ข้ามไปเนื้อหา

เรือประจัญบานชั้นรีเชอลีเยอ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
รีเชอลีเยอ หลังรับการปรับปรุงในสหรัฐ
ภาพรวมชั้น
ชื่อ: ชั้นรีเชอลีเยอ
ผู้สร้าง:
  • Arsenal de Brest
  • Ateliers et Chantiers de Saint-Nazaire Penhoët
ผู้ใช้งาน:  กองทัพเรือฝรั่งเศส
ก่อนหน้าโดย: ชั้นเดิงแกร์ก
ตามหลังโดย: ชั้นอาลซัส (แผนงาน)
ชั้นย่อย: กัสกอญ
สร้างเมื่อ: 1935–1955
ในราชการ: 1940–1970
วางแผน: 4 ลำ
เสร็จแล้ว: 2 ลำ
ยกเลิก: 2 ลำ
จำหน่ายทิ้ง: 2 ลำ
ลักษณะเฉพาะ (การออกแบบแรกเริ่ม)
ชั้น: เรือประจัญบานความเร็วสูง
ขนาด (ระวางขับน้ำ):
  • มาตรฐาน: 37,850 ตัน
  • เต็มพิกัด: 44,698 ตัน
ความยาว: 247.85 เมตร
ความกว้าง: 33.08 เมตร
กินน้ำลึก: เต็มพิกัด: 9.9 เมตร
ระบบพลังงาน:
ระบบขับเคลื่อน:
ความเร็ว: 32 นอต (59 กิโลเมตรต่อชั่วโมง; 37 ไมล์ต่อชั่วโมง)
พิสัยเชื้อเพลิง: 17,600 กม. ที่ 15 น็อต
อัตราเต็มที่: 1,569 นาย
ยุทโธปกรณ์:
เกราะ:
อากาศยาน: 4 × Loire 130 seaplanes
อุปกรณ์สนับสนุนการบิน: 2 × catapults
ลักษณะเฉพาะ (รีเชอลีเยอ หลังปรับปรุงในปี 1943)
ขนาด (ระวางขับน้ำ):
  • Standard: 43,957 t (43,263 long ton)
  • Full load: 47,728 t (46,974 long ton)
กินน้ำลึก: Full load: 10.68 m (35 ft)
อัตราเต็มที่: 1,930
ระบบตรวจการและปฏิบัติการ:
ยุทโธปกรณ์:
ลักษณะเฉพาะ (ฌ็อง บาร์ เมื่อต่อเสร็จ)
ขนาด (ระวางขับน้ำ):
  • Normal: 43,052 t (42,372 long ton)
  • Full load: 49,196 t (48,419 long ton)
กินน้ำลึก: 10.9 m (36 ft)
อัตราเต็มที่: 2,220
ระบบตรวจการและปฏิบัติการ:
ยุทโธปกรณ์:
  • 8 × 380 mm guns
  • 9 × 152 mm guns
  • 12 × 100 mm AA guns
  • 28 × 57 mm (2.2 in) AA guns

เรือประจัญบานชั้น รีเชอลีเยอ (อังกฤษ: Richelieu-class battleship) เป็นเรือประจัญบานความเร็วสูงที่สร้างขึ้นสำหรับกองทัพเรือฝรั่งเศสในช่วงทศวรรษที่ 1930 เพื่อหวังจะใช้ในสงครามโลกครั้งที่สอง แต่มันกลับสร้างเสร็จไม่ทันสงครามเริ่ม

ประวัติ

[แก้]

เรือประจัญบานชั้นรีเชอลีเยอได้รับการสั่งสร้างเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 1935 เพื่อโต้ตอบกับการสั่งสร้างเรือประจัญบานชั้นลิตโตรีโอของอิตาลี โดยยึดแบบการจัดวางป้อมปืนหลักแบบเดียวกับเรือประจัญบานชั้นเดิงแกร์ก แต่ขยายขนาดให้รองรับปืนขนาด 380 มม. พร้อมปรับปรุงตัวเรือและหม้อน้ำให้สั้นและกะทัดรัดกว่าเดิม เพื่อรักษาขีดจำกัดระวางขับน้ำให้เป็นไปตามสนธิสัญญานาวิกวอชิงตัน

เรือประจัญบานชั้นนี้มีแผนการสร้างสองลำ ได้แก่ รีเชอลีเยอ และ ฌ็อง บาร์ แต่ทั้งสองลำสร้างไม่ทันเริ่มสงครามโลกครั้งที่สอง โดยเรือรีเชอลีเยอสร้างเสร็จทันก่อนฝรั่งเศสพ่ายแพ้ในยุทธการที่ฝรั่งเศส จึงเดินทางไปหลบในแอฟริกาตะวันตกล่วงหน้า ส่วนเรือฌ็อง บาร์ ยังต่อไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่ถูกเร่งให้ออกเรือโดยด่วนหลังฝรั่งเศสล่มสลาย จึงต้องอพยพไปยังท่าเรือกาซาบล็องกา เพื่อเลี่ยงไม่ให้ถูกยึดโดยเยอรมัน

เรือรีเชอลีเยอถูกส่งไปสหรัฐอเมริกาเพื่อซ่อมแซมและติดตั้งระบบใหม่ และเข้าร่วมปฏิบัติการทางเรือกับกองทัพเรืออังกฤษในปี 1944 ก่อนย้ายไปประจำการยังกองเรือภาคตะวันออกของอังกฤษในมหาสมุทรอินเดีย ส่วนเรือฌ็อง บาร์ เสร็จสมบูรณ์และเข้าประจำการในปี 1955 ทำหน้าที่ในอินโดจีนและคลองสุเอซ

ลักษณะ

[แก้]
แบบแปลนเรือประจัญบานชั้นดันเคิร์ก อันเป็นพื้นฐานในการออกแบบเรือประจัญบานชั้นริเชอริเยอ

ในช่วงระหว่างสงคราม กองทัพเรือของฝรั่งเศสได้เริ่มเฝ้าระวังภัยคุกคามจากชาติข้างเคียง นั่นก็คืออิตาลี โดยในอิตาลีนั้นได้มีการพัฒนาเรือรบชุดใหม่ ซึ่งก็คือโครงการเรือประจัญบานชั้นลิตโตลิโอ (Littorio class) ซึ่งเรือประจัญบานในชั้นนี้ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับเรือประจัญบานชั้นดันเคิร์กของฝรั่งเศส โดยได้มีการติดตั้งป้อมปืน 381 มม. (15 นิ้ว) จำนวน 9 ป้อมปืน ซึ่งมีศักยภาพมากกว่าป้อมปืนใหญ่ 330 มม. (13 นิ้ว) แปดป้อมปืนของฝรั่งเศส เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของกองทัพเรือฝรั่งเศส พวกเขาจึงมีดำริที่จะออกแบบเรือชุดใหม่ที่มีระวางน้ำและขีดความสามารถทั้งหมด ให้มากที่สุดเท่าที่กำหนดไว้ในสนธิสัญญานาวิกวอชิงตัน นั่นก็คือการพัฒนาเรือที่มีขนาดระวางน้ำที่ 35,000 ตัน และป้อมปืนที่มีปืนใหญ่ยาว 16 นิ้ว

เป้าหมายของเรือชุดใหม่ที่ต้องการจะสร้างนั้น ฝรั่งเศสต้องการเรือประจัญบานที่มีขีดความสามารถสูงที่สุดเท่าที่กฎหมายระหว่างประเทศได้ระบุเอาไว้ โดยต้องการพัฒนาเรือที่สามารถทำความเร็วได้ 29.5 – 30 น็อต แต่ก็ต้องมีเกราะหนากว่า 14 นิ้ว และก็ต้องมีทั้งป้อมปืนหลักที่ต้องติดตั้งปืนใหญ่ที่มีขนาดอยู่ที่ราว 380 มม. ไม่ก็ 406 มม.

การออกแบบเรือใหม่ มีพื้นฐานดั้งเดิมมาจากเรือประจัญบานชั้นดันเคิร์ก เพื่อประหยัดเวลาในการออกแบบ แต่ขยายสเกลของเรือให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เร็วขึ้น และเกราะหนาขึ้น และที่สำคัญต้องออกแบบเพื่อรองรับปืน 8 กระบอก โดยตั้งเป้าเป็นป้อมปืนคู่ที่ป้อมหนึ่งจะมีปืนสี่กระบอก ตั้งลดหลั่นกันอยู่ด้านหน้าของตัวเรือ

อย่างไรก็ตามการออกแบบนั้นต้องพบกับอุปสรรคเป็นอย่างมาก เพราะการสร้างให้เรือชุดใหม่สามารถรองรับป้อมปืนที่รองรับปืนใหญ่ 406 มม. นั้นเอาไว้โดยที่ยังคงพื้นฐานทางความเร็วเอาไว้ที่ 29-30 น็อต แทบเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ทางการทหารของฝรั่งเศสจึงได้คิดแผนเสนอการพัฒนาเรือชุดใหม่ขึ้นมาจำนวน 6 แผน ด้วยกัน แผนแรก (Project 1) คือการเพิ่มขนาดและสเปคโดยยังคงอิงขนาดและขีดความสามารถมาจากเรือประจัญบานชั้นดันเคิร์ก แต่แผน 2-4 จะเปลี่ยนขนาดป้อมปืนให้แตกต่างออกไป โดยอิงแบบมาจากเรือประจัญบานชั้นเนลสัน (Nelson class) ของอังกฤษ

แผนสอง (Project 2) คือการวางแผนป้อมปืนหลัก ให้มีป้อมสองป้อม แต่ละป้อมมีปืนอยู่สองกระบอก และมีป้อมปืนรองสองป้อมขนาบข้างแทน แผนสาม (Project 3) คือมีป้อมปืนใหญ่สี่กระบอกเป็นป้อมหลัก และมีป้อมปืนคู่เป็นป้อมรองอีกสองป้อม ส่วนแผนสี่ (Project 4) ใช้ป้อมปืนใหญ่สามกระบอก จำนวนสามป้อม พร้อมป้อมปืนรองสองแห่งที่ออกแบบแตกต่างกัน นอกจากนี้ยังมีแผนอีกสองแผนที่แตกต่างออกไป คือ แผนห้า (Project 5) และแผนห้าพลัส (Project 5 bis) ที่ต้องการปรับเปลี่ยนการวางโครงปืน โดยให้มีป้อมปืนใหญ่สี่กระบอก ตั้งอยู่ทั้งหัวและท้ายเรือ และมีป้อมปืนรองขนาด 130 มม. (5.1 นิ้ว) จำนวนสี่ป้อมเช่นเดียวกันกับเรือชั้นดันเคิร์ก แต่อย่างไรก็ตามโครงการแผนทั้งหมดที่ออกแบบไว้ก็คว่ำไป เพราะเกินสเปคตามที่กองทัพเรือต้องการ กับเรือบางแบบก็ทำให้เกิดข้อจำกัดการใช้งานเกี่ยวกับองศาการยิงปืน

สุดท้ายกองบัญชาการกองทัพเรือฝรั่งเศสก็เลือกแผนหนึ่งเป็นแผนหลักในการต่อเรือ เพราะการออกแบบตามแผนหนึ่งนั้น เป็นการออกแบบที่ทำให้เรือสมดุลทั้งความเร็วเรือและพลังทำลาย ภายใต้ขีดจำกัดของการออกแบบตามสนธิสัญญาวอชิงตัน

ข้อกังวลอย่างเดียวตามการออกแบบนี้ก็คือ ความเปราะบางของป้อมปืนรองเมื่อเปรียบเทียบกับยุทธภัณฑ์จากชาติอื่น และนำไปสู่การศึกษาความเป็นไปได้ในการบรรจุปืนใหญ่ 152 มม. (6 นิ้ว) ในป้อมปืนรองแทน ซึ่งแม้ว่านั่นอาจจะนำไปสู่การขัดขวางการทำงานของป้อมปืนหลักคู่ได้เช่นกัน ทำให้ในขณะนี้นักออกแบบต้องเจอกับสองตัวเลือกใหญ่ คือ หนึ่ง ออกแบบโดยยึดป้อมปืนใหญ่สามป้อม แต่ละป้อมอาจจะมีปืนสี่หรือห้ากระบอก และยังต้องมีป้อมปืนต่อต้านอากาศยานติดเกราะหนักขนาด 75 มม. (3 นิ้ว) หรือจะออกแบบป้อมปืนรองจำนวนหกป้อม ที่จะใช้อาวุธปืน 75 มม. ทั้งหมด

ซึ่งการออกแบบเหล่านี้มีเป้าหมายคือการป้องกันปัญหาเหล่านี้ ประการแรกคือ ปืนต่อต้านอากาศยานมักจะได้รับผลกระทบจากแรงระเบิดของการยิงปืนใหญ่ลูกอื่นๆ จากป้อมปืนหลักและป้อมปืนรอง ทำให้การใช้งานอย่างเป็นประสิทธิภาพจริงๆ จะต้องมีพื้นที่บนเรือเหลือมากกว่านี้ และอีกประการหนึ่งก็คือ แผนเรือตามแผนที่ 1 นั้น เรือที่ออกแบบจะมีน้ำหนักมากกว่าที่คิดไว้ การเพิ่มปืนก็ยิ่งลดขีดความสามารถของเรือลงแทน

การพัฒนาเรือที่ออกแบบเพื่อแก้ปัญหาความกว้างของเรือ ทางกองทัพฝรั่งเศสได้ยกเค้าร่างออกแบบใหม่ ซึ่งแก้ปัญหาเดิมโดยพัฒนาต่อมาจากดันเคิร์ก เช่น การขยายความกว้างดาดฟ้าเรือของริเชอริเยอ การควบคุมแหล่งพลังงานของเรือรบ ซึ่งได้มีการออกแบบ “ซูรัล” (Sural) หรือหม้อน้ำแบบใหม่ที่สามารถเร่งพลังให้กับเรือได้มากกว่าหม้อไอน้ำที่ใช้ในเรือชั้นดันเคิร์ก เพื่อรองรับกับเรือชั้นริเชอริเยอที่มีความกว้างมากกว่า ซึ่งจะทำให้ลดหม้อไอน้ำจากที่ใช้สามตัวเหลือเป็นแค่สองตัวได้ เพื่อทำให้ห้องเครื่องของตัวเรือมีขนาดที่เล็กที่สุด

สำหรับห้องเครื่องของตัวเรือนี้ ถูกป้องกันอย่างมิดชิดโดยเกราะที่คลุมเรือเกือบจะห้าเมตร (16 ฟุต 5 นิ้ว) โดยเกราะนี้ได้ลดความหนาลง จาก 360 มม. เหลือ 330 มม. พร้อมลดขนาดเกราะอื่นๆในตัวเรือ เพื่อชดเชยน้ำหนักของปืนใหญ่ 152 มม. ที่ติดตั้งบนตัวเรือไม่ให้ระวางน้ำของเรือเกินกว่าสนธิสัญญาวอชิงตัน[1]

การออกแบบเหล่านี้ดำเนินอย่างคืบหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว และเพียงไม่นานในวันที่ 14 สิงหาคม กองทัพเรือก็อนุมัติผ่านเรือสองลำ นั่นก็คือ ริเชอริเยอ (Richelieu) และ ฌอง บาตต์ (Jean Bart)

อย่างไรก็ตามแม้จะออกแบบให้เรือในชั้นนี้อยู่ภายต้ข้อจำกัดของสนธิสัญญาวอชิงตัน แต่ในระหว่างการสร้างริเชอริเยอในเดือนตุลาคมนั้น ฝรั่งเศสก็ได้ละเมิดสนธิสัญญา เพราะในสนธิสัญญาดังกล่าวได้รวมถึงการ ‘เว้นวรรค’ การสร้างเรือประจัญบานใหม่ ซึ่งต่อมาได้รับการขยายเวลาตามสนธิสัญญาลอนดอนปี 2473 แต่ถึงกระนั้นทั้งฝรั่งเศสและอิตาลีก็พยายามรักษาข้อยกเว้นที่อนุญาติให้พวกเขาสร้างเรือที่มีน้ำหนักรวมกันทั้งหมดมากกว่า 70,000 ลองตันออกมาได้ สาเหตุหลักก็เพราะเมื่อพิจารณาจากกองเรือประจัญบานทั้งหมดในฝรั่งเศสแล้ว เรือสองลำในชั้นของดันเคิร์กและริเชอริเยอ ทำให้โครงการการสร้างเรือของฝรั่งเศสมีน้ำหนักรวมที่ 88,000 ลองตัน และเมื่อฌอง บาตต์ ถูกปล่อยลงน้ำในปี 2479 ก็ทำให้น้ำหนักรวมของเรือประจัญบานฝรั่งเศสเป็น 123,000 ลองตัน

ในการจัดสร้างเรือเหล่านี้ อังกฤษพยายามคัดค้านเต็มที่ แต่ฝรั่งเศสก็เพิกเฉย เพราะฝรั่งเศสมองว่าเรือรบเหล่านี้เป็นเครื่องมือในการป้องกันประเทศ และอังกฤษเองก็ไม่สามารถควบคุมเยอรมันหยุดพัฒนาเรือรบตามสนธิสัญญาวอชิงตันได้ แม้ว่าจะสัญญาว่าด้วยอาวุธทางทะเลในปี 2478 ทั้งหมดนี้ทำให้ฝรั่งเศสมองว่า การพัฒนาอาวุธของตัวเอง เป็นหนทางเดียวในการป้องกันประเทศ

ลักษณะการออกแบบภายนอก

[แก้]
แผนผังการออกแบบเรือประจัญบานชั้นริเชอริเยอ

เมื่อเรือลำแรงในชั้นนี้ หรือเรือประจัญบานริเชอริเยอได้ถูกสร้างเสร็จ เรือชั้นริเชอริวถือได้ว่าเป็นเรือที่มีระวางน้ำมากถึง 37,250 ลองตัน และสามารถมีน้ำหนักไปได้มากถึง 43,992 ลองตัน เมื่อบรรทุกของเต็มอัตราศึก ความยาวเรือเมื่อวัดจากหัวเรือถึงท้ายเรือยาวที่ 247.85 เมตร ความกว้างของเรืออยู่ที่ 33.08 เมตร และมีความลึกอยู่ที่ 9.9 เมตร ซึ่งการออกแบบทั้งหมดนี้ก็เป็นผลมาจากการที่เรือติดตั้งระบบเครื่องไอน้ำใหม่ที่มีชื่อว่าระบบแบบซูรัล (Sural) ซึ่งหม้อน้ำแบบนี้ทำให้ห้องเครื่องมีขนาดและน้ำหนักที่น้อยลง ซึ่งทดแทนด้วยระบบอาวุธและเกราะให้กับเรือได้[2][3]

นอกจากการออกแบบห้องเครื่องที่มีความกะทัดรัดแล้ว โครงสร้างส่วนบนตัวเรือยังถูกออกแบบให้มินิมอลด้วย ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบให้หัวเรือมีขนาดที่ยาวเรียว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านความเร็วของเรือ และยังทำให้ดาดฟ้าเรือทั้งหมดไม่ชื้นมากเกินไปด้วย

ในขณะที่หอบัญชาการถูกสร้างให้มีขนาดเล็กไม่ใหญ่มาก โดยเป็นหอหลักหอเดียวที่อยู่ด้านหลังหอบัญชาการการรบ ถัดไปด้านหลังจะเป็นดาดฟ้าเล็กๆ ที่อยู่ด้านหลังของปล่องควันของเรือ

จำนวนลูกเรือที่ประจำการบนเรือลำนี้มีอยู่ที่ 1,569 นาย ประจำการทำหน้าที่ต่างๆ ภายในเรือ รวมทั้งบนเรือยังมีอุปกรณ์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรือขนาดเล็กอีกหลายชนิดที่สามารถประกอบภารกิจต่างๆ กันออกไป เช่นเรือยนต์เล็ก เรือพาย และเรือใบ นอกจากนี้ยังมีแท่นยิงเครื่องบินรบขนาดเล็กติดตั้งอยู่บนเรือ ซึ่งเป็นฐานยิงที่รองรับเครื่องบินชนิดลัวร์ 130 ซีเพลน และโรงเก็บเครื่องบินที่รองรับเครื่องบินชนิดนี้ได้สองลำ และติดตั้งเครนที่ยกเครื่องบินรุ่นเหล่านี้จากผิวน้ำขึ้นสู่เรือด้วย

เครื่องยนต์

[แก้]

ตัวเครื่องของเรือประจัญบานชั้นริเชอริว ใช้เครื่องยนต์ใบพัดไอน้ำจำนวนสี่เครื่อง และหมอต้มน้ำพลังงานน้ำมันอีกหกตัว ในการขับเคลื่อนตัวเรือ ระบบหมอต้มน้ำพลังงานน้ำมันที่เรียกว่าซูรัล (Sural) เป็นระบบที่มีความเสี่ยงเป็นอย่างมากต่อการใช้งานบนกองเรือหลักของฝรั่งเศส เพราะว่าระบบนี้เป็นระบบทดลองที่ยังไม่ได้มีการนำออกมาใช้งานจริง แต่เมื่อเรือริเชอริเยอลงสู่ผิวน้ำ ก็เป็นที่พิสูจน์ได้ว่า ระบบนี้สามารถใช้งานได้

ส่วนห้องเครื่องยนต์ภายใน เรือในชั้นของริเชอริวก็ถูกออกแบบเช่นเดียวกันเรือชั้นดันเคิก คือใช้ระบบห้องเครื่องแบบยูนิต (Unit System of machinery) คือเป็นระบบที่แยกส่วนต่างๆ ออกเป็นห้องๆ กระจายรอบตัวเรือ เผื่อว่าโรคถูกโจมตีห้องเครื่องยนต์จะได้ไม่เสียหายมาก โดยในเรือชั้นริเชอริเยอแบ่งห้องเครื่องเป็นสองห้องใหญ่ คือห้องหม้อน้ำกับห้องเครื่องยนต์[2][4]

พลังงานขับเคลื่อนของเรือชั้นนี้อยู่ที่ 155,000 แรงม้า ซึ่งสามารถทำความเร็วได้สูงที่สุดอยู่ที่ 32 น็อต (59 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) รองรับน้ำหนักได้อยู่ที่ 5,773 ลองตัน เมื่อรวมน้ำหนักของน้ำมันเชื้อเพลิง แม้ว่าในช่วงสงครามจะรองรับน้ำหนักได้สูงสุดแค่ประมาณ 4,400 ลองตัน ซึ่งเมื่อรวมเชื้อเพลิงกับสิ่งของเต็มอัตรา สามารถทำความเร็วได้อยู่ที่ 15 น็อต โดยประมาณ ส่วนระบบพวงมาลัยควบคุมโดยตรงกับหางเสือของเรือ ซึ่งอยู่ที่หอคอยบัญชาการของตัวเรือ ซึ่งหางเสือนี้นอกจากควบคุมผ่านพวงมาลัยหลักแล้ว ยังมีระบบควบคุมสำรองอยู่ที่บรเวณป้อมปืนหลัก หรือควบคุมโดยตรงที่ห้องควบคุมอีกทีหนึ่ง หากว่าระบบควบคุมพลังสียหาย ก็จะสามารถควบคุมมือโดยผ่านการสั่งการและใช้งานโดยแรงงานลูกเรืออีก 24 คน

ส่วนพลังงานไฟฟ้าในตัวเรือต้องใช้เครื่องปั่นไฟพลังงานกล (turbo generators) จำนวนสี่เครื่อง และเครื่องยนต์ไฟฟ้าพลังงานน้ำมันอีกสามเครื่อง เป็นพลังงานสำรอง ซึ่งไดนาโมผลิตไฟฟ้านี้สองตัวอยู่ที่ห้องเครื่อง และสองตัวอยู่ที่ห้องเครื่องท้ายเรือ ส่วนเครื่องยนต์ไฟฟ้าจากน้ำมันจะให้พลังงานไฟฟ้าแก่ระบบป้อมปืนเป็นหลัก

ยุทธภัณฑ์

[แก้]
ภาพแบบแปลนป้อมปืนใหญ่หลักของเรือชั้นริเชอริเยอ

ปืนหลักของเรือชั้นริเชอริเยอ คือปืน 380 mm/45 Modèle (Mle) 1935 จำนวน 8 กระบอก ที่จะอยู่ในป้อมปืนหลักสองป้อมอย่างละสี่กระบอก ป้อมปืนหลักนี้ติดเกราะหนา และมีการแบ่งภายในเป็นสองส่วนเพื่อที่ว่าหากป้อมปืนโดนโจมตี ระบบปืนจะไม่พังไปเพราะการโจมตีโดนป้อมปืนในคราเดียว ป้อมปืนหลักนี้สามารถมีระยะยิงได้ถึง 35 องศา และมีระยะยิงอยู่ที่ประมาณ 41,500 เมตร สามารถยิงต่อวินาทีได้ที่ 1.3 ครั้ง[5]

ป้อมปืนรองบรรจุปืน 152 mm (6 in) /55 Mle 1930 จำนวน 15 กระบอก และพิจารณตั้งป้อมปืนแบบ Mle 1936 จำนวนห้าป้อมปืน โดยกะว่าสามป้อมปืนจะวางอยู่หัวและท้ายเรือ และสองป้อมปืนจะอยู่กลางตัวเรือ (แต่ไม่มีการติดตั้งป้อมปืนกลางเรือบนริเชอริเยอหรือฌอง บาตต์) ป้อมปืนแบบ Mle 1936 นี้ ถูกปรับและต่อยอดจากป้อมปืนแบบนี้ที่ใช้ในเรือลาดตระเวรชั้นลา กาลิซอนเนีย (La Galissonnière class) ซึ่งสามารถปรับทิศทางได้ถึง 90 องศา อย่างไรก็ตามป้อมปืนแบบนี้ก็มีปัญหาอยู่เหมือนกัน เช่น ปัญหาการปรับมุมองศาที่ช้า ความเร็วและแนวโน้มที่ประสิทธิภาพของการเคลื่อนที่ป้อมปืนจะน้อยลง เมื่อยกมุมปืนขึ้นมากกว่า 45 องศา จากปัญหาเหล่านี้ทำให้ป้อมปืนนี้มักจะถูกยิงในศัตรูผิวน้ำ เครื่องบินนตอร์ปิโดที่บินในความสูงที่ต่ำแทน

นอกจากนี้ในการออกแบบ บนเรือจะมีการติดตั้งปืนต่อต้านอากาศยานปืนกลอัตโนมัติ 37 mm (1.5 in) เอาไว้ด้วย

ระบบควบคุมการยิง

[แก้]

การควบคุมอาวุธประจำเรือขึ้นอยู่กับ ไดเร็กเตอร์หลัก จำนวนห้าชุด โดยสามชุดติดตั้งอยู่บนเสากระโดงหน้า (foremast) ซ้อนกันขึ้นไป ส่วนอีกสองชุดอยู่ทางท้ายเรือ หนึ่งชุดสำหรับปืนรองติดตั้งบนยอดปล่องไอเสียในแบบ mack-type arrangement และอีกชุดสำหรับปืนใหญ่หลักติดตั้งบนยอดดาดฟ้าบ้าน (deck house)

ไดเร็กเตอร์สำหรับปืนใหญ่หลักถูกติดตั้งเครื่องวัดระยะภาพซ้อน (stereoscopic rangefinder) ขนาด 14 เมตร (45 ฟุต 11 นิ้ว) ที่ตำแหน่งเสากระโดงหน้า และขนาด 8 เมตร (26 ฟุต 3 นิ้ว) ที่ตำแหน่งท้ายเรือ ขณะที่ป้อมปืนใหญ่ทั้งสองป้อมก็มีเครื่องวัดระยะขนาด 14 เมตรของตนเองสำหรับการยิงแบบควบคุมเฉพาะจุด (local control)

ไดเร็กเตอร์สองชุดด้านบนสำหรับปืนรองที่เสากระโดงหน้ามีเครื่องวัดระยะขนาด 8 เมตร และ 6 เมตร (19 ฟุต 8 นิ้ว) ขณะที่ไดเร็กเตอร์แบบ mack ก็มีเครื่องวัดระยะขนาด 6 เมตรเช่นกัน ป้อมปืนรองแต่ละป้อมมีเครื่องวัดระยะขนาด 8 เมตรของตนเอง

นอกจากนี้ ยังมีเครื่องวัดระยะขนาด 3 เมตร (9 ฟุต 10 นิ้ว) จำนวนสองตัว สำหรับใช้โดยฝ่ายเสนาธิการธงของพลเรือเอก ซึ่งติดตั้งอยู่บนแท่นยื่น (sponsons) ในหอบังคับการ (conning tower)[6]

ไดเร็กเตอร์เหล่านี้ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลระยะทางและทิศทางของเป้าหมาย แล้วส่งข้อมูลไปยังสถานีประมวลผลกลาง ซึ่งจะส่งคำสั่งต่อไปยังลูกเรือปืน

เกราะ

[แก้]

แถบเกราะข้างลำเรือ (belt armor) มีความหนา 327 มิลลิเมตร (12.9 นิ้ว) บริเวณช่วงกลางลำเรือ ซึ่งเป็นส่วนครอบคลุมห้องเครื่องจักรและห้องเก็บกระสุน ทั้งนี้ แถบเกราะดังกล่าวถูกปิดหัว–ท้ายด้วยผนังกั้นตามขวาง (transverse bulkheads) โดยด้านหัวเรือหนา 355 มิลลิเมตร (14 นิ้ว) และด้านท้ายเรือหนา 233 มิลลิเมตร (9.2 นิ้ว) แถบเกราะถูกติดตั้งเอียงออกจากแนวดิ่ง 15°24' เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันกระสุนจากระยะไกล และมีการรองรับด้วยไม้สักหนา 60 มิลลิเมตร (2.4 นิ้ว) เกราะแถบนี้เป็นแผ่นเกราะแถบเดียว (single strake) สูง 6.25 เมตร (20 ฟุต 6 นิ้ว) โดยส่วนที่อยู่เหนือแนวน้ำสูง 3.75 เมตร (12 ฟุต 4 นิ้ว) บริเวณขอบล่างของแถบเกราะจะเรียวลงเหลือความหนา 177 มิลลิเมตร (7 นิ้ว)

ดาดฟ้าหุ้มเกราะหลัก (main armored deck) หนา 150 มิลลิเมตร (5.9 นิ้ว) เหนือห้องเครื่องจักร และเพิ่มเป็น 170 มิลลิเมตร (6.7 นิ้ว) เหนือห้องเก็บกระสุน โดยมีแผ่นเหล็กหนา 15 มิลลิเมตร (0.59 นิ้ว) รองอยู่ด้านล่าง ดาดฟ้าหุ้มเกราะชั้นล่าง (lower armor deck) หนา 40 มิลลิเมตร (1.6 นิ้ว) ในส่วนพื้นราบ และเพิ่มเป็น 50 มิลลิเมตร (2 นิ้ว) ในส่วนลาดเชื่อมต่อกับขอบล่างของแถบเกราะ ความหนาของดาดฟ้าจะเพิ่มเป็น 100 มิลลิเมตร เหนือเพลาใบจักร และ 150 มิลลิเมตร เหนือเครื่องบังคับเลี้ยว

ป้อมปืนใหญ่หลัก (main battery turrets) มีเกราะหนา 430 มิลลิเมตร (17 นิ้ว) ด้านหน้า 300 มิลลิเมตร (12 นิ้ว) ด้านข้าง 170–195 มิลลิเมตร (6.7–7.7 นิ้ว) บนหลังคา และ 270 มิลลิเมตร (11 นิ้ว) ด้านหลังของป้อมหน้า ส่วนป้อมยิงซ้อนด้านหลัง (superfiring turret) หนา 260 มิลลิเมตร (10 นิ้ว) ฐานป้อม (barbette) ที่รองรับป้อมปืนใหญ่มีเกราะหนา 405 มิลลิเมตร (15.9 นิ้ว) เหนือดาดฟ้าหลัก และลดเหลือ 80 มิลลิเมตร (3.1 นิ้ว) ใต้ดาดฟ้า ป้อมปืนรองมีเกราะหน้า 130 มิลลิเมตร ด้านข้างและหลังคา 70 มิลลิเมตร (2.8 นิ้ว) ด้านหลัง 60 มิลลิเมตร (2.4 นิ้ว) และฐานป้อมหนา 100 มิลลิเมตร

หอบังคับการ (conning tower) มีเกราะด้านข้างหนา 340 มิลลิเมตร (13 นิ้ว) ด้านหลัง 280 มิลลิเมตร (11 นิ้ว) และหลังคา 170 มิลลิเมตร เสากระโดงของหอบังคับการหุ้มด้วยแผ่นโลหะหนา 10 มิลลิเมตร (0.39 นิ้ว) เพื่อป้องกันการโจมตีด้วยปืนกลจากอากาศ (strafing) ขณะที่ไดเร็กเตอร์ควบคุมการยิง (fire control directors) ได้รับการป้องกันด้วยเกราะหนา 20 มิลลิเมตร (0.79 นิ้ว)

ระบบป้องกันใต้น้ำของเรืออ้างอิงแบบเดียวกับเรือชั้น Dunkerque ช่องว่างระหว่างแถบเกราะและผิวเปลือกนอกของลำเรือถูกบรรจุด้วยสารประกอบยางที่เรียกว่า ébonite mousse เพื่อซับแรงระเบิดและป้องกันน้ำรั่วไหลอย่างควบคุมไม่ได้ ด้านในช่องนี้มีผนังกั้นหนา 18 มิลลิเมตร (0.71 นิ้ว) พื้นที่ระหว่างผนังกั้นกับสาร ébonite mousse จะใช้เก็บน้ำมันเชื้อเพลิงในยามปกติ แต่จะปล่อยว่างในสภาวะรบ

ถัดเข้ามาอีกจะเป็นผนังกั้นตอร์ปิโด (torpedo bulkhead) หนา 30 มิลลิเมตร (1.2 นิ้ว) เพื่อจำกัดผลกระทบจากการระเบิดของตอร์ปิโดหรือทุ่นระเบิด โดยจะเพิ่มความหนาเป็น 40–50 มิลลิเมตร (1.6–2.0 นิ้ว) ในบริเวณห้องเก็บกระสุนรองและป้อมปืนใหญ่หน้าสุด เนื่องจากตัวเรือแคบลงซึ่งลดความกว้างของระบบป้องกันใต้น้ำ สาร ébonite mousse ถูกใช้เพิ่มเติมระหว่างผนังกั้นตอร์ปิโดและถังน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อช่วยควบคุมการรั่วไหล อีกทั้งยังถูกบรรจุในช่องต่าง ๆ ปลายผนังกั้นตามขวาง เพื่อรับประกันว่าพื้นที่กลางเรือจะคงความกันน้ำอย่างสมบูรณ์


อาวุธและเกราะ

[แก้]

การออกแบบเรือชั้นนี้ เน้นความสมดุลระหว่างพลังการยิง การป้องกัน และความเร็ว อาวุธหลักของเรือชั้นนี้คือปืนใหญ่ขนาด 380 มม. จำนวน 8 กระบอก ติดตั้งอยู่ในป้อมปืนใหญ่สองป้อมด้านหัวเรือ ปืนขนาดนี้สามารถยิงกระสุนหนักได้ไกลถึง 41 กิโลเมตร ด้วยอัตรายิงประมาณ 1.5–2 นัดต่อนาที และด้วยการวางปืนทั้งหมดไว้ด้านหน้า เรือจึงสามารถรักษาพื้นที่ส่วนท้ายให้มีระบบขับเคลื่อนและการป้องกันได้มากขึ้น การออกแบบเช่นนี้ยังลดพื้นที่เกราะโดยรวม ทำให้สามารถเสริมความหนาในจุดสำคัญได้มากขึ้น[7]

เรือชั้นรีเชอลีเยอยังติดตั้งปืนรองขนาด 152 มม. รวม 9 กระบอก แบ่งเป็นสามป้อมปืน ป้อมละ 3 กระบอก ปืนรองเหล่านี้มีไว้เพื่อจัดการกับเรือขนาดเล็กและเรือพิฆาตที่เข้ามาใกล้ ปืนเหล่านี้มีระบบควบคุมการยิงแยกจากปืนหลัก และสามารถยิงได้ทั้งด้านซ้ายและขวาของลำเรือ แต่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง บทเรียนจากสนามรบทำให้เห็นชัดว่า การโจมตีจากทางอากาศกลายเป็นภัยคุกคามหลักของเรือประจัญบาน ไม่ใช่การรบระยะประชิดกับเรือเล็กอีกต่อไป[8]ปืนต่อต้านอากาศยานที่ติดตั้งอยู่มีอัตรายิงต่ำและควบคุมได้ยาก ซึ่งกลายเป็นจุดอ่อนในยุคที่การโจมตีทางอากาศกลายเป็นภัยคุกคามหลัก

ด้วยเหตุนี้ รีเชอลีเยอจึงได้รับการปรับปรุงระบบปืนต่อต้านอากาศยานอย่างมากในปี 1943 ขณะอยู่ในสหรัฐอเมริกา โดยได้ติดตั้งปืน Bofors ขนาด 40 มม. จำนวน 56 กระบอก และปืน Oerlikon ขนาด 20 มม. จำนวน 48 กระบอก ระบบใหม่เหล่านี้มีประสิทธิภาพสูงกว่าอาวุธรุ่นเก่าของฝรั่งเศส ทั้งในแง่อัตราการยิง ความแม่นยำ และความคล่องตัว ทำให้เรือสามารถรับมือกับการโจมตีทางอากาศของฝ่ายอักษะได้ดีขึ้นมาก[7] นอกจากอาวุธยิงตรงแล้ว เรือยังบรรทุกเครื่องบินลาดตระเวนทะเล Loire 130 จำนวน 4 ลำ พร้อมแท่นยิง 2 แท่น ซึ่งใช้สำหรับการลาดตระเวน ตรวจการณ์ และชี้เป้าหมายให้ปืนใหญ่ยิงได้แม่นยำ เครื่องบินเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการรบทะเลยุคก่อนเรดาร์จะมีประสิทธิภาพสูง และถูกใช้อย่างแพร่หลายโดยเรือรบทุกประเทศในยุคนั้น

ในด้านการป้องกัน เรือชั้นรีเชอลีเยอใช้แนวคิด “All-or-Nothing Armor” โดยเสริมเกราะหนามากเฉพาะในบริเวณสำคัญ เช่น บริเวณสายพานกลางลำเรือที่หนาถึง 327 มม. ดาดฟ้าหลักป้องกันการทิ้งระเบิดจากอากาศหนา 170 มม. ส่วนหน้าของป้อมปืนหลักหนาถึง 430 มม. และห้องบังคับการหนา 340 มม. เกราะหนาเหล่านี้ทำให้เรือทนต่อกระสุนปืนใหญ่และระเบิดอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนับว่าเป็นเรือที่มีเกราะหนาที่สุดในยุโรปในยุคเดียวกัน รองเพียงเรือชั้นยามาโตะของญี่ปุ่น[8]

การออกแบบ เกลมองโช และ แกสก๊อง

[แก้]

ในปี 2480 ความตึงเครียดในยุโรปทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เมื่อทั้งเยอรมันและอิตาลีมีการสะสมกำลังอาวุธเตรียมพร้อมเข้าสู่สงครามมากยิ่งขึ้น กองทัพเรือเยอรมันได้มีการพัฒนาเรือประจัญบานชั้นชาร์ลฮอสต์ (Scharnhorst-class battleships) และเรือประจัญบานชั้นบิสมาร์ค (Bismarck-class battleships) ซึ่งเรือทั้งสองชั้นที่ทางเยอรมันสร้างขึ้นมา มีศักยภาพในการต่อกรกับทั้งเรือชั้นดันเคิร์กและชั้นริเชอริเยอของฝรั่งเศส กองทัพเรือของฝรั่งเศสจึงมีความพยายามในการพัฒนาศักยภาพของเรือเพื่อต่อกรกับเรือประจัญบานของเยอรมัน ซึ่งนำไปสู่การต่อเรือใหม่อีกสองลำในชั้นเรือริเชอริเยอ โดยทั้งสองถูกตั้งชื่อว่า เกลมองโช (Clemenceau) และแกสก๊อง (Gascogne) แต่อย่างไรก็ตาม โครงการการสร้างเรือทั้งสองนั้นก็มีความล่าช้าออกไปในชั้นการออกแบบและการสร้าง เพราะไม่มีท่าเรือในฝรั่งเศสที่สามารถรองรับการต่อเรือที่มีขนาดใหญ่แบบใหม่ได้

การสร้างเรือใหม่ในครั้งนี้ กองบัญชาการกองทัพเรือของฝรั่งเศสต้องการยกเครื่องวิทยากรและยุทโธปกรณ์บนเรือใหม่ให้สามารถรับมือกับเรือฝั่งเยอรมันได้ ในการออกแบบที่ยังคงยึดดีไซน์ของเรือในชั้นแบบเดิมไว้ เรือใหม่ทั้งสองลำถูกเพิ่มให้มีการติดตั้งป้อมปืนบริเวณหัวและท้ายเรือ และยกเครื่องป้อมปืน 130 mm dual-purpose ใหม่ ด้วยเหตุผลปัญหาในการใช้งานจริง ดังนั้นพลเรือโทฟร็องซัว ดาร์ลัน ผู้ซึ่งเป็นเสนาธิการกองทัพเรือคนใหม่ จึงสั่งให้มีการศึกษาอาวุธใหม่ที่เหมาะสมกับดีไซน์ของเรือชั้นริเชอริเยอ[9]

การศึกษานำไปสู่ข้อเสนอพัฒนา 3 โครงการ

โครงการแรก หรือ Project A คือการปรับปรุงแบบแปลนเดิมเพียงเล็กน้อย

โครงการที่สอง หรือ Project B คือการย้ายป้อมปืนหลักของเรือจากตรงกลางไปที่ท้ายเรือ

และโครงการที่สาม หรือ Project C คือการออกแบบและติดตั้งปืนใหม่ ให้กับป้อมปืนรองที่บรรจุปืนใหญ่สามกระบอกต่อหนึ่งป้อม จำนวนสามป้อม ติดไว้ที่ด้านบนของเรือ 2 ป้อม และท้ายเรือ 1 ป้อม

จากทั้งสามโครงการนี้ โครงการที่สามไม่ได้รับการพิจารณามากนัก เพราะหากออกแบบตามนี้จะทำให้เรือมีน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้นจนเกินไป ดังนั้นเหล่านักออกแบบจึงส่งแบบแปลนที่หนึ่งและสองให้กับเสนาธิการกองทัพพิจารณา และในที่สุดก็พิจารณาว่า จะมีการให้เรือแต่ละลำรับการออกแบบที่แตกต่างกันไป เรือเกลมองโชปรับปรุงตาม Project A และ แกสก๊องปรับปรุงตาม Project B

แผนการสร้างเรือประจัญบานชั้นริเชอริเยอลำที่สามถูกหมั้นหมายให้เริ่มสร้างในช่วงปลายปี 2481 แต่ก็ประสบปัญหาการออกแบบสุดท้ายก็ต้องขยายเวลาอออกไปเล็กน้อย

การออกแบบเรือเกลมองโช

[แก้]
ลักษณะเฉพาะ (Planned specifications)
ขนาด (ระวางขับน้ำ):
  • Standard: 35,000 long ton (36,000 t)
  • Full load: 44,100 long ton (44,800 t)
อัตราเต็มที่: 1,670
ยุทโธปกรณ์:
  • 8 × 380 mm /45 guns
  • 12 × 152 mm /50 guns
  • 12 × 100 mm AA guns
  • 12 × 37 mm AA guns
  • 32 × 13.2 mm Hotchkiss machine guns
เกราะ: Belt: 320 mm (13 in)

การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดในการออกแบบเรือชั้น Clemenceau คือการปรับตำแหน่งติดตั้งปืนรองและปืนต่อสู้อากาศยาน โดยจำนวนป้อมปืนสามลำกล้องขนาด 152 มิลลิเมตร ลดลงเหลือ 4 ป้อม ประกอบด้วยป้อมปืนข้างเรือกลางลำ 2 ป้อม และป้อมปืนบนแนวกลางเรือด้านท้ายเรืออีก 2 ป้อม แม้จำนวนปืนจะลดลง แต่การจัดวางใหม่นี้ยังคงสามารถยิงด้านข้างได้เต็มกำลัง เนื่องจากสามารถใช้ปืนได้พร้อมกัน 3 ป้อมต่อด้าน

เพื่อควบคุมน้ำหนักบรรทุกไม่ให้เพิ่มมากเกินไป ความหนาของเกราะแถบข้างเรือ (belt armor) ถูกลดลงเหลือ 320 มิลลิเมตร (13 นิ้ว) โรงเก็บอากาศยาน (hangar) จำเป็นต้องสั้นลงเพื่อให้ติดตั้งป้อมปืน 152 มิลลิเมตรบนแนวกลางเรือได้ แต่จะมีการขยายความกว้างของโรงเก็บให้สามารถเก็บเครื่องบินได้เรียงข้างกัน 2 ลำ จึงยังคงบรรทุกอากาศยานได้เท่าเรือ Richelieu

การลดน้ำหนักจากการถอดป้อมปืนหนึ่งป้อมเปิดโอกาสให้ติดตั้งปืนกลอัตโนมัติอเนกประสงค์ขนาด 100 มิลลิเมตร รุ่น Mle 1937 แบบฐานยิงคู่ (twin mount) จำนวน 6 ฐาน รอบโครงสร้างส่วนหน้า 6 ฐาน ส่วนท้ายเรือ 4 ฐาน และระหว่างหอเดินเรือกับปืนหลักอีก 2 ฐาน ปืนรุ่นนี้เป็นแบบเดียวกับที่ติดตั้งใน Richelieu ระหว่างการสร้าง แต่ฐานยิงของรุ่นใหม่นี้เป็นแบบป้อมปืนปิดเต็มรูปแบบ แตกต่างจากฐานยิงแบบเปิดในรุ่นก่อน

นอกจากนี้ จะติดตั้งปืนกลคู่ขนาด 37 มิลลิเมตร ACAD รุ่นใหม่จำนวน 6 ฐาน เพื่อเสริมกำลังปืน 100 มิลลิเมตร โดย 4 ฐานวางสูงขึ้นหนึ่งชั้นดาดฟ้าและเยื้องเข้าในมากกว่าฐานปืน 100 มิลลิเมตรที่ท้ายเรือ ส่วนอีก 2 ฐานติดตั้งด้านข้างป้อมปืนหลักแบบซ้อน (superfiring) ปืนขนาด 37 มิลลิเมตรนี้มีปัญหาในขั้นพัฒนา เนื่องจากอัตราสึกหรอของลำกล้องสูงมากจากความเร็วต้นกระสุนที่สูงมากและน้ำหนักหัวกระสุน ปัญหานี้ทำให้การติดตั้งใน Richelieu ต้องล่าช้า และท้ายที่สุดปืนรุ่นนี้ไม่ได้เข้าประจำการจริง ยกเว้นต้นแบบที่ติดตั้งบนเรือ Amiens เท่านั้น พร้อมกันนี้ได้ติดตั้งระบบควบคุมการยิงเพิ่มสำหรับปืนรุ่นใหม่เหล่านี้

เพื่อไม่ให้การออกแบบล่าช้า ห้องภายในเรือถูกจัดให้เหมือนกับ Richelieu มากที่สุด โดยคลังเก็บกระสุนของปืน 152 มิลลิเมตรถูกปรับให้เก็บกระสุนปืนขนาด 100 มิลลิเมตรและ 37 มิลลิเมตรแทน ระวางขับน้ำมาตรฐานถูกคงไว้ที่ 35,000 ตัน เพื่อให้เป็นไปตามข้อจำกัดของสนธิสัญญาวอชิงตัน แต่ระวางขับน้ำเต็มพิกัดเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 44,100 ตันยาว (44,800 ตันเมตริก) จากการติดตั้งปืนต่อสู้อากาศยานเพิ่ม

โดยส่วนใหญ่ เรือยังคงมีลักษณะเหมือนกับเรือพี่น้องรุ่นก่อน ทั้งในด้านมิติ ระบบขับเคลื่อน ปืนหลัก และการจัดวางเกราะ การเพิ่มปืนต่อสู้อากาศยานทำให้จำนวนกำลังพลเพิ่มขึ้นเป็น 1,670 นาย รวมทั้งนายทหารและพลประจำเรือ

การออกแบบเรือแกสก๊อง

[แก้]
ลักษณะเฉพาะ (Planned specifications)
ขนาด (ระวางขับน้ำ):
  • Standard: 35,000 long ton (36,000 t)
  • Full load: 43,736 long ton (44,438 t)
อัตราเต็มที่: 1,670
ยุทโธปกรณ์:
  • 8 × 380 mm /45 guns
  • 9 × 152 mm /50 guns
  • 16 × 100 mm AA guns
  • 12 × 37 mm AA guns
  • 36 × 13.2 mm Hotchkiss machine guns
เกราะ: Belt: 320  mm
อากาศยาน: 3 × SNCAC NC.420

การออกแบบแกสก๊อง มีการออกแบบที่ปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่กว่ามาก โดยป้อมปืนใหญ่หลักแบบซ้อนชั้น (superfiring) ถูกย้ายไปอยู่ที่ส่วนควอเตอร์เด็ค (ท้ายเรือ) และป้อมปืนรองทั้งสามป้อมถูกย้ายมาอยู่บนแนวแกนกลางลำเรือ โดยสองป้อมวางซ้อนชั้นเหนือป้อมปืนใหญ่หลักด้านหัวเรือ และอีกหนึ่งป้อมซ้อนชั้นอยู่ด้านท้าย การจัดเรียงปืนหลักและปืนรองแบบใหม่นี้มีข้อดีหลายประการ โดยสำคัญที่สุดคือสามารถทำให้ด้านข้างเรือว่างมากขึ้นเพื่อวางแบตเตอรี่ปืนต่อสู้อากาศยาน ซึ่งจะอยู่ไกลจากแรงระเบิดสะท้อนของปืนใหญ่หลัก และยังทำให้ปืนหลักและปืนรองสามารถยิงได้รอบทิศ (all-around fire) แทนที่จะมีมุมบอดด้านท้ายที่กว้างเหมือนการออกแบบเดิม อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนตำแหน่งเช่นนี้ก็สร้างปัญหาให้กับทีมออกแบบ เพราะต้องย้ายโครงสร้างส่วนบนไปข้างหน้าเพื่อให้มีพื้นที่พอสำหรับป้อมปืนใหญ่และห้องเก็บกระสุนด้านท้าย ซึ่งทำให้ต้องออกแบบตัวเรือใหม่หลายส่วน รวมถึงการย้ายตำแหน่งห้องเครื่องจักรเพื่อรักษาการทรงตัวของเรือให้สมดุล

การเปลี่ยนตำแหน่งป้อมปืนใหญ่ด้านท้ายยังทำให้ต้องออกแบบพื้นที่สำหรับการบิน (aviation facilities) ใหม่ทั้งหมด เนื่องจากพื้นที่เดิมที่ใช้เก็บโรงเก็บเครื่องบิน (hangar) ถูกป้อมปืนใหญ่กินพื้นที่ไป นักออกแบบจึงเลือกแนวทางที่เรือรบของสหรัฐอเมริกาใช้ คือทำโรงเก็บเครื่องบินภายในลำตัวเรือ (internal hangar) พร้อมเครนยกเครื่องขึ้นไปวางบนแท่นยิง (catapult) ซึ่งมีเพียงหนึ่งแท่น และเก็บเครื่องบินได้เพียง 3 ลำ (2 ลำในโรงเก็บ และ 1 ลำบนแท่นยิง) เรือจะบรรทุกเครื่องบินน้ำ SNCAC NC.420 ซึ่งพัฒนามาแทนรุ่น Loire 130 อีกผลสำคัญจากการย้ายตำแหน่งปืนหลักคือ ต้องเพิ่มความยาวของเกราะข้างลำเรือ (belt armor) ซึ่งทำให้ต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างอื่นเพื่อลดน้ำหนักไม่ให้เกินกำหนด โดยส่วนที่บรรจุโฟม ébonite mousse ถูกทำให้สั้นลงและบางส่วนเปลี่ยนเป็นถังเก็บน้ำมันเชื้อเพลิง นอกจากนี้ ป้อมปืนรองยังได้รับการเสริมเกราะหนาขึ้นเพื่อชดเชยการลดจำนวนปืน แม้ว่าการเสริมเกราะจะถูกจำกัดด้วยกำลังของมอเตอร์ที่ใช้หมุนป้อม สุดท้าย น้ำหนักระวางเรือถูกลดลงเล็กน้อย

รายชื่อเรือในชั้น

[แก้]

เรือประจัญบานชั้นรีเชอลีเยอมีแผนการสร้างจำนวนสี่ลำ แต่สร้างจริงสองลำ

  • รีเชอลีเยอ (Richelieu) ประจำการ 1940–1967
  • ฌ็อง บาร์ (Jean Bart) ประจำการ 1955–1957
  • เกลม็องโซ (Clemenceau) ยกเลิกโครงการ
  • กัสกอญ (Gascogne) ยกเลิกโครงการ

อ้างอิง

[แก้]
  1. Jordan & Dumas, p. 97.
  2. 1 2 Roberts, p. 260.
  3. Jordan & Dumas, pp. 98–101, 120.
  4. Jordan & Dumas, pp. 99–101, 117–118.
  5. Jordan & Dumas, pp. 99, 101–102, 106.
  6. Jordan & Dumas, pp. 101, 107–109.
  7. 1 2 Jordan, J., & Dumas, J. (2009). French Battleships 1922–1956. Seaforth Publishing.
  8. 1 2 Garzke, W. H., & Dulin, R. O. (1980). Allied Battleships in World War II. Naval Institute Press.
  9. Jordan & Dumas, p. 163.