เรือวาซา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
Vasa
กราบซ้ายหัวเรือวาซา
ประวัติ (ประเทศสวีเดน)
วางกระดูกงู: 1626
ปล่อยลงน้ำ: มีนาคม 1627
จุดจบ: จมในปี 1628, กู้ในปี 1961, ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ในพิพิธภัณฑ์เรือ
ลักษณะเฉพาะ
ขนาด (ตัน): ระวางขับน้ำ 1210 ตัน
ความยาว:
  • ความยาวเรือ: 69 ม. (226 ฟุต)
  • ความยาวระหว่างเส้นตั้งฉาก 47.5 ม. (155.8 ฟุต)
ความกว้าง: 11.7 ม. (38 ฟุต)
ความสูง: 52.5 ม. (172 ฟุต)
กินน้ำลึก: 4.8 ม. (16 ฟุต)
ใบจักร: ใบเรือ, 1,275 ตารางเมตร (13,720 ตารางฟุต)
ลูกเรือ: ลูกเรือ 145 นาย, ทหาร 300 นาย
ยุทโธปกรณ์:
  • ปืน 64 กระบอก ประกอบด้วย:
  • 24-ปอนด์—48 กระบอก
  • 3-ปอนด์—8 กระบอก
  • 1-ปอนด์—2 กระบอก
  • ปืนครก—6 กระบอก
หมายเหตุ: แหล่งทีมาของมิติและขนาดของเรือ[1]

วาซา (Vasa หรือ Wasa;[2] การออกเสียงภาษาสวีเดน: [²vɑːsa]) คือเรือรบปลดระวางของประเทศสวีเดน ซึ่งสร้างขึ้นระหว่างปี 1626 และ 1628 เรือได้อับปางจมลงในการเดินเรือครั้งแรกเมื่อแล่นไปได้เพียง 1,300 เมตร (1,400 หลา) ในวันที่ 10 สิงหาคม 1628 แต่จุดที่เรือจมไม่เป็นที่ชัดเจนนัก แม้มีการเก็บกู้ปืนใหญ่สัมฤทธิ์ส่วนมากของเรือขึ้นมาได้ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 จนกระทั่งปลายคริสต์ทศวรรษที่ 1950 จึงมีการพบตำแหน่งของเรือท่ามกลางเส้นทางเดินเรือที่วุ่นวายนอกอ่าวสต็อกโฮล์ม ตัวเรือถูกเก็บกู้ในปี 1961 และนำมาเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ชั่วคราวที่เรียกว่า Wasavarvet (อู่เรือวาซา) จนกระทั่งปี 1988 เรือจึงได้ถูกย้ายมาเก็บรักษาถาวรที่พิพิธภัณฑ์เรือวาซาในอุทยานแห่งชาตินครหลวง (Royal National City Park)[3] ในเมืองสต็อกโฮล์ม เรือเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งหนึ่งในประเทศสวีเดน โดยมีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมเยียนมากกว่า 35 ล้านคนตั้งแต่ปี 1961[4] ตั้งแต่เรือถูกค้นพบ วาซา ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ 'ช่วงเวลาอันยิ่งใหญ่' ของประเทศสวีเดน

เรือถูกสร้างขึ้นภายใต้คำสั่งของกุสตาฟวัส อดอลฟัส (Gustavus Adolphus) กษัตริย์แห่งสวีเดน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขยายอำนาจทางทหารเพื่อทำสงครามกับโปแลนด์–ลิทัวเนีย (1621–1629) เรือต่อขึ้นที่อู่ทหารเรือในสต็อกโฮล์มโดยวิสาหกิจเอกชนในระหว่างปี 1626–1627 มีการตกแต่งอย่างหรูหรา และติดตั้งอาวุธหลักซึ่งเป็นปืนใหญ่สัมฤทธิ์ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับเรือและหล่อขึ้นในสต็อกโฮล์มเช่นเดียวกัน วาซาสามารถถือได้ว่าเป็นหนึ่งในเรือติดอาวุธที่ทรงพลังที่สุดในโลกในขณะนั้น แต่อย่างไรก็ตาม เรือกลับไม่มีเสถียรภาพและมีน้ำหนักมากเกินไปในโครงสร้างส่วนบนของตัวเรือ ส่งผลให้เรือจมลงภายในไม่กี่นาทีหลังเดินเรือและประสบกับกระแสลมแรง

คำสั่งให้แล่นเรือเป็นผลมาจากการรวมกันของหลายปัจจัย ได้แก่ กษัตริย์ซึ่งเป็นผู้นำกองทัพในโปแลนด์ในช่วงเวลานั้น ร้อนใจต้องการเห็นวาซาเป็นเรือธงของกองหนุนที่แอลสเนบิน (Älvsnabben) ในหมู่เกาะสตอกโฮล์ม และในขณะเดียวกันผู้ใต้บังคับบัญชาของกษัตริย์ยังขาดความกล้าหาญในการหารือถึงปัญหาของเรืออย่างเปิดเผยหรือดำเนินการเลื่อนการเดินเรือครั้งแรกออกไป คณะองคมนตรีแห่งสวีเดนได้เข้ามาทำการไต่สวนหาผู้รับผิดชอบในเหตุการณ์การอับปางของวาซานี้ แต่สุดท้ายไม่มีใครถูกลงโทษ

ในช่วงปี 1961 มีการค้นพบโบราณวัตถุหลายพันชิ้นและซากศพของอย่างน้อย 15 ศพทั้งในและรอบ ๆ ตัวเรือวาซาโดยนักโบราณคดีทางทะเล ในบรรดาสินค้าที่ค้นพบมากมาย ประกอบด้วย เสื้อผ้า อาวุธ ปืนใหญ่ เครื่องมือ เหรียญ มีด อาหาร เครื่องดื่ม และใบเรือ สิ่งประดิษฐ์และตัวเรือเองได้ให้ข้อมูลเชิงลึกที่มีค่าแก่นักวิชาการในรายละเอียดเกี่ยวกับยุทธนาวี เทคนิคการต่อเรือ และชีวิตประจำวันในต้นศตวรรษที่ 17 ของประเทศสวีเดน

ส่วนบนของกระดานขวางท้ายเรือ

พื้นหลัง[แก้]

แผนที่ดินแดนของสวีเดนที่แสดงถึงการขยายดินแดนและเสียดินแดนในระหว่างปี ค.ศ. 1560–1815 ในปีเรือวาซาที่สร้างขึ้นและจมลง สวีเดนยังไม่ได้ขยายดินแดนไปถึงยังเมืองทางใต้ในปัจจุบัน แต่ครอบครองพื้นที่ที่เป็นของประเทศเอสโตเนียและประเทศเอสโตเนีย รวมทั้ง อินเกรีย (Ingria) และคาเรเลียในปัจจุบัน

ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 17 สวีเดนมีประชากรกระจัดกระจาย ยากจน และเป็นอาณาจักรทางยุโรปเหนือที่มีอิทธิพลเพียงน้อยนิดต่อมหาอำนาจที่สำคัญในการเมืองของทวีปยุโรป ระหว่างปี ค.ศ. 1611 และ 1718 สวีเดนมีอำนาจมากขึ้นในทะเลบอลติกจนในที่สุดก็ได้ครอบครองอาณาเขตที่ครอบคลุมทะเลบอลติกในทุกด้าน และนำไปสู่อำนาจในกิจการระหว่างประเทศและทางทหารที่เพิ่มขึ้นเรียกว่า stormaktstiden ('ยุคแห่งความยิ่งใหญ่' หรือ 'ช่วงพลังอันยิ่งใหญ่') ซึ่งเกิดขึ้นได้โดยการสืบสันตติวงศ์ และการจัดตั้งรัฐบาลกลางที่มีอำนาจเต็ม สนับสนุนองค์กรทางทหารที่มีประสิทธิภาพสูง นักประวัติศาสตร์ชาวสวีเดนได้อธิบายว่านี่เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่สุดโต่งที่สุดของรัฐยุคสมัยใหม่ช่วงต้นที่ใช้ทรัพยากรเกือบทั้งหมดในการทำสงคราม อาณาจักรเล็กๆทางเหนือได้แปรสภาพมาเป็นรัฐเศรษฐศาสตร์การทหาร (Fiscal-military state) และเป็นหนึ่งในรัฐการทหารมากที่สุดในประวัติศาสตร์[5]

กษัตริย์กุสตาฟวัส อดอลฟัส (ค.ศ. 1594–1632) ถือว่าเป็นหนึ่งในกษัตริย์สวีเดนองค์หนึ่งที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในแง่ของการสงคราม เมื่อเรือวาซาถูกสร้างขึ้นพระองค์ครองราชมามากกว่าทศวรรษแล้ว ในช่วงปลายรัชสมัย สวีเดนเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการทำสงครามกับโปแลนด์ - ลิทัวเนียและได้ตระหนักถึงสงครามสามสิบปีที่กำลังก่อตัวขึ้น ซึ่งตามแผนของพระองค์สำหรับการรณรงค์โปแลนด์และเพื่อรักษาผลประโยชน์ของสวีเดนจำเป็นต้องมีกองทัพเรือที่แข็งแกร่งในทะเลบอลติก[6]

กองทัพเรือประสบความล้มเหลวอย่างรุนแรงหลายครั้งในช่วงปีคริสต์ศตวรรษที่ 1620 ในปี ค.ศ. 1625 ขณะกองเรือรบเดินเรือในอ่าวรีกาได้ประสบกับพายุทำให้เรือสิบลำเกยตื้นและอับปาง ในยุทธการที่โอลิวา ( the Battle of Oliwa) ค.ศ. 1627 กองเรือรบสวีเดนพ่ายแพ้ต่อกองทัพโปแลนด์และสูญเสียเรือรบขนาดใหญ่สองลำ Tigern ('เสือ') ซึ่งเป็นเรือธงถูกยึดและ Solen ('พระอาทิตย์') ถูกระเบิดทำลายโดยลูกเรือเมื่อเรือใกล้ถูกยึด ในปี ค.ศ. 1628 ได้สูญเสียเรือรบขนาดใหญ่สามลำในเวลาไม่ถึงเดือน

การก่อสร้าง[แก้]

อาวุธยุทธภัณฑ์[แก้]

การตกแต่ง[แก้]

การเดินทางครั้งแรก[แก้]

การสอบสวน[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. "Vasa in Numbers, Vasa Museum
  2. The original name of the ship was Vasen ("the fascine"), after the heraldic symbol on the coat of arms of the House of Vasa, which was also part of the coat of arms of Sweden at the time. Vasa has since become the most widely recognised name of the ship, largely because the Vasa Museum chose this form of the name as its 'official' orthography in the late 1980s. This spelling was adopted because it is the form preferred by modern Swedish language authorities, and conforms to the spelling reforms instituted in Sweden in the early 20th century.
  3. Schantz, P. 2006. The Formation of National Urban Parks: a Nordic Contribution to Sustainable Development? In: The European City and Green Space; London, Stockholm, Helsinki and S:t Petersburg, 1850-2000 (Ed. Peter Clark), Historical Urban Studies Series (Eds. Jean-Luc Pinol & Richard Rodger), Ashgate Publishing Limited, Aldershot, pp. 159-174.
  4. 11 million at Wasavarvet 1961–88 and 18 million at the permanent museum since 1990. The total is based on statistics from the official website of the Vasa Museum: (สวีเดน) "Museets besökare" Archived 14 August 2010 at the Wayback Machine., 2011; "Vasas sista färd" Archived 18 August 2010 at the Wayback Machine., 2000(?).
  5. Hocker in Cederlund (2006), pp. 36–39; see also Jan Glete's paper The Swedish fiscal-military state and its navy, 1521–1721.
  6. Roberts (1953–58)

บรรณานุกรม[แก้]

  • (สวีเดน) Cederlund, Carl Olof (1997) Nationalism eller vetenskap? Svensk marinarkeologi i ideologisk belysning. ISBN 91-7203-045-3
  • Cederlund, Carl Olof (2006) Vasa I, The Archaeology of a Swedish Warship of 1628, series editor: Fred Hocker ISBN 91-974659-0-9
  • (สวีเดน) Dal, Lovisa and Hall Roth, Ingrid Marinarkeologisk tidsskrift, 4/2002
  • Hocker, Fred (2011) Vasa: A Swedish Warship. Medströms, Stockholm. ISBN 978-91-7329-101-9
  • Kvarning, Lars-Åke and Ohrelius, Bengt (1998) The Vasa: the Royal Ship ISBN 91-7486-581-1
  • Roberts, Michael (1953–58) Gustavus Adolphus: A History of Sweden 1611–1632 (2 vols, 1953, 1958)
  • (สวีเดน) Sandström, Anders (1982) Sjöstrid på Wasas tid: Wasastudier, nr 9 ISBN 91-85268-15-1
  • Soop, Hans (1986) The Power and the Glory: The Sculptures of The Warship Wasa ISBN 91-7402-168-0
  • (สวีเดน) Modellen: Vasamodeller från när och fjärran (1997), ISBN 91-85268-69-0 (Vasa Museum exhibit catalog)
  • Franzén, Anders (1974) The Warship Vasa: deep diving and marine archaeology in Stockholm. Norstedt, Stockholm. ISBN 91-1-745002-0

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]


พิกัดภูมิศาสตร์: 59°19′40″N 18°05′28″E / 59.32778°N 18.09111°E / 59.32778; 18.09111