ข้ามไปเนื้อหา

เบญจคัพย์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
วัว เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ในเทพปรณัมฮินดู วาดโดยราชา รวิ วรรมา เมื่อ พ.ศ. 2440

เบญจคัพย์ [เบน-จะ-คับ] (ฮินดี: पंचगव्य, ปํจควฺย, ทมิฬ: பஞ்சகவ்யம், ปญฺจควฺยมฺ) คือของที่ใช้สำหรับพิธีกรรมของศาสนาฮินดูแบบดั้งเดิม ประกอบด้วยส่วนผสมห้าอย่างที่ได้จากวัว ซึ่งเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อฮินดู ได้แก่ คูถวัว มูตรวัว นมวัว น้ำมันเนย (ฆี) และลิ่มน้ำนม นำทั้งหมดมาประสมกันแล้วหมัก การแพทย์แบบอายุรเวท เรียกว่า โคปาธี[1]

ในประเพณีทางศาสนา

[แก้]

กรรมกาณฑภารตี ซึ่งเป็นคู่มือเกี่ยวกับพิธีกรรมต่าง ๆ ของคฤหัสถ์ ได้อธิบายถึงความสำคัญของปัญจคัพย์ไว้ว่า[2]

"โคมูตรํ โคมยํ กฺษีรํ ทธิ สรฺปิ กุโศทกมฺ, นิรฺทิษฺฏํ ปํจควฺยํ จ ปวิตฺรํ กายโศธนมฺ"

คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง แปลความไว้ว่า "ปัญจควยะ ได้แก่ โคมูตร (ฉี่โค) โคมัย (มูลโค) กษีระ (นม) ทธิ (โยเกิร์ต) สรฺปิ (เนย) และน้ำแช่หญ้ากุศะ ทำให้บริสุทธิ์ เป็นเครื่องชำระกายให้สะอาด"[2] และ กรรมกาณฑภารตี ยังอธิบายเพิ่มเติมความเชื่อเกี่ยวกับเบญจคัพย์ไว้อีกว่า "โคมูตรมีพระวรุณสถิต โคมัยมีพระอัคนี น้ำนมมีพระจันทร์ โยเกิร์ตมีพระวายุ เนยมีพระภานุราชและพระหริ น้ำแช่หญ้ากุศะมีปวงเทวาทั้งหลาย"[2]

หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช อธิบายไว้ว่า คนฮินดูวรรณะสูงจะเอาเบญจคัพย์มาปั้นเป็นก้อนเล็ก ๆ ทำนองยาลูกกลอนใส่ผอบไว้ ตื่นเช้ามาก็หยิบมากลืนเสียเม็ดหนึ่ง[3] ในสังคมไทยจะมองว่าคูถวัวและมูตรวัวเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ แต่ชาวฮินดูคุ้นเคยกับการใช้มูตรวัวมาดื่มหรืออาบ ด้วยเหตุนี้เบญจคัพย์จึงถือว่าเป็นสิ่งที่สามารถกำจัดมลทินทั้งภายในและภายนอกร่างกายได้อย่างเยี่ยมยอด[2]

หนังสือพิมพ์ อินเดียนแอนทีเควรี (Indian Antiquary) ฉบับมิถุนายน ค.ศ. 1895 หน้า 168-169[4] รายงานว่าอุจจาระของวัวถูกใช้เป็นสิ่งล้างบาปของพราหมณ์ และชาวฮินดูใช้ในการรับประทานเพื่อล้างบาป ความว่า

"คูถวัว มูตรวัว ผสมเข้ากับนม ลิ่มน้ำนม และเนย ประกอบกันเป็นผลิตผลจากวัวทั้งห้าชนิด ซึ่งได้รับการปฏิบัติบูชาในอินเดียตอนใต้ หม้อดินเผาใบใหม่จะได้รับการชำระล้างด้วยการใส่ผลิตผลจากวัวทั้งห้าอย่างลงไป ได้แก่ น้ำนม ลิ่มน้ำนม เนย คูถวัว และมูตรวัว จากนั้นหม้อทั้งห้าใบจะถูกวางไว้บนหญ้ากุศะ แล้วเริ่มประกอบพิธีกรรม หม้อทั้งห้าใบนี้จะถูกเรียกว่า พระปัญจควยะ ผู้เข้าร่วมพิธีจะระลึกถึงบุญงามความดี วางดอกไม้บูชา เปรียบเสมือนการถวายบัลลังก์ทองคำแก่พระเป็นเจ้า มีการประพรมน้ำและกวนน้ำในหม้อ มีการประดับประดาไปด้วยข้าวหลากหลายสี เปรียบเสมือนเครื่องประดับอย่างดีและไม้จันทน์หอม จากนั้นจึงมีการถวายดอกไม้ ธูป ตะเกียง กล้วย และหมากพลู โดยก้มศีรษะลงต่ำเพื่อแสดงความเคารพ พร้อมกล่าวบทสวดว่า

ปัญจควยะ โปรดจงอภัยบาปแก่ข้าพเจ้า แลบาปของสรรพชีวิตทั้งหลาย ที่ได้บูชาและดื่มกินท่านเถิด ท่านเกิดจากเรือนร่างของวัว ดังนั้นข้าพเจ้าขอวิงวอนให้ท่านชำระล้างบาป ชำระล้างกาย ของข้าพเจ้าให้บริสุทธิ์ ขอให้ท่านชำระล้างบาปของข้าพเจ้าผู้บูชาท่าน ขอจงอภัยและช่วยเหลือแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด

หลังจากก้มศีรษะลงเป็นคำรบที่สอง ก็ทำการนั่งสมาธิรำลึกถึงพระหริ (พระนามหนึ่งของพระวิษณุ) ผลิตผลทั้งห้าประการจะถูกผสมรวมกันเป็นถ้วยเดียว พราหมณ์จะดื่มเข้าไปเพียงเล็กน้อย แล้วเทใส่มือให้ผู้ร่วมพิธีได้ดื่มกิน ไม่มีสิ่งใดชำระล้างได้ดีเท่าส่วนผสมนี้ ชาวอินเดียจำนวนมากมักดื่มมันอยู่เสมอ แม้ว่า "น้ำทิพย์ทั้งห้า" อันได้แก่ น้ำนม ลิ่มน้ำนม เนย น้ำตาล และน้ำผึ้ง จะถือว่าดี แต่พลังก็ยังด้อยกว่าปัญจควยะอยู่มากโข"[4]

ในราชสำนักไทยมีการใช้เบญจคัพย์เพียงสองครั้ง คือ ในพระราชพิธีตรียัมปวาย และพระราชพิธีบรมราชาภิเษก[2] แต่เมื่อพิจารณาถึงองค์ประกอบของเบญจคัพย์แล้ว กษัตริย์ไทยไม่ต้องพระราชนิยมและไม่เสวยโดยเด็ดขาด[2][3] ด้วยเหตุนี้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้จัดซื้อพระเต้าจากประเทศอินเดีย ทำจากโมราสีเหลืองประดับด้วยเพชรพลอยต่าง ๆ เรียกว่า พระเต้าเบญจคัพย์ใหญ่ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระเต้าเบญจคัพย์ขึ้นอีก มีลักษณะใกล้เคียงกัน เรียกว่า พระเต้าเบญจคัพย์รอง[2] และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระเต้าเบญจคัพย์ที่ทำจากโมราแดง[5] ปัจจุบันพระเต้าเบญจครรภ์มีหลายองค์และทำจากหินสีต่าง ๆ[6]

ภายในพระเต้าเบญจคัพย์บางองค์มีการแบ่งออกเป็น 5 ห้อง ตรงกลางมีดอกบัวอย่างดาวห้ากลีบ แต่ละกลีบประดับด้วยรัตนชาติสีแดง สีเหลือง สีขาว สีดำ และสีเขียว เรียกว่าเบญจรงค์ ใต้ดอกมีก้านทองคำห้าก้านจารึกพระนามพระพุทธเจ้าห้าพระองค์ เสียบลงแต่ละห้อง พระเต้าบางองค์ไม่ได้แบ่งเป็นห้องแต่บรรจุแผ่นทองคำทรงกลมห้าแผ่น จารึกพระนามพระพุทธเจ้าห้าพระองค์ และมีพระเต้าบางองค์ที่ไม่ได้แบ่งเป็นห้องและไม่มีแผ่นทองจารึกพระนามของพระพุทธเจ้า[6] มีการอธิบายว่าภายในคือแผ่นทอง 5 แผ่น สันนิษฐานว่า เดิมแต่ละแผ่นถูกเขียนไว้ว่า คูถวัวแผ่นหนึ่ง มูตรวัวแผ่นหนึ่ง นมวัวแผ่นหนึ่ง น้ำมันเนยแผ่นหนึ่ง และเนยแข็งอีกแผ่นหนึ่ง[3] ภายในจะบรรจุน้ำบริสุทธิ์และน้ำอบไทยหอมกรุ่น[2] สำหรับใช้ทำน้ำพระพุทธมนตร์และเทพมนตร์ถวายพระเจ้าแผ่นดินในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา เป็นอาทิ[6] พราหมณ์หลวงจะรินน้ำใส่พระเต้าให้พระเจ้าแผ่นดินเสวย ถือว่ากษัตริย์เสวยเบญจคัพย์ตามธรรมเนียมเรียบร้อยแล้ว[3]

ความเสี่ยง

[แก้]

มีผู้เสนอว่า มูตรวัวสามารถบำบัดโรคได้หลายชนิด รวมไปถึงมะเร็ง ซึ่งข้ออ้างเหล่าไม่มีหลักฐานวิทยาศาสตร์รองรับ[7][8] จากการศึกษาส่วนประกอบต่าง ๆ ของเบญจคัพย์ พบว่าไม่มีประโยชน์และอาจพบผลข้างเคียงได้ เช่น มูตรวัว อาจทำให้เกิดอาการชัก หายใจลำบาก หรือเสียชีวิต[9] เพราะมูตรวัวเป็นแหล่งแบคทีเรียและโรคติดเชื้ออื่น ๆ เช่น โรคฉี่หนู เป็นอาทิ[10]

การปรับประยุกต์

[แก้]

เบญจคัพย์ถูกใช้ในการเกษตร โดยเป็นทั้งปุ๋ย และยาฆ่าแมลง[11][12] บ้างก็ว่าใช้เป็นอาหารกระตุ้นการเจริญเติบโตของสัตว์ปีก เพิ่มการเจริญเติบโตของแพลงก์ตอนที่ใช้เป็นอาหารปลา[13] เพิ่มน้ำนมในวัว เพิ่มน้ำหนักของหมู และเพิ่มอัตราการวางไข่ของสัตว์ปีก[14][15] นอกจากนี้ยังพบว่าเบญจคัพย์ถูกใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องสำอางบางชนิด[16]

อ้างอิง

[แก้]
  1. Ramachandran, R. (2 กันยายน 2016). "Of 'cowpathy' & its miracles". Frontline. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 24 ธันวาคม 2019. สืบค้นเมื่อ 5 พฤศจิกายน 2024.{{cite magazine}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  2. 1 2 3 4 5 6 7 8 คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง (23 พฤษภาคม 2562). "พระราชพิธีบรมราชาภิเษก สยาม-ภารต (3) : เบญจคัพย์". มติชนสุดสัปดาห์. สืบค้นเมื่อ 11 กรกฎาคม 2568.
  3. 1 2 3 4 คึกฤทธิ์ ปราโมช, ศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์ (2529). ปาฐกถาชุด "สิรินธร" ชุด 2 เรื่อง อิทธิพลของศาสนาฮินดูต่อวัฒนธรรมไทย (PDF). น. 11.
  4. 1 2 Indian Antiquary. Popular Prakashan. 1895.
  5. สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ (2564). ราชาศัพท์. กรุงเทพฯ: สำนักงาน. น. 150.
  6. 1 2 3 สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ (2564). ราชาศัพท์. กรุงเทพฯ: สำนักงาน. น. 163-164.
  7. Nelson, Dean (11 กุมภาพันธ์ 2009). "India makes cola from cow urine". The Daily Telegraph. สืบค้นเมื่อ 30 เมษายน 2010.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  8. Buncombe, Andrew (21 กรกฎาคม 2010). "A cure for cancer – or just a very political animal?". The Independent. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 22 กรกฎาคม 2010. สืบค้นเมื่อ 21 มีนาคม 2011.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  9. Oyebola, D. D.; Elegbe, R. A. (มิถุนายน 1975). "Cow's urine poisoning in Nigeria. Experimental observations in mice". Tropical and Geographical Medicine. 27 (2): 194–202. PMID 1179485. Results of the experiments show that both "cow's urine" and nicotine cause excitement in low doses and cause convulsion and/or death in higher doses. Both also depress respiration.{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  10. Sharma, S.; Vijayachari, P.; Sugunan, A. P.; Sehgal, S. C. (ตุลาคม 2003). "Leptospiral carrier state and seroprevalence among animal population – a cross-sectional sample survey in Andaman and Nicobar Islands". Epidemiology & Infection. 131 (2): 985–989. doi:10.1017/S095026880300880X. PMC 2870044. PMID 14596541.{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  11. Dhama, K.; Rathore, Rajesh; Chauhan, R. S.; Tomar, Simmi (2005). "Panchgavya (Cowpathy): An overview". International Journal of Cow Science. 1 (1): 1–15. ISSN 0973-2241. สืบค้นเมื่อ 5 พฤศจิกายน 2024.{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  12. Yadav, Birendra Kumar; Lourduraj, A. Christopher (2005). "Use of Panchagavya as a Growth Stimulant and Biopesticide in Agriculture". ใน Kumar, Arvind (บ.ก.). Environment & Agriculture. New Delhi: APH Publishing. น. 65–70. ISBN 81-7648-921-2. สืบค้นเมื่อ 25 มีนาคม 2011.{{cite book}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  13. "Modified Panchakavya to boost plant and animal productivity". The Hindu. 5 มิถุนายน 2003. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 26 มีนาคม 2014. สืบค้นเมื่อ 5 พฤศจิกายน 2024.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  14. Prabu, M. J. (4 มิถุนายน 2009). "Panchagavya: low cost organic input for both crops and animals". The Hindu. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 1 มีนาคม 2013. สืบค้นเมื่อ 5 พฤศจิกายน 2024.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  15. Ganesh Kumar, K.; Kumaravelu, N.; Sivakumar, T.; Gajendran, K. (มิถุนายน 2006). "Study on Panchakavya - An indigenous formulation and its effect on the growth promotion of crossbred pigs" (PDF). Indian Journal of Animal Research. 40 (2): 158–160. ISSN 0367-6722. ข้อมูลเก่า (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 5 สิงหาคม 2024. สืบค้นเมื่อ 5 พฤศจิกายน 2024.{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  16. Pandey, Pradeep; Malviya, Sagar (16 กันยายน 2011). "Kishore Biyani to launch Panchagavya cosmetics and health remedy products in Big Bazaar". The Economic Times. สืบค้นเมื่อ 5 พฤศจิกายน 2024.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)