เรอัลโอบิเอโด
| ชื่อเต็ม | บริษัทกีฬา เรอัลโอบิเอโด จำกัด (มหาชน) | |||
|---|---|---|---|---|
| ฉายา | การ์บาโยเนส โลสอาซูเลส (สีน้ำเงิน) โลสโกโดส[1] (กอท) โอบิเอดิสตัส | |||
| ก่อตั้ง | 26 มีนาคม 1926 | |||
| สนาม | เอสตาดิโอการ์โลสตาร์ติเอเร | |||
| ความจุ | 30,500[2] | |||
| เจ้าของ | กรูโปปาชูกา (51%)[3] กรูโปการ์โซ (20%) อื่น ๆ (29%) | |||
| ประธาน | มาร์ติน ปาลาเอซ | |||
| ผู้จัดการทีม | เวลิโก เปาโนวิช | |||
| ลีก | ลาลิกา | |||
| 2024–25 | เซกุนดาดิบิซิออน อันดับที่ 3 จาก 22 (เลื่อนชั้นผ่านการเพลย์ออฟ) | |||
| เว็บไซต์ | realoviedo.es | |||
| ||||
เรอัลโอบิเอโด (อัสตูเรียน: Real Uviéu[4]) เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพในประเทศสเปน ตั้งอยู่ในโอบิเอโด แคว้นอัสตูเรียส ก่อตั้งขึ้นในวันที่ 26 มีนาคม ค.ศ. 1926 ปัจจุบันลงเล่นในลาลิกา นับเป็นฤดูกาลที่ 39 ของสโมสร บนลีกสูงสุดของประเทศสเปน หลังจากชนะเลิศรอบเพลย์-ออฟเลื่อนชั้นในปี ค.ศ. 2025 ของเซกุนดาดิบิซิออน โอบิเอโด อยู่ในลำดับที่ 18 ของตารางคะแนนตลอดกาลลาลิกา นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 สโมสรลงเล่นนัดเหย้าที่เอสตาดิโอการ์โลสตาร์ติเอเร[5] ซึ่งเป็นสนามกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในแคว้นอัสตูเรียส
สโมสรมีผู้สนับสนุนซึ่งเรียกว่า การ์บาโยเนส มีผู้ถือตั๋วเข้าชมการแข่งขันรายปี 21,517 คน ในฤดูกาล 2023–24 โอบิเอโด มีคู่แข่งร่วมแคว้นคือ เอสปอร์ตินเดฆิฆอน ซึ่งตั้งอยู่ชายฝั่งทะเลทางเหนือ เรียกการแข่งขันของทั้งคู่ว่าอัสตูเรียสดาร์บี
ประวัติ
[แก้]เรอัลโอบิเอโด ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1926 หลังจากการควบรวมกิจการของสโมสร เอสตาดิอูมโอเบเตนเซ ซึ่งก่อตั้งโดยกลุ่มเยาวชนที่ไปศึกษาที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งนิยมกีฬาฟุตบอลแล้วในขณะนั้น โดยรวมเข้ากับ เรอัลกลุบเดปอร์ติโบโอบิเอโด ซึ่งเป็นสโมสรที่เดิมแยกตัวออกจากสโมสรแรก[6] การ์โลส ตาร์ติเอเร ทำหน้าที่เป็นประธานผู้ก่อตั้งสโมสร[7] ในฤดูกาล 1928–29 สหพันธ์ฟุตบอลสเปนได้สร้างฟุตบอลลีกในประเทศ ประกอบด้วย 9 ทีมที่ชนะเลิศและรองชนะเลิศของโกปาเดลเรย์ นับตั้งแต่ ค.ศ. ที่มีอยู่ จนถึงปัจจุบัน และอีก 1 ทีมมาจากทีมที่ชนะเลิศรอบคัดเลือก เรอัลโอบิเอโดสามารถเอาชนะสโมสรกีฬาไอบีเรียได้ ในรอบแรก เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม ค.ศ. 1928 แต่ในรอบที่สอง ในวันที่ 13 มกราคม ค.ศ. 1929 พวกเขาพ่ายแพ้เรอัลเบติส 1–0 หลังต่อเวลาพิเศษ ทำให้โอบิเอโดเริ่มต้นการแข่งขันฟุตบอลลีกในระดับเซกุนดาดิบิซิออน แล้วจึงสามารถเลื่อนชั้นขึ้นสู่ลาลิกาได้ใน 7 ปีต่อมา
ผู้เล่นแนวรุกสี่คน ประกอบด้วย เอมิลิน ฆาเล เอร์เรริตา และอิซิโดร ลันกาลา ซึ่งเป็นผู้เล่นทีมชาติสเปนในขณะนั้น ตลอดจน กาซูโก และ ริการ์โด ฆายาร์ต ปรับปรุงรูปแบบการเล่นให้ทันสมัยด้วยจังหวะและการวิ่งที่เฉียบคมพร้อมกับการส่งบอลที่เฉียบคมและการสัมผัสบอลเพียงครั้งเดียว ซึ่งเป็นรูปแบบที่แปลกใหม่ในสมัยก่อน โดยได้รับการขนานนามว่า "เดลันเตรัสอิเลกตริซัส" ("กองหน้าไฟฟ้า") ทั้งหมดนี้เกิดจากการฝึกซ้อมและการออกกำลังกายที่เข้มงวดซึ่งเริ่มต้นโดยเฟร็ด เพนท์แลนด์ ผู้จัดการทีมชาวอังกฤษ ลันกาลา ได้รับรางวัลปิชิชิสามฤดูกาลติดต่อกัน ซึ่งในสามฤดูกาลดังกล่าว โอบิเอโด สามารถทำประตูได้ถึง 174 ประตูใน 62 นัด อย่างไรก็ตาม หลังเกิดการหยุดการแข่งขันอันเนื่องมาจากสงครามกลางเมืองสเปน เหล่านักเตะได้ย้ายออกจากสโมสร ลันกาลา ย้ายถิ่นฐานไปอเมริกาใต้ เอร์เรริตาและเอมิลินเซ็นสัญญากับบาร์เซโลนา ฆาเลเซ็นสัญญากับราซินเดซันตันเดร์ และฆายาร์ตเซ็นสัญญากับราซินเดเฟร์โรล

เมื่อฟุตบอลในประเทศกลับมาแข่งขันอีกครั้งในปี ค.ศ. 1939 โอบิเอโด ไม่สามารถเล่นได้ในฤดูกาล 1939–40 เนื่องจากกองทหารของฟรันซิสโก ฟรังโกทิ้งกระสุนปืนลงบนสนาม ระหว่างทศวรรษถัดมา สโมสรขึ้นลงไปมาระหว่างลีกสูงสุดและลีกระดับที่สอง ในฤดูกาล 1962–63 พวกเขาสามารถจบอันดับที่สามบนตารางคะแนน ซึ่งอันดับสูงกว่าเรอัลมาดริดเป็นครั้งแรก ในขณะที่ ในปี ค.ศ. 1978 พวกเขาตกลงสู่ลีกระดับที่สาม คือ เซกุนดาดิบิซิออนเบ อยู่หนึ่งฤดูกาล
เอสตาดิโอการ์โลสตาร์ติเอเร ได้รับการบูรณะเพื่อใช้ในการแข่งขัน ฟุตบอลโลก 1982 ซึ่งสเปนเป็นเจ้าภาพ ซึ่งโอบิเอโด ได้ลงเล่นนัดกระชับมิตรกับชีลี เป็นนัดเปิดสนามหลังบูรณะเสร็จสิ้น เมื่อวันที่ 29 เมษายน ค.ศ. 1982 โดยเสมอกัน 0–0 หลังจากนั้น ในฤดูกาล 1984–85 โอบิโอเด ชนะการแข่งขันโกปาเดลาลิกา (ถ้วยลำดับที่สองที่มีเฉพาะทีมในเซกุนดาดิบิซิออน) หลังจากการเอาชนะ อูเด ซาลามันกา บิลบาโออัตเลติก โลร์กาเดปอร์ติบา ซาดาเบลล์ และในรอบชิงชนะเลิศพวกเขาเอาชนะอัตเลติโกมาดริเลญโญ ด้วยการเอาชนะในนัดแรกที่โอบิเอโด 1–0 และเสมอกัน 1–1 ที่บิเซนเต กัลเดรอน รวมผลสองนัดโอบิเอโดชนะไปด้วยคะแนน 2–1
ในปี ค.ศ. 1988 โอบิเอโดเอาชนะมายอร์กา ในเซกุนดาดิบิซิออนรอบเพลย์-ออฟเลื่อนชั้น รวมผลสองนัด 2–1 ด้วยหนึ่งประตูจากการ์โลส กองหน้าตัวเป้าที่มีบทบาทสำคัญในขณะนั้น โอบิเอโดสามารถอยู่บนลีกสูงสุดได้ 13 ฤดูกาล ซึ่งมีผลงานสูงสุดคือการจบลำดับที่หก ในฤดูกาล 1990–91 ทำให้พวกเขาได้สิทธิ์ลงเล่นฟุตบอลยุโรปเป็นครั้งแรก ในรอบคัดเลือก ยูฟ่าคัพ อย่างไรก็ตาม พวกเขาพ่ายแพ้ต่อเจนัว รวมผลสองนัด 2–3 ตั้งแต่รอบแรก[8][9]

ในปี ค.ศ. 1992 เรอัลโอบิเอโด ได้จดทะเบียนเป็นบริษัทกีฬามหาชนจำกัด ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 3.6 ล้านยูโร ในวันที่ 4 ตุลาคม ค.ศ. 1995 โอบิเอโดลงเล่นนัดที่ 1,000 ในลาลิกา หลังจากช่วงเวลาที่ประสบความสำเร็จ โอบิเอโด ได้รอดพ้นจากการตกชั้นหลายครั้ง โดยเฉพาะในปี ค.ศ. 1998 ซึ่งพวกเขารอดตกชั้นด้วยการเอาชนะอูเด ลัสปัลมัส ในรอบเพลย์-ออฟตกชั้น[10]
ในปี ค.ศ. 2000 เอสตาดิโอการ์โลสตาร์ติเอเร แห่งใหม่ได้สร้างเสร็จสมบูรณ์ โดยเปิดใช้อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 20 กันยายน ค.ศ. 2000 ในนัดกระชับมิตรระหว่างโอบิเอโดกับปาร์ติซาน ซึ่งพวกเขาพ่ายแพ้ต่อทีมจากเซอร์เบีย 0–2 ก่อนที่ ในอีกสามวันถัดมา โอบิเอโดลงเล่นในลาลิกา ฤดูกาล 2000–01นัดแรกของฤดูกาลใหม่ที่สนามแห่งนี้ ด้วยการเสมอกับอูเด ลัสปัลมัส 2–2[11]
หลังจากการตกชั้นลงสู่ลีกระดับที่สองในปี ค.ศ. 2001 และลงสู่ลีกระดับที่สามในปี ค.ศ. 2003 เรอัลโอบิเอโด ได้เผชิญกับปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ประกอบกับขาดการสนับสนุนจากรัฐบาลเมืองอย่างมาก ทำให้ไม่สามารถจ่ายค่าจ้างผู้เล่นในทีมได้ สโมสรถูกปรับตกชั้นสู่ลีกระดับที่สี่ของประเทศในปี ค.ศ. 2004 ในที่สุด ก็ฟื้นตัวและตั้งหลักได้อีกครั้ง สามารถขึ้นสู่ลีกระดับที่สามได้ในปีถัดมา วิกฤตการณ์ทางการเงินยังคงดำเนินต่อไปจนถึงฤดูกาล 2012–13 โอบิเอโด เรียกร้องให้แฟนบอลซื้อหุ้นของสโมสร นักฟุตบอลซึ่งเคยอยู่กับสโมสร เช่น ซานติ กาซอร์ลา ฆวน มาตา มิชู และอาดริอัน โลเปซ ได้สนับสนุนทางการเงินเพื่อพยายามกอบกู้สโมสรจากการล้มละลาย โดยสโมสรมีกำหนดที่จะต้องระดมทุน 2 ล้านยูโร เพื่อป้องกันการล้มละลาย ให้ได้ภายในวันที่ 17 พฤศจิกายน ค.ศ. 2012[12][13][14] อย่างไรก็ตาม ในวันสุดท้ายของกำหนด การ์โลส เอสลิม บุคคลที่รวยที่สุดในโลก ณ เวลานั้น ได้เข้าเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของสโมสร ด้วยมูลค่าการลงทุน 2.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ[15][16]
ในวันที่ 31 พฤษภาคม ค.ศ. 2015 โอบิเอโด ชนะกาดิซ 2–1 ในรอบเพลย์-ออฟเลื่อนชั้น ของเซกุนดาดิบิซิออนเบ ทำให้พวกเขาขึ้นสู่ลีกระดับที่สองได้เป็นครั้งแรกหลังจากอยู่ในลีกระดับที่สามมานาน 13 ปี[17] ในเซกุนดาดิบิซิออน ฤดูกาล 2023–24 โอบิเอโดจบลำดับที่หก จึงได้รับสิทธิ์แข่งขันรอบเพลย์-ออฟเลื่อนชั้น ซึ่งพวกเขาผ่านเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศกับอัสปัญญ็อล ในนัดแรกในนัดเหย้าพวกเขาเอาชนะไปด้วยคะแนน 1–0[18] แต่พ่ายแพ้ในนัดที่สองที่ออกไปเยือน 2–0 ทำให้รวมผลสองนัดพวกเขาพ่ายแพ้ไป 2–1[19]
ในฤดูกาล 2024–25 โอบิเอโดจบลำดับที่สามในตารางคะแนน ซึ่งทำให้ได้ลงเล่นในรอบเพลย์-ออฟเลื่อนชั้นอีกครั้ง พวกเขาสามารถเอาชนะเซเด มิรันเดส ในรอบชิงชนะเลิศรอบเพลย์-ออฟเลื่อนชั้น หลังจากต่อเวลาพิเศษในนัดที่สอง 3–1 ทำให้พวกเขาได้เลื่อนชั้นขึ้นสู่ลาลิกาเป็นครั้งแรกในรอบ 24 ปี[20]
รายชื่อผู้เล่น
[แก้]ผู้เล่นชุดปัจจบุัน
[แก้]- ณ 31 สิงหาคม ค.ศ. 2025[21]
หมายเหตุ: ธงชาติที่ปรากฏบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่าตามความเหมาะสม เพราะผู้เล่นบางคนอาจถือสองสัญชาติ
|
|
ทีมสำรอง
[แก้]หมายเหตุ: ธงชาติที่ปรากฏบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่าตามความเหมาะสม เพราะผู้เล่นบางคนอาจถือสองสัญชาติ
|
|
ยืมตัวออก
[แก้]หมายเหตุ: ธงชาติที่ปรากฏบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่าตามความเหมาะสม เพราะผู้เล่นบางคนอาจถือสองสัญชาติ
|
|
เจ้าหน้าที่ด้านเทคนิคในปัจจุบัน
[แก้]| ตำแหน่ง | เจ้าหน้าที่ |
|---|---|
| ผู้จัดการทีม | |
| ผู้ช่วยผู้จัดการทีม | |
| ผู้จัดการด้านฟิตเนส | |
| เจ้าหน้าที่ | |
| ผู้จัดการด้านฟิตเนสเพื่อฟื้นฟูร่างกาย | |
| ผู้จัดการผู้รักษาประตู | |
| เจ้าหน้าที่ประจำการแข่งขัน | |
| นักวิเคราะห์ | |
| ผู้จัดการอุปกรณ์ทีม | |
| แพทย์ | |
| หัวหน้านักกายภาพบำบัด | |
| นักกายภาพบำบัด | |
| นักโภชนาการ |
ข้อมูลล่าสุด: 27 มิถุนายน ค.ศ. 2025
อ้างอิง: เว็บไซต์เรอัลโอบิเอโด (ในภาษาสเปน)
ผลงาน
[แก้]แบ่งตามฤดูกาล
[แก้]
|
|
|
|
|
- 39 ฤดูกาลในลาลิกา
- 42 ฤดูกาลในเซกุนดาดิบิซิออน
- 9 ฤดูกาลในเซกุนดาดิบิซิออนเบ
- 4 ฤดูกาลในเตร์เซราดิบิซิออน
ฟุตบอลยุโรป
[แก้]| ฤดูกาล | รายการ | รอบ | พบกับ | เหย้า | เยือน | ผลรวม |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 1991–92 | ยูฟ่าคัพ | 64 ทีมสุดท้าย | 1–0 | 1–3 | 2–3 |
รายชื่อผู้จัดการทีม
[แก้]เกียรติประวัติ
[แก้]- โกปาเดลาลิกา (เซกุนดาดิบิซิออน)
- ชนะเลิศ: 1984–85
- ชนะเลิศ: 2014–15
ส่วนบุคคล
[แก้]รางวัลผู้ทำประตูสูงสุด
[แก้]- ลาลิกา: อิซิโดร ลันการา (3) (1933–34, 1934–35, 1935–36), มาริอานิน (1972–73)
- เซกุนดาดิบิซิออน: อิซิโดร ลันการา (1932–33), ลาโล (1957–58), กาลัน (1971–72), การ์โลส (1987–88), บอร์ฆา บัสตอน (2021–22)
- เซกุนดาดิบิซิออนเบ: มิเกล ลินาเรส (2014–15)
- เตร์เซราดิบิซิออน: ดิเอโก เซร์เบโร (3) (2004–05, 2007–08, 2008–09)
ผู้รักษาประตูยอดเยี่ยม
[แก้]- เซกุนดาดิบิซิออน: โอสการ์ อัลบาเรซ (2) (1931–32, 1932–33), โลมบาร์ดิอา (1971–72)
- เตร์เซราดิบิซิออน: ราฟาเอล โปนโซ (2003–04), โอยนัตซ์ อูเลสติอา (2008–09)
อ้างอิง
[แก้]- ↑ Nilsson, Leonard Jägerskiöld (Nov 15, 2018). World Football Club Crests: The Design, Meaning and Symbolism of World Football's Most Famous Club Badges. Bloomsbury Publishing. p. 80. ISBN 9781472954251.
- ↑ "Real Oviedo". RTVE. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 9 July 2022. สืบค้นเมื่อ 18 January 2020.
- ↑ "Comunicado Oficial" (ภาษาสเปน). Real Oviedo S.A.D. 12 July 2022.
- ↑ "Club | Real Oviedo | Web Oficial" (ภาษาอัสตูเรียส). สืบค้นเมื่อ 2023-11-12.
- ↑ "Real Oviedo | Liga Española 2ª División 2019-20-RTVE.es". www.rtve.es. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 9 July 2022. สืบค้นเมื่อ 2020-01-18.
- ↑ "Real Oviedo fundado el 26 de Marzo de 1926. 90 años de historia". elSuperHincha (ภาษาสเปน). 2016-03-26. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 28 February 2020. สืบค้นเมื่อ 2020-02-28.
- ↑ "Don Carlos Tartiere" (ภาษาสเปน). Real Oviedo.
- ↑ "Una corta renta para el Oviedo" [Short lead for Oviedo] (ภาษาสเปน). El Mundo Deportivo. 20 September 1991. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 3 February 2014. สืบค้นเมื่อ 23 January 2014.
- ↑ "Skuhravy rompió el sueño" [Skuhravy shattered dream] (ภาษาสเปน). El Mundo Deportivo. 4 October 1991. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 10 November 2017. สืบค้นเมื่อ 31 January 2014.
- ↑ "Real Oviedo History". Real Oviedo Official Website. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 20 December 2014. สืบค้นเมื่อ 20 December 2014.
- ↑ "Real Oviedo History". Real Oviedo Official Website. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 20 December 2014. สืบค้นเมื่อ 20 December 2014.
- ↑ "Spanish stars join Real Oviedo fight". ESPN FC. 9 November 2012. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 22 November 2012. สืบค้นเมื่อ 10 November 2012.
- ↑ "Michu answers a Real SOS back home". Swansea AFC. 7 November 2012. สืบค้นเมื่อ 8 November 2012.[ลิงก์เสีย]
- ↑ "Real Oviedo – the remarkable story of a club the world united to save". The Guardian. 29 November 2012. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 27 January 2018. สืบค้นเมื่อ 7 May 2013.
- ↑ "Mexican tycoon buys majority share in Real Oviedo". The New York Times. 17 November 2012. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2 July 2018. สืบค้นเมื่อ 20 November 2012.
- ↑ "Investing in football: a Real Oviedo shareholder's tale". CNN. 21 November 2012. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 5 January 2013. สืบค้นเมื่อ 7 May 2013.
- ↑ "El Oviedo, de Slim, logra el ascenso a Segunda División tras derrotar al Cádiz" (ภาษาสเปน). ESPN Deportes. 31 May 2015.
- ↑ "A Step Closer to the Dream". Real Oviedo. 16 June 2024.
- ↑ "Espanyol earn LaLiga promotion with playoff win over Oviedo". ESPN. 23 June 2024.
- ↑ Zuazua, Pedro (22 June 2025). "Relato de un ascenso a través de los 7.965 días en los que el Real Oviedo tuvo el alma del fútbol en sus manos" (ภาษาสเปน). EL PAÍS.
- ↑ "Plantilla - Jugadores" (ภาษาสเปน). Real Oviedo. สืบค้นเมื่อ 20 November 2024.
แหล่งข้อมูลอื่น
[แก้]- เว็บไซต์ทางการ (ในภาษาอังกฤษ)
- โปรไฟล์ที่เว็บไซต์ Futbolme (ในภาษาสเปน)
- นิตยสารของสโมสร เก็บถาวร 13 กุมภาพันธ์ 2020 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน (ในภาษาสเปน).
- บล็อกของสโมสร (ในภาษาสเปน)