เรือดำน้ำในอาเซียน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

เนื่องด้วยสภาพภูมิประเทศของบรรดาสมาชิกอาเซียน มีภูมิศาสตร์ติดกับทะเลและเป็นหมู่เกาะ อีกทั้งเมื่อนับความยาวของชายฝั่งและทะเลแล้ว ยังมีความยาวมากที่สุดแห่งหนึ่ง อีกทั้งทรัพยากรธรรมทั้งน้ำมัน แหล่งอาหาร รวมถึงมีแหลมสุมาตราและช่องแคบมะละกาซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ของ การขนส่งสินค้า และการเดินทางโดยเรือ

เนื้อหา

ประเภทของเครื่องยนต์ที่ใช้ในเรือดำน้ำ[แก้]

การพัฒนาความเงียบของเรือดำน้ำ[แก้]

กล่าวถึงการพัฒนาความเงียบของเรือดำน้ำโซเวียต เรือดำน้ำของโซเวียตมีความเงียบมากขึ้น การพัฒนาความเงียบของของเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าของโซเวียตทำใหมันมีความเงียบมาก จนได้รับฉายาว่า หลุมดำแห่งห้วงมหาสมุทร

ปฏิบัติการเรือดำน้ำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้[แก้]

สงครามอินโดจีน[แก้]

หลังจากที่เรือดำน้ำได้แสดงถึงความสามารถในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ไทยก็ได้เห็นถึงความสำคัญของเรือดำน้ำจึงได้สั้งต่อเรือดำน้ำจากญี่ปุ่นจำนวน4ลำ ซึ่งเรือดำน้ำไทยก็ทำให้เรือรบฝรั่งเศสไม่กล้าบุกไทยจนสงครามสิ้นสุดลง

สงครามมหาเอเชียบูรพา[แก้]

ในสงครามมหาเอเชียบูรพา ประเทศไทยประสบกับภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง กองทัพเรือจึงจัดเรือหลวงสมุยเดินทางฝ่าอันตราย เพื่อลำเลียงน้ำมันเชื้อเพลิงจากสิงคโปร์มายังประเทศไทยหลายครั้ง จนกระทั่งในวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๔๘๘ ระหว่างการลำเลียงน้ำมันเป็นเที่ยวที่ ๑๘ เรือหลวงสมุย ภายใต้การนำของ นาวาตรี ประวิทย์ รัตนอุบล ได้ถูกเรือดำน้ำพันธมิตรโจมตีจมลง บริเวณนอกฝั่งรัฐตรังกานู ทำให้มีผู้เสียชีวิต ๓๑ นาย นอกจากนี้ กองทัพเรือยังสูญเสียกำลังพลจากการต่อสู้ป้องกันการโจมตีทางอากาศของเครื่องบินพันธมิตรในหลายพื้นที่ระหว่างสงครามเดียวกันอีก ๗ นาย

พิพาทหมู่เกาะสแปรตลีย์[แก้]

ในอดีตได้เกิดการรบในปี 1988 เมื่อกองทัพเรือของสาธารณรัฐประชาชนจีนและเวียดนาม เกิดปะทะกันขึ้นบริเวณแนวปะการังจอห์นสันของหมู่เกาะสแปรตลีย์ ส่งผลให้เรือของเวียดนามจมไปหลายลำและลูกเรือกว่า 70 คนเสียชีวิต (จึงทำให้สาธารณรัฐประชาชนจีนได้ยึดเพิ่มอีก 6 เกาะ) และในเดือนกุมภาพันธ์ 1995 จีนจัดตั้งกองกำลังบนแนวปะการังมิสชีฟ กลายเป็นวิกฤตการณ์ทางการเมืองกับฟิลิปปินส์ซึ่งประท้วงการกระทำของจีนและจับชาวประมงจีนไป 62 คน

ในปัจจุบันข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิ์เหนือหมู่เกาะสแปรตลีย์ระหว่างจีน ฟิลิปปินส์ เวียดนาม มาเลเซีย บรูไนและไต้หวัน จึงทำให้หลายประเทศในอาเซียนจำเป็นต้องจัดหาเรือดำน้ำโดยเร็วเพื่อใช้ในการปกป้องเกาะที่ยึดไว้อยู่ ซึ่งแบ่งได้เป็นจีน 9 เกาะ, ไต้หวัน 1 เกาะ, เวียดนาม 29 เกาะ, ฟิลิปปินส์ 11 เกาะ, มาเลเซีย 3 เกาะ ส่วนบรูไนอ้างสิทธิอย่างเดียว ไม่ได้ยึดเกาะ ซึ่งจีน ไต้หวัน และ เวียดนาม อ้างสิทธิเหนือหมู่เกาะสแปร็ตลีย์ทั้งหมด ส่วนมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ บรูไน อ้างสิทธิเหนือหมู่เกาะสแปร็ตลีย์เพียงบางส่วน

พิพาทหมู่เกาะพาราเซล[แก้]

ในอดีตได้เกิดการรบในปี 1974 โดยในการรบที่หมู่เกาะพาราเซลระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีนกับสาธารณรัฐเวียดนาม ทางกองทัพเรือกองทัพปลดปล่อยประชาชนได้ส่งเรือคอร์เวต 4 ลำ กับเรือดำน้ำ 2 ลำ ต่อสู้กับเรือฟริเกต 3 ลำ กับ เรือคอร์เวต 1 ลำของกองทัพเรือเวียดนามใต้ และได้รับชัยชนะในการรบ จึงทำให้งสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ปกครองหมู่เกาะพาราเซลตั้งแต่นั้นจนปัจจุบัน

ในปัจจุบันชาวเวียดนามได้มีการประท้วงจีนที่ได้ยึดหมู่เกาะพาราเซล (หลังเวียดนามใต้ได้รบแพ้จีนในการรบที่หมู่เกาะพาราเซลในปี พ.ศ. 2517) ซึ่งเวียดนามได้อ้างสิทธิ เวียดนามจึงได้ซื้ออาวุธเป็นจำนวนมาก ทั้งซื้อเรือรบ ซื้อจรวจต่อต้านเรือรบผิวน้ำและใต้น้ำและซื้อเรือดำน้ำจากรัสเซีย เพิ่มปกป้องผลประโยชน์ทางทะเล

พิพาทหมู่เกาะปะการัง สการ์โบโรห์ โชล[แก้]

ฟิลิปปินส์มีแผนที่จะซื้อเรือดำน้ำ เพื่อปกป้องตนเองจากการถูกคุกคามจากเรือรบจีนที่มาตรงหมู่เกาะปะการัง สการ์โบโรห์ โชล ซึ่งอยู่ไกล้ฟิลิปปินส์มาก โดยหมู่เกาะปะการัง สการ์โบโรห์ โชล ได้ถูกจีนยึดไว้แล้ว จึงทำให้ฟิลิปปินส์ต้องเสริมสร้างแสนยานุภาพกองทัพโดยเร็วเนื่องจากกองทัพฟิลิปปินส์มีแต่อาวุธเก่าๆ

ช่องแคบมะละกา[แก้]

มาเลเซียได้ใช้เรือดำน้ำ เพื่อควบคุมช่องแคบมะละกาซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางทะเลที่สำคัญของโลก ซึ่งเรือสินค้าโดยเฉพาะเรือบรรทุกน้ำมันใช้เป็นเส้นทางหลักในการขนส่งทางทะเลระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกกับมหาสมุทรอินเดีย ส่วนสิงคโปร์ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ระหว่างช่องแคบมะละกา ที่ถือเป็นจุดเดินเรือสินค้านานาชาติ และยังถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของโลก จึงต้องมีเรือรบที่ทรงประสิทธิภาพเข้ามาประจำการเพื่อดูแลอธิปไตยเหนือน่านน้ำ สิงคโปร์มีความจำเป็นที่ต้องมีเรือดำน้ำ

การพัฒนาหน่วยเรือดำน้ำของประเทศต่างๆ ในตะวันออกเฉียงใต้[แก้]

เรือหลวงมัจฉาณุ เป็นเรือดำน้ำของไทยในอดีต
  •  ไทยเคยมีเรือดำน้ำซึ่งเป็นชาติที่2ในเอเชียแต่เป็นชาติแรกในอาเซียนที่มีเรือดำน้ำเข้าประจำการได้แก่ ร.ล.มัจฉาณุ, ร.ล.วิรุณ, ร.ล.สินสมุทร และ ร.ล.พลายชุมพล โดยทั้ง 4 ลำได้ปฏิบัติการในอ่าวไทยหลายครั้งตั้งแต่สงครามอินโดจีนทั้งการรับและส่งสายลับพลพรรคขบวนการเสรีไทย และการโจมตีเรือของฝ่ายอักษะด้วยตอร์ปิโดซึ่งได้ปลดประจำการแล้วทุกลำในปี พ.ศ. 2494 เนื่องด้วยอายุการใช้งาน ความปลอดภัยและเทคโนโลยีการดำน้ำ ปัจจุบันแม้จะไม่มีอาณาเขตติดต่อกับช่องแคบมะละกา แต่ช่องแคบนี้ก็มีความสำคัญต่อประเทศไทยมากพอๆ กับ 3 ประเทศที่กล่าวถึง อ่าวไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของการเดินเรือเข้า-ออก เรือดำน้ำจะสามารถปฏิบัติการในอ่าวไทยได้ การค้นหาเรือดำน้ำในเขตน้ำตื้นเป็นสิ่งที่ยากเย็นพอสมควร โดยเฉพาะกับเรือเครื่องยนตร์ดีเซล ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจับต่างๆ ทั้งชั้นความเค็มและชั้นความร้อนหรืออุณหภูมิที่มีผลต่อการเดินทางของเสียง ราชนาวีไทยเคยมีโครงการที่จะจัดหาเรือดำน้ำโดยได้รับข้อเสนอที่น่าสนใจจากหลายๆประเทศทั้งเยอรมัน สวีเดน ฝรั่งเศสและรัสเซีย แต่โครงการนี้ไม่เคยประสบความสำเร็จ เนื่องจากติดขัดด้วยปัญหาต่างๆทั้งด้านงบประมาณและปัญหาทางการเมือง แต่ในปี 2013 กองทัพเรือไทยกำลังก่อสร้างอาคารกองเรือดำน้ำและศูนย์ฝึกเรือดำน้ำ ซึ่งจะมีกำหนดแล้วเสร็จประมาณเดือนมีนาคม 2014 ประกอบด้วยศูนย์ฝึกเรือดำน้ำราคา 540 ล้านบาท เครื่องจำลองการฝึกเรือดำน้ำกับค่าการฝึกต่างๆ มูลค่า 200 ล้านบาท สำหรับการเตรียมความรู้ให้กับกำลังพลเพื่อรองรับการมีเรือดำน้ำ และกองทัพเรือมีแผนจะจัดซื้อเรือดำน้ำอย่างน้อย 3 ลำในแผนพัฒนากองทัพ 10 ปี[1] แต่ในปี 2014 กองทัพเรือไทยได้เปิดเผยแผนการใหม่ที่จะจัดซื้อเรือดำน้ำใหม่เอี่ยมใจำนวน 1 ลำ แทนการซื้อเรือลำน้ำที่ใช้แล้วหลายลำตามแผนการก่อนหน้านี้ ซึ่งเปลี่ยนไปจากแผนการเดิมที่เคยพยายามซื้อเรือขนาดเล็กที่ปลดระวางแล้วจากเยอรมนี แต่แผนการถูกล้มเลิกไปในต้นปี 2553 ส่วนลำใหม่จะเป็นเรือที่ต่อในเยอรมนีหรือในเกาหลี ซึ่งแผนการจัดซื้อของราชนาวีอยู่ใน "ชอปปิ้งลิสต์" ประจำปี 2557 ของกองทัพไทย[2]
  •  สิงคโปร์เป็นชาติที่สองในอาเซียนที่มีเรือดำน้ำเข้าประจำการ ซึ่งแม้จะเป็นประเทศเล็กๆแต่สิงคโปร์ก็ตั้งอยู่บนจุดยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญแห่งหนึ่งของโลก คือช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นทางผ่านที่สำคัญของการเดินเรือจากมหาสมุทรอินเดีย ไปสู่ มหาสมุทรแปซิฟิก กองทัพเรือสิงคโปร์มีการพัฒนาที่ก้าวหน้า ไกลกว่าชาติอื่นๆในภูมิภาคนี้ กองทัพเรือสิงคโปร์เริ่มโครงการเรือดำน้ำมือสองจากสวีเดน ชั้น ซยอร์แมน จำนวน 4 ลำ เรือทั้ง 4 ลำ เข้ารับการซ่อมใหญ่และปรับปรุงเพื่อให้สามารถปฏิบัติการในเขตร้อนได้ และมีเรือดำน้ำมือสองชั้น อาเชอร์ จากสวีเดน จำนวน 2 ลำ ที่ติดตั้งระบบ AIP ซึ่งล่าสุดก็ได้สั้งซื้อเรือดำน้ำรุ่น Type 218SG จากเยอรมนี จำนวน 2 ลำ โดยจะได้รับมอบในปี 2020[3]
  • ธงของประเทศอินโดนีเซีย อินโดนีเซียเป็นชาติที่สามในอาเซียนที่มีเรือดำน้ำเข้าประจำการ โดยเป็นประเทศที่ประกอบด้วยหมู่เกาะน้อยใหญ่นับพันเกาะ ในทศวรรษที่ 1960 กองทัพมีเรือดำน้ำจากสหภาพโซเวียตหลายประเภททั้งเรือลาดตระเวน เรือพิฆาตรวมทั้งเรือดำน้ำชั้นวิสกี้ ในทศวรรศที่ 1980 กองทัพเรืออินโดนีเซียสั่งต่อเรือดำน้ำชั้น 209 จาก อดีตเยอรมันตะวันตกจำนวน 2 ลำ และได้ลงนามจัดซื้อและต่อเองในประเทศเรือดำน้ำชั้น 209 มือสอง รุ่นปรับปรุง ในชื่อ U-209 1400 mod จากกองทัพเรือเกาหลีใต้ 3 ลำ และได้วางแผนที่จะต่อเรือดำน้ำเองอีก 9 ลำภายใต้ลิขสิทธิ U-209 1400 mod ของเกาหลีใต้[4]
  • ธงของประเทศมาเลเซีย มาเลเซียเป็นชาติที่สี่ในอาเซียนที่มีเรือดำน้ำเข้าประจำการ โดยเป็นอีกประเทศที่เป็นส่วนหนึ่งของช่องแคบมะละกาทางชายฝั่งตะวันตก และ เป็นอีกประเทศหนึ่งที่อ้างการมีผลประโยชน์ในหมู่เกาะ สแปรทลีย์ ซึ่งอยู่ห่างจากรัฐซาบะฮ์ทางตะวันตกเฉียงเหนือ 300 ไมล์ โดยรวมแล้วเมื่อพิจารณาจากการมีชายฝั่งทะเลยาวเหยียด นับตั้งแต่ชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือติดกับจังหวัดสตูลของไทย เรื่อยมาจนถึงสิงคโปร์ แล้ววกกลับขึ้นไปทางเหนือจนถึงชายแดนส่วนที่ติดกับจังหวัดนราธิวาส รวมทั้งชายฝั่งของรัฐซาราวัค จนถึงหมู่เกาะสแปรทลีย์ สั่งต่อเรือดำน้ำชั้น สคอเปเน่ จำนวน 2 ลำโครงการ ซึ่งลำแรกจะต่อที่อู่ ดีซีเอ็น ในประเทศฝรั่งเศส และลำที่สองจะต่อที่อู่เรือของไอซาร์ในประเทศสเปน
  • ธงของประเทศเวียดนาม เวียดนามเป็นชาติที่ห้าในอาเซียนที่มีเรือดำน้ำเข้าประจำการ เหตุผลที่เวียดนามต้องการเรือดำน้ำเนื่องจากประเทศนี้มีข้อพิพาทกับหลายประเทศทางทะเล เวียดนาม ซึ่งจัดหาเรือดำน้ำมือหนึ่งชี่น กิโล จาก รัสเซีย จำนวน 6 ลำ ซึ่งจะมีกำหนดส่งมอบเรือครบทั้ง 6 ลำ ภายในปี ค.ศ.2016 โดยได้รับเข้าประจำการลำแรกในวันที่ 15 ม.ค. 2014[5] ลำที่2ในวันที่ 4 เม.ย. 2014 ลำที่3ภายในก.ย.2014[6]
  • ธงของประเทศฟิลิปปินส์ ฟิลิปปินส์ต้องการจัดหาเรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้า เพื่อเข้าประจำการจำนวน 3 ลำ[7]
  • ธงของประเทศพม่า พม่ามีแผนจัดซื้อเรือดำน้ำจากประเทศฝรั่งเศส
ประเทศ ประจำการ กำลังก่อสร้าง วางแผน
 ไทย 0 1 3
 สิงคโปร์ 4 2 2
ธงของประเทศอินโดนีเซีย อินโดนีเซีย 5 0 8
ธงของประเทศมาเลเซีย มาเลเซีย 2 0 6[8]
ธงของประเทศเวียดนาม เวียดนาม 4 2 0
ธงของประเทศฟิลิปปินส์ ฟิลิปปินส์ 0 0 3[9]

รูปภาพเรือดำน้ำในปัจจุบันของอาเซียน[แก้]


ความสำคัญของเรือดำน้ำในประเทศไทย[แก้]

เมื่อวันที่ 4 ก.ย. กองทัพเรือ (ทร.) ได้เผยแพร่เอกสาร "ความจำเป็นในการมีเรือดำน้ำ ในโอกาส 79ปี วันเรือดำน้ำไทย 4 กันยายน" โดยเอกสารดังกล่าว ระบุว่า ความต้องการที่จะมีเรือดำน้ำ เข้าประจำการในกองทัพเรือไทยมีมานานกว่า 100 ปี มาแล้ว

สำหรับเนื้อหาภายในเอกสารดังกล่าวมีดังนี้

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของ จอมพลเรือ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ทรงถวายบันทึกรายงานความเห็นเรื่อง เรือ "ส" (หมายถึงเรือดำน้ำ "ส" คือ Submarine) ต่อ นายพลโท พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นสิงหวิกรมเกรียงไกร เสนาธิการทหารเรือ เมื่อ พ.ศ. 2458 ว่าการมีเรือ "ส" ในประเทศไทยมีได้แน่และจะได้ประโยชน์ดังความตอนหนึ่งว่า

“ถ้าเรามีเรือ ส แล้ว ข้าศึกจะต้องนึกถึงเรือ ส ของเราด้วยในเวลาที่เขาจะจัดกองทัพเข้ามาตีกรุงสยามสงครามคราวนี้ได้แสดงให้เห็นความสำคัญของเรือ ส เพราะฉะนั้นเพื่อจะหนีอันตรายเรื่องเรือ ส ข้าศึกคงไม่ส่งเรือใหญ่เข้ามาเพื่อให้เป็นเป้าแก่เรือ ส ได้”

จนกระทั่งกองทัพเรือได้จัดหาเรือดำน้ำเข้าประจำการจากประเทศญี่ปุ่น จำนวน 4 ลำ ในปี พ.ศ. 2477 (ปัจจุบันถูกปลดประจำการแล้วทั้งหมด)โดยได้มีการเสนอพระราชบัญญัติบำรุงกำลังกองทัพเรือต่อสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งกองทัพเรือ ได้มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาโครงการบำรุงกองทัพเรือ และได้คัดเลือกแบบเรือดำน้ำของบริษัทมิตซูบิชิ ประเทศญี่ปุ่น จำนวน 4 ลำ ซึ่งทั้ง 4 ลำนี้ เป็นเรือดำน้ำขนาดเล็ก สำหรับใช้รักษาชายฝั่ง ได้รับพระราชทานชื่อจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ว่า เรือหลวงมัจฉานุ เรือหลวงวิรุณ เรือหลวงสินสมุทร และเรือหลวงพลายชุมพล

โดย เรือหลวงมัจฉานุ และเรือหลวงวิรุณ ได้ต่อเสร็จสมบูรณ์ก่อนสองลำแรก และได้ทำพิธีส่งมอบให้แก่ กองทัพเรือ เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2480 ด้วยเหตุนี้ กองทัพเรือและนักดำเรือดำน้ำแห่งราชนาวีจึงได้ถือเอาวันที่ 4 กันยายน ของทุกปี เป็นวันที่ระลึกเรือดำน้ำไทย

เกียรติประวัติการรักษาอำนาจอธิปไตยของเรือดำน้ำไทยในอดีต[แก้]

ในอดีตเรือดำน้ำเคยช่วยทำให้ประเทศไทยรอดพ้นจากการถูกยึดครอง และ เป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส ในกรณีพิพาทไทย–อินโดจีนมาแล้ว และจากประวัติการรบกับฝรั่งเศสจนเกิดยุทธนาวีที่เกาะช้างที่กองทัพเรือต้องเสียเรือหลวงธนบุรี เรือหลวงชลบุรี และ เรือหลวงสงขลาไปนั้น มีหลักฐานว่าฝรั่งเศสระแวงเรือดำน้ำของกองทัพเรือไทยอย่างมาก หลังจากต่อตีเรือของกองทัพเรือแล้ว จึงรีบถอนกำลังทางเรือกลับทันที

ต่อมาเรือดำน้ำของกองทัพเรือได้ถูกปลดประจำการไปพร้อมกันเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494 จึงทำให้ประเทศไทยขาดรั้วที่สำคัญไปหนึ่งด้าน มาเป็นเวลากว่า 64 ปี จึงถือเป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางทะเล ที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ ในยุคปัจจุบัน

เรือดำน้ำกับความมั่นคงในสถานการณ์และภัยคุกคามปัจจุบัน[แก้]

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีผลประโยชน์ทางทะเลคิดเป็นมูลค่าประมาณ 24 ล้านล้านบาทต่อปี และนับวันจะทวีมูลค่ามากขึ้นในอนาคต ดังนั้น การปกป้องผลประโยชน์ของชาติทางทะเล โดยการเสริมสร้างกำลังทางเรือจึงเป็นความจำเป็น เพื่อให้มีกำลังทางเรือที่สมดุลทัดเทียมกันในภูมิภาค หรือ เพื่อให้มีศักยภาพในการรบที่ใกล้เคียงกันหรือเหนือกว่า ทั้งนี้ในปัจจุบันประเทศต่างๆ ในภูมิภาคได้เสริมสร้างกำลังทางเรือเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกำลังเรือดำน้ำ ทำให้เมื่อเปรียบเทียบขีดความสามารถของกำลังทางเรือแล้ว กองทัพเรือมีความเสียเปรียบอย่างยิ่ง จึงมีความจำเป็นต้องจัดหาเรือดำน้ำเข้าประจำการ เพราะการมีเรือดำน้ำเท่านั้น จึงจะรักษาสมดุลกำลังทางเรือในการรักษาความมั่นคงทางทะเลในปัจจุบันได้

โดยเรือดำน้ำ ถือเป็นเรือรบที่มีศักยภาพสูงที่สุดในบรรดาเรือรบด้วยกัน เป็นอาวุธที่มองไม่เห็น ตรวจจับยาก ปฏิบัติการได้ไกล และมีอำนาจการทำลายรุนแรง สามารถสร้างความยำเกรงให้กับฝ่ายตรงข้ามที่มีกำลังทางเรือเหนือกว่าอย่างมากได้

เรือดำน้ำจึงเป็นตัวคูณกำลังหรือ Force Multiplier ซึ่งจะเข้ามาเสริมเติมเต็ม ให้กองทัพเรือมีขีดความสามารถครบทุกมิติ คือ ผิวน้ำ ใต้น้ำ และ ในอากาศ ด้วยคุณสมบัติของเรือดำน้ำ ที่สามารถซ่อนพรางอยู่ใต้น้ำได้ ทำให้ไม่มีใครสามารถหาเจอหรือพิสูจน์ทราบได้ ทำให้ฝ่ายตรงข้ามกังวลและยำเกรงอยู่ตลอดเวลา ทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมของกำลังรบ หากเกิดความขัดแย้งและสถานการณ์ที่อ่อนไหวระหว่างประเทศที่อาจเกิดขึ้นด้วยสาเหตุที่คาดไม่ถึงดังนั้น การที่กองทัพเรือมีความพร้อมในการรบทุกๆ ด้าน จะทำให้ประเทศมีความมั่นใจในการรักษาอธิปไตยของชาติได้เป็นอย่างดี

การแข่งขันสะสมอาวุธกองทัพบนในเขตทะเลแปซิฟิก[แก้]

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสิงคโปร์ ประกาศในวันอังคาร ที่ 16 พฤษภาคม 2017 ระหว่างการประชุมนานาชาติและการป้องกันทางทะเลระหว่างประเทศ (IMDEX) 16) "ประเทศในกลุ่มอาเซียน, ออสเตรเลีย, จีนและอินเดียเพิ่มพูนความเข้มแข็งของกองทัพเรือของตนโดยที่งบประมาณการเดินเรือในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 60% ภายในปี 2563" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยังให้ความสำคัญกับรายงานของนักวิเคราะห์ตลาดเรือนานาชาติ AMI International ซึ่งคาดว่าเรือรบและเรือดำน้ำประมาณ 800 ลำจะเข้าประจำการในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกภายในปี 2573"[10]

กรณีพิพาทหมู่เกาะสแปรตลีย์กระทบกระเทือนความมั่นคงบนมหาสมุทรแปซิฟิกถูกจุดขนวนขึ้นอีกครั้งก่อปัญหาเพิ่มขึ้นเมื่อ สหรัฐอเมริกา โดยรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศท่าทีของสหรัฐในเรื่องความขัดแย้งดังกล่าว ซึ่งเป็นท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปจากในอดีต ในขณะที่ประเทศอาเซียนยังอยู่ในระหว่างการประชุม ASEAN Regional Forum หรือ ARF ที่กรุงฮานอย ซึ่งสหรัฐพยายามไม่เข้ามายุ่งกับเรื่องนี้โดยตรง แต่ Clinton กลับประกาศว่า สหรัฐถือว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก และสหรัฐจะเข้ามามีบทบาทในการแก้ปัญหานี้ สหรัฐสนับสนุนกระบวนการทางการทูตและการเจรจา และไม่เห็นด้วยกับการใช้กำลังในการแก้ปัญหา Clinton ยังเน้นด้วยว่า การเจรจาจะต้องเป็นการเจรจาแบบพหุภาคี

โดยยุทธศาสตร์ใหญ่ของสหรัฐในภูมิภาคคือ การปิดล้อมและการสกัดกั้นอิทธิพลของจีน รัฐบาลโอบามาได้เริ่มต้นที่จะพยายามปฏิสัมพันธ์กับจีน แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จใดใด สหรัฐจึงน่าจะเปลี่ยนมาเป็นยุทธศาสตร์แข็งกร้าวต่อจีน โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ปิดล้อมจีนทางการทหาร

หลังจากที่สหรัฐเปิดประเด็นเรื่องนี้ ในเวที ARF ประเทศสมาชิกอื่นก็ผสมโรงร่วมกับสหรัฐ โดยมีเวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และบรูไน ซึ่งเป็นประเทศอาเซียนที่ขัดแย้งกับจีนโดยตรง นอกจากนั้น อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และ EU ก็เข้าร่วมกับสหรัฐในการหารือในเรื่องนี้ด้วย สำหรับทางฝ่ายจีนก็แสดงความไม่พอใจอย่างมาก ที่สหรัฐได้เปิดประเด็นเอาเรื่องนี้มาโจมตีจีนในเวที ARF

ต่อมา รัฐบาลจีนได้ออกแถลงการณ์โจมตีสหรัฐว่า การที่ Clinton กล่าวในที่ประชุม ARF นั้น ถือเป็นการโจมตีจีน (attack on China) และมองว่า สหรัฐไม่ควรแทรกแซงในเรื่องนี้ และไม่เห็นด้วยที่จะให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นปัญหาระหว่างประเทศ หลังจากนั้น ทางกองทัพจีนได้จัดการซ้อมรบ โดยมีการนำเรือรบออกมาซ้อมรบในบริเวณหมู่เกาะสแปรตลีย์ และได้ประกาศจุดยืนอย่างแข็งกร้าวว่า จีนมีอธิปไตยเหนือหมู่เกาะสแปรตลีย์อย่างเด็ดขาด

ปฏิกิริยาของจีนได้ทำให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ นำไปสู่การกระชับความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างสหรัฐกับเวียดนามอย่างเข้มข้น ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ได้มีความเคลื่อนไหวความร่วมมือทางทหารระหว่างสหรัฐกับเวียดนาม ซึ่งน่าจะเป็นการตอบสนองต่อการซ้อมรบของจีนในหมู่เกาะสแปรตลีย์ โดยขณะนี้ เรือรบของสหรัฐชื่อว่า John McCain ได้จอดเทียบท่าที่ท่าเรือเมืองดานัง และจะเข้าร่วมภารกิจกับกองทัพเรือเวียดนาม นับเป็นครั้งแรกที่จะมีการปฏิบัติการร่วมระหว่างกองทัพเรือสหรัฐกับเวียดนาม เมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา เรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐชื่อ George Washington ก็ได้ไปจอดเทียบท่าที่เมืองดานัง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองครบรอบ 15 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของทั้งสอง โดยก่อนหน้านี้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โฆษกกระทรวงต่างประเทศเวียดนามได้ออกมาประกาศประณามจีน ในการส่งเรือเข้าไปในเขตหมู่เกาะพาราเซล ซึ่งเวียดนามถือว่า เป็นของเวียดนาม

กล่าวโดยสรุป การปะทุขึ้นของปัญหาความขัดแย้งสแปรตลีย์รอบใหม่ครั้งนี้ และการตอบโต้ของจีนอย่างก้าวร้าวในลักษณะนี้ ทำให้เข้าทางสหรัฐ จีนถูกมองจากหลายๆ ประเทศในภูมิภาคว่า ทำเกินกว่าเหตุ ปฏิกิริยาของจีนในครั้งนี้ จะยิ่งไปกระตุ้นความหวาดระแวงของประเทศในภูมิภาค ที่มองว่า จีนอาจจะเป็นภัยคุกคามและกำลังก้าวร้าวมากขึ้นเรื่อยๆ ผมมองว่า ปฏิกิริยาในเรื่องนี้ของจีนทำให้จีนเสียหายมาก เพราะเท่าที่ติดตามยุทธศาสตร์ของจีนมาโดยตลอดนั้น 10 ปีที่ผ่านมา จีนทุ่มทุกอย่างเพื่อที่จะซื้อใจ เอาชนะใจ ประเทศอาเซียน เพื่อให้ลดความหวาดระแวงจีนลง โดยสโลแกนของจีนคือ การผงาดขึ้นมาอย่างสันติ หรือ peaceful rise ได้รับผลกระทบต่อความสัมพันธ์ในประเทศอาเซียนหลังการจบการประชุม ASEAN Regional Forum หรือ ARF ทันทีและยังเป็นจุดชะนวนการเพิ่มกำลังทหารของกลุ่มประเทศอาเซียน[11]

ในประเทศไทยแม้จะไม่มีข้อพิพาทดังกล่าวแต่หากเกิดสงครามลักษณะภูมิประเทศของไทยที่กั้นขวางมหาสมุทรซีกโลกตะวันตกจึงมีความเสี่ยงทั้งเป็นจุดผ่านลำน้ำและความเสี่ยงการถูกใช้เป็นฐานทัพดังที่เคยเกิดในอดีตจากกรณีญี่ปุ่นทางผ่านยกกองทัพสู้รบกับจีน และอเมริกาใช้แป็นอู่ตะเภาเป็นฐานทัพและจุดเติมน้ำมันเครื่องบินรบจากสงครามเวียดนาม

ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ[แก้]

ประเทศไทยมีการนำเข้า-ส่งออก สินค้าทางทะเลสูงถึงร้อยละ 95 มีเรือสินค้าผ่านเข้าออกอ่าวไทยปีละประมาณ 15,000 ลำ โดย อ่าวไทย ถือเป็นหนึ่งในเส้นทางคมนาคม ที่มีการนำเข้า-ส่งออกสินค้าที่สำคัญที่เชื่อมทวีปยุโรป เอเชีย และอเมริกา เข้าไว้ด้วยกัน โดยผ่านทางช่องแคบมะละกา ซึ่งหากเกิดปัญหาการปิดล้อมพื้นที่หรือข้อพิพาททางทะเลไม่ว่าที่ใด ย่อมส่งผลกระทบต่อการคมนาคมทางทะเลโดยตรง ทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมากกองทัพเรือ ได้เสนอโครงการจัดหาเรือดำน้ำจำนวน 3 ลำ ใช้งบประมาณ 36,000 ล้านบาท หากมองระยะยาวเมื่อนับอายุการใช้งานของเรือดำน้ำที่มีอย่างน้อย 30 ปีรวมกับค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการต่อปีแล้ว คิดเป็นเพียง 0.006% ของผลประโยชน์ของชาติทางทะเล

ทั้งนี้อ่าวไทย เป็นพื้นที่ มีความเสี่ยงสูงทางด้านภูมิศาสตร์ในการที่จะถูกปิดอ่าวหรือขัดขวางการใช้เส้นทางเดินเรือ เนื่องจากปากอ่าวมีความกว้างประมาณ 200 ไมล์ทะเล หรือ 400 กิโลเมตร หากเกิดกรณีพิพาทหรือความขัดแย้งกับต่างประเทศขึ้น การถูกปิดอ่าวจะทำให้การขนส่งทางทะเลสายนี้หยุดชะงักทันที ส่งผลให้เศรษฐกิจเกิดความเสียหาย อย่างไม่สามารถประเมินค่าได้

แม้ว่ากองทัพเรือจะมีเรือผิวน้ำและอากาศยาน ในการสกัดกั้นการรุกรานทางทะเลอยู่แล้ว แต่การประกอบกำลังทางเรือที่สมบูรณ์จะต้องมีครบทั้ง 3 มิติ เพราะในมิติใต้น้ำ ต้องใช้เรือดำน้ำในการปราบเรือดำน้ำด้วยกันสำหรับยามปกติ เรือดำน้ำจะทำหน้าที่ป้องปรามไม่ให้เรือใดๆ ที่เป็นฝ่ายตรงข้ามคิดเข้ามารุกรานประเทศไทย เปรียบเสมือนเป็นรั้วให้กับประเทศ เรือดำน้ำจึงเปรียบเสมือนกองกำลังใต้น้ำที่จะสร้างความน่าเกรงขามให้กับประเทศไทย จากสถานการณ์ปัจจุบันที่หลายคนมองว่าคงจะไม่เกิดสงครามในระยะใกล้นี้ แต่ความขัดแย้งในทะเลยังคงมีอยู่และไม่มีใครยืนยันได้ว่าสถานการณ์จะไม่บานปลายไปถึงขั้นการใช้กำลัง ต่อกันเมื่อใด

การมีเรือดำน้ำจึงเป็นเครื่องมือประเภทหนึ่งที่จะป้องปรามไม่ให้เกิดสงคราม ซึ่งการรักษาดุลกำลังทางเรือในภูมิภาคจึงมีความจำเป็น เพื่อให้มีการยับยั้งชั่งใจในการใช้กำลังทางเรือและนำไปสู่การเจรจาต่อรองที่มีความทัดเทียมกัน

ในแง่ความเหมาะสมทางภูมิศาสตร์ นั้นประเทศไทยมีแผ่นดินติดกับทะเล 2 ด้าน คือ ด้านตะวันตกเป็นทะเลอันดามันและช่องแคบมะละกา ส่วนด้านตะวันออกเป็นอ่าวไทย มีพื้นที่ทางทะเลประมาณ 320,000 ตารางกิโลเมตร มีความลึกเฉลี่ยที่ประมาณ 50 เมตร ความลึกที่สุดอยู่บริเวณกลางอ่าว ประมาณ 85 เมตร ความใสของน้ำสามารถเห็นได้ลึกสุดไม่เกิน 16 เมตร

Sealion (APSS-315), May 1956.
Sealion (APSS-315), May 1956.

จากพื้นที่ที่มีบริเวณกว้างและสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนการซ่อนพรางของเรือดำน้ำ ทำให้การค้นหาเรือดำน้ำด้วยสายตาจากบริเวณผิวน้ำ หรืออากาศยาน เป็นไปด้วยความยากลำบาก เรือดำน้ำจึงสามารถเข้ามาปฏิบัติการในอ่าวไทยได้ครอบคลุมพื้นที่เป้าหมายที่จำเป็นต่อการพิทักษ์ปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล

ในอดีตช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เรือดำน้ำ USS Sealion ของกองทัพเรือสหรัฐฯ เคยเข้ามาจมเรือหลวงสมุย ขณะกำลังลำเลียงน้ำมันจากสิงคโปร์บริเวณอ่าวไทยตอนใต้

ส่วนในปัจจุบันเรือดำน้ำนิวเคลียร์ของกองทัพเรือสหรัฐซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าในอดีตมาก ก็เข้ามาฝึกกับกองทัพเรือในอ่าวไทยเป็นประจำ โดยสามารถปฏิบัติการใต้น้ำในอ่าวไทยได้โดยไม่มีปัญหาแต่อย่างใดทั้งนี้ เรือดำน้ำยุคใหม่ จะมีอุปกรณ์การเดินเรือที่ทันสมัย มีระบบรักษาความลึกขณะดำน้ำโดยอัตโนมัติที่มีความเที่ยงตรงสูง ดังนั้นการปฏิบัติการในเขตน้ำตื้นถือเป็นเรื่องปกติของเรือดำน้ำ เพราะในบางภารกิจเรือดำน้ำจำเป็นต้องเข้าใกล้ฝั่งมากในอ่าวไทยมีน้ำลึกเฉลี่ย 50 เมตร จึงไม่ใช่อุปสรรคในการปฏิบัติการของเรือดำน้ำปัจจุบัน และการมองเห็นจากเครื่องบินเมื่อเรือดำน้ำดำลึกกว่า 20 เมตรก็ไม่สามารถมองเห็นได้

จากเหตุผลความจำเป็นที่กล่าวมาทั้งหมดดังที่กล่าวมาแล้วนั้น จะเห็นได้ว่าการจัดหาเรือดำน้ำเข้าประจำการในกองทัพเรือมีความจำเป็น ในการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ด้วยการเพิ่มศักยภาพของกำลังทางเรือของกองทัพเรือให้ทัดเทียมประเทศเพื่อนบ้าน และรักษาดุลกำลังทางเรือในภูมิภาคให้มีความสมดุล ซึ่งนับว่ามีความคุ้มค่าอย่างยิ่ง เมื่อเทียบกับผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติทางทะเลที่ยั่งยืนตลอดไป

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานาวิกานุภาพของกองทัพเรือไทยได้มีการเสริมสร้างกำลังทางเรือ อาทิ เรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ เรือส่งกำลังบำรุงขนาดใหญ่ เรือฟริเกต เรือคอร์เวต เรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง เรือยกพลขึ้นบก เรือล่าทำลายทุ่นระเบิด และกำลังอากาศนาวีอีกจำนวนหนึ่ง เรียกได้ว่าไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าอีกหลายประเทศในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้

การที่ประเทศไทยไม่มีเรือดำน้ำนั้น ทำให้เสียเปรียบบางประเทศที่มีเรือดำน้ำ เนื่องจากเรือดำน้ำเป็นอาวุธเชิงรุกที่สามารถข่มขวัญฝ่ายตรงข้ามได้เป็นอย่างดี ดังนั้นการที่จะส่งเรือรบผิวน้ำเข้ามาประชิดยังทะเลอาณาเขตจึงต้องใช้ความระมัดระวังที่สูงมาก ซึ่งสร้างความหวาดหวั่นแก่ฝ่ายตรงข้ามอยู่ไม่น้อย แม้ว่าเรือดำน้ำจะเป็นยุทโธปกรณ์ที่มีราคาสูงมากเมื่อเทียบกับยุทโธปกรณ์แบบอื่น ๆ

แต่ก็ถือว่ามีความจำเป็นที่รัฐบาลควรจะให้ความสนใจ และจัดหาไว้เพื่อที่จะสร้างความมั่นใจได้ว่ากำลังทางเรือของไทยจะสามารถปกปักรักษาอธิปไตยของชาติทางทะเลได้อย่างสมบูรณ์

อย่างไรก็ตาม การจัดหาเรือดำน้ำต้องมีการใช้ระยะเวลา เพราะการต่อเรือและการฝึกกำลังพลให้พร้อม ต้องใช้เวลานาน 7 ถึง 10 ปี กองทัพเรือจึงต้องเร่งขจัดความเสี่ยงต่อความล่อแหลมที่อาจจะเกิดขึ้นได้นี้ ด้วยการเริ่มโครงการจัดหาเรือดำตั้งแต่ปี 2558 นี้ เนื่องจากประเทศต่างๆ ในภูมิภาค ล้วนแล้วแต่มีเรือดำน้ำเข้าประจำการเป็นส่วนใหญ่ จึงมีขีดความสามารถที่เหนือกว่ากองทัพเรือไทยไปล่วงหน้า 8 – 10 ปี[12]


ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]