ข้ามไปเนื้อหา

เมืองอุบลราชธานี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
อุบลราชธานีศรีวะนาไลประเทษราช
พ.ศ. 2335  พ.ศ. 2442
เมืองหลวง
  • ดอนมดแดง
  • (พ.ศ. 2314–2320)
  • บ้านดู่บ้านแก
  • (พ.ศ. 2320–2329)
  • บ้านห้วยแจะระแม
  • (พ.ศ. 2329–2335)
  • เมืองอุบลราชธานี
  • (พ.ศ. 2335–2442)
การปกครอง
  ประเภทอาญาสี่
เจ้าเมือง 
 พ.ศ. 2335–2338
พระประทุมวรราชสุริยวงศ์
 พ.ศ. 2338–2383
พระพรหมวรราชสุริยวงศ์
 พ.ศ. 2388–2406
พระพรหมราชวงศา
 พ.ศ. 2409–2429
เจ้าพรหมเทวานุเคราะห์วงศ์
ประวัติศาสตร์ 
 การอพยพของกลุ่มเจ้าพระวอ
พ.ศ. 2314
 ยกฐานะเป็นเมือง
พ.ศ. 2335
 ยกเลิกตำแหน่งอาญาสี่
พ.ศ. 2442
ก่อนหน้า
ถัดไป
อาณาจักรล้านช้างจำปาศักดิ์
เมืองอุบลราชธานีภายใต้มณฑลลาวกาว

เมืองอุบลราชธานี เป็นหัวเมืองฝั่งขวาแม่น้ำโขงภายใต้ปริมณฑลแห่งอำนาจของอาณาจักรรัตนโกสินทร์ และได้รับการยกฐานะเป็นประเทศราชในบางช่วงเวลา[1][2] เมืองอุบลราชธานีได้รับการสันนิษฐานว่าถูกยกฐานะเป็นเมืองเพื่อแบ่งแยกเขตอิทธิพลของอาณาจักรล้านช้างจำปาศักดิ์[3] ภายหลังถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของมณฑลลาวกาวของสยาม

ประวัติศาสตร์

[แก้]

การอพยพของกลุ่มเจ้าพระวอ

[แก้]
อนุสาวรีย์พระประทุมวรราชสุริยวงศ์ (เจ้าคำผง) ผู้ก่อตั้งเมืองอุบลราชธานี

พ.ศ. 2310 เกิดสงครามระหว่างอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์และนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน จากการที่พระเจ้าสิริบุญสารทรงเกิดความขัดแย้งกับเจ้าพระตาและเจ้าพระวอ สงครามกินเวลายาวนาน 3 ปี ไม่มีผลแพ้ชนะกัน ในการสู้รบในครั้งสุดท้าย เจ้าพระตาถึงแก่ความตายในสนามรบ เจ้าพระวอพร้อมด้วยเครือญาติคือ นางอุสา นางแพงแสน ท้าวคำผง ท้าวทิตพรหม และนางเหมือนตา ได้หลบหนีออกจากเมืองมารับเสบียงอาหารจากบ้านสิงห์โคก สิงห์ท่า แล้วผ่านลงไปตั้งเมืองที่ดอนมดแดง พร้อมขอพึ่งพระเจ้าองค์หลวงไชยกุมาร [en] แห่งอาณาจักรล้านช้างจำปาศักดิ์

การเข้าสู่ปริมณฑลแห่งอำนาจของสยาม

[แก้]

เมื่อพระเจ้าสิริบุญสารทรงทราบข่าวการตั้งเมืองใหม่ขึ้นกับอาณาจักรล้านช้างจำปาศักดิ์ของกลุ่มเจ้าพระวอ จึงให้อัคร์ฮาด (หำทอง) ยกกองทัพมาตีกลุ่มเจ้าพระวอ พระเจ้าองค์หลวงไชยกุมารทรงส่งศุภอักษรถึงพระเจ้าสิริบุญสารขอโทษเจ้าพระวอกับพวกไว้ กองทัพเวียงจันทน์จึงถอยกลับไป[4]

ต่อมาเจ้าพระวอเกิดความขัดแย้งกับพระเจ้าองค์หลวงไชยกุมาร จึงแต่งท้าวเพี้ยถือศุภอักษรและเครื่องบรรณาการไปยังเมืองนครราชสีมาเพื่อสวามิภักดิ์ต่ออาณาจักรธนบุรี ในปี พ.ศ. 2320 พระเจ้าสิริบุญสารทรงทราบข่าวความขัดแย้งระหว่างเจ้าพระวอและอาณาจักรล้านช้างจำปาศักดิ์ จึงทรงให้พญาสุโพยกกองทัพมาตีกลุ่มเจ้าพระวอ เจ้าพระวอสู้ไม่ได้จึงล่าถอยไปที่บ้านดู่บ้านแก ต่อมาถูกกองทัพเวียงจันทน์ล้อมจับได้และถูกประหารชีวิต ท้าวคำผงจึงขึ้นเป็นหัวหน้ากลุ่ม พร้อมมีใบบอกลงไปที่เมืองนครราชสีมาและกรุงธนบุรี[5][6]

สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีโปรดให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกและเจ้าพระยาสุรสีห์ (บุญมา) ยกกองทัพมาช่วยท้าวคำผงในปี พ.ศ. 2321 ด้านพญาสุโพรู้ข่าวศึกของกรุงธนบุรี จึงสั่งถอยทัพกลับเวียงจันทน์ แต่สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกและเจ้าพระยาสุรสีห์ ได้เดินทัพติดตามทัพเวียงจันทน์ จนสามารถเข้ายึดเมืองได้สำเร็จ[7] ส่วนบุตรของเจ้าพระตาได้แก่ท้าวคำผงและท้าวฝ่ายหน้าได้เข้าร่วมรบกับฝ่ายสยาม ต่อมาพระเจ้าองค์หลวงไชยกุมารทรงเเต่งตั้งให้ท้าวคำผงเป็นพระปทุมสุรราช นายกองคุมไพร่พลอยู่ที่บ้านดู่บ้านแก ขึ้นตรงต่อนครจำปาศักดิ์ ต่อมาพระปทุมสุรราชอพยพไพร่พลไปอยู่ที่บ้านห้วยเเจะระเเม และทำราชการกับเมืองเวียงจันทน์[8]

การตั้งเมืองอุบลราชธานี

[แก้]

ในปี พ.ศ. 2334 เกิดกบฏอ้ายเชียงแก้วยกกำลังมาตีเมืองนครจำปาศักดิ์ พระปทุมสุรราชและท้าวฝ่ายหน้าได้ยกกำลังไปรบ สามารถจับอ้ายเชียงแก้วได้ และทำการประหารชีวิตที่บริเวณแก่งตะนะ และในวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2335 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกฐานะบ้านห้วยเเจะระเเมขึ้นเป็นเมืองอุบลราชธานี ขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ แต่งตั้งให้พระประทุมสุรราชเป็นพระประทุมวรราชสุริยวงศ์[1] ซึ่งนับเป็นเจ้าเมืองคนแรก

ภายใต้การปกครองของสยาม

[แก้]

ต่อมาในปี พ.ศ. 2338 พระปทุมวรราชสุริยวงศ์ ถึงเเก่พิราลัย รัชกาลที่ 1 ทรงโปรดเกล้าพระราชทานสัญญาบัตร[ต้องการอ้างอิง] เเต่งตั้งให้ พระพรหมวรราชสุริยวงศ์ (ทิดพรหม) น้องชายพระประทุม เป็นเจ้าเมืองอุบลราชธานีคนต่อมา[9] รวมมีเจ้าเมืองอุบลราชธานี ที่พระมหากษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งทั้งสิ้น 4 ท่าน โดยเป็นเชื้อสายของพระวอพระตา 3 ท่านเเรก เเละเชื้อสายของเจ้าอนุวงศ์เเห่งนครเวียงจันทน์ 1 ท่าน

สาเหตุที่ส่วนกลางส่งลูกหลานพระเจ้าสิริบุญสารให้มาปกครองเมืองอุบลราชธานีเเทนกลุ่มพระวอพระตาซึ่งเป็นสายกรมการเมืองเดิม เพราะว่า ทางเมืองอุบลราชธานีในช่วงสงครามกบฎเจ้าอนุวงศ์ได้มีการให้ความร่วมมือเเละเข้าร่วมกับฝ่ายกบฎเจ้าอนุวงศ์ ต่อมาจึงส่งผลให้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ไว้วางพระทัยในกรมการเมืองเก่าของเมืองอุบลที่เคยเข้าร่วมกับฝ่ายกบฎมาก่อน เพื่อเป็นการลดทอนอำนาจกลุ่มเจ้านายสายเดิมหรือสายพระวอพระตา[10] จึงได้ส่งเจ้าหน่อคำ พระโอรสในเจ้าเสือกับเจ้านางท่อนแก้ว เจ้าเสือผู้เป็นพระบิดานั้นเป็นพระราชโอรสในเจ้าอนุวงศ์ ทั้งนี้สาเหตุที่ส่งเจ้าหน่อคำมาปกครองเเละให้อำนาจเเก่เจ้าหน่อคำก็เนื่องจากเจ้าหน่อคำได้รับความดีความชอบจากการที่เป็นฝ่ายที่เห็นต่างเเละไม่เข้าร่วมกับกลุ่มกบฎเจ้าอนุวงศ์ เเม้ท่านจะเป็นหลานของเจ้าอนุวงศ์ก็ตาม จึงเป็นที่ไว้วางใจ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานหิรัญญบัฎ (เเผ่นเงิน)[ต้องการอ้างอิง] ให้พระนามว่า เจ้าพรหมเทวานุเคราะห์วงษ์ ดำรงรัฐสีมา อุบลราชธานีบาล เป็นเจ้าเมืองอุบลราชธานี เพื่อให้คล้องกันกับพระนามของ เจ้าจันทรเทพสุริยวงศ์ ดำรงรัฐสีมา มุกดาหาราธิบดี เจ้าเมืองมุกดาหาร ผู้เป็นพระญาติใกล้ชิด เจ้าพรหมเทวานุเคราะห์วงษ์จึงปกครองเมืองอุบลราชธานี ในฐานะเจ้าประเทศราชเช่นเดียวกับเจ้าจันทรเทพสุริยวงศ์[2] เเทนกลุ่มเจ้านายสายสายพระวอพระตา ที่มีพระยศนิยมออกคำนำนามพระยศในจารึกว่า พระ เช่น พระประทุมฯ พระพรหมฯ เป็นต้น

ต่อมาเจ้าพรหมเทวานุเคราะห์วงษ์มีปัญหาวิวาทกับกรมการเมืองอุบล จนถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาลกลายเป็นคดีความกันอยู่หลายครา จนสูญเสียทรัพย์สินเเทบจะหมดสิ้นเพื่อใช้ในการต่อสู้คดีกันทั้ง 2 ฝ่าย จนเมื่อเจ้าพรหมเทวานุเคราะห์วงษ์ถึงเเก่พิราลัย ในปี พ.ศ. 2429 เป็นต้นมา จึงไม่มีการเเต่งตั้งเจ้าเมืองอุบลราชธานีอีกเลย มีเเต่เพียงผู้รักษาราชการเมืองเเทนเท่านั้น จนกระทั่งปี พ.ศ. 2442 พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นสรรพสิทธิประสงค์ ข้าหลวงใหญ่ต่างพระองค์สำเร็จราชการมณฑลลาวกาวทรงให้ยกเลิกตำแหน่งเจ้าเมืองในระบบอาญาสี่ และแทนที่ด้วยตำแหน่งผู้ว่าราชการเมือง[11]

รายพระนามและรายนามเจ้าเมืองและผู้รักษาราชการเมือง

[แก้]
ลำดับ รายพระนาม/รายนาม ตำแหน่ง เริ่มต้น (พ.ศ.) สิ้นสุด (พ.ศ.) หมายเหตุ
1 พระประทุมวรราชสุริยวงศ์ (เจ้าคำผง ณ อุบล) เจ้าเมืองอุบลราชธานี 2335 2338
2 พระพรหมวรราชสุริยวงศ์ (ท้าวทิดพรหม พรหมวงศานนท์) เจ้าเมืองอุบลราชธานี 2338 2383
ว่างตำแหน่ง 2383–2388
- ราชบุตร (สุ่ย) ราชบุตรเมืองอุบลราชธานี 2388 2388 ถึงแก่อนิจกรรมที่กรุงเทพฯ ก่อนมาดำรงตำแหน่ง
3 พระพรหมราชวงศา (กุทอง สุวรรณกูฏ) เจ้าเมืองอุบลราชธานี 2388 2406
ว่างตำแหน่ง 2406–2409
4 เจ้าพรหมเทวานุเคราะห์วงศ์ (เจ้าหน่อคำ) เจ้าเมืองอุบลราชธานี 2409 2429
ว่างตำแหน่ง 2429–2434
- เจ้าราชบุตร (คำ) เจ้าราชบุตรเมืองอุบลราชธานี 2434 2434 ถึงแก่อนิจกรรมก่อนลงไปรับสุพรรณบัฏที่กรุงเทพฯ[4]
- ท้าวสุคำทัด ผู้รักษาราชการเมืองอุบลราชธานี[4] 2434 ไม่ปรากฏ
ยกเลิกตำแหน่งอาญาสี่ (2442)[11]

การปกครอง

[แก้]

ภายหลังการก่อตั้งเมืองอุบลราชธานีแล้ว ก็ได้มีการตั้งเมืองสำคัญในเขตปกครองของจังหวัดอุบลราชธานีขึ้นอีกหลายเมือง ดังนี้

  • พ.ศ. 2357 โปรดเกล้าฯ ตั้งบ้านโคกพเนียง เป็นเมืองเขมราษฎร์ธานี ตั้ง อุปฮาดก่ำ (เมืองอุบล) เป็น พระเทพวงศา เจ้าเมือง และ ตั้ง บ้านสิงห์ท่า เป็นเมืองยโสธร ตั้ง ราชวงศ์สิงห์ (เมืองโขง) เป็น พระสุนทรราชวงศา เจ้าเมือง
  • พ.ศ. 2364 ยกบ้านนาคอขึ้นเป็นเมืองโขงเจียง (โขงเจียม) โดยขึ้นกับนครจำปาศักดิ์
  • พ.ศ. 2388 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกบ้านช่องนางให้เป็นเมืองเสนางคนิคม และต่อมา หลวงธิเบศร์ หลวงมหาดไทย และหลวงอภัย กรมการ เมืองศีร์ษะเกษ เกิดความขัดแย้งกับเจ้าเมืองศีร์ษะเกษ[12] ภายหลังได้ขอแยกตัวออกมาจากเมืองศีร์ษะเกษ และอพยพนำไพร่พลออกมาตั้งเป็นเมืองใหม่ ขอพระราชทานยกบ้านน้ำโดมใหญ่ขึ้นเป็นเมืองเดชอุดม ให้หลวงวิเศษ (สาร) เป็นราชบุตร หลวงอภัยเป็นราชวงศ์ หลวงมหาดไทยเป็นอุปฮาด ตั้งหลวงธิเบศร์เป็นพระศรีสุระ เป็นเจ้าเมือง รักษาราชการแขวงเมืองเดชอุดม แรกเริ่มอำเภอเดชอุดมขึ้นตรงต่อ จังหวัดขุขันธ์ ต่อมาภายหลังจึงได้ถูกโอนมาขึ้นกับจังหวัดอุบลราชธานี และ ตั้ง บ้านคำแก้ว เป็น เมืองคำเขื่อนแก้ว (ปัจจุบัน ตำบลคำเขื่อนแก้ว อำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ) ขึ้นสังกัด เมืองเขมราษฎร์ธานี
  • พ.ศ. 2390 ตั้งบ้านดงกระชุหรือบ้านไร่ ขึ้นเป็นเมืองบัวกัน ต่อมาได้เปลี่ยนมาเป็นเมืองบัวบุณฑริก หรืออำเภอบุณฑริกในปัจจุบัน แรกเริ่มเป็นกิ่งอำเภอขึ้นกับอำเภอเดชอุดม จังหวัดขุขันธ์ ต่อมาถูกโอนย้ายมาขึ้นกับจังหวัดอุบลราชธานีพร้อมกับอำเภอเดชอุดม ภายหลังถูกยกฐานะจากกิ่งอำเภอเป็นอำเภอบุณฑริก
  • พ.ศ. 2401 ตั้งบ้านค้อใหญ่ให้เป็นเมือง ขอแต่งตั้งท้าวจันทบรมเป็นพระอมรอำนาจและเป็นเจ้าเมือง ตั้งท้าวบุตตะเป็นอุปฮาด และให้ท้าวสิงหราชเป็นราชวงศ์ นอกจากนี้ยังให้ท้าวสุริโยซึ่งเป็นราชบุตรรักษาราชการเมืองอำนาจเจริญขึ้นกับเมืองเขมราฐ
  • พ.ศ. 2406 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งบ้านกว้างลำชะโด เป็นเมืองพิบูลมังสาหาร โดยตั้งท้าวธรรมกิติกา (จูมมณี) เป็นพระบำรุงราษฎร์และเป็นเจ้าเมือง และให้ตั้งบ้านสะพือเป็นเมืองตระการพืชผล โดยตั้งท้าวสุริยวงษ์ เป็นพระอมรดลใจและเป็นเจ้าเมือง
  • พ.ศ. 2422 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งบ้านท่ายักขุเป็นเมืองชานุมานมณฑล และให้ตั้งบ้านเผลา (บ้านพระเหลา) เป็นเมืองพนานิคม
  • พ.ศ. 2423 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งบ้านนากอนจอ เป็นเมืองวารินชำราบ
  • พ.ศ. 2424 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งบ้านจันลานาโดม เป็นเมืองโดมประดิษฐ์ (ปัจจุบันเป็นหมู่บ้านที่อำเภอน้ำยืน)
  • พ.ศ. 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งบ้านทีเป็นเมืองเกษมสีมา ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นอำเภอม่วงสามสิบ

ดูเพิ่ม

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. 1 2 สำนักนายกรัฐมนตรี (1971), เรื่องทรงตั้งเจ้าประเทศราชกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ [Regarding the Royal Investiture of Vassal Lords in the Kingdom of Rattanakosin During the Reign of Rama I] (PDF), พระนคร: โรงพิมพ์สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี, p. 6, สืบค้นเมื่อ 2024-08-27
  2. 1 2 จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระฯ (1934), "เดือน ๗ จุลศักราช ๑๒๔๐", จดหมายเหตุพระราชกิจรายวัน พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ภาค ๗, พระนคร: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, สืบค้นเมื่อ 2024-08-27
  3. สายสงวนวงศ์, ประวิทย์ (2020). "การขยายอิทธิพลและการสนับสนุนตั้งเมืองของสยามใน "พื้นที่อีสาน" ต้นพุทธศตวรรษที่ 24" [Siam’s expansion of influence and policy on city establishment in “Isanarea” at the beginning of the 24th Buddhist century]. วารสารประวัติศาสตร์. 45 (1): 8–10. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2024-09-10. สืบค้นเมื่อ 2024-11-08 โดยทาง SWU e-Journals System.
  4. 1 2 3 วิภาคย์พจนกิจ, เติม (2003), ประวัติศาสตร์อีสาน (PDF) (4th ed.), กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, pp. 91–128, ISBN 974-571-854-8, คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2024-06-09, สืบค้นเมื่อ 2024-11-10
  5. กรมศิลปากร (ผู้รวบรวม) (1941), "ตำนานเมืองนครจำปาศักดิ์" [Tamnan Mueang Nakhon Champasak], ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๗๐ [Collection of Historical Archives] (PDF), พระนคร: โรงพิมพ์พระจันทร์, pp. 23–36, สืบค้นเมื่อ 2024-11-10
  6. โบราณคดีสโมสร (ผู้รวบรวม) (1916), "พงศาวดารหัวเมืองมณฑลอีสาน" [Phongsawadan Hua-mueang Monthon Isan], ประชุมพงษาวดาร ภาคที่ ๔ [A Collection of Chronicles] (PDF), กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, สืบค้นเมื่อ 2024-11-10
  7. "๓๓", พระราชพงษาวดารกรุงเก่า (ฉบับหมอบรัดเล), กรุงเทพฯ: แดน บีช แบรดลีย์, 1864, สืบค้นเมื่อ 2024-11-10
  8. สำนักหอสมุดแห่งชาติ, สำเนาศุภอักษรเมืองเวียงจันมีมาว่าด้วยการเมืองเวียงจัน จ.ศ. 1144, ห.จ.ช.1/12 เลขที่ 7/ก อ้างใน เว้าพื้นประวัติศาสตร์ (19 April 2024). "รัฐประหารพระเจ้าตากสิน : กับปฏิกิริยาหัวเมืองลาวฝ่ายเวียงจันทน์". Facebook. สืบค้นเมื่อ 2024-11-10.{{cite web}}: CS1 maint: url-status (ลิงก์)
  9. สุนทรราชเดช (แข้ ประทุมชาติ), พระ (2021), พงศาวดารเมืองยโสธร ฉบับ พระสุนทรราชเดช (แข้ ประทุมชาติ) (PDF), สกลนคร: หน่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรมท้องถิ่น จังหวัดยโสธร โรงเรียนยโสธรพิทยาคม จังหวัดยโสธร, p. 13, สืบค้นเมื่อ 2024-11-10
  10. ตันเลิศ, สุธิดา (2015). "บทวิจารณ์หนังสือ "เล่าเรื่องเมืองอุบลราชธานี"" (PDF). วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. 6 (1): 36–37. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2024-07-20. สืบค้นเมื่อ 2024-11-10.
  11. 1 2 สิถิรบุตร, อุราลักษณ์ (1983). "บทที่ ๓" (PDF). มณฑลอีสานและความสำคัญในทางประวัติศาสตร์ [Monthon Isan and its historical significance] (วิทยานิพนธ์). จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. pp. 129–131. สืบค้นเมื่อ 2024-11-10.
  12. คำงาม, ชัชวาลย์. "สายเลือด สายสกุลเจ้าเมืองศรีสะเกษเท่าที่สืบได้ (1)". ลูกหลานเจ้าเมืองศรีสะเกษ. สืบค้นเมื่อ 2024-11-10.{{cite web}}: CS1 maint: url-status (ลิงก์)