เมืองนครพนม
นครพนม | |||||||||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| พ.ศ. 2329–พ.ศ. 2443 | |||||||||||||
| สถานะ | เมืองขึ้นและเมืองเสมอประเทศราชของสยามในบางช่วงเวลา | ||||||||||||
| เมืองหลวง |
| ||||||||||||
| ศาสนา | พระพุทธศาสนา, ความเชื่อท้องถิ่น | ||||||||||||
| การปกครอง | อาญาสี่ (ภายหลังใช้ระบบมณฑลเทศาภิบาล) | ||||||||||||
| พระมหากษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ | |||||||||||||
• พ.ศ. 2329–2352 | พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช | ||||||||||||
• พ.ศ. 2352–2367 | พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย | ||||||||||||
• พ.ศ. 2367–2394 | พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว | ||||||||||||
• พ.ศ. 2394–2411 | พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว | ||||||||||||
• พ.ศ. 2411–2443 | พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว | ||||||||||||
| เจ้าเมืองนครพนม | |||||||||||||
• พ.ศ. 2329–2338 | พระบรมราชา (พรหมา) | ||||||||||||
• พ.ศ. 2349–2370 | พระบรมราชา (มัง) | ||||||||||||
• พ.ศ. 2373–2395 | พระสุนทรราชวงศา (เจ้าฝ่ายบุต) | ||||||||||||
| ประวัติศาสตร์ | |||||||||||||
• เปลี่ยนนามเมืองเป็นนครพนม | พ.ศ. 2329 | ||||||||||||
| พ.ศ. 2369–2371 | |||||||||||||
| พ.ศ. 2376–2388 | |||||||||||||
| พ.ศ. 2436 | |||||||||||||
• ยกเลิกตำแหน่งอาญาสี่ | พ.ศ. 2443 | ||||||||||||
| สกุลเงิน | บาทสยาม | ||||||||||||
| |||||||||||||
| ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ | จังหวัดนครพนม, บางส่วนของจังหวัดสกลนคร และแขวงคำม่วน (ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง) | ||||||||||||
เมืองนครพนม หรือ เมืองละคอน (เวียดนาม: Lạc Hoàn,เวียดนาม: Lạc Hòn[1]) เป็นหัวเมืองฝั่งขวาแม่น้ำโขงภายใต้ปริมณฑลแห่งอำนาจของอาณาจักรรัตนโกสินทร์ และได้รับการยกฐานะเป็นประเทศราชในบางช่วงเวลา[2] ภายหลังถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของมณฑลอุดรของสยาม
ประวัติศาสตร์
[แก้]การสร้างเมืองมรุกขนคร
[แก้]ดินแดนสองฝั่งแม่น้ำโขงบริเวณเมืองนครพนมเคยเป็นที่ตั้งของอาณาจักรโคตรบูร เมื่ออาณาจักรล้านช้างมีอำนาจเหนือบริเวณลุ่มแม่น้ำโขง อาณาจักรโคตรบูรจึงถูกผนวกเป็นเมืองศรีโคตรบูรณ์ในฐานะเมืองลูกหลวงของอาณาจักรล้านช้าง[3] เมืองศรีโคตรบูรณ์ถูกเจ้าญวนใต้ตระกูลเหงียนปราบปรามในสงครามระหว่างปี พ.ศ. 2164–2166 ทำให้เมืองศรีโคตรบูรณ์ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของเจ้าญวนใต้ตระกูลเหงียนด้วยอีกทางหนึ่ง[4] ในปี พ.ศ. 2246 อาณาจักรล้านช้างถูกแบ่งแยกเป็นอาณาจักรหลวงพระบางและอาณาจักรเวียงจันทน์โดยมีการตกลงแบ่งเขตแดนบริเวณปากน้ำเหือง[5] ทำให้เมืองศรีโคตรบูรณ์ตกอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรเวียงจันทน์
ต่อมาบริเวณที่ตั้งเมืองที่ริมน้ำหินบูรณ์ได้ถูกน้ำเซาะตลิ่งโขงพังทลายลง พระบรมราชา (เอวก่าน) เจ้าเมืองศรีโคตรบูรณ์จึงได้ย้ายเมืองลงไปทางตอนใต้ฝั่งขวาของแม่น้ำโขงบริเวณที่เป็นดงไม้รวก ซึ่งในสมัยโบราณเชื่อว่ามีความอุดมสมบูรณ์ แล้วเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "มรุกขนคร" ซึ่งหมายถึง ดงไม้รวก[ต้องการอ้างอิง]
เมืองมรุกขนครภายใต้อิทธิพลของอาณาจักรเวียงจันทน์และอาณาจักรดั่ยเหวียต
[แก้]ในปลายพุทธศตวรรษที่ 23 เจ้าญวนเหนือตระกูลจิ่ญขยายอิทธิพลสู่ที่ราบสูงเชียงขวางและลุ่มน้ำโขงแทนที่เจ้าญวนใต้ตระกูลเหงียน เอกสารกวีเหิป (เวียดนาม: Tư liệu Quy Hợp) ระบุว่า เมืองมรุกขนครได้นำช้าง 2 ตัวมาถวายเป็นเครื่องราชบรรณาการที่ด่านกวีเหิปในปี พ.ศ. 2296[6][4] เมืองมรุกขนครถวายบรรณาการอีกครั้งในปี พ.ศ. 2302[6][4] และ พ.ศ. 2319[6] ทว่าอิทธิพลของเจ้าญวนใต้ตระกูลเหงียนมิได้หมดไปจากอาณาจักรเวียงจันทน์อย่างสิ้นเชิง ดั่ยนามถึกหลุก (จื๋อฮ้าน: 大南寔錄) ส่วนเตี่ยนเบียน (จื๋อฮ้าน: 前編) เล่มที่ 10 ระบุว่า อาณาจักรเวียงจันทน์ได้ถวายบรรณาการต่อเจ้าญวนใต้เหงียน ฟุก ควาตในปี พ.ศ. 2304[7]
เมื่อพระบรมราชา (เอวก่าน) ถึงแก่อนิจกรรมในปี พ.ศ. 2308 ได้เกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่างพระนครานุรักษ์ (คำสิงห์) บุตรเขยของพระบรมราชา (เอวก่าน) ซึ่งพระไชยเชษฐาธิราชที่ 2 ทรงแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองลำดับถัดมา และท้าวกุแก้ว บุตรของพระบรมราชา (เอวก่าน) ซึ่งแยกตัวออกไปตั้งเมืองใหม่ชื่อว่า "เมืองมหาชัยกองแก้ว" พระนครานุรักษ์ (คำสิงห์) ขอให้เวียงจันทน์ส่งกองทัพมาช่วยปราบปราม แต่ปราบไม่สำเร็จ พระนครานุรักษ์ (คำสิงห์) จึงนำเครื่องราชบรรณาการไปถวายต่อเจ้าญวนใต้[note 1]ที่เมืองฟู้ซวนเพื่อขอกองทัพมาช่วยเหลือ กองทัพเจ้าญวนใต้มาถึงเมืองคำเกิดในระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม[8] ท้าวกุแก้วทราบข่าวจึงเดินทางไปยังเมืองคำเกิดและแอบอ้างเป็นกรมการเมืองจากเมืองมรุกขนคร กองทัพเจ้าญวนใต้หลงเชื่อจึงร่วมกับฝ่ายเมืองมหาชัยกองแก้วตีเมืองมรุกขนครแตก พระนครานุรักษ์ (คำสิงห์) อพยพชาวเมืองมาตั้งอยู่ที่ฝั่งขวาแม่น้ำโขง
พระนครานุรักษ์ (คำสิงห์) ได้ขอความช่วยเหลือจากเวียงจันทน์อีกครั้ง กองทัพเวียงจันทน์และมรุกขนครเข้าปะทะกับกองทัพเจ้าญวนใต้ในหาดทรายแห่งหนึ่งกลางแม่น้ำโขง ฝ่ายเวียงจันทน์และมรุกขนครได้รับชัยชนะ พระยาเชียงสาแม่ทัพเวียงจันทน์ได้ทำการประนีประนอมโดยขอให้ฝ่ายพระนครานุรักษ์ (คำสิงห์) ไปตั้งเมืองใหม่ที่บ้านเวินทรายใกล้กับเมืองเวียงจันทน์ และให้ท้าวกุแก้วขึ้นเป็นพระบรมราชา (กุแก้ว) เจ้าเมืองมรุกขนครแทน แต่ให้ย้ายเมืองมาตั้งอยู่ฝั่งขวาแม่น้ำโขงในปี พ.ศ. 2309[3]
การเข้าสู่ปริมณฑลแห่งอำนาจของสยาม
[แก้]ในปี พ.ศ. 2321 สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีมีพระราชโองการให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกและเจ้าพระยาสุรสีห์ (บุญมา) นำทัพไปตีเมืองเวียงจันทน์ เพื่อตอบโต้กรณีที่เจ้าพระวอถูกสังหารโดยฝ่ายเวียงจันทน์ เจ้าพระยาสุรสีห์ (บุญมา) นำกองทัพสยามขึ้นไปตามแม่น้ำโขงเพื่อตีเมืองต่าง ๆ ตั้งแต่จำปาศักดิ์ไปจนถึงเวียงจันทน์ ซึ่งรวมถึงเมืองมรุกขนคร[9] พงศาวดารย่อเมืองเวียงจันทน์ระบุว่า "ศักราชได้ 140 ทัดปีเส็ด (จอ) เจ้าพระวอ และเมืองลครแตก เดือน 4 ขึ้น 14 ค่ำ วันจันทร์"[10] ซึ่งตรงกับวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2322 พระบรมราชา (กุแก้ว) หลบหนีไปอยู่ที่เมืองคำเกิดและคำม่วนเป็นเวลา 5–6 เดือน ก่อนจะกลับมาที่เมืองมรุกขนครและสวามิภักดิ์ต่อสยาม[3] เมืองมรุกขนครจึงตกอยู่ภายใต้ปริมณฑลแห่งอำนาจของอาณาจักรธนบุรี สยามให้เวียงจันทน์มีอำนาจปกครองเหนือเมืองมรุกขนคร[11][12] และเมืองมรุกขนครได้ถวายดอกไม้ทองเงินในปี พ.ศ. 2323[8][note 2] ต่อมาในปี พ.ศ. 2325 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเสด็จขึ้นครองราชย์ พระเจ้านันทเสนได้ทรงนัดแนะกับเมืองมรุกขนครและหัวเมืองต่าง ๆ ให้ลงไปถวายเครื่องราชบรรณาการพร้อมกัน[11][12] เมืองนครพนมจึงเข้าสู่ปริมณฑลแห่งอำนาจของอาณาจักรรัตนโกสินทร์ วันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2325 ซึ่งปรากฏในศุภอักษรของพระเจ้านันทเสนได้รับการเสนอให้เป็นวันสถาปนาเมืองนครพนม[11]
การสร้างเมืองนครพนม
[แก้]ปี พ.ศ. 2329 พระบรมราชา เจ้าเมืองมรุกขนครได้เห็นว่าการที่เมืองมรุกขนครตั้งอยู่ที่บ้านธาตุน้อยศรีบุญเรือง ริมห้วยบังฮวกมาเป็นเวลาถึง 20 ปีแล้วนั้น ถูกน้ำเซาะตลิ่งโขงพังและบ้านเรือนราษฎรเสียหาย จึงได้ย้ายเมืองขึ้นไปตั้งทางเหนือตามลำแม่น้ำโขงที่บ้านหนองจันทน์ ห่างจากจังหวัดนครพนมไปทางใต้ประมาณ 3 กิโลเมตร ต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนนามเมืองเมือง จาก "เมืองมรุกขนคร" เป็น "เมืองนครพนม"[3]
ชื่อนครพนมนั้นมีข้อสันนิษฐาน 2 ประการ คือ คำว่า "นคร" อาจหมายถึง เมืองที่เคยเป็นเมืองลูกหลวงมาก่อนและมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ หรืออาจเป็นการดำรงชื่อเมืองเมืองมรุกขนครไว้[13] คำว่า "พนม" อาจมาจากพระธาตุพนม ปูชนียสถานที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองมาช้านาน หรืออาจหมายถึงภูเขา เนื่องจากมีอาณาเขตกินไปถึงดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงซึ่งมีภูเขาสลับซับซ้อน[13]
ความขัดแย้งระหว่างราชวงศ์เต็ยเซินและสยาม
[แก้]ฝ่ายอาณาจักรดั่ยเหวียตยังคงถือว่าเมืองนครพนมเป็นรัฐบรรณาการของตน โดยมีเอกสารแจ้งให้พระบรมราชา (พรหมา) ถวายบรรณาการในปี พ.ศ. 2329[6][note 3] ในปีเดียวกัน ราชวงศ์เต็ยเซินสามารถยึดครองอาณาจักรดั่ยเหวียตทั้งหมดได้สำเร็จ หลงเหลือเพียงเหงียน ฟุก อั๊ญซึ่งลี้ภัยไปยังสยาม ในขณะที่สยามสนับสนุนเหงียน ฟุก อั๊ญในการชิงดินแดนปากแม่น้ำโขงจากราชวงศ์เต็ยเซิน พระเจ้านันทเสนแห่งเวียงจันทน์ได้ทรงเปิดแนวรบที่สองใกล้เวียดนามตอนกลาง[14] ราชวงศ์เต็ยเซินสามารถตีเมืองนครพนมแตกในปี พ.ศ. 2334 แต่พ่ายแพ้ต่อพระเจ้านันทเสนที่เมืองพวน[10] จักรพรรดิกวาง จุงทรงส่งพระราชสาส์นมายังกรุงเทพมหานครในวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2337[15] โดยระบุว่า เมืองนครพนมขึ้นแก่อาณาจักรดั่ยเหวียต พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงตอบว่า สยามไม่ห้ามปรามหากนั่นเป็นโบราณประเพณีของหัวเมืองลาว[16]
อย่างไรก็ตาม อาณาจักรเวียงจันทน์มีการติดต่อทางการทูตกับราชวงศ์เต็ยเซินด้วยเช่นกัน ซึ่งอาจเป็นเบาะแสถึงแผนการในการต่อต้านสยาม[14] ในปี พ.ศ. 2337 พระเจ้านันทเสนและพระบรมราชา (พรหมา) ได้ถูกกล่าวหาว่าร่วมกันคบคิดเป็นกบฏ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดให้ลงมาแก้คดีที่กรุงเทพฯ ซึ่งพระเจ้านันทเสนและพระบรมราชา (พรหมา) แพ้คดี พระบรมราชา (พรหมา) ถูกลงอาญาเฆี่ยน 100 ทีและถูกภาคทัณฑ์ไว้ ในปี พ.ศ. 2340 ได้เกิดศึกพม่าทางเมืองเชียงใหม่ พระบรมราชา (พรหมา) ได้อาสาไปออกศึกในครั้งนี้ด้วย แต่พระบรมราชา (พรหมา) ได้บริโภคผักหวานเบื่อจนถึงแก่อนิจกรรมที่เมืองเถิน เจ้าอินทวงศ์ทรงนำพระศรีเชียงใหม่ (สุดตา) ซึ่งเป็นพี่ภรรยาของพระบรมราชา (พรหมา) ลงไปเฝ้าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระศรีเชียงใหม่ (สุดตา) เป็นเจ้าเมืองนครพนม[3]
การแบ่งเมืองนครพนม
[แก้]พระบรมราชา (สุดตา) ไม่ได้เป็นเชื้อสายเจ้าเมืองนครพนม ทำให้เหล่าบุตรหลานของพระบรมราชา (พรหมา) ไม่ให้การยอมรับ[8] เหล่าบุตรหลานของพระบรมราชา (พรหมา) นำโดยท้าวกิ่งหงษา, ท้าวคำสาย และท้าวจุลณีแยกตัวออกไปตั้งมั่นที่บ้านกวนกู่กวนงั่ว บริเวณเดียวกับเมืองมหาชัยกองแก้วในอดีต พระบรมราชา (สุดตา) ขอความช่วยเหลือไปยังเวียงจันทน์และสยาม กองทัพเวียงจันทน์และสยาม รวมถึงกองทัพจากจำปาศักดิ์[8], สุวรรณภูมิ, ร้อยเอ็ด และกาฬสินธุ์มาสมทบกันที่เมืองนครพนม[3] พระยามหาอำมาตย์แม่ทัพสยามพยายามเกลี้ยกล่อมท้าวกิ่งหงษา, ท้าวคำสาย และท้าวจุลณีแต่ไม่สำเร็จ ทำให้ทัพเวียงจันทน์และสยามเข้าตีกวนกู่กวนงั่วและกวาดต้อนผู้คนกลับเมืองนครพนม และพระยามหาอำมาตย์ให้ย้ายเมืองจากบ้านหนองจันทน์มาที่บ้านโพธิ์คำ ต่อมาในปี พ.ศ. 2344 ท้าวกิ่งหงษา, ท้าวคำสาย และท้าวจุลณีรวบรวมกองทัพเข้าตีเมืองนครพนมอีกครั้ง เวียงจันทน์และจำปาศักดิ์ส่งกองทัพเข้าช่วยเหลือพระบรมราชา (สุดตา) ซึ่งจบลงที่การเจรจาโดยฝ่ายเมืองมหาชัยกองแก้วแยกตัวจากเมืองนครพนมไปขึ้นกับเวียงจันทน์[3]และดั่ยเหวียต[note 4][8] ในปี พ.ศ. 2349 เจ้าอนุวงศ์ทรงสนับสนุนราชวงศ์ (มัง) บุตรพระบรมราชา (สุดตา) เป็นเจ้าเมืองนครพนม อุปราช (ศรีวิชัย) น้องชายของพระบรมราชา (พรหมา) เกิดความขัดแย้งกับพระบรมราชา (มัง) จึงนำพาผู้คนอพยพไปยังกรุงเทพฯ ภายหลังได้รับการจัดตั้งเป็นเมืองพนัสนิคม[17]
ดั่ยนามเญิ้ตท้งจี๊ (จื๋อฮ้าน: 大南一統志) เล่มที่ 5 บันทึกเหตุการณ์ว่า เดิมเอิ๊ตญาหลุง (เวียดนาม: Ất Nha Lũng) เป็นเจ้าเมือง ต่อมาเอิ๊ตทัง (เวียดนาม: Ất Thăng) บุตรชายสืบทอดตำแหน่ง เมื่อเอิ๊ตทังตาย ฟานาคี (เวียดนาม: Pha Na Khi) ผู้เป็นบุตรชายถูกงาหัตหมา (เวียดนาม: Nga Hạt Mã) ผู้เป็นบุตรเขยขับไล่ ฟานาคีเข้าสวามิภักดิ์ต่อแม่ทัพลืวเฟื๊อกเตือง (เวียดนาม: Lưu Phước Tương)[note 5] และเข้าถวายบรรณาการในปี พ.ศ. 2347 ต่อมาพระบรมราชา (เวียดนาม: Pha Bô Lam Ma La Xa) ถวายบรรณาการในปี พ.ศ. 2350 และหลังจากนั้นได้ถวายบรรณาการทุก 3 ปี[18]
ภายใต้การปกครองของสยาม
[แก้]พระบรมราชา (มัง) เข้าร่วมกับเจ้าอนุวงศ์ในสงครามกับสยาม และหลบหนีพร้อมเจ้าอนุวงศ์ไปยังเมืองมหาชัยกองแก้ว[3] กองทัพสยามนำโดยพระยาราชสุภาวดี (สิงห์) เข้าควบคุมเมืองนครพนม[19] ในขณะที่เมืองมหาชัยกองแก้วอยู่ภายใต้การควบคุมของอุปราชเมืองมหาชัยกองแก้วซึ่งสวามิภักดิ์ต่ออาณาจักรเวียดนาม[4] ในปี พ.ศ. 2371 เจ้าอนุวงศ์ทรงนำกำลังเข้าล้อมสังหารฝ่ายสยามในเวียงจันทน์ เป็นเหตุให้แม่ทัพสยามล้อมสังหารคณะทูตเวียดนามที่เมืองนครพนม[4][20] พระบรมราชา (มัง) ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดหลักเบียน (เวียดนาม: Lạc Biên) ปกครองฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง และได้รับพระราชทานนามเจวียนเกือง (เวียดนาม: Chuyên Cương)[18][4] สยามแต่งตั้งพระสุนทรราชวงศาฯ (เจ้าฝ่ายบุต) เจ้าเมืองยโสธรให้รักษาราชการเมืองนครพนม ซึ่งแสดงถึงการไม่วางใจต่อกลุ่มผู้ปกครองเดิมของเมืองนครพนม[21] ชาวเมืองนครพนมบางส่วนถูกส่งไปยังแขวงเมืองฉะเชิงเทราและพนัสนิคม ภายหลังได้รับการจัดตั้งเป็นเมืองพนมสารคาม[17]
ในปี พ.ศ. 2376 เวียดนามให้เมืองมหาชัยกองแก้วเตรียมการนำพระบรมราชา (มัง) มาตั้งมั่นที่ท่าแขก[22] ปลายปีเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชโองการให้จัดทัพเข้าโจมตีเวียดนาม[20] กองทัพของพระมหาเทพ (ป้อม) เดินทางมายังเมืองนครพนม พระมหาเทพ (ป้อม) พบว่าไม่สามารถเดินทัพไปยังเหงะอานได้ จึงเปลี่ยนไปเข้าตีเมืองมหาชัยกองแก้วและเมืองต่าง ๆ ในลุ่มแม่น้ำเซบั้งเหียง และกวาดต้อนผู้คนส่งไปนครราชสีมา[20] ในปี พ.ศ. 2378 พระมหาเทพ (ป้อม) นำทัพมายังเมืองนครพนมอีกครั้งเพื่อเกลี้ยกล่อมเมืองมหาชัยกองแก้วและเมืองคำเกิด[22] พระพรหมอาสา (จุลณี) เจ้าเมืองมหาชัยกองแก้วหลบหนีสู่เขตแดนเวียดนามและถึงแก่อนิจกรรม[8] อุปราช (คำสาย) และราชวงศ์ (คำ) จึงนำชาวเมืองสวามิภักดิ์ต่อสยาม และได้ตั้งเมืองบริเวณเมืองสกลทวาปี ต่อมาได้รับการจัดตั้งเป็นเมืองสกลนครในปี พ.ศ. 2381[3] ในปีเดียวกัน พระสุนทรราชวงศาเกลี้ยกล่อมให้พระบรมราชา (มัง) กลับมาอยู่ที่เมืองนครพนมได้สำเร็จ จึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองนครพนม[3] ราชสำนักเวียดนามแต่งตั้งให้เจียวบง (เวียดนาม: Chiêu Bông) และเฝี่ยส่านน (เวียดนาม: Phìa Xà Nộn) ขุนนางท้องถิ่นเป็นผู้ปกครองจังหวัดหลักเบียนแทน[18]
ในปี พ.ศ. 2384 พระมหาสงครามและเจ้าอุปราช (ติสสะ) นำทัพมาที่เมืองนครพนมเพื่อกวาดต้อนผู้คนจากกลุ่มรัฐเซบั้งเหียงเพิ่มเติม พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ตามใจสมัคร[20] นโยบายการกวาดต้อนผู้คนของสยามหลังจากการปราบปรามเจ้าอนุวงศ์ทำให้มีการจัดตั้งเมืองขึ้นภายใต้เมืองนครพนมจำนวนมาก เช่น เมืองเรณูนคร, เมืองอาทมาต, เมืองรามราช, เมืองอากาศอำนวย, เมืองท่าอุเทน และเมืองไชยบุรี[3][21] ในฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง สยามยังคงอ้างสิทธิ์เหนือเมืองมหาชัยกองแก้วและคำเกิด[23][24] และอาณาจักรดั่ยนามยังคงปกครองจังหวัดหลักเบียนจนถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 25[25]
การผนวกเข้าสู่สยาม
[แก้]ในปี พ.ศ. 2399 เกิดการกบฏต่อต้านราชวงศ์ชิงในยูนนาน การปราบปรามกบฏของราชวงศ์ชิงทำให้เกิดการอพยพลงสู่ดินแดนทางใต้ ซึ่งต่อมากลุ่มผู้อพยพถูกเรียกว่า ฮ่อ ฮ่อกลุ่มหนึ่งรวมตัวในนามกองทัพฮ่อธงแดงเข้ารุกรานเมืองพวนและเวียงจันทน์[26] ในปี พ.ศ. 2418 เมืองนครพนมเข้าร่วมในสงครามปราบฮ่อที่เมืองหนองคายภายใต้การบัญชาพระยามหาอำมาตย์ (ชื่น กัลยาณมิตร) ข้าหลวงสยาม[3][27]
การปราบปรามกบฏไท่ผิงเทียนกั๋วของราชวงศ์ชิงทำให้เกิดการอพยพลงสู่ใต้ครั้งใหม่ กลุ่มฮ่อในนามกองทัพฮ่อธงเหลืองเข้ายึดครองหัวพันห้าทั้งหกในปี พ.ศ. 2426 นำไปสู่สงครามปราบฮ่อครั้งที่ 2[23][26] ในช่วงเวลาเดียวกัน ฝรั่งเศสได้ขยายอำนาจสู่อาณาจักรดั่ยนามจนสามารถเข้าอารักขาอาณาจักรทั้งหมดในปี พ.ศ. 2426 อย่างไรก็ตาม ฝรั่งเศสยังต้องเผชิญการต่อต้านจากชาวพื้นเมืองและสงครามกับราชวงศ์ชิงซึ่งยืดเยื้อไปจนถึง พ.ศ. 2428 ความวุ่นวายในอาณาจักรดั่ยนามทำให้สยามเล็งเห็นโอกาสในการเข้าครอบครองฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงแต่เพียงผู้เดียวและบีบให้ฝรั่งเศสใช้เทือกเขาอันนัมเป็นเขตแดน[23] ในระหว่างสงครามปราบฮ่อครั้งที่ 2 สยามได้จัดทำแผนที่ฉบับพระวิภาคภูวดล (เจมส์ แมคคาร์ที) ซึ่งรวมเมืองมหาชัยกองแก้วและเมืองอื่น ๆ ในฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงในอาณาเขตสยาม[28] พร้อมทั้งส่งกองกำลังไปตั้งด่านตามจุดต่าง ๆ ที่ได้อ้างสิทธิ์[23]
สยามส่งข้าหลวงจากส่วนกลางไปจัดราชการตามหัวเมืองต่าง ๆ ควบคู่ไปกับการปกครองของเจ้าเมืองท้องถิ่น พระยามหาอำมาตย์ (หรุ่น ศรีเพ็ญ) ข้าหลวงใหญ่ ณ เมืองนครจำปาศักดิ์มีอำนาจจัดราชการหัวเมืองโดยรอบรวมถึงเมืองนครพนม[3] ต่อมาได้มีการจัดเขตอำนาจของข้าหลวงให้มีความชัดเจนมากขึ้นในปี พ.ศ. 2432 เมืองนครพนมและเมืองมหาชัยกองแก้วถูกรวมอยู่ในหัวเมืองลาวฝ่ายเหนือ ซึ่งอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของพระยาสุริยเดชวิเศษฤทธิ์ (กาจ สิงหเสนี) ข้าหลวงประจำหัวเมืองลาวฝ่ายเหนือ[29] ในปี พ.ศ. 2434 มีการปรับเปลี่ยนอีกครั้งเพื่อป้องกันในกรณีฝรั่งเศสรุกล้ำฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง หัวเมืองลาวฝ่ายเหนือถูกเปลี่ยนชื่อเป็นหัวเมืองลาวพวน โดยมีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมเป็นข้าหลวงต่างพระองค์สำเร็จราชการหัวเมืองลาวพวน
ในปี พ.ศ. 2436 สยามตัดสินใจลงนามสนธิสัญญาสยาม–ฝรั่งเศส ร.ศ. 112 มีผลให้สยามต้องสละการอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง และไม่ตั้งกองทหารในรัศมี 25 กิโลเมตรจากฝั่งขวาแม่น้ำโขง ซึ่งรวมถึงเมืองนครพนม ฝรั่งเศสพยายามชักจูงให้ผู้ปกครองหัวเมืองฝั่งขวาแม่น้ำโขงเข้าร่วมกับตน[30][31] ว่าที่ พระยาพนมนครานุรักษ์ฯ (ทองทิพย์) ว่าที่เจ้าเมืองนครพนมได้อพยพไปอยู่กับฝรั่งเศสในปี พ.ศ. 2440 และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองท่าแขก ต่อมาสยามได้ตราข้อบังคับลักษณการปกครองหัวเมือง ร.ศ. 116[32] ซึ่งให้มีผู้ว่าราชการเมืองปกครองเมืองเหมือนกันทั่วราชอาณาจักร เมื่อพระยาพนมนครานุรักษ์ฯ (ศรีวิชัย) ถึงแก่อนิจกรรมในปี พ.ศ. 2443 ตำแหน่งเจ้าเมืองในระบบอาญาสี่จึงถูกยกเลิก และแทนที่ด้วยตำแหน่งผู้ว่าราชการเมือง[3]
รายพระนามและรายนามเจ้าเมือง
[แก้]ตารางต่อไปนี้แสดงลำดับเจ้าเมืองนครพนมตามการเผยแพร่ของจังหวัดนครพนมในปี พ.ศ. 2561[3] ข้อมูลก่อนปี พ.ศ. 2370 ยึดตามพงศาวดารเมืองนครพนม สังเขป ข้อมูลตั้งแต่ปี พ.ศ. 2370 ยึดตามจดหมายเหตุจากหอสมุดแห่งชาติและหอจดหมายเหตุแห่งชาติ และราชกิจจานุเบกษา
| ลำดับ | ชื่อ | เริ่มต้น (พ.ศ.) | สิ้นสุด (พ.ศ.) | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|---|
| เมืองมรุกขนคร | ||||
| - | พระบรมราชา (เอวก่าน) | หลัง 2281 | 2308 | ขึ้นครองเมืองศรีโคตรบูรณ์ในปี พ.ศ. 2281 |
| - | พระนครานุรักษ์ (คำสิงห์) | 2308 | 2309 | |
| - | พระบรมราชา (กุแก้ว) | 2309 | 2321 | |
| - | พระบรมราชา (พรหมา) | 2321 | 2329 | |
| เมืองนครพนม | ||||
| 1 | พระบรมราชา (พรหมา) | 2329 | 2340 | พงศาวดารเมืองนครพนม สังเขประบุปี พ.ศ. 2337/2338 (จ.ศ. 1156) แต่สงครามพม่าตีเชียงใหม่เกิดปี พ.ศ. 2340 |
| 2 | พระบรมราชา (สุดตา) | 2340 | 2347 | |
| 3 | พระบรมราชา (อุ่นเมือง) | 2348 | 2348 | |
| 4 | พระบรมราชา (มัง) | 2349 | 2370 | |
| ว่างตำแหน่ง 2370–2373 | ||||
| 5 | พระสุนทรราชวงศาฯ (เจ้าฝ่ายบุต) | 2373 | 2381 | ดำรงตำแหน่งผู้รักษาราชการเมือง[22] |
| 2381 | 2395 | |||
| 6 | พระพนมนครานุรักษาธิบดี ศรีโคตรบูรณ์หลวง (จันโท) | 2396 | 2398 | ดำรงตำแหน่งว่าที่เจ้าเมือง |
| 2398 | 3 พฤศจิกายน 2410 | |||
| 7 | พระพนมนครานุรักษ์สิทธิศักดิ์เทพฤายศ ทศบุรีศรีโคตรบูรณ์หลวง (อรรคราช) | 2411 | 20 เมษายน 2413 | ดำรงตำแหน่งว่าที่เจ้าเมือง |
| 20 เมษายน 2413[33] | 31 มีนาคม 2414 | |||
| 8 | พระพนมนครานุรักษ์สิทธิศักดิ์เทพฤายศ ทศบุรีศรีโคตรบูรณ์หลวง (เลาคำ) | 2415 | 1 พฤศจิกายน 2423 | |
| 9 | พระพนมนครานุรักษ์สิทธิศักดิ์เทพฤายศ ทศบุรีศรีโคตรบูรณ์หลวง (บุญมาก) | 2423 | 26 กันยายน 2426 | ดำรงตำแหน่งว่าที่เจ้าเมือง |
| 26 กันยายน 2426 | 16 มกราคม 2433 | |||
| 10 | ว่าที่ พระยาพนมนครานุรักษ์ฯ (ทองทิพย์) | 2433 | 5 มิถุนายน 2440 | ดำรงตำแหน่งว่าที่เจ้าเมือง |
| 11 | พระยาพนมนครานุรักษ์มหาสวามิภักดิ์นคราธิบดี (ศรีวิชัย) | 2441 | 12 มกราคม 2443 | ราชกิจจานุเบกษาระบุตำแหน่งเป็นว่าที่พระยาพนมนครานุรักษ์ (ยศวิไชย)[34] |
| ยกเลิกตำแหน่งอาญาสี่ (2443) | ||||
การปกครอง
[แก้]ดูเพิ่ม
[แก้]หมายเหตุ
[แก้]- ↑ ปี พ.ศ. 2308 เป็นรอยต่อระหว่างรัชสมัยของเหงียน ฟุก ควาต ผู้สิ้นพระชนม์ในเดือนกรกฎาคม และเหงียน ฟุก ถ่วน ผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าญวนใต้องค์ถัดมา
- ↑ พงศาวดารเมืองนครพนมไม่ได้ระบุว่าถวายต่ออาณาจักรใด
- ↑ ปี พ.ศ. 2329 เป็นช่วงรอยต่อระหว่างการย้ายเมืองมรุกขนครไปยังเมืองนครพนม อย่างไรก็ตาม เอกสารกวีเหิปเรียกทั้งสองเมืองด้วยชื่อเดียวกันคือเมืองละคอน
- ↑ ปี พ.ศ. 2344 เป็นช่วงที่เหงียน ฟุก อั๊ญกำลังพิชิตกองกำลังเต็ยเซินในตังเกี๋ย
- ↑ อาจเป็นบุคคลเดียวกับลืวเฟื๊อกเตือง
อ้างอิง
[แก้]- ↑ Zottoli, Brian A (2011). Reconceptualizing Southern Vietnamese History from the 15th to the 18th Centuries: Competition along the Coasts from Guangdong to Cambodia (PDF) (วิทยานิพนธ์) (ภาษาอังกฤษ). University of Michigan. pp. 225–226, 362–363, 368. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2024-03-03. สืบค้นเมื่อ 2025-02-28.
- ↑ นครราชสีมา, จังหวัด (1983). ประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาค จังหวัดนครราชสีมา. นครราชสีมา: สำนักงานจังหวัดนครราชสีมา. p. 65. สืบค้นเมื่อ 2024-12-01.
- 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 จันทรสาขา, สุรจิตต์ (1999). "นครพนม, เมือง". สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน. กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์. อ้างใน นครพนม, จังหวัด (2018). ๒๓๒ ปี เมืองนครพนม (PDF). มหาสารคาม: สำนักงานจังหวัดนครพนม. pp. 9–27. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2022-08-09. สืบค้นเมื่อ 2024-12-01.
- 1 2 3 4 5 6 อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ
<ref>ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ ":12" - ↑ แสนคำ, ธีระวัฒน์ (2017). "ปากนํ้าเหือง : การแบ่งเขตแดนปกครองในแผ่นดินล้านช้างกับพัฒนาการทางประวัติศาสตร์เมืองปากเหือง-เชียงคาน" [Pak Nam Huang : The Border Leftovers Govern Distribution in Lan Xang with the Historical Development of Muang Pak Huang - Chiang Khan]. มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ปริทัศน์. 4 (2): 18–39. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2025-02-28. สืบค้นเมื่อ 2025-02-28.
- 1 2 3 4 เมตตาริกานนท์, ดารารัตน์ (2016). "ปฏิบัติการทางชายแดนของรัฐเวียดนามในยุคสมัยจารีตช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 วิเคราะห์ผ่านเอกสารกุ่ยเหิบ". เอกสารประกอบการประชุมวิชาการระดับชาติ เครือข่ายประวัติศาสตร์มานุษยวิทยา และสังคมวิทยาภาคใต้ครั้งที่ 2 “ศาสตร์แห่งการจำ ศิลป์แห่งการลืม” (PDF). Vol. 1. ปัตตานี: ภาควิชาประวัติศาสตร์ และ แผนกวิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี. pp. 211–213. ISBN 978-616-271-328-6. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2025-02-25. สืบค้นเมื่อ 2025-02-28.
- ↑ Wong, Danny Tze-Ken (2003). "Chapter Seven Foreign Relations in the Last Years of Nguyen Rule, 1738-1776" (PDF). The Nguyen Lords of Southern Vietnam : their foreign relations, 1558-1776 / Danny Wong Tze-Ken (วิทยานิพนธ์) (ภาษาอังกฤษ). University of Malaya. pp. 339–340. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2024-03-30. สืบค้นเมื่อ 2025-02-28.
- 1 2 3 4 5 6 กรมศิลปากร (ผู้รวบรวม) (1941). "พงศาวดารเมืองนครพนม สังเขป" [Phongsawadan Mueang Nakhon Phanom Sangkhep]. ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๗๐ [Collection of Historical Archives] (PDF). พระนคร: โรงพิมพ์พระจันทร์. pp. 238–243. สืบค้นเมื่อ 2025-02-28.
- ↑ กรมศิลปากร (ผู้รวบรวม) (1941). "ตำนานเมืองนครจำปาศักดิ์" [Tamnan Mueang Nakhon Champasak]. ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๗๐ [Collection of Historical Archives] (PDF). พระนคร: โรงพิมพ์พระจันทร์. pp. 33–34. สืบค้นเมื่อ 2024-11-10.
- 1 2 ศรีสำอาง, สุรศักดิ์ (2002). ลำดับกษัตริย์ลาว (2nd ed.). กรุงเทพฯ: สำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ กรมศิลปากร. pp. 234, 245. สืบค้นเมื่อ 2025-03-22.
- 1 2 3 แก้วคำ, ฉลองรัตน์. "รายงานการประชุมคณะกรมการจังหวัดนครพนม ครั้งที่ ๕/๒๕๖๖ เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๖ เวลา ๐๙.๓๐ น. ณ ห้องประชุมพระธาตุพนม ชั้น ๕ ศาลากลางจังหวัดนครพนม (หลังใหม่)" (PDF). จังหวัดนครพนม. pp. 35–37. สืบค้นเมื่อ 2025-03-22.[ลิงก์เสีย]
- 1 2 สำนักหอสมุดแห่งชาติ. สำเนาศุภอักษรเมืองเวียงจันมีมาว่าด้วยการเมืองเวียงจัน จ.ศ. 1144. ห.จ.ช.1/12 เลขที่ 7/ก. อ้างใน เว้าพื้นประวัติศาสตร์ (19 April 2024). "รัฐประหารพระเจ้าตากสิน : กับปฏิกิริยาหัวเมืองลาวฝ่ายเวียงจันทน์". Facebook. สืบค้นเมื่อ 2025-03-22.
{{cite web}}: CS1 maint: url-status (ลิงก์) - 1 2 นครพนม, จังหวัด (1986). ประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาค จังหวัดนครพนม. นครพนม: องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครพนม. p. 33. สืบค้นเมื่อ 2024-12-01.
- 1 2 กรรพฤทธิ์, สุเจน (2017). ความสัมพันธ์เวียดนาม-สยามในเอกสารยุคต้นราชวงศ์เหงวียน ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 [VIETNAMESE-SIAMESE RELATIONS IN THE EARLY NGUYEN DYNASTY RECORDS FROM THE LATE 18th CENTURY TO THE EARLY 19th CENTURY] (วิทยานิพนธ์). จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. pp. 93–98, 100–102. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2024-04-19. สืบค้นเมื่อ 2025-03-22.
- ↑ ทิพากรวงศมหาโกษาธิบดี (ขำ บุนนาค), เจ้าพระยา; ดำรงราชานุภาพ, พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวง, บ.ก. (1901). พระราชพงษาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ [Royal Chronicle of the Kingdom of Rattanakosin: First Reign] (PDF). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ. pp. 178–180. สืบค้นเมื่อ 2025-03-22.
- ↑ โบราณคดีสโมสร (ผู้รวบรวม) (1916). พระราชวิจารณ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวด้วยเรื่องจดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี [A Commentary of Phrabat Somdet Phra Chunlachomklao Chaoyuhua Regarding the Records of the Memory of Krommaluang Narinthewi] (PDF) (2nd ed.). พระนคร: โรงพิมพ์ไทย. pp. 397–402. สืบค้นเมื่อ 2025-03-22.
- 1 2 แซ่อึ๊ง, ปรารถนา (2013). "บทที่ ๒ ประวัติการตั้งถิ่นฐานและบทบาทหน้าที่ของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวในภาคตะวันออก" (PDF). การตั้งถิ่นฐานและพัฒนาการของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวในภาคตะวันออก : พลวัตในบริบทสังคมไทย (วิทยานิพนธ์). คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา. pp. 29–31, 45–51. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2025-04-29. สืบค้นเมื่อ 2025-04-29.
- 1 2 3 Quốc sử quán triều Nguyễn (2006). Đào, Duy Anh (บ.ก.). Đại Nam Nhất Thống Chí TẬP 2 (PDF) (ภาษาเวียดนาม). แปลโดย Phạm, Trọng Điềm. Huế: Nhà xuất bản Thuận Hóa. pp. 163–165. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2025-04-25. สืบค้นเมื่อ 2025-04-25.
- ↑ หอสมุดแห่งชาติ (1987). จดหมายเหตุ รัชกาลที่ ๓ เล่ม ๓ (PDF). กรุงเทพฯ: สหประชาพาณิชย์. p. 135. ISBN 974-7912-02-3. สืบค้นเมื่อ 2025-04-27.
- 1 2 3 4 ทิพากรวงศมหาโกษาธิบดี (ขำ บุนนาค), เจ้าพระยา (1934). พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชชกาลที่ ๓ [Royal Chronicle of the Kingdom of Rattanakosin: Third Reign] (PDF). พระนคร: โรงพิมพ์ศรีหงส์. pp. 83–84, 127–128, 140–141, 232, 247–248, 276–278. สืบค้นเมื่อ 2025-04-27.
- 1 2 ชมภูนุช, ภูริภูมิ (2006). พัฒนาการของเมืองในแอ่งสกลนคร ระหว่าง พ.ศ. 2371 ถึง 2436 [THE DEVELOPMENT OF "MUANGS" IN THE SAKON NAKHON BASIN BETWEEN A.D.1828 AND 1893] (PDF) (วิทยานิพนธ์). มหาวิทยาลัยศิลปากร. pp. 51–67, 87–89. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2024-04-22. สืบค้นเมื่อ 2025-04-27.
- 1 2 3 กรมศิลปากร (ผู้รวบรวม) (1938). "จดหมายเหตุเกี่ยวกับเขมรและญวนในรัชกาลที่ ๓ ตอนที่ ๑" [Chotmaihet Kiaokap Khamen Lae Yuan Nai Ratchakan Thi Sam Ton Thi Nueng]. ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๖๗ [Collection of Historical Archives] (PDF). พระนคร: โรงพิมพ์พระจันทร์. pp. 14–18, 87–88. สืบค้นเมื่อ 2025-04-30.
- 1 2 3 4 ลือขจรชัย, ฐนพงศ์ (2022). เมื่อจักรพรรดิราชหลั่งน้ำตา: ปัญหาการได้และเสียดินแดนของสยาม (PDF) (วิทยานิพนธ์). มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. pp. 175–176, 183–185, 220–223, 227–228. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2024-08-01. สืบค้นเมื่อ 2025-04-30.
- ↑ วิภาคย์พจนกิจ, เติม (2003). ประวัติศาสตร์อีสาน (PDF) (4th ed.). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์. p. 310. ISBN 974-571-854-8. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2024-06-09. สืบค้นเมื่อ 2025-04-30.
- ↑ Quốc sử quán triều Nguyễn; Viện sử học (2007). "Đệ tứ kỷ - Quyển XXVIII Thực lục về dực tông anh hoàng đế" (PDF). ĐẠI NAM THỰC LỤC Tập Bảy (PDF) (ภาษาเวียดนาม). Hanoi: Nhà xuất bản giáo dục. p. 819. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2024-08-12. สืบค้นเมื่อ 2025-04-30.
- 1 2 เอียวศรีวงศ์, นิธิ (1966). "บทที่ ๒ ฮ่อและการรุกรานของฮ่อ". การปราบฮ่อและการเสียดินแดน พ.ศ.2431 (วิทยานิพนธ์). จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. pp. 54–63. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2025-12-06. สืบค้นเมื่อ 2025-12-06.
- ↑ หอพระสมุดวชิรญาณ (ผู้รวบรวม) (1922). ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๒๔ [Collection of Historical Archives] (PDF). พระนคร: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร. pp. 8–10. สืบค้นเมื่อ 2025-12-06.
- ↑ กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม (31 August 2023). "เบื้องหลังการทำแผนที่เมืองไทย "ฉบับแรก" ในสมัยรัชกาลที่ 5". ศิลปวัฒนธรรม. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2025-05-22. สืบค้นเมื่อ 2025-12-06.
- ↑ จันทรสาขา, สุรจิตต์ (2000). เมืองมุกดาหาร. มุกดาหาร: สำนักงานจังหวัดมุกดาหาร. p. 45.
- ↑ กรมศิลปากร (ผู้รวบรวม) (1949). สาส์นสมเด็จ ลายพระหัตถ์สมเด็จกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์และสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ (ภาค ๑) [Their Highnesses' Letters] (PDF). พระนคร: โรงพิมพ์พระจันทร์. pp. 211–212. สืบค้นเมื่อ 2025-12-07.
- ↑ Walker, Andrew (2006). "Borders in Motion on the Upper-Mekong: Siam and France in the 1890s" (PDF). New Mandala (ภาษาอังกฤษ). pp. 14–15. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2024-07-19. สืบค้นเมื่อ 2025-12-07.
- ↑ ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯ กรมพระยา (1900). ข้อบังคับลักษณการปกครองหัวเมือง ร.ศ. 116. พระนคร: โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ. สืบค้นเมื่อ 2025-12-06.
- ↑ กองหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร (1978). การแต่งตั้งขุนนางไทยในสมัยรัชกาลที่ ๕. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์การศาสนา. p. 18. สืบค้นเมื่อ 2025-05-02.
- ↑ "ข่าวตายหัวเมือง" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. 16: 718. 25 March 1900. สืบค้นเมื่อ 2025-05-02.
แหล่งข้อมูลอื่น
[แก้]
