เนื้องอกมดลูก

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
เนื้องอกมดลูก
(Uterine fibroid)
Uterine fibroids.jpg
Uterine Fibroids
บัญชีจำแนกและลิงก์ไปภายนอก
ICD-10 D25
ICD-9 218.9
OMIM 150699
DiseasesDB 4806
eMedicine radio/777
MeSH D007889

เนื้องอกมดลูก (อังกฤษ: uterine fibroid, leiomyoma) เป็นเนื้องอกไม่ร้าย เกิดจากเนื้อเยื่อของกล้ามเนื้อเรียบที่มาจากชั้นกล้ามเนื้อเรียบ (myometrium เป็นส่วนกลางเป็นกล้ามเนื้อที่หนา) ของมดลูก ถ้ากลายเป็นมะเร็งถือว่าผิดปกติอย่างมากและเรียกได้ว่ามะเร็งกล้ามเนื้อเรียบ (leiomyosarcoma)

ชื่อที่ใช้เรียกกันมีดังนี้ uterine leiomyoma,[1] myoma, fibromyoma, fibroleiomyoma.

เนื้องอกที่มักจะพบในกลุ่มผู้หญิงจะเป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงและมักพบในสตรีวัยเจริญพันธุ์ และส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเนื้องอกที่ไม่แสดงอาการ เนื้องอกเหล่านี้สามารถเติบโตและทำให้เกิดประจำเดือนมาก,สร้างอาการปวดประจำเดือน, เจ็บปวดขณะมีเพศสัมพันธุ์, และทำให้เกิดอาการปัสสวะบ่อย เนื้องอกในบางรายอาจจะมีการรบกวนในการตั้งครรภ์ซึ่งในกรณีนี้หายากมาก.[2]

ในสหรัฐอเมริกา เครื่องบ่งชี้หลักอันหนึ่งในการตัดสินใจทำการผ่าตัดเอามดลูกออก คืออาการจากเนื้องอกมดลูก[3]

เนื้อหา

สัญญาณและอาการที่แสดง[แก้]

เนื้องอกโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อขนาดเล็กที่อาจจะยังไม่มีอาการใดๆแสดงออกมา อาการจะมาจากตำแหน่งที่ตั้งและขนาดของเนื้องอก อาการที่สำคัญรวมถึงความผิดปกติที่ควรสังเกตคือ มีเลือดออกในทางสูตินารีเวช, มีประจำเดือนมากและปวดท้องมากขณะมีประจำเดือน,ไม่สบายท้องหรือมีอาการท้องอืด, ถ่ายอุจจาระแล้วมีอาการเจ็บ, ปวดหลัง, ปัสสวะบ่อยหรือมีอาการปัสสวะไม่สุด, และในบางกรณีก็ทำให้เกิดภาวะมีบุตรยาก[4] นอกจากนี้ยังอาจจะมีอาการเจ็บปวดในระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ตั้งของเนื้องอก ถ้าเป็นเนื้องอกในขณะที่ตั้งครรภ์ก็อาจเป็นสาเหตุของการแท้งบุตร, มีเลือดออก, การคลอดก่อนกำหนด หรือรบกวนกับตำแหน่งของทารกในครรภ์.

ในขณะที่มีเนื้องอกมันอาจจะไม่ใช่สาเหตุในกรณีที่เกิดภาวะมีบุตรยาก ทางสถิติ 3% พบว่าเป็นสาเหตุว่าทำไมผู้หญิงคนหนึ่งอาจจะไม่สามารถที่จะมีลูก.[5] ส่วนใหญ่ของผู้หญิงที่มีเนื้องอกมดลูกจะมีผลการตั้งครรภ์ปกติ[6][7] ในกรณีที่มีเนื้องอกในมดลูกอาจเกิดอาการแทรกซ้อนในภาวะมีบุตรยาก, มักจะพบที่ตำแหน่งเนื้องอกมดลูกที่โพรงมดลูก (submucosal position คือเนื้องอกที่ตำแหน่งก้อนเนื้องอกโตขึ้นและดันเข้ามาในโพรงมดลูก และเนื้องอกมดลูกชนิดมีก้านยื่น โดยตำแหน่งก้อนเนื้องอกซึ่งโตขึ้นอาจดันพ้นออกมาที่ผิวด้านนอกของมดลูกหรือ อาจดันเข้ามาในโพรงมดลูก ตัวก้อนเนื้องอกจะยึดติดกับมดลูกด้วยก้านเล็ก ๆ) และเนื้องอกในตำแหน่งนี้จะรบกวนการทำงานของเยื่อบุมดลูกและความสามารถในการฝังตัวอ่อนของเอ็มบริโอ.[5] นอกจากนี้ยังมีเนื้องอกขนาดใหญ่อาจบังหรือปิดกั้นท่อนำไข่

พยาธิสรีรวิทยา[แก้]

เมื่อเลาะเนื้องอกกล้ามเนื้อมดลูก – ทางด้านซ้ายคือพื้นผิวด้านนอก,ส่วนที่เป็นพื้นที่ด้านที่ตัดจะเป็นรูปทางด้านขวา

เนื้องอกมดลูกจะปรากฏขึ้นรอบๆ มีขอบเขตเด่นชัด (แต่ไม่มีถุงหุ้ม), เป็นก้อนแข็งที่มีสีขาวหรือสีน้ำตาล, และจะแสดงลักษณะเป็นเนื้อเยื้อวงกลมมีขนาดแตกต่างกันไป ซึ่งต้องมองผ่านกล้องจุลทรรศน์เพื่อดูความผิดปกติทางโครงสร้างที่ค่อนข้างใหญ่. โดยปกติเนื้องอกมีขนาดเท่าผลส้มโอหรือใหญ่กว่านั้นจะสามารถรู้สึกตัวเองโดยผู้ป่วยผ่านผนังหน้าท้อง

ภาพถ่ายผ่านกล้องจุลทรรศของเนื้องอกมดลูกชนิดกล้ามเนื้อเรียบชนิดไม่อันตราย. H&E stain.

เมื่อดูจากกล้องจุลทรรศน์เซลล์มะเร็งมีลักษณะคล้ายกับเซลล์ปกติ (มีลักษณะเรียวยาวเป็นรูปไข่, มีรูปร่างเหมือนกระสวย,ใจกลางมีรูปร่างเหมือนบุหรี่) และการรวมกลุ่มในรูปแบบที่มีทิศทางที่แตกต่างกัน (มีลักษณะที่เป็นก้นหอย)เซลล์เหล่านี้มีความเหมือนกันในขนาดและรูปร่าง, เป็นกระบวนการแบ่งเซลล์ที่พบได้ยาก มีสามสายพันธุ์ที่เป็นอันตราย คือ 1.bizarre (เกิดความผิดปกติ) 2. cellular และ 3. mitotically

เมื่อมีการตรวจพบจุดเล็ก ๆ ในนิวเคลียสที่เด่นชัด (nucleoli) ที่มีรัศมีที่ใกล้ชิดกับตัวนิวเคลียสควรแจ้งเตือนอายุรเวชเพื่อตัวสอบความเป็นไปได้ของอาการก้อนเนื้องอกที่มาจากกรรมพันธ์ที่พบได้ยากและตรวจเพื่อหาเซลล์มะเร็งที่ไต[8]

ตำแหน่งและการจัดกลุ่ม[แก้]

ภาพแผนผังของชนิดเนื้องอกต่างๆในมดลูก: a=เนื้องอกมดลูกที่ผิวด้านนอกมดลูก(Subserosal fibroids) , b=เนื้องอกที่กล้ามเนื้อมดลูก(Intramural fibroids) , c=เนื้องอกมดลูกที่โพรงมดลูก(Submucosal fibroid), d=เนื้องอกมดลูกชนิดที่มีก้านใต้เยื่อบุ(pedunculated submucosal fibroid), e=เนื้องอกปากมดลูก(fibroid in statu nascendi), f=เนื้องอกของเอ็น(fibroid of the broad ligament)

การเจริญเติบโตและตำแหน่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตรวจสอบเนื้องอกที่จะนำไปสู่​​การเกิดอาการและปัญหา[3] เนื้องอกที่มีขนาดเล็ก ๆ อาจจะมีอาการหากตั้งอยู่ภายในตำแหน่งที่โพรงมดลูก ในขณะคนที่เป็นเนื้องอกมดลูกที่มีขนาดใหญ่แต่เป็นที่ด้านนอกของมดลูกอาจจะไปไม่มีอาการให้สังเกตเห็น ตำแหน่งที่ตั้งที่แตกต่างกันมีทำให้มีการจัดกลุ่มดังนี้

  • เนื้องอกที่กล้ามเนื้อมดลูก (Intramural fibroid) นี้ตั้งอยู่ภายในผนังของมดลูกและเป็นชนิดที่พบมากที่สุด ในกรณีที่มีขนาดใหญ่ที่พวกเขาอาจจะไม่มีอาการ เนื้องอกเริ่มต้นก่อนตัวอยู่ภายในจากก้อนขนาดเล็กที่ผนังกล้ามเนื้อของมดลูก ด้วยเวลาพอสมควรเนื้องอกภายในอาจขยายเข้ามาก่อให้เกิดการบิดเบือนและการยืดตัวของโพรงมดลูก
  • เนื้องอกที่ผิวด้านนอกมดลูก(Subserosal fibroid)เป็นเนื้องอกที่ตั้งอยู่ภายใต้พื้นผิวที่เป็นเนื้อเยื่อส่วนนอกของเนื้อเยื่อบุผิว(ช่องท้อง) ของมดลูกและจะกลายเป็นขนาดใหญ่มาก เนื้องอกยังสามารถงอกออกมาเป็นปุ่มเล็กๆกลายเป็นเนื้องอกที่มีก้านออกมาเติบโตแยกออกมาจากมดลูกกลายเป็น parasitic leiomyoma เป็นส่วนที่แยกออกจากก้อนเนื้องอกเดิมออกไป โดยได้รับเลือดมาเลี้ยงจากอวัยวะอื่นในอุ้งเชิงกราน
  • เนื้องอกมดลูกที่โพรงมดลูก (Submucosal fibroid) ตั้งอยู่ในกล้ามเนื้อใต้เยื่อบุโพรงมดลูกและมีลักษณะบิดเบี้ยวอยู่ในโพรงมดลูกแม้จะมีแค่ขนาดเล็กๆ แต่เมื่ออยู่ในตำแหน่งนี้ก็อาจทำให้เกิดเลือดออกและเกิดภาวะมีบุตรยาก ก้านที่อยู่ในโพรงเรียกว่าเนื้องอกที่ก้านเล็กๆสามารถที่ผ่านไปยังปากมดลูก
  • เนื้องอกในมดลูก (Cervical fibroids) ตั้งอยู่ในผนังปากมดลูก (คอของมดลูก) เป็นเนื้องอกที่ไม่ค่อยมีการพบบ่อยนัก (เส้นเอ็นที่ยึดมดลูก, แผ่นเอ็น, หรือเอ็นใต้กระดูที่อยู่บริเวณใต้กระเบนเหน็บ) ของมดลูกเนื้อเยื่อของกล้ามเนื้อเรียบ.

เนื้องอกอาจมีก้อนเดียวหรือหลายก้อน เนื้องอกส่วนใหญ่จะเริ่มต้นจากภายในที่เป็นชั้นของกล้ามเนื้อของมดลูกมีการเจริญเติบโตต่อไป เนื้องอกอาจจะเจริญเติบโตออกไปทางด้านนอกของมดลูกหรือจะเจริญเติบโตต่อเข้าไปภายใน การเปลี่ยนแปลงพัฒนาตัวภายใต้ของเนื้องอกทำให้มีผลถัดมาก็คือ การตกเลือด, เปลียนเป็นเนื้อร้าย, มีแคลเซียมเกาะ, และมีการเปลี่ยนแปลงที่กระเพาะปัสสวะ(เนื้องอกเบียดกระเพราะปัสสวะทำให้เกิดปัสสวะบ่อย)

เนื้องอกนอกมดลูกที่มีต้นกำเนิดมาจากมดลูก, เนื้องอกที่แพร่กระจายไปเป็นเนื้อร้าย[แก้]

เนื้องอกในมดลูกเริ่มต้นมาจากมดลูกแล้วต่อไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย, บางครั้งเรียกว่า ก้อนเนื้อปรสิต (parasitic myomas) ในอดีตพบได้ไม่บ่อยนัก แต่ในปัจจุบันมีการวินิจฉัยว่ามีความถี่ของคนเป็นเนื้องอกมากขึ้น เนื้องอกอาจจะเกี่ยวข้องหรือเป็นแบบเดียวกันที่แพร่กระจายไปยังกล้ามเนื้อ

เนื้องอกมดลูกส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับฮอร์โมนแต่อาจะมีภาวะแทรกซ้อนเป็นอันตรายถึงชีวิตหากเนื้องอกขยายใหญ่ไปไกลถึงอวัยวะอื่นๆ บางแหล่งข้อมูลชี้ให้เห็นว่าในกรณีที่มีภาวะแทรกซ้อนอยู่ในช่วงปลายของการผ่าตัดเนื้องอกของกล้ามเนื้อมดลูกหรือผ่าตัดมดลูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผ่าตัดเนื้องอกกล้ามเนื้อมดลูกโดยวิธีส่องกล้องเพื่อดูชิ้นเนื้อแล้วผ่านทางหน้าท้องที่มีการปั่นชิ้นเนื้อให้เป็นชิ้นเนื้อเล็กๆ แล้วดูดออกมาผ่านท่อ มีส่วนเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นอย่างมากของภาวะแทรกซ้อนนี้(ผลอันเนื่องมาจากชิ้นเนื้องอกที่มีขนาดใหญ่).[9][10][11][12][13]

สิ่งที่ทำให้เงื่อนไขยากขึ้นอยู่กับการแพร่กระจายของเนื้องอก เนื้องอกชนิดที่ไม่เป็นอันตรายแต่เมื่ออยู่ในตำแหน่งบางตำแหน่งก็อาจเป็นอันตรายได้เหมือนกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตำแหน่งการเกิดของเนื้องอกเป็นสำคัญ.[14]

  • เนื้องอกในกล้ามเนื้อมีการกดทับหลอดเลือด เนื้องอกที่ปรากฏว่าไปกดทับการไหลเวียนหลอดเลือดแต่พบว่าไม่มีความเสี่ยงที่จะเกิดซ้ำ
  • ไลโอไมโตมาโอสีสภายในหลอดเลือดดำ, เนื้องอกกล้ามเนื้อมดลูกเติบโตขึ้นในหลอดเลือดดำที่แหล่งของมันคือเนื้องอกมดลูด เมื่อมีการเกี่ยวข้องกับหัวใจอาจจะทำให้เสียชีวิตได้
  • เนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงเมื่อกระจายไปยังกล้ามเนื้อ, เนื้องอกเมื่อเจริญเติบโตไปยังพื้นที่ไกลขึ้นเช่น ปอดและต่อมน้ำเหลืองที่มีแหล่งที่มาไม่ชัดเจน ถ้ามีความเกี่ยวข้องกับปอดอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
  • เมื่อมีการแพร่กระจายไปยังไลโอไมโอมาโตสีสภายในหลอดเลือดดำในช่องท้อง,เนื้องอกที่โตกระจัดกระจายบนเยื่อบุช่องท้องและพื้นผิวของเยื่อแขวนกระเพาะในช่องท้อง(omental surfaces) ที่มีแหล่งกำเนิดมาจากเนื้องอกมดลูก มีลักษณะคล้ายกับเนื้องอกร้ายแต่ปฏิบัติตัวเป็นเนื้องอกไม่ร้ายแรง

พยาธิกำเนิด[แก้]

เนื้องอกมดลูกที่ผิวด้านนอกมดลูกที่มีขนาดใหญ่(large subserosal fibroid)

เนื้องอกกล้ามเนื้อมดลูกมาจากต้นตระกูลเนื้องอก และประมาณ 40 to 50% แสดงถึงโครโมโซมของเซลล์ที่ตรวจพบความผิดปกติของโครโมโซม ปัจจุบันความถี่ที่เกิดไม่สัมพันธ์กับพันธุกรรม กระบวนการเปลี่ยนแปลงเฉพาะของโปรตีน MED12 ได้ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นร้อยละ 70 ของเนื้องอก[15]

สาเหตุที่ทำให้เกิดเนื้องอกนั้นยังไม่เป็นที่ชัดเจน แต่จากสมมติฐานจากงานที่ทำอยู่ในปัจจุบันคือ ความบกพร่องทางพันธุกรรม, เปิดรับฮอร์โมนก่อนคลอดบุตรและมาจากผลกระทบของฮอร์โมน, ปัจจัยที่ทำให้เนื้องอกเจริญเติบโตและสารซีโนเอสโตรเจน (xenoestrogens คือสารที่มีโครงสร้างคล้ายฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตรเจน ส่งผลให้ภาวะไม่สมดุลของฮอร์โมนมากไปกว่าเดิมที่เป็นอยู่) ซึ่งเป็นสาเหตุให้เนื้องอกเจริญเติบโต ปัจจัยเสี่ยงที่เป็นที่รู้กันก็คือผู้ที่มีเชื้อสายชาวแอฟริกา, ผู้ที่ไม่เคยบุตร (nulliparity), โรคอ้วน, กลุ่มอาการรังไข่มีถุงน้ำจำนวนมาก, โรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง[16]

การเติบโตของเนื้องอกขึ้นอยู่กับฮอร์โมนเอสโตรเจนและฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (progesterone) แม้ว่าทั้งฮอร์โมนเอสโตรเจนและฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนจะมีความสัมพันธ์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องให้เกิดการเจริญเติบโตของเนื้องอกแต่ในบางสถานการณ์การเติบโตก็มีข้อจำกัด ซึ่งขัดแย้งกับเนื้องอกที่ไม่ค่อยเจริญเติบโตได้ในระหว่างการตั้งครรภ์ แม้ว่าจะมีสเตอรอยด์ฮอร์โมนที่สูงมาก และการตั้งครรภ์ค่อนข้างแน่นอนว่ามีผลที่ช่วยให้เกิดการป้องกันสำหรับผู้ที่ไม่เคยเป็นเนื้องอกได้[2] การป้องกันอาจจะแค่สื่อกลางบางส่วนระหว่างฮอร์โมนเอสโตรเจนและตัวรับของฮอร์โมนออซิโทซิน (oxytocin receptor: ออกซิโทซิน เป็นฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองส่วนหลัง ทำหน้าที่กระตุ้นกล้ามเนื้อเรียบของอวัยวะภายในหลายชนิด เช่น ช่วยในการเคลื่อนที่ของอสุจิจากในช่องคลอด ช่วยกระตุ้นให้กล้ามเนื้อมดลูกบีบตัวขณะคลอด และช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อรอบ ๆ ต่อมน้ำนมให้ขับน้ำนมออกมาเลี้ยงลูก)[17]

มีความเชื่อว่าฮอร์โมนเอสโตรเจนกับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนมีส่วนเพิ่มจำนวนของเซลล์เนื้องอกและมีอิทธิพลทั้งทางตรงและทางอ้อมที่เป็นปัจจัยการเจริญเติบโตของเนื้องอก, ไซโตไคน์ (cytokines:ทำหน้าที่ในการสื่อสารระหว่างเซลล์)และปัจจัยที่ทำให้เซลล์นั้นตายลง (apoptotic factors) เช่นเดียวกับฮอร์โมนอื่นๆ นอกจากนี้การทำงานของฮอร์โมนเอสโตรเจนและฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนปรับเปลี่ยนโดยมีการส่งสัญญาณคุยข้ามกันระหว่างฮอร์โมนเอสโตรเจน,ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนและฮอร์โมนโพแลกติน (ฮอร์โมน Prolactin เป็นฮอร์โมนอีกชนิดหนึ่งซึ่งสร้างจากต่อม Pituitary ทำหน้าที่พัฒนาต่อมน้ำนมและกระตุ้นให้มีการหลั่งน้ำนมออกมา) ที่เป็นตัวควบคุมการแสดงออกตามลำดับของตัวรับนิวเคลียส เชื่อกันว่าฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นตัวควบคุมเสริมให้เจริญเติบโตโดย up-regulating ของสิ่งต่างๆ ต่อไปนี้

IGF-1 (IGF-1 มีหน้าที่กระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์การเสริมสร้างกระดูกอ่อน,เซลล์กล้ามเนื้อ รวมถึงมีการกระตุ้นการสังเคราะห์โปรตีนในกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่ออื่นๆ อีกด้วย),

EGFR (Estimated Glomerular Filtration Rate เป็นค่าที่เราใช้เพื่อประเมินการทำงานของไต),

TGF-beta (Transforming growth factor beta 1 เป็นโกร๊ทแฟคเตอร์ที่มีบทบาทอย่างมากในเมตาบอลิซึมของเซลล์กระดูกและฟัน),

TGF-beta3 (Transforming growth factor beta 3 เป็นชนิดของโปรตีนที่เรียกว่าไซโตไคน์)

PDGF (PLatelet-Derived Growth Factor เป็นหนึ่งในปัจจัยการเจริญเติบโตจำนวนมากหรือโปรตีนที่ควบคุมการเจริญเติบโตของการแบ่งเซลล์) และเป็นตัวส่งเสริมให้เซลล์ของกล้ามเนื้อที่มีความผิดปกติอยู่รอดโดยไปควบคุม p53 เพิ่มตัวปัจจัยยับยั้งอะพอพโทซิส (anti-apoptotic) ของ PCP4(Purkinje cell protein 4 คือ โปรตีนของมนุษย์จะถูกเข้ารหัสโดยยีน PCP4) และสัญญาณว่ามันไม่สามารถเข้ากันได้กับ PPAR-gamma ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเป็นตัวเร่งให้ให้ก้อนเนื้อเจริญเติบโตขึ้นอยู่กับการควบคุม EGF, TGF-beta1 และ TGF-beta3, และยังมีส่วนช่วยให้มันอยู่รอดโดยผ่านการควบคุมการเจริญเติบโตจากสาร Bcl-2 และลดการเจริญเติบโตโดย TNF-alpha ส่งผ่านเพื่อให้เนื้องอกอยู่รอดผ่านควบคุมโดยส่งผ่าน Bcl-2 [18][19][20]ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการขยายการเจริญเติบโต (TGIF) ที่จะเพิ่มขึ้นของกล้ามเนื้อเมื่อเปรียบเทียบกับกล้ามเนื้อมดลูก[21] TGIFอาจเกิดการปล่อยสาร TGF-β เป็นเส้นทางในเซลล์กล้ามเนื้อมดลูก[21]

เนื้องอกในวัยหมดประจำเดือนจะพบสาร ER-beta, ER-alpha และตัวรับของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน มีการหลั่งออกมามากเกินไป, เนื้องอกในวัยหมดประจำเดือนซึ่งพบได้ยากและจะพบว่ามีการหลั่งสาร ER-beta มากเกินไปแบบมีนัยสำคัญ.[22] ในการศึกษาส่วนใหญ่มีการพบความหลากหลายการเข้ารหัสยีนส์ ER and PR ซึ่งก็ไม่มีส่วนสัมพันธ์บประชากรผิวขาว[23][24] อย่างไรก็ตามความพิเศษรูปแบบพันธุกรรมของ ER-alpha จะพบว่ามีความสำพันธ์กับการเกิดและขนาดของเนื้องอก เนื้องอกกลุ่มนี้พบได้มากกับพันธุกรรมของกลุ่มผู้หญิงผิวดำ[25]

เนื้องอกมดลูกมีความไวต่อการกระตุ้นมากกว่ากล้ามเนื้อมดลูกปกติ ตัวรับ PPAR-gamma ยืนยันผลลัพธ์ว่าได้ลดการดำรงอยู่และการตายของเซลล์เนื้องอก กลไกก็คือ สื่อสารส่งสัญญาณเชิงลบเส้นทางคุยกันระหว่าง ER และ PPAR หลายๆ PPAR-gamma ลิแกนด์ (Ligands ในทางเคมีคือสสารภายนอกเซลล์ที่เชื่อมต่อกับตัวรับ) เมื่อพิจารณาว่ารักษาดูแลได้อย่างมีสมรรถภาพ[26] PPAR-gamma อะโกนิสต์ (agonists เป็นสารที่เมื่อเชื่อมต่อกับตัวรับทางชีวเคมี แล้วทำให้เกิดการกระตุ้นกลไกตอบสนองของเซลล์) อาจจะต่อต้านกับการเจริญเติบโตของเนื้องอก โดยร่วมกับกลไกของระบบอื่นอีกหลายๆ ตัว ยกตัวอย่างเช่น TGF-beta3 เป็นตัวยับยั้งอาการ[27]

โรคความดันโลหิตสูง ก็มีความสัมพันธ์กับเนื้องอก ถึงแม้ว่าความสัมพันธ์ในเชิงสาเหตุในทางสมมุติฐานอาจจะไม่ใช่ทั้งหมดอาจทำให้เป็นหลอดเลือดแข็งตัวเวลาได้รับบาดเจ็บที่หลอดเลือดมดลูก และเป็นผลทำให้เกิดผลบทบาทสำคัญเมื่อเกิดสภาพการอักเสบ นอกจากนี้ต่อมไร้ท่อเป็นปัจจัยที่มีความเกี่ยวข้องกับความดันเลือดเช่น Angiotensin II (Angiotensin II เป็นสารสำคัญในเลือดและในเนื้อไตเองโดยแสดงฤทธิ์ต่างๆ คือ 1.ฤทธิ์ต่อหลอดเลือดและหัวใจ 2.ฤทธิ์ต่อไต 3.ฤทธิ์ต่อต่อมหมวกไต 4.ฤทธิ์ต่อระบบประสาท)เป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดเนื้องอกผ่านตัว Angiotensin II type 1 receptor.[28][29]

ฮอร์โมนเพศชาย (Aromatase) และสาร 17beta-hydroxysteroid dehydrogenase คือ แสดงค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานในเนื้องอก แสดงให้เห็นว่าเนื้องอกสามารถที่จะเปลี่ยนแปลหมุนเวียนแอนโดรสตีนไดโอน(Androstenedione นั่นคือสารกระตุ้นฮอร์โมนที่เป็นสารแนะนำของฮอร์โมนเพศชาย) ในเอสตาไดออล(estradiol คือระดับฮอร์โมนในเพศหญิง)[30] กลไกที่คล้ายกันเป็นปฏิบัติการที่ขยายความในเรื่องโรคเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่(endometriosis) และโรคเยื่อบุโพรงมดลูกอื่น ๆ[31] การยับยั้งการทำางานของเอนไซม์ของฮอร์โมนเพศชายที่มีหน้าที่เปลี่ยนแอนโดรเจนเป็นเอสโตรเจน คือปัจจุบันถือว่าเป็นการรักษาบางอย่างในทางที่เป็นไปได้ที่จะยับยั้งการผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนในเนื้องอกในขณะที่มันยังไม่ใหญ่นักแต่ก็มีผลกระทบต่อการผลิตรังไข่ของฮอร์โมนแอสโตรเจน (และระดับของระบบของร่างกาย) ฮอร์โมนเพศชายจะใช้วิธีการตรวจเพื่อตรวจสอบว่าถ้ายีนใดมีความผิดปกติยีนนั้นจะสร้างโปรตีนมากกว่าปกติที่เด่นชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้หญิงแอฟริกาอเมริกัน[32]

สาเหตุทางพันธุกรรมและการถ่ายทอดทางพันธุกรรม คือ ได้รับการพิจารณาและอีกหลายอย่างทางระบาดวิทยา ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าอิทธิพลทางพันธุกรรมมากโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระดับแรกมีความเสี่ยง 2.5 เท่า และ ความเสี่ยงใกล้กับ 6 เท่าเมื่อพิจารณาในกรณีที่มีอาการเริ่มต้นไปแล้ว ฝาแฝดที่มีไข่ใบเดียวกัน (Monozygotic twins) มีอัตราการสอดคล้องว่าอาจจะมีการผ่าตัดมดทั้งคู่เมื่อเทียบกับฝาแฝดที่เกิดจากไข่คนละใบ(dizygotic twins)[33]

เช่น แผลเป็นนูน, เนื้องอก ไม่ผลิตสารเคลือบเซลล์ภายนอก จากการศึกษาล่าสุดชี้ให้เห็นว่ากระบวนการนี้อาจเป็นตัวแทนที่แสดงให้เห็นการตอบสนองที่ผิดปกติของการขาดเลือดและกลไกการบีบตัวของเนื้อเยื่อ [34] มีปัจจัยหลายอย่างเป็นส่วนประกอบอย่างมีนัยสำคัญสัญญาณของเส้นทางของสารเคลือบเซลล์ (extracellular signaling pathways) อย่างเช่น ERK1 และ ERK2, ซึ่งบอกได้ว่าเนื้องอกนั้นได้รับอิทธิพลอย่างชัดเจนมาจะฮอร์โมน[35] น่าประหลาดและแตกต่างจากเงื่อนไขอื่นๆ อย่างมากที่มีเรื่องผังผืดมากเกี่ยวข้องด้วยมีการตรวจพบยีนส์ Cyr61 ในเนื้องอกและมีการพบกระบวนการที่เซลล์ลดปริมาณขององค์ประกอบของเซลล์ในเนื้องอก[36]

Cyr61 เป็นที่รู้กันดีว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยหยุดยั้งเนื้องอกและกลไกการสร้างเลือดใหม่ (angiogenesis) การลดความหนาแน่นของหลอดเลือดเป็นการลดขนาดของเนื้องอกลงได้[36]

การวินิจฉัย[แก้]

ในขณะที่ตรวจสอบโดยการใช้มือคลำ 2 มือมักจะสามารถเจอการปรากฏของก้อนเนื้องอกสำหรับเนื้องอกที่มีขนาดใหญ่,พบจากคลื่นความถี่สูงของทางสูตินารีแพทย์ (อัลตร้าซาวด์) มีการพัฒนาเป็นเครื่องมือมาตรฐานในการประเมินสำหรับเนื้องอกในมดลูก. การตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงจะสามารถเห็นเนื้องอกที่มีกลุ่มก้อนแตกต่างกัน ซึ่งมักจะทำให้เกิดเงาของแสงอัลตร้าซาวด์ การตรวจอัลตราซาวด์สามารถตรวจสอบได้ทั้งขนาดและตำแหน่ง นอกจากนี้ยังมีการถ่ายภาพด้วยคลื่นสนามแม่เหล็ก (MRI) สามารถใช้ในการกำหนดภาพของขนาดและตำแหน่งของเนื้องอกในมดลูกได้

การถ่ายภาพรังสีไม่สามารถแยกแยะระหว่างเนื้องอกธรรมดาไม่ร้ายแรงกับเนื้อร้ายได้ อย่างไรก็ตามเมื่อตรวจภายหลังค่อนข้างหายากที่จะเห็นก้อนเนื้องอกเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วหรือการเจริญเติบโตที่ไม่คาดคิด เช่นการขยายตัวของเนื้องอกหลังวัยหมดประจำเดือน จะเพิ่มระดับความสงสัยได้ว่าเนื้องอกนั้นอาจจะเป็นก้อนเนื้อมะเร็ง โดยเนื้องอกอาจจะพัฒนาเป็นมะเร็งได้สูงโดยดูจากตำแหน่งที่เนื้องอกที่ขยายไป การศึกษาเมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้ชี้ให้เห็นว่าความสามารถในการวินิจฉัยโดยใช้ MRI มีการปรับปรุงความสามารถในการตรวจหารอยของโรคทางด้านเนื้องอกได้[37] การผ่าตัดชิ้นเนื้อเพื่อนำไปตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ(Biopsy)จะดำเนินการน้อยมากและหากดำเนินการจะไม่ค่อยมีการวินิจฉัย ควรจะมีการวินิจฉัยที่ก้อนเนื้องอกถ้ามีความไม่แน่ใจหลังจากการทำอัลตร้าซาวด์และภาพถ่ายจาก MRI ซึ่งชี้ให้เห็นข้อบ่งชี้โดยทั่วไป

เทคนิคการถ่ายภาพอื่น ๆ ที่อาจจะเป็นประโยชน์โดยเฉพาะในการประเมินผลของรอยโรคที่มีผลต่อโพรงมดลูกในการตรวจก็จะมี การตรวจท่อน้ำไข่และโพรงมดลูก (hysterosalpingography) หรือ การอัลตร้าซาวน์น้ำเพื่อดูสภาพภายในมดลูก (sonohysterography)

อาการผิดปกติ[แก้]

เนื้องอกที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเลือดออกมากจากช่องคลอดมีโอกาสทำให้เป็นโรคโลหิตจาง และการขาดธาตุเหล็ก ผลกระทบจากความดันทำให้มีปัญหาที่กระเพาะอาหารทำให้เกิดอาการ เช่น อาการท้องผูก (constipation) และอาการท้องอืดก็เป็นไปได้. การที่เนื้องอกเข้าไปเบียดที่ไตอาจนำไปสู่ภาวะไตเสื่อมมีน้ำคั่ง เนื้องอกอาจจะแสดงอาการควบคู่ไปกับโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (endometriosis) ซึ่งอาจจะทำให้เกิดสาเหตุภาวะมีบุตรยาก โรคที่มีการฝังตัวของเยื่อบุมดลูกในชั้นกล้ามเนื้อมดลูก (Adenomyosis) อาจถูกทำให้เข้าใจผิดหรืออยู่ร่วมกับเนื้องอก

ในกรณีที่หายากมากที่เป็นเนื้องอกจะเป็นชนิดร้ายแรง (มะเร็ง) การเจริญเติบโตของมะเร็งกล้ามเนื้อเรียบมดลูก(leiomyosarcoma)ที่กล้ามเนื้อมดลูกที่สามารถพัฒนาออกไป[38] ในกรณีนี้หาได้ยากมากในเนื้องอกมดลูกอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งหรืออาการเริ่มต้นของพันธุกรรมของไลโอไม่โอมาโตสีสภายในหลอดเลือดดำและอาการเซลล์มะเร็งที่ไต (hereditary leiomyomatosis and renal cell cancer)

การรักษา[แก้]

เนื้องอกส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องรักษาเว้นแต่เนื้องอกเหล่านี้จะก่อให้เกิดอาการ เนื้องอกจะมีขนาดลดลงเมื่อถึงวัยหมดประจำเดือน และเป็นเรื่องปกติที่เนื้องอกจะทำให้เกิดปัญหา

เนื้องอกในมดลูกอาการสามารถรักษาได้โดย

  • ยาเพื่อควบคุมอาการ
  • ยาที่มีเป้าหมายในการลดขนาดของเนื้องอก
  • การอัลตร้าซาวด์เพื่อทำลายเนื้องอก
  • การผ่าตัดลอกเนื้องอกมดลูก หรือ การผ่าตัดด้วยคลื่นวิทยุ
  • การตัดมดลูก
  • การอุดเส้นเลือดแดงที่ไปเลี้ยงมดลูกและเนื้องอกของมดลูก(uterine artery embolization)

ผู้หญิงที่ประเมินว่าควรได้รับการรักษาจะดูที่ศูนย์กลางของเนื้องอกมดลูกซึ่งมีหลายทางเลือกและการรักษาส่วนใหญ่จะดูว่าจะรักษามดลูกอย่างน้อยที่สุดรักษาในส่วนที่แพร่กระจาย[39]

การใช้ยา[แก้]

จำนวนของยาที่ใช้ในการควบคุมอาการที่เกิดจากเนื้องอก ยาลดการอักเสบ (NSAIDs) สามารถใช้ในการลดความเจ็บปวดประจำเดือน ยาเม็ดคุมกำเนิดมีฤทธิ์ที่จะลดเลือดออกในมดลูกและอาการปวด.[5] โรคโลหิตจางอาจจะต้องได้รับการรักษาด้วยการเสริมธาตุเหล็ก

อุปกรณ์หรือยาที่ใช้คุมกำเนิด (Levonorgestrel intrauterine devices) ที่มีประสิทธิภาพสูงในการควบคุมการไหลเวียนของเลือดประจำเดือนและการปรับสมดุลอาการอื่น ๆ. ผลข้างเคียงจะอยู่ในระดับปานกลาง ยาเม็ดคุมกำเนิด (levonorgestrel , progestin) จะถูกให้ในปริมาณไม่มาก. ขณะนี้มีหลักฐานมากมายที่ยาเม็ดคุมกำเนิด(Levongestrel-IUDs)ช่วยบรรเทาอาการที่ดีสำหรับผู้หญิงที่มีเนื้องอก.[40] ในขณะที่การศึกษายาคุมกำเนิดส่วนใหญ่ (Levongestrel-IUD) จากการศึกษาอย่างหนักว่ามีการให้การรักษากับผู้หญิงที่ยังไม่มีเนื้องอกนั้นผลการรายงานว่าได้ผลดี โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีเนื้องอกนั้นทำให้ขนาดลดลง.[41][42][43]

ไดนาซอล (Danazol เป็นยาคุมฉุกเฉิน) ใช้รักษาที่มีประสิทธิภาพเพื่อควบคุมอาการและลดขนาดเนื้องอก การใช้งานจะถูกจำกัดเนื่องจากผลข้างเคียงของยา กลไกของมันมีผลทำให้เกิดแอนตี้ฮอร์โมนแอสโตรเจน(ซึ่งจะไปลดฮอร์โมนเพศหญิง เช่น มีอาการบวมน้ำ ขนดก เสียงแตกพร่า เป็นต้น) จากประสบการณ์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงรายละเอียดความปลอดภัยและผลข้างเคียงที่สามารถแก้ไขได้โดยการใช้ยาแบบรอบคอบและระมัดระวังมากขึ้น[42]

Dostinex อยู่ในระดับปานกลางและมีความต้านทานได้ดีที่จะแสดงให้เห็นมี 2 กรณีศึกษาที่สามารถช่วยลดขนาดของเนื้องอกได้อย่างมีประสิทธิภาพแต่กลไกของการทำงานยังไม่มีความชัดเจน.[42][44]

Gonadotropin-releasing hormone analogs ช่วยในการหดตัวของเนื้องอกชั่วคราวโดยการลดระดับของฮอร์โมน เนื่องจากมีข้อจำกัดในการใช้ยาและผลข้างเคียงของมันจึงไม่แนะนำให้ใช้ยานี้ นอกจากจะใช้ก่อนการผ่าตัดเพื่อลดขนาดของเนื้องอกและก่อนผ่าตัดมดลูก โดยปกติแล้วจะใช้ยาไม่เกิน 6 เดือนหรือน้อยกว่านั้นเพราะหลังจากที่ได้ใช้ยานี้ก่อให้เกิดโรคกระดูกพรุน (osteoporosis) และภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ในวัยหมดประจำเดือน ในหลายๆ กรณีเนื้องอกจะเติบโตขึ้นมาใหม่หลังจากหยุดรักษา อย่างไรก็ตามแต่ก็มีประโยชน์หลายๆ อย่างอีกมากจากการรักษาสำหรับในบางกรณีในหลายรูปแบบที่เป็นไปได้ เช่น กล้ามเนื้อเดียวกันกับกลุ่มฮอร์โมน GnRH ด้วยสุตรการเพิ่มด้วยความตั้งใจที่จะลดผลกระทบของการขาดฮอร์โมน การเพิ่มหลายตัวเป็นไปได้ เช่น ยาทิมโบโลน (tibolone ยาที่ใช้รักษาสตรีหมดประเดือน), ยา raloxifene เป็นยาที่ใช้ป้องกันและรักษาภาวะกระดูกพรุนในหญิงวัยหมดประจำเดือน,ฮอร์โมนโพรเจสเทอโรนอย่างเดียว (progestogens) , ฮอร์โมนฮอร์โมนเอสโตรเจน และนำฮอร์โมนสองตัวมารวมกันทั้งฮอร์โมนโพรเจสเทอโรนและฮอร์โมนเอสโตรเจน [42]

Ulipristal acetate คือการสังเคราะห์การปรับตัวรับของฮอร์โมนโพรเจสเทอโรน (selective progesterone receptor modulator) ซึ่งได้รับการทดสอบในการทดลองแบบสุ่มในการทดลองเล็ก ๆ ซึ่งผลออกมาว่ามีผลดีสำหรับการรักษาเนื้องอก[45] เหมือนการปรับตัวรับของฮอร์โมนโพรเจสเทอโรนและการต่อต้านเนื้องอกที่ได้รับการรายงานเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เยื่อบุมดลูกทางจุลกายวิภาคศาสตร์ของเนื้อเยื่อ และในการศึกษาในระยะยาวยังไม่ถูกกำหนดความปลอดภัยขึ้น[45][46][47]

อร์โมนโปรเจสเทอโรน ยังมีการต่อต้าน เช่น ยาไมฟีพริสโทน (Mifepristone) ได้รับการทดสอบ มีหลักฐานว่ามันบรรเทาอาการบางอย่างได้และช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิต แต่เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงเนื้อเยื่อผลข้างเคียงที่ได้รับทำให้เกิดการตั้งข้อสังเกตในการทดลองหลายๆ อย่าง จึงไม่สามารถแนะนำให้ใช้ได้ ในขณะที่ยังมีการตั้งค่าการวิจัยกันอยู่[48][49][50] ตัวรับของฮอร์โมนโพรเจสเทอโรน (Selective progesterone receptor modulators) เช่น Progenta ซึ่งกำลังถูกได้รับการตรวจสอบข้อเท็จจริง

selective progesterone receptor modulator Asoprisnil ในปัจจุบันได้รับการทดสอบว่ามีแนวโน้มเป็นไปได้มากที่สุดที่สามารถใช้ในการรักษาเนื้องอก - โดยหวังว่าจะเกิดประโยชน์ในการต้านฮอร์โมนโพรเจสเทอโรนโดยไม่มีผลข้างเคียงกับผู้ทำการรักษา[42]

ความปลอดภัยในระยะยาวที่ใช้การการต้านฮอร์โมนโพรเจสเตอโรนที่ใช้การปรับที่ใช้การปรับตัวรับของฮอร์โมนโพรเจสเตอโรนยังไม่มีการจัดตั้งขึ้น[51]

Aromatase inhibitors (การทำงานของ Aromatase inhibitor คือ การยับยั้งการทำางานของเอนไซม์อโรมาเตสที่มีหน้าที่เปลี่ยนแอนโดรเจนเป็นเอสโตรเจน) ได้ถูกทดลองนำมาใช้ในการลดขนาดเนื้องอก ผลที่ได้มีความเชื่อกันว่าเป็นเพราะบางส่วนจากการลดระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจนและบางส่วนโดยการยับยั้งเฉพาะส่วนฮอร์โมนเพศชาย (Aromatase) ในเนื้องอก.[42] จากประสบการณ์ในการรักษาโดยการยับยั้งฮอร์โมนเพศชายของโรคเหยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ (endometriosis) เห็นได้ว่าสารยับยั้งฮอร์โมนเพศชายมีประโยชน์อย่างยิ่งในการทำงานร่วมกันในการยับยั้งการตกไข่ของฮอร์โมนโปรเจสโตเจน

รังสีวิทยาหลอดเลือดมดลูก[แก้]

Uterine artery embolization (UAE เป็นการรักษาโดยวิธีทางรังสีร่วมรักษาผ่านทางหลอดเลือดแดงเข้าไปอุดกั้นหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงเนื้องอกมดลูกโดยตรงทำให้เนื้องอกมดลูกมีขนาดเล็กลงและทำให้เนื้องอกดังกล่าวหายไปได้): คือจะปิดกั้นกระบวนการของหลอดเลือดเพื่อประสิทธิภายในการรักษาอาการของเนื้องอก โดยใช้เทคนิครังสีวิทยา (interventional radiology), โดยวิธีการทางรังสียับยั้งลดทั้งหลอดเลือดแดงอุดตันหรือทำลายมดลูก, เพื่อลดเส้นทางของเลือดที่ไปเลี้ยงยังเนื้องอก.[52] การรักษาวิธีนี้จะไม่แนะนำเมื่อต้องการที่รักษาปกป้องการเจริญพันธุ์เมื่อจะมีความเป็นไปได้ว่ามีการตั้งครรภ์.สายสวนขนาดเล็ก (ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง1 มิลลิเมตร) ใส่เข้าไปในเส้นเลือดแดงที่ระดับขาหนีบภายใต้ยาชาเฉพาะที่ ภายใต้การแนะนำใต้ภาพ รังสีแพทย์จะเข้าสู่วิธีการที่จะคัดเลือกทั้งหลอดเลือดแดงของมดลูกและฉีดอนุภาคขนาดเล็ก (500 ไมครอน) เป็นอนุภาคที่จะปิดกั้นการส่งเลือดไปยังเนื้องอก ผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวในขั้นตอนไม่กี่วัน ขั้นตอนของการทำ UAE นั้นจะส่งผลให้ปริมาณของโลหิตมีจำกัดที่ส่งไปยังเนื้องอกซึ่งจะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอกในอนาคตต่อไป,มีเลือดออกมากและเป็นไปได้ที่เนื้องอกมีขนาดเล็กลง

การศึกษาการศึกษาย้อนหลังแสดงให้เห็นว่ายูเออีมีผลกระทบที่ร้ายแรงน้อยมากกว่าการผ่าตัดมดลูก อัตราส่วนออด 0.25 (odds ratio 0.25) และอัตราที่เหมือนเป็นค่าความพึงพอใจ ในการศึกษานี้ มีผู้หญิง 86% ที่ได้รับการรักษาโดยวิธีการ UAE จะแนะนำการรักษาให้เพื่อน เมื่อนำไปเทียบกับ 70% ของผู้ที่รับการรักษาโดยการผ่าตัดมดลูก[53]

ในปี 1994, ดร.บรูซ แมคลูคัส (Dr. Bruce McLucas) เป็นผู้ทำการรักษาด้วยวิธีการ UAE สำเร็จเป็นคนแรกในประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่นั้นมาก็ได้มีการใช้วิธี UAE นี้ประสบความสำเร็จในผู้ป่วยนับพันคนทั่วโลก เขาเป็นหนึ่งในไม่กี่คนของสูตินรีแพทย์ของโลกที่มีความเชี่ยวชาญในการดำเนินการ UAE. ดร.แมคลูคัสยังฝึกอบรมแพทย์ทั่วโลกที่จะประสบความสำเร็จในการดำเนินการ UAE

การผูกหลอดเลือดในมดลูก[แก้]

การผูกหลอดเลือดในมดลูก (Uterine artery ligation) , บางครั้งก็ผ่าตัดผ่านกล้องเพื่อปิดกั้นหลอดเลือดแดงที่มดลูกเป็นวิธีการที่ลดการส่งเลือดไปเลี้ยงมดลูกโดยการผ่าตัดขนาดเล็กที่สามารถดำเนินการผ่านทางช่องคลอดหรือผ่าตัดผ่านทางกล้อง วิธีการและกลไกการรักษาจะคล้ายกับวิธีการ UAE แต่วิธีการดำเนินการจะง่ายและผลข้างเคียงน้อยกว่า[54][55][56] แต่ถ้าจะเปรียบเทียบกันแล้ว UAE เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพเหนือกว่าวิธีการนี้.[57]

การผ่าตัดด้วยคลื่นความถี่วิทยุ[แก้]

การผ่าตัดด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency ablation) คือหนึ่งในวิธีการในการรักษาเนื้องอกที่มีผลกระทบน้อย [58] เทคนิคของวิธีการนี้ก็คือ ใช้เส้นใยที่มีขนาดเล็กที่มีอุปกรณ์คล้ายเข็มเข้าไปในเนื้องอกผ่านทางช่องท้องและใช้ความร้อนของคลื่นความถี่วิทยุ(Radio-Frequency:RF) ปล่อยพลังงานไฟฟ้าเป็นผลให้เซลล์นั้นตาย การรักษาวิธีนี้เป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพสำหรับผู้หญิงที่มีเนื้องอกสำหรับผู้ที่ต้องการมีบุตรและไม่ต้องการที่จะผ่าตัดมดลูก

การผ่าตัดลอกเนื้องอกมดลูก[แก้]

การรักษาเนื้องอกโดยวิธีผ่าตัดผ่านทางกล้อง(laparoscopic surgery)
หลังจากการรักษาเนื้องอกกล้ามเนื้อมดลูกโดยวิธีผ่าตัดผ่านกล้อง(laparoscopic surgery)

การผ่าตัดลอกเนื้องอกมดลูก (myomectomy) คือ การผ่าตัดเอาเนื้องอกมดลูก 1 ก้อนหรือมากกว่านั้น เป็นได้รับการแนะนำเพิ่มเติมเมื่อใช้วิธีการรักษาวิธีอื่นไม่ได้ผลสำหรับผู้หญิงที่ต้องการที่ได้รับการผ่าตัดแบบสมบูรณ์และต้องการที่จะรักษามดลูกเอาไว้[59]

วิธีการที่จะผ่าตัดลอกเนื้องอกมดลูกมีอยู่ 3 วิธี:

  • การผ่าตัดส่องกล้อง (hysteroscopic myomectomy มักจะเรียกว่า transcervical resection) ซึ่งจะตัดเอาเนื้องอกออกด้วยใช้อุปกรณ์ที่เป็นแท่งยาวเรียกว่า Resectoscope เข้าไป ตัวนี้ตรงปลายจะมีกล้อง ผ่านช่องคลอดและปากมดลูกเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่แทรกผ่านช่องคลอดและปากมดลูกสามารถใช้พลังงานไฟฟ้าความถี่สูงในการผ่าตัดเนื้อเยื่อเนื้องอก
  • การผ่าตัดผ่านทางกล้อง (laparoscopic myomectomy) คือ เมื่อทำเสร็จแล้วจะเกิดแผลขนาดเล็กบริเวณใกล้กับสะดือ แพทย์จะใช้กล้องที่เรียกว่า Laparoscope และเครื่องมือที่จะใช้ผ่าตัดเพื่อเอาเนื้องอกออก จากการศึกษาแนะนำให้ผ่าตัดผ่านทางกล้องนั้นมีส่วนทำให้อัตราการเจ็บน้อย(morbidity) และฟื้นตัวได้รวดเร็วด้วยวิธีการนี้ [60]
  • การผ่าตัดเปิดทางช่องท้อง (laparotomic myomectomy : เป็นการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้องหรือช่องท้อง) เป็นขั้นตอนการผ่าตัดที่ช่วยเอาเนื้องอกออกจากมดลูกได้มากที่สุด แพทย์ที่ทำการผ่าตัดจะเปิดให้เกิดแผลในผนังช่องท้องและเอาเนื้องอกออกจากมดลูก

การตัดมดลูก[แก้]

การตัดมดลูก (Hysterectomy) เป็นวิธีการดั้งเดิมที่ใช้ในการรักษาเนื้องอก. ถึงแม้ว่าเวลาที่แนะนำวิธีการตัดมดลูกนั้นจะเป็นทางเลือกสุดท้ายก็ตาม เนื้องอกก็ยังเป็นสาเหตุสำคัญในการตัดมดลูกของหญิงชาวสหรัฐเมริกา

การทำลายเยื่อบุโพรงมดลูก[แก้]

การทำลายเยื่อบุโพรงมดลูก (Endometrial ablation) จะใช้ในกรณีที่มีเนื้องอกที่อยู่ภายในโพรงมดลูกและไม่ใช่เนื้องอกที่กล้ามเนื้อมดลูกและมีขนาดค่อนข้างเล็ก อัตราในการทำมีความล้มเหลวสูงและปรากฏว่ามีอัตราการเกิดเนื้องอกซ้ำสำหรับเนื้องอกที่มีขนาดใหญ่หรือเนื้องอกที่อยู่ในชั้นกล้ามเนื้อมดลูก

การใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแนะนำที่เน้นการอัลตราซาวด์[แก้]

การใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแนะนำที่เน้นอัลตราซาวด์ (MRgFUS:Magnetic Resonance guided Focused Ultrasound) คือ ส่วนที่งอกมาไม่แพร่กระจาย(จะต้องไม่มีแผล) โดยจะเน้นการใช้คลื่นอัลตราซาวด์ที่มีเข้มข้นสูงทำลายเนื้อเยื่อทำงานร่วมกับเครื่องตรวจวินิจฉัยโรคด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ซึ่งแนะนำและให้ติดตามการตรวจรักษา ในระหว่างขั้นตอนส่งพลังจากการอัลตราซาวด์เป็นเรื่องที่แนะนำและควบคุมโดยใช้ความร้อนจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า.[61] ผู้ป่วยที่มีอาการเนื้องอกผู้ที่มีความประสงค์ที่เลือกการรักษาที่แบบไม่แพร่กระจายและผู้ที่ไม่ข้อบ่งชี้ห้ามในการใช้เครื่อง MRI สมัครใจที่จะใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแนะนำที่เน้นอัลตราซาวด์ ผู้ป่วยที่มีคุณสมบัติในการรักษาวิธีมีประมาณ 60% ผู้ป่วยนอกจะใช้เวลาในการรักษาประมาณ 1-3 ชั่วโมงทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของเนื้องอกวิธีการนี้มีความปลอดภัยและได้ผลที่มีประสิทธิภาพประมาณ 75%[62] การดูแลอาการจะคงอยู่สองปีขึ้นไป[63] จำเป็นในการรักษาที่เพิ่มขึ้นแตกต่างกันไป 16-20% และเป็นส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับปริมาณของเนื้องอกที่สามารถเอาออกได้อย่างปลอดภัย ปริมาณที่เอาออกมากขึ้น ปริมาณที่กลับมารักษาอีกครั้งลดลง.[64] เมื่อเทียบกับตัวเลือกในการรักษาที่มีอยู่, ช่วยในการลดค่าใช้จ่ายสำหรับ MRgFUS ในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอังกฤษซึ่งพบว่าเป็นเหตุผลหนึ่งและใกล้เคียงกับการรักษาทางเลือก (การตัดมดลูก,ยาที่ใช้บำบัด, รังสีวิทยาหลอดเลือดมดลูก).[65][66] ขณะนี้ยังไม่มีการทดลองแบบสุ่มระหว่าง MRgFUS และ UAE ทดลองหลายศูนย์กำลังดำเนินการในการตรวจสอบประสิทธิภาพของ MRgFUS กับ UAE

ระบาดวิทยา[แก้]

มีคน 235 ล้านคนที่ได้รับผลกระทบจากการมีเนื้องอกมดลูกจากสถิติในปี 2010 (คิดเป็น 6.6% ของผู้หญิง).[67] ประมาณ 20–40% ของผู้หญิงได้รับวินิจฉัยว่าเป็นเนื้องอกมดลูกบางจุดแต่มีจำนวนเล็กน้อยที่จะมีปัญหาและต้องการการรักษา[3]

เนื้องอกมดลูกพบมากในผู้หญิงที่มีโรคอ้วน[68] เนื้องอกจะขึ้นอยู่กับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนและฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เติบโตและดังนั้นจึงมีความเกี่ยวพันธ์กันระหว่างช่วงปีที่มีการเจริญพันธุ์ และเนื้องอกเหล่านี้คาดว่าจะมีขนาดลดลงในวัยหลังหมดประจำเดือน

กลุ่มคนที่เกี่ยวกับกรรมพันธุ์[แก้]

ร่วมกับการสังเคราะห์กลุ่มไขมัน (fatty acid synthase) ที่ได้รับการรายงาน.[69]

คนในครอบครัวผู้ที่มีเนื้องอก[แก้]

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับหัวข้อนี้ โปรดดู Hereditary leiomyomatosis and renal cell cancer

อาการที่จะทำให้เกิดเนื้องอกมดลูกพร้อมกับเนื้องอกผิวหนัง (Reed’s syndrome) และมะเร็งที่ไต(renal cell cancer) ที่ได้รับการรายงาน.[70][71][72] จะมีความเกี่ยวข้องในการกลายพันธุ์ของยีนส์ที่ก่อให้เกิดเอนไซด์ฟูมาเรทไฮดร้าเทส(enzyme fumarate hydratase) ตั้งอยู่ในโครโมโซมคู่ที่ 1(chromosome 1:1q42.3-43) ซึ่งได้รับการถ่ายทอดพันธุ์กรรมเด่น

สหรัฐอเมริกา[แก้]

80% ของผู้หญิงชาวแอฟริกันอเมริกันที่มีเนื้องอกแบบไม่เป็นอันตรายในปลายวัย 40 ของเธอ ตามที่สถาบันแห่งชาติของวิทยาศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อม.[73] หญิงชาวแอฟริกันอเมริกามีโอกาส 2 ใน 3 ที่มีแนวโน้มที่เป็นเนื้องอกมากกว่าผู้หญิงผิวขาว.[68][74][75] ในผู้หญิงแอฟริกันอเมริกันเนื้องอกดูเหมือนจะเกิดขึ้นกับวัยของผู้ที่มีอายุน้อย, เติบโตได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น และมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดอาการ.[76] ซึ่งจะนำไปสู่การผ่าตัดมากขึ้นสำหรับผู้ป่วยชาวแอฟริกันอเมริกา,สำหรับการผ่าตัดลอกเนื้องอกมดลูกและการผ่าตัดมดลูก.[77] เพิ่มความเสี่ยงเนื้องอกในแอฟริกัน-อเมริกันที่จะนำไปสู่ประสบการณ์การรักษาที่เลวร้ายและเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดเนื้องอกก่อนวัยอันควรและการผ่าตัดคลอดของพวกเธอ.[77]

ยังไม่เป็นที่ชัดเจนนักว่าทำไมเนื้องอกจึงเกิดกับผู้หญิงที่แอฟริกัน-อเมริกันกันมาก. บางการศึกษาแสดงให้เห็นว่าผู้หญิงผิวดำผู้ซึ่งเป็นโรคอ้วนและมีความดันโลหิตสูงมีแนวโน้มที่จะเกิดเนื้องอก[77] หญิงผิวดำมีการบริโภคผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับนมน้อยกว่าหญิงผิวขาวและมีปริมาณแคลเซียมน้อยกว่า, แมกนีเซียมและฟอสฟอรัส, ในขณะที่ข้อมูลบางอย่างที่มีข้อบ่งชี้ให้เห็นว่าการบริโภคผลิตภัณฑ์เกที่ยวกับนมเพิ่มขึ้นในผู้หญิงแอฟริกัน-อเมริกันมีความสัมพันธ์กับการลดความเสี่ยงของเนื้องอก[78] มีความสัมพันธ์กับการใช้ผลิตภัณฑ์ของน้ำยายืดผม และค้นพบว่ามีความเสี่ยงของการพัฒนาของเนื้องอก, มีจำนวนความถี่ในการใช้น้ำยายืดผมของผู้หญิงชาวแอฟริกัน-อเมริกันที่จะอธิบายในเรื่องความเสี่ยงที่เป็นเนื้องอก[79]

การพยากรณ์โรค[แก้]

ประมาณ 1:1000[5] ของผู้ที่มีเนื้องอกที่กลายเป็นเนื้องอกร้ายแรงเป็นมะเร็งชนิดกล้ามเนื้อเรียบ(leiomyosarcoma) ในทางวิทยาทางเนื้อเยื่อ.จากสัญญาณว่าแผลหรือเนื้องอกนั้นจะเป็นมะเร็งและเติบโตขึ้นหลังจากวัยหมดระดู(menopause)[5] มีข้อสรุปเป็นมติของพยาธิวิทยาที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของเนื้องอกมดลูก (leiomyoma) ในก้อนเนื้อมะเร็ง (sarcoma) ในทางพยาธิวิทยาส่วนใหญ่เชื่อว่ามะเร็งชนิดกล้มเนื้อเรียบคือโรคใหม่(de novo disease)[ต้องการอ้างอิง].

การแพร่กระจาย[แก้]

มีเงื่อนไขมากมายที่มีส่วนในการแพร่กระจายของเนื้องอก เนื้องอกยังคงเติบโตแต่ก็เป็นอันตรายได้ก็ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของเนื้องอก[14]

สังคมและวัฒนธรรม[แก้]

กฎหมายของสหรัฐอเมริกา[แก้]

[2005 S.1289 bill] เรียกว่าคณะกรรมการสุขภาพ ชนชั้นแรงงานและบำเหน็จบำนาญแต่ไม่เคยผ่านร่างวุฒิสภาและลงคะแนนเสียง ได้เสนอเกี่ยวกับงานวิจัยเนื้องอกมดลูกและจาการศึกษา พระราชบัญญัติการศึกษาของปี 2005 กล่าวว่า 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คือการใช้จ่ายประจำทุกปีในการผ่าตัดมดลูกในแต่ละปี คิดเป็น 22% ของผู้หญิงแอฟริกัน-อเมริกันและ 7% ของผู้หญิงผิวขาว มีการเก็บเงินระดมทุนมากขึ้นเพื่อการวิจัยและการศึกษา นอกจากนี้ยังระบุว่ามีเงินจำนวน 28 ล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับ NIH,[80] 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่ถูกจัดสรรสำหรับเนื้องอกมดลูกในปี 2004

ในสัตว์อื่นๆ[แก้]

เนื้องอกมดลูกพบได้ยากสำหรับสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นๆ แม้กระนั้นก็ยังมีการตั้งข้อสังเกตในสุนัขและแมวน้ำสีเทาบอลติก (Baltic gray seals)[81]

อ้างอิง[แก้]

  1. uterine leiomyoma ใน พจนานุกรมศัพท์การแพทย์ดอร์แลนด์
  2. 2.0 2.1 Neiger R, Sonek JD, Croom CS, Ventolini G (2006). "Pregnancy-related changes in the size of uterine leiomyomas". The Journal of reproductive medicine. 51 (9): 671–674. PMID 17039693.
  3. 3.0 3.1 3.2 Wallach EE, Vlahos NF (August 2004). "Uterine myomas: an overview of development, clinical features, and management". Obstet Gynecol. 104 (2): 393–406. doi:10.1097/01.AOG.0000136079.62513.39. PMID 15292018.
  4. "Benign Uterine Fibroid Tumors (What to Know)". Women's Health. about.com.
  5. 5.0 5.1 5.2 5.3 5.4 American Society of Reproductive Medicine Patient Booklet: Uterine Fibroids, 2003
  6. Segars, J. H.; Parrott, E. C.; Nagel, J. D.; Guo, X. C.; Gao, X.; Birnbaum, L. S.; Pinn, V. W.; Dixon, D. (2014). "Proceedings from the Third National Institutes of Health International Congress on Advances in Uterine Leiomyoma Research: comprehensive review, conference summary and future recommendations". Human Reproduction Update. 20 (3): 309–333. doi:10.1093/humupd/dmt058. ISSN 1355-4786.
  7. Segars JH, Parrott EC, Nagel JD, Guo XC, Gao X, Birnbaum LS, Pinn VW, Dixon D (2014). "Proceedings from the Third National Institutes of Health International Congress on Advances in Uterine Leiomyoma Research: comprehensive review, conference summary and future recommendations". Hum. Reprod. Update. 20 (3): 309–33. doi:10.1093/humupd/dmt058. PMID 24401287.
  8. Garg K, Tickoo SK, Soslow RA, Reuter VE (2011). "Morphologic Features of Uterine Leiomyomas Associated with Hereditary Leiomyomatosis and Renal Cell Carcinoma Syndrome". The American Journal of Surgical Pathology. 35 (8): 1235–1237. doi:10.1097/PAS.0b013e318223ca01. PMID 21753700.
  9. Cucinella G, Granese R, Calagna G, Somigliana E, Perino A (2011). "Parasitic myomas after laparoscopic surgery: An emerging complication in the use of morcellator? Description of four cases". Fertility and Sterility. 96 (2): e90–e96. doi:10.1016/j.fertnstert.2011.05.095. PMID 21719004.
  10. Nezhat C, Kho K (2010). "Iatrogenic Myomas: New Class of Myomas?". Journal of Minimally Invasive Gynecology. 17 (5): 544–550. doi:10.1016/j.jmig.2010.04.004. PMID 20580324.
  11. Kumar_2008Kumar S, Sharma JB, Verma D, Gupta P, Roy KK, Malhotra N (2008). "Disseminated peritoneal leiomyomatosis: An unusual complication of laparoscopic myomectomy". Archives of Gynecology and Obstetrics. 278 (1): 93–95. doi:10.1007/s00404-007-0536-9. PMID 18193441.
  12. Galvin SD, Wademan B, Chu J, Bunton RW (2010). "Benign Metastasizing Leiomyoma: A Rare Metastatic Lesion in the Right Ventricle". The Annals of Thoracic Surgery. 89 (1): 279–281. doi:10.1016/j.athoracsur.2009.06.050. PMID 20103256.
  13. Mikami I, Yamamoto M, Nishimura H, Koizumi K, Gomibuchi M, Tanaka S (1998). "Multiple lungs tumors found 17 years after hysterectomy--a case of benign metastasizing leiomyoma". The Japanese journal of thoracic and cardiovascular surgery : official publication of the Japanese Association for Thoracic Surgery = Nihon Kyobu Geka Gakkai zasshi. 46 (7): 634–638. doi:10.1007/BF03217793. PMID 9750447.
  14. 14.0 14.1 Fletcher's Diagnostic Histopathology of Tumors (3rd ed.). pp. 692–4.
  15. Mäkinen N, Mehine M, Tolvanen J, Kaasinen E, Li Y, Lehtonen HJ, Gentile M, Yan J, Enge M, Taipale M, Aavikko M, Katainen R, Virolainen E, Böhling T, Koski TA, Launonen V, Sjöberg J, Taipale J, Vahteristo P, Aaltonen LA (2011). "MED12, the Mediator Complex Subunit 12 Gene, is Mutated at High Frequency in Uterine Leiomyomas". Science. 334 (6053): 252–255. doi:10.1126/science.1208930. PMID 21868628.
  16. Okolo S (2008). "Incidence, aetiology and epidemiology of uterine fibroids". Best practice & research. Clinical obstetrics & gynaecology. 22 (4): 571–588. doi:10.1016/j.bpobgyn.2008.04.002. PMID 18534913.
  17. Cesen-Cummings K, Houston KD, Copland JA, Moorman VJ, Walker CL, Davis BJ (2003). "Uterine leiomyomas express myometrial contractile-associated proteins involved in pregnancy-related hormone signaling". Journal of the Society for Gynecologic Investigation. 10 (1): 11–20. doi:10.1016/S1071-5576(02)00191-0. PMID 12517588.
  18. Rein MS (2000). "Advances in uterine leiomyoma research: the progesterone hypothesis". Environmental health perspectives. 108 Suppl 5: 791–3. PMID 11035984.
  19. Maruo T, Ohara N, Wang J, Matsuo H (2004). "Sex steroidal regulation of uterine leiomyoma growth and apoptosis". Human reproduction update. 10 (3): 207–220. doi:10.1093/humupd/dmh019. PMID 15140868.
  20. Wei T, Geiser AG, Qian HR, Su C, Helvering LM, Kulkarini NH, Shou J, N'Cho M, Bryant HU, Onyia JE (2007). "DNA microarray data integration by ortholog gene analysis reveals potential molecular mechanisms of estrogen-dependent growth of human uterine fibroids". BMC Women's Health. 7: 5. doi:10.1186/1472-6874-7-5. PMC 1852551. PMID 17407572.
  21. 21.0 21.1 Yen-Ping Ho J, Man WC, Wen Y, Polan ML, Shih-Chu Ho E, Chen B (June 2009). "Transforming growth interacting factor expression in leiomyoma compared with myometrium". Fertil. Steril. 94 (3): 1078–83. doi:10.1016/j.fertnstert.2009.05.001. PMC 2888713. PMID 19524896.
  22. Strissel PL, Swiatek J, Oppelt P, Renner SP, Beckmann MW, Strick R (2007). "Transcriptional analysis of steroid hormone receptors in smooth muscle uterine leiomyoma tumors of postmenopausal patients". The Journal of Steroid Biochemistry and Molecular Biology. 107 (1–2): 42–47. doi:10.1016/j.jsbmb.2007.02.005. PMID 17646097.
  23. Massart F, Becherini L, Marini F, Noci I, Piciocchi L, Del Monte F, Masi L, Falchetti A, Tanini A, Scarselli G, Brandi L (2003). "Analysis of estrogen receptor (ERalpha and ERbeta) and progesterone receptor (PR) polymorphisms in uterine leiomyomas". Medical science monitor : international medical journal of experimental and clinical research. 9 (1): BR25–BR30. PMID 12552233.
  24. Fischer C, Juhasz-Boess I, Lattrich C, Ortmann O, Treeck O (2010). "Estrogen receptor β gene polymorphisms and susceptibility to uterine fibroids". Gynecological Endocrinology. 26 (1): 4. doi:10.3109/09513590903159573. PMID 19639498.
  25. Al-Hendy A, Salama SA (2006). "Ethnic distribution of estrogen receptor-α polymorphism is associated with a higher prevalence of uterine leiomyomas in black Americans". Fertility and Sterility. 86 (3): 686. doi:10.1016/j.fertnstert.2006.01.052. PMID 16860797.
  26. Nam DH, Ramachandran S, Song DK, Kwon KY, Jeon DS, Shin SJ, Kwon SH, Cha SD, Bae I, Cho CH (2007). "Growth inhibition and apoptosis induced in human leiomyoma cells by treatment with the PPAR gamma ligand ciglitizone". Molecular Human Reproduction. 13 (11): 829–836. doi:10.1093/molehr/gam071. PMID 17893092.
  27. Zhang CH, Wen ZQ, Li JF, Li CZ, Shi M, Yang GW, Lan SM, Zhu Y, Wang F, Zhang YJ, Wang YY, Zhang H (2008). "Inhibition of proliferation and transforming growth factor beta3 protein expression by peroxisome proliferators-activated receptor gamma ligands in human uterine leiomyoma cells". Chinese medical journal. 121 (2): 166–171. PMID 18272045.
  28. Boynton-Jarrett R, Rich-Edwards J, Malspeis S, Missmer SA, Wright R (2005). "A Prospective Study of Hypertension and Risk of Uterine Leiomyomata". American Journal of Epidemiology. 161 (7): 628. doi:10.1093/aje/kwi072. PMID 15781952.
  29. Isobe A, Takeda T, Sakata M, Miyake A, Yamamoto T, Minekawa R, Nishimoto F, Oskamoto Y, Walker CL, Kimura T (2007). "Dual repressive effect of angiotensin II-type 1 receptor blocker telmisartan on angiotensin II-induced and estradiol-induced uterine leiomyoma cell proliferation". Human Reproduction. 23 (2): 440–446. doi:10.1093/humrep/dem247. PMID 17993476.
  30. Shozu M, Murakami K, Inoue M (2004). "Aromatase and Leiomyoma of the Uterus". Seminars in Reproductive Medicine. 22 (1): 51. doi:10.1055/s-2004-823027. PMID 15083381.
  31. Bulun SE, Yang S, Fang Z, Gurates B, Tamura M, Zhou J, Sebastian S (2001). "Role of aromatase in endometrial disease". The Journal of Steroid Biochemistry and Molecular Biology. 79 (1–5): 19–25. doi:10.1016/S0960-0760(01)00134-0. PMID 11850203.
  32. Ishikawa H, Reierstad S, Demura M, Rademaker AW, Kasai T, Inoue M, Usui H, Shozu M, Bulun SE (2009). "High Aromatase Expression in Uterine Leiomyoma Tissues of African-American Women". Journal of Clinical Endocrinology & Metabolism. 94 (5): 1752–1756. doi:10.1210/jc.2008-2327. PMC 2684481. PMID 19240151.
  33. Hodge JC, Morton CC (2007). "Genetic heterogeneity among uterine leiomyomata: insights into malignant progression". Human Molecular Genetics. 16 Spec No 1: R7–13. doi:10.1093/hmg/ddm043. PMID 17613550.
  34. Payson M, Malik M, Siti-Nur Morris S, Segars JH, Chason R, Catherino WH (2009). "Activating transcription factor 3 gene expression suggests that tissue stress plays a role in leiomyoma development". Fertil Steril. 92 (2): 748–55. doi:10.1016/j.fertnstert.2008.06.030. PMID 18692824.
  35. Nierth-Simpson EN, Martin MM, Chiang TC, Melnik LI, Rhodes LV, Muir SE, Burow ME, McLachlan JA (2009). "Human uterine smooth muscle and leiomyoma cells differ in their rapid 17beta-estradiol signaling: implications for proliferation". Endocrinology. 150 (5): 2436–2445. doi:10.1210/en.2008-0224. PMC 2671893. PMID 19179429.
  36. 36.0 36.1 Weston G, Trajstman AC, Gargett CE, Manuelpillai U, Vollenhoven BJ, Rogers PA (2003). "Fibroids display an anti-angiogenic gene expression profile when compared with adjacent myometrium". Molecular human reproduction. 9 (9): 541–549. doi:10.1093/molehr/gag066. PMID 12900513.
  37. Goto A, Takeuchi S, Sugimura K, Maruo T (2002). "Usefulness of Gd-DTPA contrast-enhanced dynamic MRI and serum determination of LDH and its isozymes in the differential diagnosis of leiomyosarcoma from degenerated leiomyoma of the uterus". Int. J. Gynecol. Cancer. 12 (4): 354–61. doi:10.1046/j.1525-1438.2002.01086.x. PMID 12144683.
  38. "Fibroids". NHS Choices. U.K. National Health Service.
  39. Tan N, McClure TD, Tarnay C, Johnson MT, Lu DS, Raman SS (2014). "Women seeking second opinion for symptomatic uterine leiomyoma: Role of comprehensive fibroid center". Journal of Therapeutic Ultrasound. 2: 3. doi:10.1186/2050-5736-2-3.
  40. Zapata LB, Whiteman MK, Tepper NK, Jamieson DJ, Marchbanks PA, Curtis KM (2010). "Intrauterine device use among women with uterine fibroids: a systematic review☆". Contraception. 82 (1): 41–55. doi:10.1016/j.contraception.2010.02.011. PMID 20682142.
  41. Jindabanjerd K, Taneepanichskul S (2006). "The use of levonorgestrel - IUD in the treatment of uterine myoma in Thai women". Journal of the Medical Association of Thailand = Chotmaihet thangphaet. 89 Suppl 4: S147–51. PMID 17726816.
  42. 42.0 42.1 42.2 42.3 42.4 42.5 Sankaran S, Manyonda IT (2008). "Medical management of fibroids" (PDF). Best Pract Res Clin Obstet Gynaecol. 22 (4): 655–76. doi:10.1016/j.bpobgyn.2008.03.001. PMID 18468953.
  43. Kailasam C, Cahill D (2008). "Review of the safety, efficacy and patient acceptability of the levonorgestrel-releasing intrauterine system". Patient preference and adherence. 2: 293–302. PMC 2770406. PMID 19920976.
  44. Sayyah-Melli M, Tehrani-Gadim S, Dastranj-Tabrizi A, Gatrehsamani F, Morteza G, Ouladesahebmadarek E, Farzadi L, Kazemi-Shishvan M (2009). "Comparison of the effect of gonadotropin-releasing hormone agonist and dopamine receptor agonist on uterine myoma growth. Histologic, sonographic, and intra-operative changes". Saudi medical journal. 30 (8): 1024–33. PMID 19668882.
  45. 45.0 45.1 Nieman LK, Blocker W, Nansel T, Mahoney S, Reynolds J, Blithe D, Wesley R, Armstrong A (2011). "Efficacy and tolerability of CDB-2914 treatment for symptomatic uterine fibroids: A randomized, double-blind, placebo-controlled, phase IIb study". Fertility and Sterility. 95 (2): 767–772.e1–772. doi:10.1016/j.fertnstert.2010.09.059. PMID 21055739.
  46. Levens ED, Potlog-Nahari C, Armstrong AY, Wesley R, Premkumar A, Blithe DL, Blocker W, Nieman LK (2008). "CDB-2914 for Uterine Leiomyomata Treatment". Obstetrics & Gynecology. 111 (5): 1129–1136. doi:10.1097/AOG.0b013e3181705d0e. PMC 2742990. PMID 18448745.
  47. Donnez J, Tatarchuk TF, Bouchard P, Puscasiu L, Zakharenko NF, Ivanova T, Ugocsai G, Mara M, Jilla MP, Bestel E, Terrill P, Osterloh I, Loumaye E (2012). "Ulipristal acetate versus placebo for fibroid treatment before surgery". N. Engl. J. Med. 366 (5): 409–20. doi:10.1056/NEJMoa1103182. PMID 22296075.
  48. Tristan M, Orozco LJ, Steed A, Ramírez-Morera A, Stone P (2012). Orozco, Leonardo J, ed. "Cochrane Database of Systematic Reviews". Cochrane database of systematic reviews (Online). 8: CD007687. doi:10.1002/14651858.CD007687.pub2. PMID 22895965. |chapter= ignored (help)
  49. Engman M, Granberg S, Williams AR, Meng CX, Lalitkumar PG, Gemzell-Danielsson K (August 2009). "Mifepristone for Treatment of Uterine Leiomyoma. A Prospective Randomized Placebo Controlled Trial". Human Reproduction. 24 (8): 1870–9. doi:10.1093/humrep/dep100. PMID 19389793.
  50. Malartic C, Morel O, Akerman G, Tulpin L, Desfeux P, Barranger E (2008). "La mifépristone dans la prise en charge des fibromes utérins". Gynécologie Obstétrique & Fertilité. 36 (6): 668–74. doi:10.1016/j.gyobfe.2008.01.017. PMID 18539512.
  51. Wilkens J, Williams AR, Chwalisz K, Han C, Cameron IT, Critchley HO (2009). "Effect of asoprisnil on uterine proliferation markers and endometrial expression of the tumour suppressor gene, PTEN". Human reproduction (Oxford, England). 24 (5): 1036–44. doi:10.1093/humrep/den494. PMID 19176543.
  52. "The Embolisation Process". FEmISA: Fibroid Embolisation: Information, Support, Advice.
  53. Hirst A, Dutton S, Wu O, Briggs A, Edwards C, Waldenmaier L, Maresh M, Nicholson A, McPherson K (2008). "A multi-centre retrospective cohort study comparing the efficacy, safety and cost-effectiveness of hysterectomy and uterine artery embolisation for the treatment of symptomatic uterine fibroids. The HOPEFUL study". Health technology assessment (Winchester, England). 12 (5): 1–248, iii. PMID 18331704.
  54. Liu WM, Ng HT, Wu YC, Yen YK, Yuan CC (2001). "Laparoscopic bipolar coagulation of uterine vessels: a new method for treating symptomatic fibroids". Fertility and Sterility. 75 (2): 417–22. doi:10.1016/S0015-0282(00)01724-6. PMID 11172850.
  55. Kim HS, Kim JW, Kim MK, Chung HH, Lee TS, Jeon YT, Kim YB, Jeon HW, Yun YH, Park NH, Song YS, Kang SB (2009). "A randomized prospective trial of the postoperative quality of life between laparoscopic uterine artery ligation and laparoscopy-assisted vaginal hysterectomy for the treatment of symptomatic uterine fibroids: clinical trial design". Trials. 10: 8. doi:10.1186/1745-6215-10-8. PMC 2645389. PMID 19178748.
  56. Akinola OI, Fabamwo AO, Ottun AT, Akinniyi OA (2005). "Uterine artery ligation for management of uterine fibroids". International journal of gynaecology and obstetrics: the official organ of the International Federation of Gynaecology and Obstetrics. 91 (2): 137–40. doi:10.1016/j.ijgo.2005.07.012. PMID 16168993.
  57. Hald K, Noreng HJ, Istre O, Kløw NE (2009). "Uterine Artery Embolization versus Laparoscopic Occlusion of Uterine Arteries for Leiomyomas: Long-term Results of a Randomized Comparative Trial". Journal of Vascular and Interventional Radiology. 20 (10): 1303. doi:10.1016/j.jvir.2009.07.022. PMID 19713130.
  58. Beck, Melinda (2010-01-20). "A New Treatment to Help Women Avoid Hysterectomy". The Wall Street Journal.
  59. Metwally M, Cheong YC, Horne AW (2012). Metwally, Mostafa, ed. "Cochrane Database of Systematic Reviews". Cochrane database of systematic reviews (Online). 11: CD003857. doi:10.1002/14651858.CD003857.pub3. PMID 23152222. |chapter= ignored (help)
  60. Agdi M, Tulandi T (August 2008). "Endoscopic management of uterine fibroids". Best Pract Res Clin Obstet Gynaecol. 22 (4): 707–16. doi:10.1016/j.bpobgyn.2008.01.011. PMID 18325839.
  61. "FDA Approves New Device to Treat Uterine Fibroids" (Press release). FDA. 2004-10-22. สืบค้นเมื่อ 2008-05-26.
  62. Shen SH, Fennessy F, McDannold N, Jolesz F, Tempany C (April 2009). "Image-guided thermal therapy of uterine fibroids". Seminars in ultrasound, CT, and MR. 30 (2): 91–104. doi:10.1053/j.sult.2008.12.002. PMC 2768544. PMID 19358440.
  63. Stewart EA, Rabinovici J, Tempany CM, Inbar Y, Regan L, Gostout B, Gastout B, Hesley G, Kim HS, Hengst S, Gedroyc WM, Gedroye WM (January 2006). "Clinical outcomes of focused ultrasound surgery for the treatment of uterine fibroids". Fertil. Steril. 85 (1): 22–9. doi:10.1016/j.fertnstert.2005.04.072. PMID 16412721.
  64. Kurashvili, J.; และคณะ (2010). "MRgFUS Treatment for Uterine Myomas: Safety, Effectiveness and Pathogenesis". MR-guided Focused Ultrasound 2010, 2nd International Symposium.
  65. O'Sullivan AK, Thompson D, Chu P, Lee DW, Stewart EA, Weinstein MC (January 2009). "Cost-effectiveness of magnetic resonance guided focused ultrasound for the treatment of uterine fibroids". Int J Technol Assess Health Care. 25 (1): 14–25. doi:10.1017/S0266462309090035. PMC 2811401. PMID 19126247.
  66. Zowall H, Cairns JA, Brewer C, Lamping DL, Gedroyc WM, Regan L (April 2008). "Cost-effectiveness of magnetic resonance-guided focused ultrasound surgery for treatment of uterine fibroids". BJOG. 115 (5): 653–62. doi:10.1111/j.1471-0528.2007.01657.x. PMC 2344162. PMID 18333948.
  67. Vos T, Flaxman AD, Naghavi M, Lozano R, Michaud C, Ezzati M, Shibuya K, Salomon JA, Abdalla S, Aboyans V; และคณะ (Dec 15, 2012). "Years lived with disability (YLDs) for 1160 sequelae of 289 diseases and injuries 1990-2010: a systematic analysis for the Global Burden of Disease Study 2010". Lancet. 380 (9859): 2163–96. doi:10.1016/S0140-6736(12)61729-2. PMID 23245607.
  68. 68.0 68.1 แม่แบบ:MerckManual
  69. Eggert SL, Huyck KL, Somasundaram P, Kavalla R, Stewart EA, Lu AT, Painter JN, Montgomery GW, Medland SE, Nyholt DR, Treloar SA, Zondervan KT, Heath AC, Madden PA, Rose L, Buring JE, Ridker PM, Chasman DI, Martin NG, Cantor RM, Morton CC (October 2012). "Genome-wide linkage and association analyses implicate FASN in predisposition to Uterine Leiomyomata". Am. J. Hum. Genet. 91 (4): 621–8. doi:10.1016/j.ajhg.2012.08.009. PMC 3484658. PMID 23040493.
  70. Tolvanen J, Uimari O, Ryynänen M, Aaltonen LA, Vahteristo P (2012). "Strong family history of uterine leiomyomatosis warrants fumarate hydratase mutation screening". Human Reproduction. 27 (6): 1865–9. doi:10.1093/humrep/des105. PMID 22473397.
  71. Toro JR, Nickerson ML, Wei MH, Warren MB, Glenn GM, Turner ML, Stewart L, Duray P, Tourre O; และคณะ (2003). "Mutations in the fumarate hydratase gene cause hereditary leiomyomatosis and renal cell cancer in families in North America". Am J Hum Genet. 73 (1): 95–106. doi:10.1086/376435. PMC 1180594. PMID 12772087.
  72. http://rarediseases.info.nih.gov/GARD/Condition/10160/Reed_syndrome.aspx
  73. "Helping Black Women Recognize, Treat Fibroids". NPR. สืบค้นเมื่อ 30 March 2011.
  74. "African American Women and Fibroids". Philadelphia Black Women's Health Project. สืบค้นเมื่อ 30 March 2011.
  75. Wise LA, Palmer JR, Stewart EA, Rosenberg L (March 2005). "Age-specific incidence rates for self-reported uterine leiomyomata in the Black Women's Health Study". Obstet Gynecol. 105 (3): 563–8. doi:10.1097/01.AOG.0000154161.03418.e3. PMC 1847590. PMID 15738025.
  76. "Minority Women's Health". Women's Health.gov.
  77. 77.0 77.1 77.2 "Black Women and High Prevalence of Fibroids". Fibroid Treatment Collective. November 29, 2010. สืบค้นเมื่อ 30 March 2011.
  78. Wise LA, Radin RG, Palmer JR, Kumanyika SK, Rosenberg L (2010). "A prospective study of dairy intake and risk of uterine leiomyomata". Am. J. Epidemiol. 171 (2): 221–32. doi:10.1093/aje/kwp355. PMC 2800240. PMID 19955473. Lay summaryScience Daily.
  79. Wise LA, Palmer JR, Reich D, Cozier YC, Rosenberg L (March 2012). "Hair relaxer use and risk of uterine leiomyomata in African-American women". Am. J. Epidemiol. 175 (5): 432–40. doi:10.1093/aje/kwr351. PMC 3282879. PMID 22234483.
  80. http://officeofbudget.od.nih.gov/pdfs/FY11/Approp.%20History%20by%20IC%20(FINAL).pdf
  81. Bäcklin BM, Eriksson L, Olovsson M (March 2003). "Histology of uterine leiomyoma and occurrence in relation to reproductive activity in the Baltic gray seal (Halichoerus grypus)". Vet. Pathol. 40 (2): 175–80. doi:10.1354/vp.40-2-175. PMID 12637757.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]