เบเรงเกลาแห่งกัสติยา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
เบเรงเกลา
Doña Berenguela 01.jpg
รูปปั้นและสลักในมาดริด

พระอิสริยยศ พระราชินีแห่งกัสติยาและโตเลโด
พระราชินีแห่งเลออน
ราชวงศ์ ราชวงศ์บูร์กอญของกัสติยา
ครองราชย์ 6 มิถุนายน – 31 สิงหาคม ค.ศ. 1217 (กัสติยา)
ค.ศ. 1197–1204 (เลออน)
ข้อมูลส่วนพระองค์
พระราชสมภพ ค.ศ. 1179 หรือ 1180
บูร์โกส
สิ้นพระชนม์ 8 พฤศจิกายน ค.ศ. 1246 (66 พรรษา)
ณ ลัสอูเอลกัส ใกล้กับบูร์โกส
ฝังพระศพ ลัสอูเอลกัส ใกล้กับบูร์โกส
พระบิดา พระเจ้าอัลฟอนโซที่ 8 แห่งกัสติยา
พระมารดา เอเลนอร์แห่งอังกฤษ พระราชินีแห่งกัสติยา
พระสวามี ค็อนราทที่ 2 ดยุคแห่งสวาเบีย
พระเจ้าอัลฟอนโซที่ 9 แห่งเลออน
พระบุตร พระเจ้าเฟร์นันโดที่ 3 แห่งกัสติยา
อัลฟอนโซ ลอร์ดแห่งโมลินา
เบเรงเกลาแห่งเลออน

เบเรงเกลา (สเปน: Berenguela) หรือ มหาราชินี (la Grande) เสด็จพระราชสมภพ ค.ศ. 1179 หรือไม่ก็ ค.ศ. 1180 สิ้นพระชนม์ 8 พฤศจิกายน ค.ศ. 1246 เป็นพระราชินีผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแห่งกัสติยา[1] ในปี ค.ศ. 1217 และพระราชินีคู่สมรสแห่งเลออนตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1197 ถึงปี ค.ศ. 1204 ในฐานะพระโอรสธิดาคนโตและทายาทโดยสันนิษฐานของพระเจ้าอัลฟอนโซที่ 8 แห่งกัสติยา พระองค์เป็นเจ้าสาวผู้เป็นที่หมายตา และถูกหมั้นหมายกับค็อนราท พระโอรสของจักรพรรดิฟรีดริชที่ 1 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ หลังค็อนราทสิ้นพระชนม์ พระองค์อภิเษกสมรสกับลูกพี่ลูกน้อง พระเจ้าอัลฟอนโซที่ 9 แห่งเลออน เพื่อรักษาสันติภาพระหว่างกษัตริย์แห่งเลออนกับพระบิดา ทั้งคู่มีพระโอรสธิดาด้วยกันห้าคนก่อนการแต่งงานจะถูกพระสันตะปาปาอินโนเซนต์ที่ 3 ทรงประกาศให้เป็นโมฆะ

เมื่อพระบิดาสิ้นพระชนม์ พระองค์ทำหน้าที่เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินให้พระเจ้าเอนริเกที่ 1 ในกัสติยา (พระอนุชา) จนกระทั่งได้สืบทอดตำแหน่งต่อเมื่อพระเจ้าเอนริเกสิ้นพระชนม์ หลายเดือนต่อมาพระองค์ยกกัสติยาให้พระเจ้าเฟร์นันโดที่ 3 พระโอรส ด้วยความเป็นกังวลว่าความเป็นสตรีจะทำให้พระองค์ไม่สามารถเป็นผู้นำกองทหารของกัสติยาได้ ทว่ายังทรงเป็นที่ปรึกษาคนใกล้ชิดที่สุดที่คอยชี้นำทางการเมือง เจรจาต่อรอง และปกครองในนามพระโอรสตลอดพระชนม์ชีพที่เหลือ พระองค์มีส่วนสำคัญในการรวมกัสติยากับเลออนเข้าด้วยกันอีกครั้งภายใต้อำนาจของพระโอรส และสนับสนุนความพยายามในการทำเรกองกิสตาของพระโอรส ทรงเป็นผู้อุปถัมภ์สถาบันศาสนาและสนับสนุนการเขียนประวัติศาสตร์ของทั้งสองประเทศ

ต้นชีวิต[แก้]

เบเรงเกลาเสด็จพระราชสมภพไม่ในปี ค.ศ. 1179[2][3] ก็ในปี ค.ศ. 1180[3][4] ในบูร์โกส[3] เป็นพระธิดาคนโตของพระเจ้าอัลฟอนโซที่ 8 กับเอเลนอร์แห่งอังกฤษ

ในฐานะพระโอรสธิดาคนโตของพระเจ้าอัลฟอนโซกับเอเลนอร์ พระองค์เป็นทายาทหญิงโดยสันนิษฐานของบัลลังก์กัสติยาอยู่หลายปี[5] เหตุเพราะพระอนุชาหลายคนที่ประสูติหลังพระองค์สิ้นพระชนม์หลังการคลอดหรือไม่ก็อยู่ไม่พ้นวัยทารก เบเรงเกลาจึงกลายเป็นคู่ครองผู้เป็นที่หมายตามากที่สุดในยุโรป[5]

การหมั้นหมายครั้งแรกของเบเรงเกลาบรรลุข้อตกลงในปี ค.ศ. 1187 เมื่อค็อนราท ดยุคแห่งโรเทินบวร์คและพระบุตรคนที่ห้าของจักรพรรดิฟรีดริชที่ 1 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์[6] ต้องการแต่งงานกับพระองค์ ปีต่อมาสัญญาว่าด้วยการแต่งงานได้รับการลงนามในเซลิงเกินชตัท หนึ่งในนั้นคือสินสอดจำนวน 42,000 เหรียญมาราเบดี[6] จากนั้นค็อนราทก็เดินทัพมากัสติยาที่มีการฉลองการหมั้นหมายกันในการ์ริยอนและค็อนราทได้รับแต่งตั้งเป็นอัศวิน[7] สถานะของเบเรงเกลาในฐานะทายาทแห่งกัสติยาเมื่อพระองค์ได้สืบทอดบัลลังก์เป็นส่วนหนึ่งในสนธิสัญญาและสัญญาว่าด้วยการแต่งงาน[8][9] ที่ระบุว่าพระองค์จะสืบทอดอาณาจักรต่อจากพระบิดาหรือพระอนุชาคนใด ๆ ก็ตามที่ไร้ทายาท[8] ค็อนราทจะได้เป็นเพียงผู้ปกครองร่วมในฐานะคู่สมรสของพระองค์ และกัสติยาจะไม่เป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิ[6]

การแต่งงานไม่ได้ถูกทำให้สมบูรณ์เนื่องจากเบเรงเกลายังเด็ก พระองค์มีพระชนมายุไม่ถึง 10 พรรษา[10] ค็อนราทกับเบเรงเกลาไม่ได้พบเจอกันอีก[11] ในปี ค.ศ. 1191 เบเรงเกลาขอร้องให้พระสันตะปาปาทรงประกาศให้การหมั้นหมายเป็นโมฆะ ภายใต้อิทธิพลของบุคคลที่สามอย่างพระอัยกี อาลีเยนอร์แห่งอากีแตน ที่ไม่สนใจจะผูกมิตรกับราชวงศ์โฮเอินชเตาเฟินที่เป็นเพื่อนบ้านของที่ดินศักดินาในฝรั่งเศส[11] เรื่องราวจบลงเมื่อดยุคถูกลอบสังหารในปี ค.ศ. 1196[11]

พระราชินีคู่สมรสแห่งเลออน[แก้]

เพื่อรักษาสันติภาพระหว่างกัสติยากับเลออน เบเรงเกลาอภิเษกสมรสกับพระเจ้าอัลฟอนโซที่ 9 แห่งเลออน ลูกพี่ลูกน้องลำดับที่หนึ่งที่อยู่ห่างกันหนึ่งขั้น ในบายาโดลิดในปี ค.ศ. 1197[12] ตามธรรมเนียมปฏิบัติแบบสเปนในเวลานั้น พระองค์ได้ควบคุมปราสาทและที่ดินจำนวนหนึ่งในเลออนโดยตรง[12] ซึ่งส่วนใหญ่แล้วตั้งอยู่ตามแนวชายแดนที่ติดกันกัสติยา

ในปี ค.ศ. 1198 พระสันตะปาปาอินโนเซนต์ที่ 3 เริ่มไม่ยอมรับการแต่งงานด้วยเหตุผลว่าเป็นการร่วมประเวณีกับระหว่างญาติใกล้ชืด สองสามีภรรยาอยู่ด้วยกันจนถึงปี ค.ศ. 1204[13] แล้วจึงขวนขวายขอการผ่อนผันเพื่อที่จะได้อยู่ด้วยกัน หนึ่งในนั้นการเสนอเงินก้อนโตให้[14] ทว่าพระสันตะปาปาปฏิเสธคำร้องขอนั้น แม้ทั้งคู่จะทำให้พระโอรสธิดาที่มีด้วยกันได้รับการยอมรับว่าเป็นพระโอรสธิดาตามกฎหมายได้[15] แต่การแต่งงานก็จบลง เบเรงเกลากลับกัสติยาไปหาพระบิดามารดาในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1204 และทรงอุทิศตนให้กับการดูแลพระโอรสธิดา[15]

ช่วงที่เป็นพระราชินี[แก้]

หน้าต่างกระจกสีในอัลกาซาร์แห่งเซโกเบียแสดงภาพของเบเรงเกลากับพระบิดา

แม้จะทรงหมดบทบาทหน้าที่ในการเป็นพระราชินีแห่งเลออน แต่พระองค์ยังคงมีสิทธิ์ในการเรียกเก็บภาษีในที่ดินมากมายที่พระองค์ได้รับมา หนึ่งในนั้นคือซาลามังกาและกัสโตรเบร์เด[16] ที่ทรงยกให้เฟร์นันโด พระโอรส ในปี ค.ศ. 1206[17] ขุนนางจำนวนหนึ่งที่รับใช้พระองค์เมื่อครั้งเป็นพระราชินีติดตามพระองค์กลับไปที่ราชสำนักในกัสติยา[18] สันติสุขที่เกิดขึ้นในช่วงที่พระองค์แต่งงานสูญสิ้นไป และเกิดสงครามขึ้นระหว่างเลออนกับกัสติยาเหนือที่ดินที่อยู่ในการควบคุมของพระองค์ในเลออน[19] ในปี ค.ศ. 1205, 1207 และ 1209 มีการทำสนธิสัญญากันระหว่างอาณาจักรทั้งสอง แต่ละฉบับล้วนขยายอำนาจการควบคุมของพระองค์[20] ในสนธิสัญญาของปี ค.ศ. 1207 และ 1209 เบเรงเกลากับพระโอรสได้รับทรัพย์สินที่ดินที่มีความสำคัญตามแนวชายแดน หนึ่งในนั้นคือปราสาทสำคัญ ๆ อย่างบิยัลปันโด[21] สนธิสัญญาในปี ค.ศ. 1207 เป็นเอกสารเปิดเผยที่เขียนด้วยภาษากัสติยาฉบับเก่าแก่ที่สุดที่ยังคงหลงเหลืออยู่[22]

ในปี ค.ศ. 1214 เมื่อพระบิดา พระเจ้าอัลฟอนโซที่ 8 แห่งกัสติยา สิ้นพระชนม์ ราชบัลลังก์ตกเป็นของพระเจ้าเอนริเกที่ 1 พระโอรสคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่และพระอนุชาวัย 10 พรรษาของเบเรงเกลา[23] เอเลนอร์ พระมารดาของทั้งคู่กลายเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน แต่สิ้นพระชนม์ในอีก 24 วันหลังการสิ้นพระชนม์ของพระสวามี[23] เบเรงเกลาจึงกลายเป็นทายาทโดยสันนิษฐานอีกครั้งและกลายเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินคนใหม่[23] ในตอนนี้เองที่การทะเลาะเบาะแว้งภายในเริ่มต้นขึ้น จุดชนวนโดยกลุ่มขุนนาง กลุ่มแรกสุดคือตระกูลลารา[24] ที่บีบให้เบเรงเกลายกตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดินและผู้พิทักษ์ของพระอนุชาให้เคานต์อัลบาโร นุญเญซ เด ลารา[24]

ในปี ค.ศ. 1216 มีการจัดการประชุมสภาในบายาโดลิด โดยมีบุคคลสำคัญของกัสติยาอย่างโลเป ดิอัซที่ 2 เด อาโร, กอนซาโล โรดริเกซ ฆิรอน, อัลบาโร ดิอัซ เด กาเมโรส, อัลฟอนโซ เตเยซ เด เมเนเซส และคนอื่น ๆ ที่ตกลงกันว่าจะสนับสนุนเบเรงเกลา โดยมีจุดร่วมเดียวกันคือเพื่อต่อกรกับอัลบาโร นุญเญซ เด ลารา[25] ปลายเดือนพฤษภาคม สถานการณ์ในกัสติยาเป็นอันตรายต่อเบเรงเกลามากขึ้น พระองค์จึงตัดสินใจลี้ภัยไปอยู่ที่ปราสาทเอาติโยเดกัมโปสที่เป็นของกอนซาโล โรดริเกซ ฆิรอน หนึ่งในพันธมิตรของพระองค์ และส่งพระโอรสเฟร์นันโดไปที่ราชสำนักของอดีตพระสวามี[25] ในวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1216 บุคคลสำคัญของกัสติยารวมตัวกันเพื่อที่จะป้องกันไม่ให้เกิดสงครามกลางเมือง แต่ความเห็นที่ไม่ลงรอยกันทำให้ตระกูลฆิรอน, เตเยซ เด เมเนเซส และอาโรแตกหักกับอัลบาโร เด ลารา[25]

พระราชินีแห่งกัสติยา[แก้]

สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปทันทีเมื่อพระเจ้าเอนริเกสิ้นพระชนม์ในวันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ. 1217 หลังได้รับบาดแผลที่ศีรษะจากกระเบื้องที่ร่วงตกลงมาขณะกำลังเล่นกับเด็กคนอื่น ๆ ที่พระราชวังของบิชอปแห่งปาเลนเซีย[26] ผู้พิทักษ์ของพระองค์ เคานต์อัลบาโร นุญเญซ เด ลารา พยายามปกปิดความจริง เขานำศพของกษัตริย์ไปที่ปราสาทตาริเอโก

ข่าวของพระมหากษัตริย์เตือนให้เห็นถึงอันตรายจากอดีตพระสวามีที่จะเกิดขึ้นต่อการครองราชย์ของพระองค์ เนื่องจากกษัตริย์แห่งเลออนคือผู้ร่วมบรรพบุรุษเดียวกันที่ใกล้ชิดที่สุดของพระอนุชา จึงน่ากลัวว่ากษัตริย์แห่งเลออนอาจอ้างสิทธิ์ในราชบัลลังก์กัสติยาเสียเอง[26] เบเรงเกลาจึงเก็บเรื่องการสิ้นพระชนม์ของพระอนุชาไว้และขึ้นครองบัลลังก์อย่างลับ ๆ โดยไม่ให้อัลฟอนโซรู้[26] ทรงเขียนจดหมายถึงอัลฟอนโซขอให้เฟร์นันโดมาเยี่ยมพระองค์ และสละราชสมบัติเพื่อหลีกทางให้พระโอรสในวันที่ 31 สิงหาคม[26] ที่ทรงสละราชสมบัติอาจจะเพราะไม่สามารถเป็นผู้นำทางทหารให้กัสติยาที่ในตอนนั้นกษัตริย์ต้องเป็นผู้นำทางทหาร[27]

ที่ปรึกษาของกษัตริย์[แก้]

แม้จะครองราชย์ไม่นาน แต่เบเรงเกลาก็เป็นที่ปรึกษาคนใกล้ชิดที่สุดของพระโอรสต่อไป ทรงก้าวก่ายในการเมืองของรัฐ แม้จะเป็นการกระทำในทางอ้อม[28] ในรัชสมัยของพระโอรส นักเขียนในยุคนั้นเขียนว่าพระองค์ยังคงมีอำนาจเหนือพระโอรส[28] อาทิ ทรงจัดแจงให้พระโอรสอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงเอลีซาเบ็ท (หรือ เบอาตริซ ในภาษากัสติยา) แห่งโฮเอินชเตาเฟิน บุตรสาวของดยุคฟิลลิพแห่งสเวเบีย และพระนัดดาของจักรพรรดิสองพระองค์ คือ จักรพรรดิฟรีดริช บาร์บาร็อสซา และจักรพรรดิไอแซกที่ 2 อันเจลอสแห่งไบเซนไทน์[29] พิธีแต่งงานเกิดขึ้นในวันที่ 30 พฤศจิกายน ค.ศ. 1219 ที่บูร์โกส[29] อีกเหตุการณ์หนึ่งคือการเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยของเบเรงเกลาที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1218 เมื่อตระกูลลาราเจ้าแผนการที่หัวหน้าตระกูลยังคงเป็นอัลบาโร นุญเญซ เด ลารา อดีตผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน วางแผนสมคบคิดจะให้พระเจ้าอัลฟอนโซที่ 9 กษัตริย์แห่งเลออนและพระบิดาของพระเจ้าเฟร์นันโด บุกกัสติยาเพื่อแย่งชิงบัลลังก์ของพระโอรส[29] ทว่าการจับกุมตัวเคานต์ลาราทำได้ง่ายขึ้นเมื่อเบเรงเกลายื่นมือเข้ามาแทรกแซง พระองค์ทำให้อดีตพระสวามีกับพระโอรสลงนามในสนธิสัญญาสงบศึกชั่วคราวโตโรได้ในวันที่ 26 สิงหาคม ค.ศ. 1218 ยุติการเผชิญหน้ากันระหว่างกัสติยากับเลออน[29]

ในปี ค.ศ. 1222 เบเรงเกลายื่นมือเข้ามาก้าวก่ายเพื่อพระโอรสอีกครั้ง ทรงประสบความสำเร็จในการทำสัตยาบันในการประชุมที่ซาฟรา ซึ่งบรรลุข้อตกลงในการสงบศึกกับพวกลาราด้วยการให้มาฟัลดา บุตรสาวและทายาทของลอร์ดแห่งโมลินา กอนซาโล เปเรซ เด ลารา แต่งงานกับอัลฟอนโซ พระโอรสของพระองค์และพระอนุชาของพระเจ้าเฟร์นันโด[30] ในปี ค.ศ. 1224 พระองค์ให้พระธิดา เบเรงเกลา แต่งงานกับจอห์นแห่งบรีแยน กลยุทธ์ที่ทำให้พระเจ้าเฟร์นันโดที่ 3 เข้าใกล้บัลลังก์เลออนมากขึ้น เนื่องจากจอห์นเป็นตัวเลือกในใจที่พระเจ้าอัลฟอนโซที่ 9 อยากให้แต่งงานกับพระธิดาคนโต ซันชา[31] เบเรงเกลาจึงขัดขวางไม่ให้พระธิดาของอดีตพระสวามีแต่งงานกับชายที่สามารถอ้างสิทธิ์ในบัลลังก์เลออนได้[31]

การก้าวก่ายเพื่อพระโอรสครั้งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1230 เมื่ออัลฟอนโซสิ้นพระชนม์โดยประกาศชื่อให้พระธิดา ซันชาและดุลเซ พระธิดาจากการแต่งงานครั้งแรกกับตึเรซาแห่งโปรตุเกสเป็นทายาท แทนที่จะยกสิทธิ์ให้กับพระเจ้าเฟร์นันโดที่ 3[32][33] เบเรงเกลาไปพบกับมารดาของเจ้าหญิงทั้งสองและประสบความสำเร็จในการทำสนธิสัญญาลัสเตร์เซริอัส ที่สองพี่น้องจะสละบัลลังก์ให้พระอนุชาต่างมารดาแลกกับเงินและผลประโยชน์อื่น ๆ อีกมากมาย[33] ทำให้บัลลังก์แห่งกัสติยาและเลออนที่เคยถูกแบ่งออกจากกันในปี ค.ศ. 1157[8] โดยพระเจ้าอัลฟอนโซที่ 7 กลับมารวมกับเป็นหนึ่งอีกครั้งในมือของพระเจ้าเฟร์นันโดที่ 3[33] เบเรงเกลาเข้าแทรกแซงอีกครั้งด้วยการจัดแจงให้เฟร์นันโดแต่งงานครั้งที่สองหลังการสิ้นพระชนม์ของเอลีซาเบ็ทแห่งโฮเอินชเตาเฟิน[34] แม้พระองค์จะมีพระโอรสธิดามากมายอยู่แล้ว แต่เบเรงเกลาเป็นกังวลว่าความสัมพันธ์ที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายจะทำให้คุณสมบัติในการเป็นกษัตริย์ลดลง[34] ครั้งนี้พระองค์เลือกฌานแห่งดามาร์แต็ง ธิดาขุนนางชาวฝรั่งเศส ตัวเลือกที่พระมาตุจฉาของกษัตริย์และพระขนิษฐาของเบเรงเกลา บลังกา พระมเหสีม่ายของพระเจ้าหลุยส์ที่ 8 แห่งฝรั่งเศสหามาให้[34] เบเรงเกลาทำหน้าที่เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินอีกครั้ง ทรงปกครองในขณะที่พระโอรส เฟร์นันโด ลงใต้ไปทำการสู้รบเรกองกิสตาอันยาวนาน ทรงบริหารราชการกัสติยาและเลออนด้วยทักษะความสามารถที่พระองค์มี ทำให้พระโอรสไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องอาณาจักร

การสิ้นพระชนม์[แก้]

เบเรงเกลาได้พบพระโอรสเป็นครั้งสุดท้ายที่โปซูเอโลเดกาลาตราบาในปี ค.ศ. 1245 หลังจากนั้นก็กลับไปโตเลโด[35] สิ้นพระชนม์ในวันที่ 8 พฤศจิกายน ค.ศ. 1246[36] ร่างของพระองค์ถูกฝังที่ลัสอูเอลกัส ใกล้กับบูร์โกส[37]

ทายาท[แก้]

เบเรงเกลากับอัลฟอนโซมีพระโอรสธิดาด้วยกันห้าคน คือ

  • เลโอนอร์ (ค.ศ. 1198/1199–1202)
  • กอนส์ตันซา (ค.ศ. 1200–1242) แม่ชีที่วิหารลัสอูเอลกัส
  • พระเจ้าเฟร์นันโดที่ 3 (ค.ศ. 1201–1252) กษัตริย์แห่งกัสติยาและเลออน
  • อัลฟอนโซ (ค.ศ. 1203–1272) ลอร์ดแห่งโมลินาและเมซา แต่งงานครั้งแรกกับมาฟัลดา เด ลารา ทายาทแห่งโมลินาและเมซา แต่งงานครั้งที่สองกับเตเรซา นุญเญซ และครั้งที่สามกับมายอร์ เตเยซ เด เมเนเซส เลดีแห่งมอนเตอาเลเกรและติเอดรา หนึ่งในบุตรธิดาของทั้งคู่คือมาริอาแห่งโมลินา พระมเหสีของพระเจ้าซันโชที่ 4 แห่งเลออนและกัสติยา
  • เบเรงเกลา (ค.ศ. 1204–1237) แต่งงานกับจอห์นแห่งบรีแยน กษัตริย์แห่งเยรูซาเลม

อ้างอิง[แก้]

  1. The full title was Regina Castelle et Toleti (Queen of Castille and Toledo).
  2. de la Cruz 2006, p. 9.
  3. 3.0 3.1 3.2 Martínez Diez 2007, p. 46.
  4. Martínez Diez 2007, p. 46.
  5. 5.0 5.1 Shadis 2010, p. 33.
  6. 6.0 6.1 6.2 Shadis 2010, pp. 55–56.
  7. Flórez 1761, p. 340.
  8. 8.0 8.1 8.2 Shadis 2010, p. 2.
  9. Osma 1997, p. 76.
  10. Shadis 2010, p. 54.
  11. 11.0 11.1 11.2 Shadis 2010, pp. 58–59.
  12. 12.0 12.1 Shadis 2010, pp. 61–66.
  13. Reilly 1993, p. 133.
  14. Howden 1964, p. 79, vol. 4.
  15. 15.0 15.1 Shadis 2010, p. 70.
  16. Shadis 2010, pp. 78–80.
  17. Shadis 2010, pp. 80,83–84.
  18. Shadis 2010, p. 80.
  19. Shadis 2010, pp. 83–84.
  20. Shadis 2010, pp. 78–84.
  21. Túy 2003, p. 324, 4.84.
  22. Wright 2000.
  23. 23.0 23.1 23.2 de la Cruz 2006, p. 112.
  24. 24.0 24.1 Shadis 2010, pp. 86–91.
  25. 25.0 25.1 25.2 Shadis 2010, pp. 93–95.
  26. 26.0 26.1 26.2 26.3 Burke 1895, p. 236.
  27. Shadis 2010, pp. 11,15.
  28. 28.0 28.1 Shadis 2010, pp. 15–19.
  29. 29.0 29.1 29.2 29.3 Burke 1895, p. 237.
  30. Shadis 2010, p. 109.
  31. 31.0 31.1 Shadis 2010, pp. 111–112.
  32. Shadis 1999, p. 348.
  33. 33.0 33.1 33.2 Burke 1895, p. 238.
  34. 34.0 34.1 34.2 Shadis 2010, p. 108.
  35. Shadis 2010, p. 165.
  36. Burke 1895, p. 239.
  37. Shadis 2010, p. 164.

บรรณานุกรม[แก้]

  • Burke, Ulick Ralph (1895). A History of Spain from the Earliest Times to the Death of Ferdinand the Catholic. Vol. 1. London: Longmans, Green, and Co.
  • de la Cruz, Valentín (2006). Berenguela la Grande, Enrique I el Chico (1179–1246). Gijón: Ediciones Trea. ISBN 978-84-9704-208-6.
  • Flórez, Enrique (1761). Memorias de las reynas catholicas, historia genealogica de la casa real de Castilla, y de Leon... Vol. 1. Madrid: Marin.
  • González, Julio (1960). El reino de Castilla en la época de Alfonso VIII. 3 vol. Madrid: CSIC.
  • Howden, Roger (1964). Stubbs, William, ed. Chronica Magistri Rogeri de Houedene. Wiesbaden: Kraus Reprint.
  • Martínez Diez, Gonzalo (2007). Alfonso VIII, rey de Castilla y Toledo (1158-1214). Gijón: Ediciones Trea. ISBN 978-84-9704-327-4.
  • Osma, Juan (1997). "Chronica latina regum Castellae". In Brea, Luis Charlo. Chronica Hispana Saeculi XIII. Turnhout: Brepols.
  • Reilly, Bernard F. (1993). The Medieval Spains. Cambridge University Press.
  • Shadis, Miriam (1999), "Berenguela of Castile's Political Motherhood", in Parsons, John Carmi; Wheeler, Bonnie, Medieval Mothering, New York: Taylor & Francis, ISBN 978-0-8153-3665-5
  • Shadis, Miriam (2010). Berenguela of Castile (1180–1246) and Political Women in the High Middle Ages. Palgrave Macmillan. ISBN 978-0-312-23473-7.
  • Túy, Lucas (2003). Rey, Emma Falque, ed. Chronicon mundi. Turnhout: Brepols.
  • Wright, Roger (2000). El tratado de Cabreros (1206): estudio sociofilológico de una reforma ortográfica. London: Queen Mary and Westfield College.