลายเป็นบางส่วน[1]

อายุคนไข้

[แก้]

อายุของคนไข้เป็นเรื่องสำคัญเมื่อประเมินว่าอะไรเป็นเหตุให้เลือดออก[2]

อายุ กลุ่ม แหล่งเลือดที่พิจารณา
<20 ปี เด็ก/เยาวชน ปัญหาพันธุกรรม/ภูมิต้านตนเอง หรือปัญหาอวัยวะ/โครงสร้าง
20-60 ปี ผู้ใหญ่ ปัญหาพันธุกรรม/ภูมิต้านตนเอง สภาวะวิรูปของหลอดเลือด
>60 ปี ผู้สูงอายุ สภาวะวิรูปของหลอดเลือด โรคตับ มะเร็ง

การรักษา

[แก้]

การรักษาปัญหาเลือดในอุจจาระโดยมากขึ้นอยู่กับเหตุที่ทำให้เลือดออก เลือดออกมักทำให้ล้า เวียนศีรษะ ปวดหัว หรือแม้แต่หายใจไม่ออก โดยอาการเหล่านี้ก็จะต้องรักษาด้วย[55][56] เป็นอาการจากการเสียเลือด เกิดเพราะขาดเม็ดเลือดแดง ทำให้มีออกซิเจนไปยังเนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง ๆ น้อยลง[57][56] เลือดในอุจจาระสัมพันธ์กับภาวะแทรกซ้อนหนักโดยเป็นผลของการตกเลือด หรือการเสียเลือดอย่างช้า ๆ ซึ่งทำให้มีเฮโมโกลบินต่ำในเลือด (โลหิตจาง)[57]

โลหิตจาง

[แก้]

โลหิตจางเป็นภาวะแทรกซ้อนที่สามัญเมื่อมีเลือดในอุจจาระ โดยเฉพาะเมื่อมีจำนวนมากหรือมีเป็นระยะเวลานาน[57] และก็สัมพันธ์อย่างสามัญกับภาวะเลือดจางเหตุขาดธาตุเหล็กด้วย เนื่องจากความสำคัญของเหล็กในการสร้างเม็ดเลือดแดง[56] เมื่อแพทย์วินิจฉัยว่าโลหิตจางเนื่องจากมีเลือดในอุจจาระ ปกติก็จะให้วิตามินที่สำคัญในการสร้างเลือดด้วย รวมทั้งกรดโฟลิก วิตามินบี12 และวิตามินซี[56]

การรักษาโดยเฉพาะ

[แก้]

การรักษาการเลือดออกในบางกรณีสามารถทำได้เลยเมื่อกำลังตรวจวินิจฉัย เลือดออกที่เกิดจากเนื้องอกสามารถรักษาเมื่อส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (colonoscopy) แล้วตัดออก รักษาด้วยการผ่าตัด และด้วยวิธีอื่น ๆ โดยขึ้นอยู่กับรูปแบบและระยะของมะเร็ง[58] เช่นเดียวกัน มะเร็งกระเพาะอาหารก็สามารถรักษาขึ้นอยู่กับระยะ แม้ปกติจะต้องผ่าตัดและทำการบำบัดอย่างอื่น ๆ[59]

การรักษาปัญหาการบีบตัวของลำไส้ (motility) ซึ่งทำให้ท้องผูก ปกติก็เพื่อปรับการดำเนินของของเสียผ่านทางเดินอาหาร โดยใช้ยาที่ทำให้อุจจาระนิ่ม (stool softeners) ซึ่งออกฤทธิ์โดยการดูดน้ำให้เข้าไปในอุจจาระในลำไส้ใหญ่, โดยเพิ่มใยอาหาร, และโดยใช้ยาระบาย (osmotic laxative) ที่เพิ่มการบีบตัวของลำไส้ใหญ่โดยทั่วไป

การเพิ่มการบีบตัวของกระเพาะลำไส้โดยทั่วไปจะทำให้เบ่งน้อยลงเมื่ออุจจาระและลดโอกาสเสี่ยงการมีแผลที่ทวารหนัก[60] ซึ่งสัมพันธ์กับความเจ็บและเลือดที่กระดาษชำระ เป็นวิธีที่ต้องใช้เวลาเพื่อให้หายดี[61] การรักษารวมทั้งยาทาขยายหลอดเลือดคือ Nitrovasodilator หรือแคลเซียมแชนแนลบล็อกเกอร์ และการผ่าตัดในกรณีที่เรื้อรังหรือซับซ้อน[61]

เหมือนกับแผลที่ทวารหนัก ริดสีดวงภายในสามารถทำให้เลือดออกซึ่งเห็นบนกระดาษชำระ โดยสามารถคลำตรวจได้ที่ทวารหนัก การรักษาริดสีดวงจะขึ้นอยู่กับว่ามีเหตุที่เป็นมูลฐานหรือไม่ โรคริดสีดวงเนื่องจากหลอดเลือดดำบวมที่ทวารหนัก (anorectal varices) เพระเหตุตับแข็ง จะรักษาอาการได้โดยบ่อยครั้งต้องตัดออก[53]

ส่วนลำไส้ใหญ่อักเสบสามารถแบ่งเป็นแบบติดเชื้อและแบบเกิดเพราะยา และรักษาตามเหตุ แบบติดเชื้อ การรักษาจะขึ้นอยู่กับเชื้อที่ติด โดยปกติจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ แบบเกิดเพราะยา การรักษาก็คือเลิกยาที่ใช้ เช่น โรคแผลเปื่อยเพปติก (PUD) ที่เกิดจากยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตอรอยด์[24] อย่างไรก็ดี การเลิกฉายรังสีสำหรับคนไข้มะเร็งเป็นสิ่งที่ปฏิบัติไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ[62]

ปัญหาทางอวัยวะ/โครงสร้างที่ทำให้เลือดออกในอุจจาระมาจากเหตุหลายอย่าง ดังนั้น การรักษาก็จะต่าง ๆ กัน โรคแผลเปื่อยเพปติกเพียงอย่างเดียวก็มีเหตุหลายอย่าง แต่โดยทั่วไปก็จะควบคุมด้วยยายับยั้งการหลั่งกรดและอาจเพิ่มสารต้านตัวรับเอช2 หรือในกรณีหนัก อาจต้องผ่าตัด[11] ส่วน diverticulitis[A] และ diverticulosis[B] จะต้องรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ และอาจต้องผ่าตัด[29] ส่วนโรคลำไส้อักเสบ (IBD) ก็แบ่งออกเป็นภาวะต่าง ๆ เช่นกัน คือแบ่งเป็นลำไส้อักเสบแบบมีแผล (ulcerative colitis) และ Crohn's disease ซึ่งรักษาต่างกันและอาจต้องผ่าตัดในกรณีที่หนัก[36]

ดูเพิ่ม

[แก้]

เชิงอรรถ

[แก้]
  1. 1 2 diverticulitis หรือ colonic diverticulitis เป็นโรคทางเดินอาหาร ที่ส่วนยื่นออกจากเยื่อเมือกและชั้นใต้เยื่อเมือกของลำไส้ใหญ่เนื่องจากกล้ามเนื้อผนังลำไส้ไม่แข็งแรง เกิดการอักเสบ[26] อาการปกติรวมการปวดท้องด้านล่างที่เกิดอย่างฉับพลัน แต่ก็อาจใช้เวลาเกิดเป็นเวลา 2-3 วัน[26] ในอเมริกาเหนือและยุโรป มักจะปวดท้องทางด้านซ้าย และในเอเชีย บ่อยครั้งจะปวดทางด้านขวา[27][28] บางครั้งจะเป็นไข้ คลื่นไส้ ท้องร่วง ท้องผูก หรือมีเลือดในอุจจาระ[26] และอาจเกิดอย่างซ้ำ ๆ[27]
  2. 1 2 Diverticulosis เป็นภาวะที่ลำไส้ใหญ่เกิดกระเป๋า/ช่อง/ซอก (คือ diverticula) หลายอันที่ไม่ได้อักเสบ เป็นส่วนยื่นออกจากเยื่อเมือกและชั้นใต้เยื่อเมือกของลำไส้ใหญ่เนื่องจากกล้ามเนื้อผนังลำไส้ไม่แข็งแรง[30] ซึ่งปกติจะไม่มีอาการอะไร ๆ[31] จะเป็น Diverticular disease ก็ต่อเมื่อช่องเหล่านี้อักเสบ คือเป็น diverticulitis หรือเมื่อเลือดออก[32]
  3. ในวิทยาการทางเดินอาหาร angiodysplasia เป็นสภาวะวิรูปของหลอดเลือดแดงเล็กในท้อง เป็นเหตุสามัญของการเลือดออกในกระเพาะลำไส้และโลหิตจางที่ไม่มีสาเหตุอื่น ๆ รอยโรคมักจะเป็นหลายจุด และบ่อยครั้งจะเป็นที่กระพุ้งไส้ใหญ่ (cecum) หรือลำไส้ใหญ่ส่วนที่วิ่งขึ้น แต่ก็เกิดที่อื่น ๆ ได้เหมือนกัน
  4. 1 2 esophageal varices หรือ oesophageal varices เป็นเส้นเลือดดำใต้เยื่อเมือกในหลอดอาหาร 1/3 ส่วนล่างซึ่งพองอย่างมาก[50] บ่อยครั้งเป็นผลของ portal hypertension (ความดันในระบบหลอดเลือดดำที่วิ่งไปจากทางเดินอาหารไปยังตับ) โดยปกติเนื่องจากตับแข็ง คนไข้ที่มีอาการนี้โน้มเอียงในการเลือดออกสูง ปกติตรวจวินิจฉัยได้โดยส่องกล้องตรวจทางเดินอาหารส่วนบน (EGD)[51]

อ้างอิง

[แก้]
  1. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 Wilson (1990), chapter 85
  2. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 Cotter, Thomas G.; Buckley, Niamh S.; Loftus, Conor G. (2017). "Approach to the Patient With Hematochezia". Mayo Clinic Proceedings. 92 (5): 797–804. doi:10.1016/j.mayocp.2016.12.021.
  3. "Hemoglobin F". phpa.health.maryland.gov (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2017-12-06.
  4. "Apt-Downey test". www.allinahealth.org. 2016-03-29. สืบค้นเมื่อ 2017-12-06.
  5. pmhdev. "Lower Gastrointestinal Tract - National Library of Medicine". PubMed Health. สืบค้นเมื่อ 2017-12-02.
  6. pmhdev. "Gastrointestinal Tract - National Library of Medicine". PubMed Health. สืบค้นเมื่อ 2017-12-02.
  7. 1 2 Wilson, I. Dodd (1990). Walker, H. Kenneth; Hall, W. Dallas; Hurst, J. Willis (บ.ก.). Clinical Methods: The History, Physical, and Laboratory Examinations (3rd ed.). Boston: Butterworths. ISBN 040990077X. PMID 21250251. {{cite book}}: |ref=harv ไม่ถูกต้อง (help)
  8. 1 2 pmhdev. "Upper Gastrointestinal Tract - National Library of Medicine". PubMed Health. สืบค้นเมื่อ 2017-11-25.
  9. pmhdev. "Lower Gastrointestinal Tract - National Library of Medicine". PubMed Health. สืบค้นเมื่อ 2017-11-25.
  10. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 Harrison's Principles of Internal Medicine (19e ed.). New York, NY: McGraw-Hill. 2014. Part 14: The Gastrointestinal System, Chs 344,345,348,351,353,365. {{cite book}}: ไม่รู้จักพารามิเตอร์ |editors= ถูกละเว้น แนะนำ (|editor=) (help)
  11. 1 2 3 4 5 6 7 8 Moses, Scott (MD). "Upper Gastrointestinal Bleeding". www.fpnotebook.com (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2017-11-26.
  12. "What are Colon Cancer Symptoms". Coloncancer.about.com. 2009-01-20. สืบค้นเมื่อ 2012-01-31.
  13. "Colon cancer: Symptoms". MayoClinic.com. 2011-08-13. สืบค้นเมื่อ 2012-01-31.
  14. Lenz, Heinz-Josef (2009-03-06). "What are Early Symptoms of Colorectal Cancer? Watch out for Small Changes". Alexandria, Virginia: Fight Colorectal Cancer. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2009-03-10. สืบค้นเมื่อ 2013-02-23.
  15. "Colon Cancer Symptoms - Colorectal Cancer Symptoms". Webmd.com. 2010-10-31. สืบค้นเมื่อ 2012-01-31.
  16. "Crohn's Disease: Inflammatory Bowel Diseases (IBD) : Merck Manual Home Edition". Merckmanuals.com. สืบค้นเมื่อ 2012-01-31.
  17. Gastric Cancer จาก eMedicine
  18. Chatoor, D; Emmnauel, A (2009). "Constipation and evacuation disorders". Best Pract Res Clin Gastroenterol. 23 (4): 517–30. doi:10.1016/j.bpg.2009.05.001. PMID 19647687.{{cite journal}}: CS1 maint: uses authors parameter (ลิงก์)
  19. American Gastroenterological Association; Bharucha, AE; Dorn, SD; Lembo, A; Pressman, A (2013-01). "American Gastroenterological Association medical position statement on constipation". Gastroenterology (Review). 144 (1): 211–17. doi:10.1053/j.gastro.2012.10.029. PMID 23261064. {{cite journal}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |date= (help)
  20. "Complications". nhs.uk (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). สืบค้นเมื่อ 2017-12-06.
  21. MD, Scott Moses, (2017-11-05). "Gastrointestinal Bleeding". www.fpnotebook.com (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2017-11-26.{{cite web}}: CS1 maint: extra punctuation (ลิงก์)
  22. "Peptic ulcer: Symptoms". MayoClinic.com. 2011-01-06. สืบค้นเมื่อ 2012-01-31.
  23. 1 2 3 Moses, Scott (MD) (2017-11-05). "Peptic Ulcer Disease". www.fpnotebook.com (ภาษาอังกฤษ).
  24. 1 2 Wallace, J. L. (2000-02). "How do NSAIDs cause ulcer disease?". Bailliere's Best Practice & Research. Clinical Gastroenterology. 14 (1): 147–159. doi:10.1053/bega.1999.0065. PMID 10749095. {{cite journal}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |date= (help)
  25. Testerman, Traci L; Morris, James (2014-09-28). "Beyond the stomach: An updated view of Helicobacter pylori pathogenesis, diagnosis, and treatment". World Journal of Gastroenterology. 20 (36): 12781–12808. doi:10.3748/wjg.v20.i36.12781. ISSN 1007-9327. PMC 4177463. PMID 25278678.
  26. 1 2 3 "Diverticular Disease". niddk.nih.gov. 2013-09. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |date= (help)
  27. 1 2 "Diverticulosis today: unfashionable and still under-researched". 2016. PMID 26929783. {{cite journal}}: Cite journal ต้องการ |journal= (help)
  28. Feldman, Mark (2010). Sleisenger & Fordtran's Gastrointestinal and liver disease pathophysiology, diagnosis, management (9th ed.). MD Consult. p. 2084. ISBN 9781437727678.{{cite book}}: CS1 maint: uses authors parameter (ลิงก์)
  29. 1 2 3 Linzay, Catherine D.; Pandit, Sudha (2017). StatPearls. Treasure Island (FL): StatPearls Publishing. PMID 29083630.
  30. "Diverticulosis and Diverticulitis". 2016. PMID 27156370. {{cite journal}}: Cite journal ต้องการ |journal= (help)
  31. "Diverticular Disease". niddk.nih.gov. 2013-09. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |date= (help)
  32. "Review article: the pathophysiology and medical management of diverticulosis and diverticular disease of the colon". 2015-07. PMID 26202723. {{cite journal}}: Cite journal ต้องการ |journal= (help); ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |date= (help)
  33. "Diverticulitis: Diverticular Disease: Merck Manual Home Edition". Merckmanuals.com. สืบค้นเมื่อ 2012-01-31.
  34. Sagar, Jayesh; Kumar, Vikas; Shah, D K (2006-10). "Meckel's diverticulum: a systematic review". Journal of the Royal Society of Medicine. 99 (10): 501–505. doi:10.1258/jrsm.99.10.501. ISSN 0141-0768. PMC 1592061. PMID 17021300. {{cite journal}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |date= (help)
  35. "Learn the Facts About Crohn's Disease". Crohn’s and Colitis. สืบค้นเมื่อ 2017-12-06.
  36. 1 2 "What is Crohn's Disease | Causes of Crohn's | Crohn's & Colitis Foundation". www.crohnscolitisfoundation.org (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2017-12-06.
  37. "Ulcerative Colitis". NIDDK. 2014-09. สืบค้นเมื่อ 2017-12-06. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |date= (help)
  38. "Crohn's disease: Symptoms". MayoClinic.com. 2011-08-09. สืบค้นเมื่อ 2012-01-31.
  39. Travis, SP; Higgins, PD; Orchard, T; Van Der Woude, CJ; Panaccione, R; Bitton, A; O'Morain, C; Panés, J; Sturm, A; Reinisch, W; Kamm, MA; D'Haens, G (2011-07). "Review article: defining remission in ulcerative colitis". Aliment Pharmacol Ther (Review). 34 (2): 113–24. doi:10.1111/j.1365-2036.2011.04701.x. PMID 21615435. {{cite journal}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |date= (help)CS1 maint: uses authors parameter (ลิงก์)
  40. Walmsley, R.S.; Ayres, R.C.S.; Pounder, R.E.; Allan, R N (1998). "A simple clinical colitis activity index". Gut. 43 (1): 29–32. doi:10.1136/gut.43.1.29. ISSN 0017-5749. PMC 1727189.
  41. Walmsley, R S; Ayres, R.C.S.; Pounder, R E; Allan, R.N. (1998). "A simple clinical colitis activity index: Table One". Gut. 43 (1): 29–32. doi:10.1136/gut.43.1.29. ISSN 0017-5749. PMC 1727189. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2016-06-17. สืบค้นเมื่อ 2016-05-24.
  42. 1 2 MedlinePlus Encyclopedia Enteritis
  43. MedlinePlus Encyclopedia Campylobacter infection
  44. 1 2 "Shigellosis". National Center for Emerging and Zoonotic Infectious Diseases, Centers for Disease Control and Prevention.
  45. MedlinePlus Encyclopedia Salmonella enterocolitis
  46. "Salmonella infection: Symptoms". MayoClinic.com. 2011-04-16. สืบค้นเมื่อ 2012-01-31.
  47. MedlinePlus Encyclopedia Bacterial gastroenteritis
  48. MedlinePlus Encyclopedia E. coli enteritis
  49. MedlinePlus Encyclopedia Radiation enteritis
  50. Rubin's Pathology: Clinicopathologic Foundations of Medicine. p. 612. {{cite book}}: ไม่รู้จักพารามิเตอร์ |editors= ถูกละเว้น แนะนำ (|editor=) (help)
  51. "The role of endoscopy in portal hypertension". 2005. PMID 15920321. {{cite journal}}: Cite journal ต้องการ |journal= (help)
  52. "Esophageal varices: Symptoms". MayoClinic.com. 2010-10-30. สืบค้นเมื่อ 2012-01-31.
  53. 1 2 "Hemorrhoids". National Digestive Diseases Information Clearinghouse, National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases, National Institutes of Health. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2014-03-11. สืบค้นเมื่อ 2018-09-14.
  54. "Hemorrhoids: Symptoms". Mayo Clinic.
  55. pmhdev. "Anemia - National Library of Medicine". PubMed Health. สืบค้นเมื่อ 2017-12-09.
  56. 1 2 3 4 "Anemia - Symptoms and causes - Mayo Clinic". www.mayoclinic.org (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2017-12-09.
  57. 1 2 3 "Anemia | Symptoms and Conditions | MUSC DDC". ddc.musc.edu (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2017-12-07.
  58. "Treatment of Colon Cancer, by Stage". www.cancer.org. สืบค้นเมื่อ 2017-12-09.
  59. "Treatment Choices by Type and Stage of Stomach Cancer". www.cancer.org. สืบค้นเมื่อ 2017-12-09.
  60. "Constipation - Diagnosis and treatment - Mayo Clinic". www.mayoclinic.org (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2017-12-09.
  61. 1 2 McCallion, K.; Gardiner, K. R. (2001-12-01). "Progress in the understanding and treatment of chronic anal fissure". Postgraduate Medical Journal (ภาษาอังกฤษ). 77 (914): 753–758. doi:10.1136/pmj.77.914.753. ISSN 0032-5473. PMC 1742193. PMID 11723312.
  62. Stacey, Rhodri; Green, John T. (2014-01). "Radiation-induced small bowel disease: latest developments and clinical guidance". Therapeutic Advances in Chronic Disease. 5 (1): 15–29. doi:10.1177/2040622313510730. ISSN 2040-6223. PMC 3871275. PMID 24381725. {{cite journal}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |date= (help)