เลย์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

เลย์ (อังกฤษ: Lay's) เป็นชื่อผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยว มันฝรั่งทอดกรอบ ของบริษัทฟริโต-เลย่ ประเทศสหรัฐอเมริกา สำหรับในประเทศไทย มีบริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด (ฟริโต - เลย์) เป็นผู้ผลิตและตัวแทนจำหน่าย ซึ่งนับเป็นผู้นำในตลาดขนมขบเคี้ยวของประเทศไทย โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดถึง 70% มีฐานการผลิตอยู่ที่ เลขที่99/9-10 ถนนซุปเปอร์ไฮเวย์เชียงใหม่-ลำปาง หมู่ที่11 ตำบลอุโมงค์ อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน 51150 (ข้อมูลเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548[1])

ประวัติ[แก้]

      นาย เฮอร์แมน เลย์ เริ่มทำธุรกิจมันฝรั่งแผ่กดกเนทอดกรอบที่เมืองแนชวิลล์ รัฐเทสเนสซี ในปี 1961 ดูลิน และ เลย์ ได้ตกลงที่จะร่วมกิจการระหว่างธุรกิจของพวกเขาเพื่อจัดตั้ง บริษัท Frito – Lay

ต่อมาหน่วย ธุรกิจ Frito-Lay North America ทำรายได้รวม 29 % ของรายได้ทั้งหมดของ PepsiCo และเป็น 36% ของกำไรบริษัท มีส่วนแบ่งการตลาด 70% ของธุรกิจขนมขบเคี้ยวในอเมริกาแต่ในระยะหลังมียอดการจำหน่ายที่ลดลงธุรกิจ เครื่องดื่มอัดลมของเป๊ปซี่ เล็งเห็น แนวโน้มหลักของธุรกิจนี้คือ การหันมาให้ความสำคัญกับคุณค่าของขนมขบเคี้ยวที่เพิ่มมากขึ้น โดยเชื่อว่าเป็นการรางวัลกับตัวเองด้วยของกินที่มีคุณค่าและมีรสชาติดีผู้ ผลิตหลายรายมีการพัฒนารสชาติใหม่ ขึ้นมาโดยใช้น้ำมันที่ดีต่อสุขภาพ มากขึ้น มีการปรับรสชาติให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค มีการจัดทำ package ที่มีขนาดเล็กลงเพื่อให้คำนึงถึงปริมาณที่คนบริโภคมากขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยง การกินในปริมาณที่มากเกินไปและยังสามารถพกพาได้สะดวกมากยิ่งขึ้น Frito-Lay เป็นขนมที่ครองตลาดได้มากที่สุดในอเมริกาที่วางจำหน่ายของอุปโภคสะดวกซื้อ โดยอาหารกึ่งสำเร็จรูปบรรจุห่อเพื่อให้รับประทานได้สะดวก และใช้เวลาเตรียมเพียงเล็กน้อย รวมไปถึง ขนมขบเคี้ยวที่มีรสเค็ม และหวาน เช่น มันฝรั่งทอด เพรซเซิ้ล ข้าวโพดคั่ว แครกเกอร์ ถั่ว ธัญพืช คุ้กกี้ เป็นต้น ในปี 2008 มีการปรับปรุงประสิทธิภาพขนมขบเคี้ยวให้ดีต่อสุขภาพ เป็นการริเริ่มกลยุทธ์ใหม่ให้เป็นกลยุทธ์หลัก โดยพยายามลดส่วนประกอบที่เป็นไขมันออกจากขนมทั้งหมดของบริษัท เช่น Frito-Lay, Ruffles, Cheetos, Toritos, Doritos และมีความพยายามที่จะมองหานวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะทำให้ขนมขบเคี้ยวให้ดีต่อสุขภาพมากขึ้น โดยเปิดตัวมันฝรั่งทอด Lay’s รสคลาสสิกที่ทอดด้วยน้ำมันดอกทานตะวัน และยังคงรักษารสชาดเดิมไว้ได้แต่สามารถลดไขมันชนิดอิ่มตัวลงได้ถึง 50%

อ้างอิง[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]