เนซอมี กันจาวีย์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ญะมาลุดดิน อาบู มูฮัมหมัด อีเลียส บิน ยูซุฟ บิน ซะกี บิน มุอัยยัด (ฮิจเราะฮ์ศักราชที่ 535 ) [1] [2] ถึงฮิจเราะฮ์ศักราชที่ 607–612 ) มีชื่อย่อว่า เนะซอมี และ ฮะกีม เนะซอมี เขาเป็นนักกวีและนักเล่าเรื่องชาวอิหร่านที่มีชื่อเสียง [3] [4] [5] [6] [7] ด้านวรรณกรรมเปอร์เซีย ในศตวรรษที่หก ฮิเราะฮ์ศักราช (คริสต์ศตวรรษที่สิบสอง) ซึ่งเป็นเจ้าของ รูปแบบและเป็นผู้นำการเล่าเรื่องใน วรรณคดีเปอร์เซีย เป็นที่รู้จักกันดี [8] หลุมฝังศพของเขา ตั้งอยู่ที่ชานเมืองด้านตะวันตกของ เมืองกันจา เนะซอมีเป็นหนึ่งในผู้บรรยายบทกวีเปอร์เซียที่มีความสามารถซึ่งเขาไม่เพียงแต่มีวิธีการและรูปแบบที่แตกต่างกันเท่านั้นแต่เขายังอิทธิพลต่อนักกวีรุ่นหลังในเรื่องรูปแบบอีกด้วย เนะซอมีมีความรู้กว้างขวางเกี่ยวกับวิศาสตร์ทั่วไปในสมัยของเขา (ศาสตร์ด้านวรรณกรรม ดาราศาสตร์ ปรัชญา เกี่ยวกับอิสลามศาสตร์อิสลาม นิติศาสตร์อิสลาม เทววิทยา และภาษาอาหรับ) และคุณลักษณะเหล่านี้อยู่ในบทกวีของเขาที่เป็นที่รู้จักอย่างชัดเจนอีกด้วย วันที่ 12 มีนาคมในปฏิทินอย่างเป็นทางการของอิหร่านเป็นวันรำลึกเนะซอมีกันจาวีย์

ชีวประวัติ[แก้]

ไม่มีข้อมูลที่แน่นอนเกี่ยวกับชีวิตเนซอมีและคำพูดของนักเขียนชีวประวัติหลายคนเกี่ยวกับปีเกิดและการเสียชีวิตของเขาก็มีความแตกต่างกันไม่ชัดเจน แต่สิ่งที่แน่ชัดคือเขาอาศัยอยู่ในเมืองกันจาและเสียชีวิตในเมืองเดียวกัน [9] เขากำพร้าและได้รับการเลี้ยงดูโดยลุงตั้งแต่แรกเริ่มและศึกษาภายใต้การดูแลของลุงเขา แม่ของเขาเป็นขุนนาง ชาวเคิร์ด และนี่เป็นวรรคที่อยู่ในคำนำของวรรณกรรมเรื่อง ลิลี่และมัจนูน กล่าวว่า ("ถ้าแม่ของฉันเป็นผู้นำชาวเคิร์ด") [10] [11] ตัวเขาเองก็กล่าวถึงชื่อและเชื้อสายของเขาในบทกวีของเขา ซึ่งเป็นบทที่บอกชื่อของเขาว่า คืออิลยาสและบิดาของเขาคือยูซุฟ อิบนิ ซะกี บิน มูอัยยิด: ตามแนวทางของเนะซอมี จะเห็นว่าชื่อมีตัวเลขหนึ่งพันหนึ่ง

อิลยาสที่อะลิฟมาก่อนลาม

มีตัวเลขเท่ากับ เก้าสิบเก้า

ซึ่งตามนี้จะเท่ากับหนึ่งพันหนึ่ง

และลบกับหนึ่งร้อย

รวมแล้วตามรูปแบบอักษรอับญัด

จะได้เป็น ยูซุฟ บุตร ซะกีย์ มุอัยยัด

มีความขัดแย้งเกี่ยวกับบ้านเกิดของบิดาของเขา บางบางแหล่งเชื่อว่าเขามาจากชาวทาเฟรช หรือ ฟาราฮัน และบางคนคิดว่าเขามาจากชาวนา (ชาวอิหร่าน) แห่งอารัน ในความสัมพันธ์กับพ่อของเขา Behrouz Tharwatian ได้เห็นข้อนี้ในไลลาและมัจนูน ("ชาวนาที่มีคารมคมคายของ Parsizad - จำชาวอาหรับได้ช้ามาก") และเขียนว่า: - จุดเริ่มต้นของข้อ ของ Lily และ Majnoon ล้วนตกแต่งด้วยคำอธิบายที่ประชดประชัน และกวีกล่าวถึงการเสียดสีว่าส่วนนี้เป็นของเขาเองหรือถูกกล่าวถึงในเนื้อเรื่องหลักเป็นภาษาอาหรับ โคลงแรกของข้อ 36 มีความสำคัญอย่างยิ่งในแง่ของประวัติศาสตร์การวิจัยเกี่ยวกับชีวิตและงานทางการทหาร และกวีได้ระบุงานและสถานะทางสังคมของเขาไว้อย่างชัดเจนว่าเป็น "ชาวนา" รวมทั้งเชื้อชาติของเขาซึ่งเรียกตัวเองว่า " Parsizadeh" และไม่ต้องสงสัยเลยเกี่ยวกับความถูกต้องของบทกวีและโดยการวิจัยชาวนาในศตวรรษที่หกในอาเซอร์ไบจานและพิจารณา "เปอร์เซีย" ว่าความคิดเห็นของเขาเป็นภาษา "อิหร่าน" หรือ "เปอร์เซีย" หรือทั้งสองอย่างซึ่งเป็นมุมหนึ่งของ ชีวิตของกวีและสถานะทางสังคมถูกเปิดเผย [12] " [13]

พ่อของ เนะซอมี (ยูซุฟ) ตามคำแถลงที่ชัดเจนของเขาใน "ไลลาและมัจนูน" เป็นชาวเปอร์เซียในขณะที่เขาพูดว่า: ชาวนาที่เกิดในเปอร์เซียมีคารมคมคาย / จำสถานการณ์อาหรับเช่นนี้ได้ ชาวนาหมายถึงชาวอิหร่านผู้สูงศักดิ์และเจ้าของที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามที่ Ferdowsi กล่าวว่า: "ใครก็ตามที่ให้พวกเขาสิบคนให้เมล็ดพืชและเผ่าพันธุ์ของผู้เฒ่าแก่พวกเขา" การตีความหลักสิบนี้ถูกนำไปใช้กับชาวอิหร่านทุกคนอย่างละเอียดในเวลาต่อมา ในเวลาเดียวกัน คำว่า ชาวนา ยังใช้เพื่อหมายถึง "ประวัติศาสตร์" เนื่องจากการตีความทางทหารที่อธิบายชาวนาว่า "คารมคมคาย" มีความหมายเดียวกันเมื่อไม่นานนี้ และอีกครั้งในความหมายเดียวกัน ฟิรดูซีย์ได้กล่าวว่า: "ฟังเรื่องนี้ จากชาวนาเดี๋ยวนี้" / อ่านจากคำโบราณ หรือ: กวีชาวนา, นักบวช / ทำให้ฉันนึกถึงเรื่องนี้ ดังนั้นระบบที่แนะนำตัวเองว่าเป็น "ชาวนาเปอร์เซียที่มีวาทศิลป์" จะต้องเป็นชาวอิหร่านอย่างแท้จริง นักประวัติศาสตร์และนักพูด และเจ้าของที่ดิน เพื่อเกษตรกรรม บทบาทของ dehgans ในการปกป้องวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์อิหร่านในยุคอิสลามตลอดจนในการรวบรวมส่วยและส่งมอบให้กับรัฐบาลกลางก็เป็นที่น่าสังเกตเช่นกัน กล่าวโดยสรุป ครอบครัวทหารในตู้เสื้อผ้าเป็นครอบครัวหลายสิบคนที่มีความตระหนักด้านวัฒนธรรมและการเชื่อฟังทางวัตถุ หนึ่งในหลักฐานของบันทึกครอบครัวเหล่านี้คือความคุ้นเคยทางประวัติศาสตร์ของเรากับพ่อทหาร Moayed Motarazi และลุงหรือพี่ชายหรือลูกพี่ลูกน้องของเขาชื่อ Ghavami Motarazi หนึ่ง ในนักประพันธ์และนักแต่งเพลงชาวเปอร์เซียของ อาเซอร์ไบจาน " [14]

วาฮีด ดัสต์เกรดีย์ เขียนว่า : "ไม่มีหลักฐานในบทกวีที่จะพิสูจน์ว่าบ้านเกิดของเนซอมีคือเมือง กันจา ในอิรัก และไม่มีหลักฐานที่เขาเดินทางไป กันจา กับพ่อของเขาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก แต่นักเขียนชีวประวัติเกือบทั้งหมดเขียนว่าเขาเกิดใน กันจา และเชื่อกันว่าเขามีเชื่อสายเป็นคนอิรัก เนื่องจากเพราะเขายกย่องอิรักในบทกวีและแสดงความปรารถนาที่จะไปเยือนอิรักเสมอมา เช่นผลงานวรรณกรรม :

มัคซะนุลอัสรอร (ขุมคลังแห่งความลับ) หน้า 179: เขียนว่า

กันจาผูกพันกับฉัน

ขุมทรัพย์แห่งอิรักเป็นของฉัน

ร้องตะโกนให้ก้องโลกว่า

กันจาสูงส่งแต่เนะซอมีต้อยต่ำ

(โคสโรและชีรีน หน้า 361)

ชาวอิรักร้องตะโกนก้อง

ข้าก็ตะโกนสำเนียงเดียวกับชาวอิรัก

ชะรัฟนอเมะฮ์ (หน้า 53)

ขอให้ภูมิใจในเกียรติภูมิเถิด

ความประเสริฐทั้งหลายแขวนอยู่กับชาวอิรัก

ในบทกวีโคสโรและชีรีนทำให้ได้รู้ว่า ภรรยาคนแรกของเขา คือทาสหญิงที่คล้องส้อยคอ ที่ถูกส่งมาเป็นของขวัญสำหรับเขาในตอนที่เขาประพันธ์บทกวีเรื่องโคสโรและชีรีนเสร็จแล้วและบุตรชายของเขาที่ชื่อมุฮัมมัดมีอายุเพียง 7 ปีเสียชีวิตลง ถึงแม้ว่านักค้นคว้าบางคน เช่น วาฮิด ดัสต์เกรดีย์ เชื่อว่าเป็นทาสหญิงที่ชื่อว่า ออฟอก แต่ สะอีด นะฟีซีย์ กล่าวว่า : ท่านสะอีด ดัสต์เกรดีย์ เคยกล่าวไว้ในวรรคนี้ว่า

เธองดงามดั่งเจว็ดของฉัน

เชื่อว่าเธอคือ ออฟอก (ฟ้า) ของฉัน

มีการคาดเดาที่น่าแปลกและเรียกชื่อทาสหญิงและภรรยาของเนะซอมีคนนี้ว่า "ออฟาก" โดยที่ไม่ทราบว่าวรรคที่กล่าวว่า "เชื่อว่าเธอเป็นออฟอกของฉัน" นั้นไม่ใช่ว่าชื่อของนางคือ "ออฟอก" แต่เป็นเพราะว่าเขาผูกพันกับกับนางมาก และเชื่อว่านางคือทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงมอบให้เขา และเชื่อว่านางเป็นผู้สืบทอดจากฟ้าที่ถูกลงมาอยู่เบื้องหน้าของเขา เพราะแม้ว่าในสมัยปัจจุบันผู้หญิงมักถูกเรียกว่า 'ออฟอก' ก็จริง แต่ในสมัยเนะซอมี คำนี้ไม่ได้ใช้เรียกชื่อผู้หญิง และไม่พบหลักฐานและไม่น่าเป็นไปได้อย่างมากว่าภรรยาคนนี้จะชื่อ "ออฟาก”

จากกวีนิพนธ์เหล่านี้เห็นได้ชัดเจนว่านอกจากทาสหญิงและภรรยาที่เสียชีวิตในตอนที่เขาประพันธ์บทกวีเรื่อง โคสโรและชีรีน เขายังสูญเสียภรรยาอีกคนหนึ่งในสมัยที่เขาประพันธ์เรื่องไลลาและมัจนูน และยังเสียภรรยาคนที่สามซึ่งเป็นสาวใช้ด้วย ตามที่เขาพูดว่า "นางเป็นหญิงบริสุทธ์ไม่เคยผ่านมือชายนอกจากเขา" ในตอนที่เขาแต่งเรื่อง อิกบัลนาเมห์ ดูเหมือนว่าเขาจะไม่มีบุตรกับภรรยาอีกสองคน ในบางตอนของบทกวีเนะซอมี ยังมีการอ้างอิงถึงภรรยาอีกสองคนของเขา ซึ่งทั้งคู่เสียชีวิตในช่วงที่เขายังมีชีวิตอยู่ด้วย [15]

การเสียชีวิตและหลุมฝังศพ[แก้]

เนซอมีใช้เวลาทั้งชีวิตในการบำเพ็ญเพียรและอยู่กับความสันโดษในเมืองกันจา และในปี 581 ตามคำเชิญของ Sultan Ghezel Arsalan (เสียชีวิตปี 587) เขาได้เดินทางไปเมืองใกล้เมืองกันจา เป็นเมืองที่ห่างจากกันจา 30 ไมล์ซึ่งเขาได้เห็นความยิ่งใหญ่และบุญบารมีจากกษัตริย์มากมาย แม้ว่าเนซอมีจะไม่ใช่นักกวีที่ชอบยกย่องคนอื่นโดยเฉพาะคนรวย แต่เขาก็มีความสัมพันธ์กับผู้ปกครองร่วมสมัยหลายคนเช่น : Fakhreddin Bahramshah กษัตริย์แห่ง Uruzgan หนึ่งในอาลักษณ์แห่ง Arsalan Seljuk Sultan of Rome ซึ่งบทประพันธ์ Makhzan al-Asrar (ขุมทรัพย์แห่งความเร้นลับ) เป็นวรรณกรรมที่แต่งอุทิศให้เขา หรือชื่อ Atabak Shamsuddin Mohammad Jahan Pahlavan วรรณกรรมเรื่อง โคสโรและชีรีนประพันธ์ขึ้นเพื่ออุทิศให้กับ หรือ Tughral Ibn Arsalan แห่ง Seljuk และ Ghezel Arsalan Ibn Ildegaz ผู้ซึ่งกล่าวถึงในบทกวีเดียวกัน Abu al-Muzaffar Akhstan Ibn Manouchehr Shervanshah ซึ่งวรรณกรรมเรื่องไลลา และมัจนูนแต่งเพื่อเขา

เนะซอมีเสียชีวิตในเมืองกันจา ระหว่างปี 602 ถึง 612 และเขามีสุสานในเมืองเดียวกัน ในช่วงศตวรรษที่ 90 หลังจากการตัดสินใจของรัฐบาลอาเซอร์ไบจัน บทกวีของเนะซอมีที่อยู่ในหลุมฝังศพของเขาที่เป็นภาษาเปอร์เซียทั้งหมดถูกลบและถูกทำลายทิ้ง

ผลงาน[แก้]

คัมเซะฮ์ เนะซอมี เขียนในปี 1524 ในเมือง Herat ที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิแทนในนิวยอร์ก

ผลงานชิ้นเอกที่มีชื่อเสียงและโด่งดังของเนซามีคือ คอมเซะฮ์ (ห้าขุมทรัพย์) หรือ พันญ์กันญ์ (ขุมทรัพย์ทั้งห้า)”  ซึ่งอยู่ในวรรณกรรมประเภทวรรณคดีรัก ซึ่งในวรรณกรรมประเภทนี้เนะซอมีควรได้รับการพิจารณาให้เป็นบิดาของกวีนิพนธ์ในวรรณกรรมประเภทดังกล่าวในหมู่วรรณคดีเปอร์เซีย โดยรวมแล้วเนะซอมีใช้เวลาสามสิบปีในการจัดระเบียบและรวบรวม Khamseh ขุมทรัพย์ทั้งห้านี้ที่รวมมัษนาวีทั้งห้าไว้

มัคซะนุลอัสรอร (ขุมคลังแห่งความลับ)[แก้]

ขุมคลังแห่งความลับเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่โดดเด่นของวรรณคดีเพื่อการศึกษาในภาษาเปอร์เซีย ในท่ามกลางมหาสมุทรแห่งวิชาการนี้วรรณคดีนี้ถูกประพันธ์ไว้ประมาณ 2260 วรรค มี 20บท มีเนื่อหาเกี่ยวกับจริยธรรม พระธรรมเทศนา และหลักการในการใช้ปัญญา ประมาณปีฮิจเราะฮ์ศักราชที่ 570 เขาประพันธ์เสร็จ [16] ก่อนที่ตัวเขาจะมีอายุครบสี่สิบปี [17] บางวรรคของบทกวีกล่าวไว้ว่า :

คนที่เจ้าเห็นที่เป็นขาวและดำ

เป็นผู้รับผิดชอบในผลงานนี้

นกฮูกที่น่ากลัวอยู่ในตำนาน

นกไนติงเกลเป็นสมบัติในซากปรักหักพัง

ใครก็ตามที่มีที่อยู่ของเขาในหน้าฉากนี้

สมควรได้รับคุณค่าชีวิตอันมากมาย

โคสโร และ ชีรีน[แก้]

รั้งแรกโคสโรเห็นชีรินแหวกว่ายในน้ำพุ ฉากนี้เป็นที่มีชื่อเสียงที่สุดในวรรณคดีเปอร์เซีย

ในบท บะฮ์ ฮัซญ์ มุซัดดัซ มักซูร และ มะฮ์ซูฟ ที่มี 6500 วรรค ที่ประพันธ์จบในปีฮิจเราะฮ์ที่ 576 ในบทนี้ได้กล่าวถึงรูปลักษณ์ของชีรีนไว้ว่า :

เมื่อเขา (โคสโร) เห็นแสงสว่างในน้ำบ่อน้ำพุ

น้ำทั้งโลกหลั่งใหลสู่หัวงหัวใจเขา

ดวงจันทร์ส่องสว่างทั่วฟ้า

โลกทั้งโลกพลิกคว่ำ

นกน้อยโผบินอย่างร่าเริง

น้ำและไฟลุกพวยพุ่ง

ไลลาและมัจนูน[แก้]

ภาพใลลาและมัจนูนในโรงเรียน จิตรกรรมคำบรรยายบทประพันธ์ของเนะซอมีในสมัยติมูริด

ถึงแม้ว่าบทประพันธ์เรื่อง ไลลาและมัจนูนก่อนหน้าเนะซอมี กันจาวีย์ จะมีให้ห็นอยู่บ้าง แต่เนะซอมีเป็นคนแรกที่แต่งเรื่องนี้ในรูปแบบบทกลอนที่มีถึง 4700 วรรคตามคำขอของกษัตริย์ ชีรวอน ทั้งที่เนะซอมีไม่ได้พอใจนักกับคำขอดังกล่าวแต่ในที่สุดเขาได้ประพันธ์จนเสร็จโดยใช้เวลา 4 เดือน

รูปแบบบทกวีในไลลาและมัจนูนเป็นรูปแบบใหม่ใหม่จนทำให้หลังจากเนะซอมี มีกวีหลายคนเขียนเรื่องราวความรักในรูปแบบนี้ กวีหลายสิบคนในอิหร่าน อินเดีย และ ตุรกียังได้ดัดแปลงบทกวีของตนเพื่อให้เป็นไปตามรูปแบบไลลาและมัจนูน ตลอดจนกวีท่านอื่น ๆ ได้เพิ่มหรือเปลี่ยนแปลงงานเขียนของตัวเองให้เป็นงานเขียนที่คล้ายกับวิธีของเนซอมี บทประพันธ์ Masnavi นี้สิ้นสุดลงในปีฮิจเราะศักราชที่ 588 ในบทกวีบางตอนกล่าวว่า

เมื่อมัจนูนได้ยินเรื่องราวคนรัก

เขาร้องไห้และต่อมาก็หัวเราะ

ม้วนตัวเหมือนงูกำลังขดตัว

สายตาจ้องไปที่มือและร่าง

กล่าวกับตัวเองว่า

วันนี้ฉันเป็นเหมือนวงกลมม้วนหาตัวเอง

ฮัฟต์ พัยฆัร (เจ็ดร่าง)[แก้]

รวมรวมบทกวีของเขาประกอบด้วย กวีนิพนธ์ กวีนิพนธ์ บทประพันธ์และรุไบยาต ในบางบทกวีกล่าวไว้ว่า : ทั้งโลกคือร่างกายและอิหร่านคือหัวใจ ไม่มีใครกล่าวเปรียบเทียบเช่นนี้ เพราะอิหร่านเป็นเหมือนใจกลางโลก หัวใจเป็นสิ่งที่เชื่อมั่นกว่าร่างกาย

จากตรงนี้ความสับสนวุ่นวายจะมากขึ้น

ความพังพินาศจะเกิดขึ้นในอิหร่าน

เจ้าอย่าเป็นราชาที่สุขสบายไม่มีทุกข์

อย่าเป็นราชาที่ไม่รู้จักบุณคุณในทรัพย์สินที่ได้รับ

ขุมคลังแห่งความเร้นลับ

เอสกันดัรนอเมะฮ์ (จดหมาย อิสกันดัร)[แก้]

ในบท บะฮ์รุน มุตะกอรับ มุสมัน มักซูดและมะฮ์ซูฟ ที่มี 10500 วรรคที่รวม ชะรัฟนอเมฮ์ และ อิกบาลนอเมะฮ์ ที่แต่งเสร็จในช่วงปี 600 ในวรรคที่กล่าวถึงการเสียชีวิตของ ดอรอ กล่าวไว้ว่า

เมื่ออิสกันดัรรู้ว่าพวกโง่เขลา

กำลังคิดหลั่งเลือดผู้ปกครอง

เสียใจกับคำสัญญาที่พวกเขาเคยให้ไว้

ที่ว่าพวกเขาจะให้ความปลอดภัยกับชีวิต

เมื่อหัวใจไร้ที่พึ่ง

ขาดคนคอยปรึกษา

มองเห็นร่างกายจมกองเลือด

เห็นผู้ปกครองต้องล่มสลาย

ดีวาน เกาะซีดะฮ์และกะซัล[แก้]

บทที่ 7 ของคัมเซะฮ์ หรือ ขุมทรัพย์แห่งกันจาวีย์

ในบทกวีนี้ รวม ดีวาน เกาะซีดะฮ์ กะซัล และรุไบยาตในนั้นด้วย มีตัวอย่างกล่าวว่า :

ฉันหลงรักเธอผู้เป็นผู้นำ

สั่งการฉันเถิด

ฉันจะทำให้สำเร็จ

ไม่ว่าทางสุจริตหรือทุจริต

ฉันจะตามหาหัวใจของเธอ

จนกว่าชีวิตฉันจะสิ้นไป

จนกว่าเธอจะจากฉันไป

หรือไม่ก็ฉันจากเธอไป

ฉันตามหาเธอทั่วเมือง

แม้เมืองที่เป็นศัตรูกับฉัน

เมตตาฉันได้ไหม หากเธอไม่เมตตา

ฉันคงไม่เหลือใครเมื่อไม่มีเธอ

คงทนไม่ได้ที่ต้องห่างไกลและไม่มีเธอ

ตัวอย่าง เกาะซีดะฮ์

แตกต่างกันระหว่างมนุษย์ทั้งหลาย

บางคนใส่รองเท้าเหล็กบางคนไม่ใส่

เชื่อสายมาจากฮินดูผิดดำ

ฮินดูที่พบโจรฮินดูที่เป็นผู้ปกป้อง

ไม่มีความสวยงาม

จงทำให้เป็นทองเถิด

เพื่อทุกคนเป็นทองกันหมดทั้งหนุ่มและแก่

จะรู้จักน้ำและนานและคนมนุษย์คนอื่นไปเพื่ออะไร

เมื่อน้ำและนานก็มีอยู่ในพืนดิน

อนุกรมวิธานวิทยาและการเปลี่ยนแปลงแก้ไข[แก้]

บุคคลแรกที่พยายามอย่างมากในการนำเสนอผลงานเนซอมีและพยายามเรียบเรียงใหม่และแก้ไขเพิ่มเติมคือ Vahid Dastgerdi ซึ่งเป็นงานตีพิมพ์ระหว่างปี ค.ศ. 1313 ถึง ค.ศ. 1317 ซึ่งหลังจากเขาแล้วมีตีพิมพ์ฉบับอื่น ๆ เพิ่มเติมอีกและมีการรวมถึงคอลเล็กชันหกเล่มที่มีการแก้ไขและคำอธิบายโดย Behrouz Thorotian ซึ่งจัดพิมพ์โดย Toos Publications ระหว่างปี 1363 ถึง 1379 และในปี 1386 ได้มีการแก้ไขและอธิบายเพิ่มเติมโดย สำนักพิมพ์ อะมีรกะบีร บะรอต เซนญอนีย์ ได้ทำการแก้ไขคัมเซะฮ์ของเนะซอมีรวมทั้งบทกวีอื่นอีกที่ต่อมาถูกนำมาเผยแพร่โดยสำนักพิมพ์อะมีกะบีร คัมเซะฮ์ ของเนะซอมี เป็นผลงานที่ถูกบันทึกในมรดกโลกของยูเนสโกด้วย และยังมีการแก้ไขโดย ตะกีย์ พูรนอมดอรอนและมุสตอฟา มูซาวีย์กำลังอยู่ในช่วงดำเนินอีกด้วย

การศึกษาเกี่ยวกับสำนวนโวหารของเนะซอมี[แก้]

ภาษากวีนิพนธ์และวาทศิลป์ของเนะซอมี[แก้]

ต้นฉบับลายมือของคัมเซห์ เนะซามี โดยศิลปินชาวอิหร่าน Kamal al-Din Behzad ปี 1494 บอกเล่าเรื่องราวการ เสด็จขึ้นสู่สวรรค์ ของท่านศาสดาแห่งศาสนาอิสลาม

เนะซอมีถือเป็นนักกวีที่จะต้องถูกนับว่าเป้นต้นแบบและเป็นรากฐานสำคัญให้กับบทกวีและนักกวีเปอร์เซีย เขาเป็นนักเล่าเรื่องที่เหมือนกับ ฟิรดูซีและซะอ์ดีย์ ที่คิดค้นรูปแบบที่เป็นของตัวเองได้

เนะซอมีเป็นเลิศในการผสมผสานความหมายในจินตนาการอย่างน่าสนใจรวมทั้งนำรายละเอียดที่ได้มาจากความคิดที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ ผู้คนและยังเปรียบเทียบสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างงดงาม ที่ต่อมาไม่มีใครสามารถเลียนแบบให้เหมือเขาได้อีกเลย

ในขณะเดียวกันตามนิสัยของคนในสมัยนั้น พวกเขาจะไม่ละเลยที่จะนำศัพท์ทางวิชาการและคำศัพท์ภาษาอาหรับมาผสมผสานกับหลักการและรากฐานของปรัชญา รหัสยะวิทยา และศาสตร์อื่น ๆ ด้วยเหตุนี้ที่เขานำสิ่งเหล่านั้นเข้ามาใสในบทกวีและรวมเข้ากับจินตนาการ ทำให้ยากและซับซ้อนมาก อย่างไรก็ตามความสามารถของเขาในการถ่ายทอดความหมายที่น่าพึงพอใจและพลังในการจัดบทกวีและเรื่องราวของเขาทำให้งานของเขาถูกลอกเลียนแบบอย่างมากในเวลาต่อมา

ถึงแม้ว่าเนะซอมีจะเป็นนักกวีนักเล่าเรื่องที่มักเล่าเรื่องเกี่ยวกับความรักที่ตามคำกล่าวของเขาว่าเป็น บทกวีแห่งความรัก แต่เขายังเป็นนักกวีที่เป็นนักปราชญ์และนักคิดที่เข้าใจและเชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์อิหร่านที่ในผลงานของเขาซ่อนประเด็นอันล้ำลึกมากมาย ด้วยเหตุนี้หลายครั้งเขาจึงต้องการให้ผู้คนที่อ่านบทกวีของเขาค้นหาความเร้นลับที่ซ่อนอยู่ในบทกวีของเขาโดยในบางบทเขากล่าวว่า :

ในบทกวีถึงแม้มีทั้งดีและไม่ดี

แต่ทั้งหมดคือสัญลักษณ์แสดงภูมีความรู้

ทั้งหมดคือเรื่องราวที่แตกต่างกัน

มันคือขุมคลังอันมีค่าไม่ใช่นิยาย

[18]

บทกวีของเนะซอมี กันจาวีย์ มีต้นกำเนิดมาจากวัฒนธรรมอิหร่านที่รวมวัฒนธรรมอิหร่านทั้งยุคก่อนอิสลามและหลังอิสลามเข้าด้วยกัน [19]

วรรณคดีความรัก[แก้]

การเล่าเรื่องในวรรณกรรมภาษาเปอร์เซียไม่ได้เริ่มโดยเนะซอมี แต่เขาเป็นนักกวีเพียงคนเดียว ในช่วงศตวรรษที่ 6 ที่ทำให้วรรณกรรมเรื่องความรักพัฒนาไปสู่จุดสูงสุดของมัน คอมรอน ตะลัตตุฟ และ คลินตัน ได้กล่าวไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งที่ตีพิมพ์ในปี 2000 ว่าบทกวีของเนะซอมีอยู่ในระดับ ฟิรดูซีและเมาลาวี

กวีนิพนธ์แนวรหัสยะวิทยา[แก้]

ขุมคลังแห่งความเร้นลับ

บทกวีของเนซอมีบางบทมีเนื้อหาเกี่ยวกับปรัชญาและเทววิทยา เนซอมีมักใช้แนวคิดทางปรัชญาและเทววิทยาโดยอาศัยคำศัพท์ทางเทคนิคของศาสตร์เหล่านี้อ้างถึงแนวคิดต่าง ๆ เช่น การคว้าโอกาสและชีวิตหลังความตาย ความไม่ยั่งยืนของชีวิต ความเสื่อมเสียของโลก และไม่แน่นอนของบนโลกนี้ [20] [21]

เนะซอมีกับนักกวีในอดีต[แก้]

เนะซอมีและฟิรดูซีย์[แก้]

เรื่องราวของ Nezami บางส่วนยังถูกกล่าวถึงใน Shahnameh ของฟิรดูซีย์ แต่ในเรื่องวิธีการเนะซอมียังใช้แนวของ Fakhreddin Asad Gorgani ในแง่ของรูปแบบและสำนวนโวหาร [22]

เนะซอมีกล่าวชื่อของ ฟิรดูซี ไว้ในผลงานเรื่อง โคสโรและชีรีน ไลลาและมัจนูน อิสกันดารนอเมะฮ์ ตัวอย่างเช่นในอิสกันดัรนอเมะฮ์ เขาเรียกฟิรดูซีว่าเป็นผู้รู้แห่งทูส

จากโคสโรที่มีเหล้าอยู่ในแก้วของเขา

จดหมายเหตุนี้มีชื่อว่าโคสระวอน

นักเล่าเรื่องประวัติศาสตร์แห่งทูส

ซึ่งคำพูดของเขาถูกทำให้สวยงามดั่งเจ้าสาว

เช่นเดียวกันบางวรรคในบทกวีของเนะซอมี มีเนื้อหาตรงกับ ชอฮ์นอเมะฮ์ ของฟิรดูซี

ฟิรดูซี  :

รู้ไว้เถิดว่า ท่านคือราชาและศาสดา

ดั่งพลอยสองเม็ดอยู่ในแหวนเดียวกัน

เนะซอมี :

ในด้านความรู้ท่านคือราชาและศาสดา

ดั่งเช่นพลอยสองเม็ดบนเแหวนเรือนเดียว

ฟิรดูซี :

ผู้ทำให้โลกสูงส่งและต่ำลงคือเธอ

ฉันไม่รู้ว่าท่านคือใครทั้งหมดของโลกนี้คือเธอ

เนะซอมี :

ทั้งหมดในโลกนี้คือเธอ ไม่ใช่ใครอื่นใด

ที่พิ่งพิงอันสูงส่งและต่ำต้อยของโลกนี้คือเธอ

เนะซอมีกับฟัครุดดีน อะซัด โกรกอนีย์[แก้]

ม้ว่าเนะซอมีเป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของนักกวีที่ใช้แนวงานของ Fakhreddin Asad Gorgani ในวรรณกรรมเรื่อง Weiss และ Ramin ด้วยความเฉลียวฉลาดและความเฉลียวฉลาดเป็นพิเศษของเขานี้เอง เขาได้นำเสนอเรื่องราวในบทกวีจนกลายเป็นที่ยอมรับของชาวมุสลิมอิหร่านในที่สุด [23]

เนะซอมีกับนักกวีร่วมสมัย[แก้]

เนะซอมีกับคอกอนีย์[แก้]

เนะซอมีมีเพือนร่วมสมัยคือ คอกอนีย์ เมื่อคอกอนีย์เสียชีวิตลง เนะซอมีแสดงความเสียใจด้วยบทกว่ากล่าวว่า

หัวใจสลายคอกอนีทิ้งฉันไป

กายหวั่นไหวและใจสั่นสะท้าน

การเซ็นเซอร์งานของเนะซอมี[แก้]

ในช่วงการปกครองของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน เนื่องจากนโยบายของรัฐบาลในการตรวจสอบตำราคลาสสิก ผลงานของเนซอมีโดยเฉพาะอย่างยิ่งของคอสโรว์และชีริน ถูกเซ็นเซอร์และบางส่วนได้ถูกลบออกไปต้นฉบับต่าง ๆ [24] เกี่ยวกับเรื่องนี้มีนักวิชาการออกมาแสดงความเห็นมากมายเช่น:

Mohammad Ali Eslami Nodooshan : กล่าวว่า : การตรวจสอบงานคลาสสิกและการแปลดังบางอย่างไม่ถูกต้อง เพราะมันเป็นผลงานของผู้อื่นและเราไม่มีสิทธิ์แตะต้องพวกเขา หากมีการตรวจสอบในประเทศของเรา ขอบเขตของการตรวจสอบควรมีความชัดเจน ไม่เกี่ยวกับรายละเอียดทางทฤษฎี แต่การดัดแปลงตำราคลาสสิกต้องใช้ความสามารถ [25] Parviz Khayef : กล่าวว่า : เนะซอมีมีผลงานที่น่าทึ่งและน่าเก็บรักษามากที่สุดในฉากต่าง ๆ คำพูดของเขาในลักษณะที่เขาได้ทำการแยกแยะทางปัญญา จิตวิญญาณ และศรัทธา ไม่พบคำใดใน Khosrow และ Shirin ที่ขัดต่อสิ่งต้องห้ามเลย เขาใช้อุปมาและภาพในฉากที่ไม่ชัดเจน พูดเกี่ยวกับ Khosrow และ Shirin ไม่ยุติธรรมที่พวกเขาโจมตีงานของเนะซอมีโดยไม่ได้อ่านประวัติศาสตร์ของเนะซอมี [26]

บทนำในบทกวี[แก้]

นักวิชาการบางคนถือว่า เนซอมี กันจาวีย์ เป็นคนแรกที่คิดค้น ซอกีนอเมะฮ์  (บทนำและบทแนะนำตัวนักกวีและเรื่องย่อวรรณคดี) มาเขียนในบทกวี ต่อมากวีคนอื่นๆ เช่น ฮาฟิซ นำรูปแบบนี้มาใส่ในวรรณคดีเปอร์เซียและเป็นที่นิยมกันในเวลาต่อมา [27] เนซอมีได้เขียนแนะนำตัวและเรื่องย่อในรูปแบบนี้ไว้ในผลงานเรื่อง อิสกันดาร์นอเมะฮ์ ไว้สองวรรคซึ่งเป็นเรื่องย่อของเรื่องราวทั้งหมด

อิทธิพลของเนะซอมีต่อกวีนิพนธ์ในสมัยต่อมา[แก้]

นักกวีที่เลียนแบบวิธีการของเนะซอมี[แก้]

รรณกรรมกวีชาวเปอร์เซียช่วงหลังส่วนใหญ่เลียนแบบงานของเนะซอมี [28] เนะซอมีได้รับการเลียนแบบโดยกวีหลายคนเนื่องจากรูปแบบการพูดที่เป็นเอกลักษณ์และภาษาของกวีนิพนธ์ของเขา

พิธีฝังศพของมัจนูน

ไลลาและมัจนูน เป็นจุดเริ่มต้นของบทกวีนับไม่ถ้วนที่ถูกเลียนแบบมาเป็นเวลานาน บทกวีเลียนแบบเหล่านี้เขียนขึ้นในเกือบทุกภาษาที่ถือว่าตัวเองอยู่ภายใต้อิทธิพลทางวัฒนธรรมของภาษาเปอร์เซียและวรรณคดีเปอร์เซี (เช่นเปอร์เซียเคิร์ด และเปอร์เซียพาชโต) แต่มีเพียงไม่กี่บทกวีเหล่านี้ที่ยังหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน

ผู้เลียนแบบวิธีการเนะซอมีคนแรกตามบทประพันธ์เรื่อง Lily และ Majnoon Nezami ในภาษาเปอร์เซียคือ Amir Khosrow Dehlavi ต่อมา Noor al-Din Abdul Rahman Jami ยังได้สร้างบทกวี Lily และ Majnoon ขึ้นใหม่ในรูปแบบของเขาเพิ่มเติม ในช่วง Timurid และ Safavid กวีหลายคนในอิหร่านและอินเดีย รวมทั้ง Hatefi Kharjardi, Mirza Mohammad Qasem Gonabadi และ Helali Jaghtai ได้สร้าง Lily และ Majnoon ขึ้นใหม่และแนวโน้มนี้ยังคงดำเนินต่อไปจนถึงยุค Qajar นอกจากนี้ Salman Sajoji He เป็นกวีที่ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากบทประพันธ์ Lily และ Majnoon อิทธิพลนี้ปรากฏชัดในจดหมายอำลาของเขา Soheili Joghtaei ยังได้แต่งบทกวีชื่อ Lily และ Majnoon ตามรูปแบบของเนะซอมี บทกวีล่าสุดเกี่ยวกับ Lily และ Majnoon แต่งขึ้นโดย นอมี Isfahani และคนสุดท้ายคือ Hassan Ehtemam (1335 ตามปฏิทินอิหร่าน) โดยรวมแล้ว จากข้อมูลของ Hassan Zolfaghari มีผู้ประพันธ์ 86 คนมีบทประพันธ์แนว Lily และ Majnoon ของเนะซอมี

ตามการเล่าเรื่องของอะมีรโคสโร เดะฮ์ลาวี ไลลาและมัจนูนมีความรักมีมุมมองทางโลกมากกว่า และพวกเขาสมหวังในความรักภายในคืนเดียวเท่านั้น ตามการเล่าเรื่องนี้ไลลาหลงรักมันจนูนมากกว่า ต่างจากของเนะซอมี และตามการเล่าเรื่องของเดะฮ์ลาวีย์ ไลลาและมัจนูนไม่ได้แต่งงานกันแตะมัจนูนได้แต่งกับคอดีญะฮ์ลูกสาวของหัวหน้าเผ่าแต่ในที่สุดก็หนีไปอยู่ในถ้ำอยู่ดี ตามคำกล่าวของมุฮัมมัดญะอ์ฟัร เรื่องเล่าของเนะซอมี มีเนื้อหาเหนือกว่าอะมีร โคสโร

การเล่าเรื่องของ Jami นั้นแตกต่างจากทั้งสองอย่าง ตามคำกล่าวของเขา มัจนูนซึ่งเป็นชายหนุ่มขี้เกียจ ตกหลุมรักไลลาแต่ไม่สำเร็จ ตามที่ Jami กล่าว Majnoon เสียชีวิตต่อหน้า Lily ส่วนเพิ่มเติมของการบรรยายของ Jami คือ Majnoon ตกเป็นขอทาน ไลลาได้ทำอาหารบนบาน เมื่อมัจนูนมาขออาหาร ไลลาทำชามมัจนูนแตก ถ้าเขาไม่รักฉันและไม่สนใจฉัน ทำไมนางถึงทำจานฉันแตกแต่จานคนอื่นไม่แตก

มัจนูนในคำบรรยายของ Mullah Abdullah Hatefi Jami (หลานชายของ Noureddin Abdul Rahman Jami) มัจนูเป็นคนชอบข้อแก้ตัวและหลงใหลการเสริมสวยเพราะในวัยเด็กอยู่ในการดูแลช่างเสริมสวย

นอกจากกวีนิพนธ์ที่ยกคำพูดของไลลาและมาจนูนแล้ว กวีที่พูดภาษาเปอร์เซียคนอื่นๆ ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ในแนวทางที่ต่างออกไป บางคนใช้หัวข้อที่กล่าวถึงในการบรรยายครั้งก่อนในบทกวีของพวกเขา และคนอื่น ๆ ได้เพิ่มหัวข้อใหม่ให้กับเรื่องโดยไม่มีการบรรยายเรื่องราวทั้งหมดหรือเปลี่ยนเหตุการณ์ข้างเคียงของเรื่องราวด้วยความคิดริเริ่มของตนเองและได้แสดงออกมาแตกต่างกันและ เหตุการณ์ที่กล่าวถึงซึ่งไม่ได้บอกไว้ในคำบรรยายใด ๆ ก่อนหน้านี้ ตัวอย่างเช่น Attar Neyshabouri เป็นหนึ่งในกวีที่แม้ว่าเขาจะยังไม่ได้บรรยายความรักของ ไลลาและมัจนูน อย่างสมบูรณ์ แต่ก็ได้เพิ่มเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยและความหมายมากมาย เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเหล่านี้บางส่วนขัดแย้งกับแก่นแท้ของผลงานของเนะซอมี ตัวอย่างเช่น Attar, Rumi และ Vahshi Bafghi ต่างก็รายงานเกี่ยวกับความไม่สวยของไลลา

ชื่อเสียงของเนะซอมีในระดับสากล[แก้]

เนื่องการที่เนะซอมีมีผลงานทั้งหมดเป็นภาษาเปอร์เซีย ในอิหร่าน อัฟกานิสถาน ทาจิกิสถานที่ใช้ภาษาเปอร์เซียเป็นภาษาทางการ ผลงานของเนะซอมีจึงมีชื่อเสียงและได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะในอิหร่านผลงานของเขาเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง เช่นเดียวกันในอาเซอร์ไบจาน เหตุเพราะว่าหลุมฝังศพของเขาอยู่ในประเทศนี้ แต่เขาก็เป็นที่รู้จักในระดับสากลด้วย โดยเฉพาะในอินเดีย

  1. อิทธิพลของเนะซอมีในอนุทวีปอินเดีย
กรอบรูปขนาดใหญ่ของเนะซอมี บนผนังทำเนียบประธานาธิบดีอินเดีย

ในภาษาอุรดูก็มีบทกวีที่เลียนแบบจากเรื่องไลลาและมัจนูนซึ่งทั้งหมดได้รับอิทธิพลจากภาษาเปอร์เซียและเรื่องราวของไลลาและมัจนูนของเนะซอมีทั้งสิ้น ในแถบอนุทวีปอินบทกวีของเนะซอมีได้รับการสนใจเป็นอย่างมากซึ่งชื่อเสียงของเนะซอมีในหมู่ผู้รู้ภาษาเปอร์เซียและภาษาอุรดูในแถบอนุทวีปอินเดียถือว่าเป็นที่รู้จักมากกว่า อะมีร โคสโร เดะฮ์ลาวี เสียอีก ภาษาเปอร์เซีย มีอิทธิพลอย่างน่าแปลกใจในหมู่คนแถบอนุทวีปอินเดีย และคัมเซะฮ์ของ อะมีร โคสโร เดะฮ์ลาวี มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมมากทีสุด และเขาได้ยกย่องเนะซอมีว่าเป็นอาจารย์ที่เชี่ยวในวรรณกรรม

  • เนะซอมีซึ่งเป็นกูรูแห่งศิลปะนี้ * ในเรื่องนี้เทียนของเขาสว่างที่สุด
  • จากซากปรักหักพังมีห้าขุมทรัพย์ เขาสะสมทรัพย์แห่งกวีถึงห้าขุม
  • เมื่อโคสโรได้ยึดทั้งห้าไว้ และใช้ความพยายามแห่งความคิดจนหม่นหมอง

ตามคำเขียนบนแผ่นศิลาภาษาเปอร์เซียตามอาคารหรูต่าง ๆ ในอินเดีย (บทบันทึกเปอร์เซียบนแผ่นหินของอินเดีย ในห้องโถง อะโชกา ฮอลล์ ห้องโถงที่สำคัญที่สุดในทำเนียบนายกของอินเดีย Rashtrapati Bahavan Delhi มีบทกวีเปอร์เซียเขียนติดอยู่พร้อมกับภาพวาดจากอิหร่าน รวมทั้งฉากของพื้นที่ล่าสัตว์ของ Fath Ali Shah Qajar และบทกวีของ Hafez, Khayyam และ Nezami Ganjavi ถูกประดับไว้บนหลังคาและบางส่วนของห้องโถง และมีภาพสีน้ำมันของเนะซอมีขนาดใหญ่ติดตั้งอยู่ในห้องโถง อะโชกา ด้วย

เนะซอมีในประเทศญี่ปุ่น[แก้]

เนะซอมีในญี่ปุ่นถูกรู้จักในสถานะนักเล่าเรื่องภาษาเปอร์เซียและมีอิทิพลในภูมิศาสตร์ภาษาเปอร์เซีย ปีที่ผ่านมาคณะจาก NHK ต้องการเดินทางมาอิหร่านเพื่อเข้ามาทำสารคดีที่ใช้ชื่อว่า ไลลาและมัจนูน แต่ด้วยวิกฤติโควิดจึงทำให้เลื่อนการเดินทางออกไป ในปัจจุบันผลงานของเนะซอมีถูกแปลเป็นภาษาญีปุ่น ตัวอย่างเช่น :

  1. เรื่องราว ฮัฟต์เพยฆัร (เจ็ดร่าง) ราชินีทั้งเจ็ด แปล โดย Tsoneo Coroyanagi กรกฎาคม 1971 (Toyo Bonko 191)
  2. Khosrow และ Shirin " แปล โดย Amiko Okada, Hibunsha, มิถุนายน 2520 (Toyo Bonko 310)
  3. Lily and the Madman " แปลโดย Imiko Okada, Hibunsha, กุมภาพันธ์ 1981 (Toyo Bonko 394)

หรือ:

แสตมป์ที่ระลึกของเนะซอมี พิมพ์ใน โซเวียต พ.ศ. 2524

บทกวีเรื่องไลลาและมัจนูน ได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆ เช่น เยอรมัน ฝรั่งเศส อังกฤษ รัสเซีย และ อาร์เมเนีย ใน วรรณคดีอาร์เมเนีย ตามมุมมองของความคล้ายคลึงกันในเรื่องความรักที่ขัดกับประเพณีของสังคม ในบทกวี "Anoush" (1892) ที่เขียนโดย Johannes Tumanian ถูกนำมาเปรียบเทียบกับ วรรณคดีเรื่องไลลาและมัจนูน ใน วรรณคดีของชายเคิร์ด บทกวี Masnavi " เมะฮ์ฮัมและซีน " (ที่เผยในศตวรรษที่ 17) เขียนโดย Ahmad Khani ได้ถูกนำมาเปรียบกับไลลาและมัจนูนในเรื่องบรรยากาศของเรื่องราวที่เล่าในอิหร่าน

บทกวีของเนะซอมีถูกแปลเป็นภาษาต่าง ๆ มากมาย ตัวอย่างเช่น คัมเซะฮ์ที่แปลโดย รุสตัม อาลียุฟ ที่ถูกแปลและเผยแพร่เป็นภาษารัสเซีย

ใน ภาษาอูรดู เช่นกันก็มีบทกวีที่เขียนเลียนแบบเรื่องไลลาและมัจนูนซึ่งก็ได้รับอิทธิพลจากภาษาเปอร์เซียและการเล่าเรื่องแบบเปอร์เซียของไลลาและมัจนูนอีกด้วย

อิทธิพลของเนะซอมีต่อวรรณคดีตุรกี[แก้]

กวีชาวตุรกีมีความหลงใหลในตัวเนะซอมีและผลงานของเขาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ Khamseh Masnavi ที่พวกเขาเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ของ Masnavi ในวรรณคดีตุรกีกับ Nezami Masnavi เข้าด้วยกัน ซึ่งส่วนใหญ่ในช่วงร้อยปีที่ผ่านมาของตุรกีบทกวีได้รับการประพันธ์ขึ้นตามแบบหรือตอบสนอง การแปล และการตีความของ Khamseh Nezami [29]

นอกจากนี้ผลงานไลลาและมัจนูนของเนะซอมี ถูกแปลเป็น ภาษาตุรกี ใน วรรณคดีตุรกี บทกวีถูกเขียนขึ้นเลียนแบบเรื่องราวของไลลาและมัจนูนของเนะซอมี โดยยังรักษารูปแบบตามแบบฉบับของเนะซอมี Mohammad Fuzuli เป็นหนึ่งในกวีชาวตุรกีที่เขียน Masnavi ไลลาและมัจนูน Masnavi นี้เขียนขึ้นในปีฮิจเราะฮ์ที่ 942 และเชื่อกันว่า Masnavi นี้เขียนขึ้นภายใต้อิทธิพลของเนะซอมี แต่นักวิชาการชาวตุรกีชื่อ Nolan Tarlan อ้างว่า Fuzuli ไม่ได้รับอิทธิพลจากใครในการแต่งบทกวีนี้ และถือว่าบทกวีนี้เกิดจากพรสวรรค์และตัวตนของ Fuzuli เอง

การปลอมแปลงศาลตุรกีโดยอ้างว่าเป็นของเนะซอมี[แก้]

นักปราชญ์คนหนึ่งของ สาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน เห็นบทกวีบางบทที่อ้างว่าเป็นของเนะซอมี [30] เป็นบทที่ผิดพลาดทางเทคนิค (เรื่องสัมผัส) (โกร (หมาป่า) ไม่สัมผัสกับ (โตรก์) และมีปัญหาด้านวรรณกรรม) [31] และเมื่อตรวจสอบไม่พบอยู่ในต้นฉบับใด ๆ เลยในวรรณคดีและวัฒนธรรมเปอร์เซีย ที่บอกว่าหมาป่าถูกมองว่าเป็นสัตว์ที่กระหายเลือดและเป็นสัตว์ดุร้าย วรรคที่มีการปลอมแปลง (ซึ่งถูกปลอมแปลงโดยไม่สัมผัสกับวรรคก่อนหน้าหรือวรรคถัดไป) คือวรรคที่กล่าวว่า : [32] พ่อของพ่อของฉันเป็นเติร์ก แต่พวกเขาทุกคนเป็นเช่นหมาป่า

เนะซอมีเขียนในบทกวีของเขาเชื่อว่า หมาป่าเป็นสัตว์ที่โง่เขลา ดุร้าย และมีความฉลาดน้อยกว่า จิ้งจอกและสิงโต จากที่หมาป่าที่ถูกมองเป็นราชา แต่เมื่อหมาโดนกับดักจึงเห็นว่าเป็นหมา

แม้ว่างานทั้งหมดของ เนะซอมี กันจาวีย์ จะเป็นภาษาเปอร์เซีย , ชาว Pan- Turkist ethnocentrists ถือว่า บทกวีของกวีอีกคนหนึ่งชื่อ Nezami Qanooni (กวียุคออตโตมัน) [33] คึอคนเดียวกับเนะซอมี กันจาวีย์ [34]

แสตมป์ที่ระลึกของเนะซอมี พิมพ์ใน โซเวียต พ.ศ. 2524

สาธารณรัฐอาเซอร์ไบจานได้ทำการอ้างสิทธิ์ไม่เป็นไปตามหลักวิชาการบิดเบือนงานของเนซอม มาหลายปีแล้ว สาธารณรัฐอาเซอร์ไบจานจะแนะนำเนะซอมีในฐานะกวีชาวอาเซอร์ไบจัน ไม่ใช่ชาวอิหร่านโดยการติดตั้งรูปปั้นของเขาในจัตุรัสต่าง ๆ ของโลก Paola Orsatti ศาสตราจารย์ด้านภาษาและวรรณคดีเปอร์เซียที่มหาวิทยาลัย Sapintza ในกรุงโรมเรียกการติดตั้งรูปปั้นของเนซอมีในกรุงโรมว่าเป็นการบิดเบือนทางประวัติศาสตร์ โดยกล่าวว่า "เราจะต้องแสดงการเปิดโปงการติดตั้งรูปปั้นเนะซอมีในกรุงโรมว่าเป็นนักกวีชาวอาเซอร์ไบจาน ที่พวกเขาอ้างว่าได้สร้างรูปปั้น ในจัตุรัส Komnostorsk เรียกเขาว่า "กวีอาเซอร์ไบจันผู้ยิ่งใหญ่" ในขณะที่ Nezami Ganjavi ไม่ได้พูดภาษาตุรกีด้วยซ้ำ 76]  นอกจากนี้ ในปี 2012 หนังสือชื่อ "ในการทำให้การเมืองของกวีชาวอิหร่าน เนซามี กันจาวี ในยุคสมัยใหม่" เขียนโดย Siavash Lornejad และ Ali Doustzadeh ซึ่งตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษเมื่อเดือนตุลาคม 2555 ได้ตรวจสอบการกระทำ การบิดเบือน การอ่านผิด และการพิจารณาอย่างรอบคอบ ความเข้าใจผิด มันเกี่ยวข้องกับบทกวีของเนซอมีโดยนักวิชาการโซเวียตและ "ชาตินิยม" ของสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจานและแพน - เติร์ก หนังสือเล่มนี้มีให้บริการฟรีทางอินเทอร์เน็ต [74] Paola Orsatti ศาสตราจารย์ภาษาเปอร์เซียและวรรณคดีที่มหาวิทยาลัย Sapienza ในกรุงโรมเขียนหนังสือเล่มนี้: [74] "หนังสือเล่มนี้เป็นรายการตรวจสอบการบิดเบือนทั้งหมด ที่สร้างขึ้นเพื่อจุดประสงค์ชาตินิยมและเป็นเรื่องธรรมดาในปัจจุบันในด้านการวิจัยเกี่ยวกับกวีชาวอิหร่านผู้ยิ่งใหญ่ Nezami Ganjavi ความบิดเบี้ยวเริ่มต้นขึ้นเมื่อรัฐบาลโซเวียตตัดสินใจฉลองครบรอบ 800 ปีของเนซอมี ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้พิจารณาข้อโต้แย้งของนักวิชาการโซเวียตอย่างใกล้ชิดและวิจารณ์ และล่าสุด นักเขียนในสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจานเกี่ยวกับ Nezami เพื่อเรียกเขาว่า "กวีอาเซอร์ไบจัน" และให้ถือว่างานของเขาเป็นเช่นนั้น- เรียกว่า "วรรณคดีอาเซอร์ไบจัน" ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้แสดงให้เห็นว่าคำกล่าวอ้างเหล่านี้เป็นเท็จ นอกเหนือจากส่วนที่สำคัญเหล่านี้แล้ว หนังสือเล่มนี้ยังมีส่วนที่สร้างสรรค์ซึ่งเป็นข้อมูลและความรู้ที่ผู้เขียนได้ให้แหล่งข้อมูลโดยตรงแก่เรา รวมทั้งการอ่านงานทหารของเขาและกวีร่วมสมัยอื่น ๆ อย่างระมัดระวัง แหล่งประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของเขา "หนังสือเล่มนี้เป็นงานวิจัยที่น่าสนใจและได้รับการจัดทำเป็นเอกสารอย่างรอบคอบในด้านวรรณกรรมเปอร์เซียคลาสสิก และยังตอบคำถามเกี่ยวกับสถานการณ์ทางประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์วิทยา และภาษาศาสตร์ของภูมิภาคอารันและทรานคอเคเชียนอีกด้วย"

ในปี 2550 Nowruz Ali Mohammadov นักวิชาการด้านวัฒนธรรม Talesh ถูกจำคุกเนื่องจากสนับสนุนวัฒนธรรมของชาว Talesh (ดู [Novruzali Mammadov] ในวิกิพีเดียภาษาอังกฤษ) [35] และหนึ่งในข้อกล่าวหาของรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจานที่มีต่อเขาคือเขาได้อ่านผลงานของ เนะซอมี กันจาวีย์ ในสิ่งพิมพ์ที่ไม่ใช่ภาษาตุรกี [36] และในปี 2009 Nowruz Ali Mohammadov ได้เสียชีวิตในคุก [37]

ส่วนหนึ่งจากบทประพันธ์คัมเสห์ เนซามี ในปี ค.ศ. 1548 ซึ่งเก็บไว้ในชีราซ

กันจา เป็นเมืองหลวงของจังหวัด Aran จากศตวรรษที่ 4 และถือว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่สวยที่สุดในเอเชียตะวันตกก่อนการรุกรานของ มองโกล [38] ชื่อกันจาก มาจากคำว่า "กันจ์" ในภาษาเปอร์เซีย [39] เป็นภาษาพูด ของชาวอิหร่าน เช่นเดียวกับผู้ที่อาศัยอยู่ในส่วนอื่น ๆ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอิหร่าน และเป็นรูปแบบหนึ่งของภาษา ปาห์ลาวี (หรือฟาห์ลาวี) [40] นักภูมิศาสตร์ในสมัยโบราณเรียกภาษานั้นว่า ออรอนี Ibn Hawql กล่าวว่า: "ผู้คนใน Barda (เมืองศูนย์กลางโบราณของ Aran ) พูด ภาษา Arani" Shams al-Din al-Maqdisi อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาษานี้มากขึ้นใน หนังสือ Ahsan al - Taqasim โดยกล่าวว่า : ในอารานใช้ภาษาอารานีสนทนากัน แต่ก็เข้าใจภาษาเปอร์เซีย แต่ตัวอักษรเป็นอักษรแบบเดียวกับภาษาโครอซาน แต่ภาษาเขียนของกวีและนักเขียนในดินแดนนั้นถูกเรียกว่า "อรานี เปอร์เซีย" (ตรงข้ามกับ ดารี เปอร์เซีย ) การผสมผสานของภาษาถิ่นและภาษาในส่วนต่าง ๆ ของ อิหร่าน และความแตกต่างทางภาษานี้ Khaghani และ Nezami ในช่วงเวลาแปดร้อยปีทั่วอิหร่าน ทำให้เกิดการตีความพิเศษมากมายนำเข้าเข้าสู่วัฒนธรรมหรือภาษาของกวีและนักเขียนคนอื่น ๆ จนกลายเป็นภาษา ดารี เปอร์เซีย ในที่สุด. [41]

ตามการอ้างอิงจาก Giragos Gandzaketsi (นักประวัติศาสตร์อาร์เมเนียและนักบวชในสมัยของเนะซอมีและตัวเขาเองเป็นชาวกันจาโดยกำเนิด) ก่อนการรุกรานของชาวมองโกล เมืองกันจามีประชากรชาวเปอร์เซียจำนวนมากและชาวคริสต์เป็นส่วนน้อย [42] [43] ควรสังเกตว่า Giragos เชื่อว่ามีความแตกต่างกันระหว่างชาวเปอร์เซีย อาหรับ และตุรกี และในงานของเขา เมื่อเขาเรียกชาวกันจาว่าเป็นเปอร์เซีย เขาหมายถึงชาวเปอร์เซีย ไม่ใช่หมายถึงชาวมุสลิมทุกคน สำหรับชาวอาหรับ เขาใช้คำว่า "ทาจิก" (ตาจิกเหมือนกับทาจิก หรือ ทาซิก = ทาซิก = อาหรับ = มุสลิม - ดูจากงานเขียนของชาวเปอร์เซียกลาง เช่น จามาสพ์นาเมห์) เรียกชาวอาหรับว่า ทาจิก เขาเขียนเรียกพวกเติร์กว่าเป็น T'urk ตัวอย่างเช่น ในบทที่ 18 เขาเขียนว่า "จาลาลุดดิน โมฮัมหมัด คาราซม์ชาห์ รวบรวมกองกำลังของเขาจากบรรดาชาวอิหร่าน (เปอร์เซีย) และพวกทาชิคาน และพวกตุรกี » [43] [44] .

ในหหนังสือ Nozhat al-Majalis กล่าวว่า ยังมีบทกวีของกวีชาวเปอร์เซียที่เขียนเป็นภาษาเปอร์เซียจากนักกวี 24 คนของเมืองกันจาก่อนการรุกรานของ ชาวมองโกล จำนวนนีดกวีเปอร์เซียและนักเล่าเรื่องภาษาเปอร์เซียที่มาจากเมืองกันจาในช่วงศตวรรษที่ 6 และ7 ในตอนเหนือของอิหร่านที่ได้แต่งขึ้นซึ่งบ่งบอกถึงความมากมายของกวีนิพนธ์เปอร์เซียและวรรณกรรมในยุคของเนะซอมีและยังยืนยันว่าในอิหร่านเปอร์เซีย ภาษาและวรรณคดีเป็นภาษาของผู้คนตามท้องถนนและตลาด [45] [46] [47]

การปลอมแปลงบทกวีตุรกีอ้างเป็นผลงานเนะซอมี[แก้]

ในปี 2545 Andisheh No Publications ได้ตีพิมพ์หนังสือเรื่อง "nezami Ganjavi ; Turkje Yeni Tapilan (บทกวีเนซอมี กันจาวี ที่ประพันธ์ใหม่) ได้รับการตีพิมพ์ หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า "เป็นครั้งแรกในโลก" ที่ไม่เป็นไปตามหลักวิชาการ และน่ารังเกียจ บรรณาธิการของหนังสืออ้างว่าต้นฉบับของหนังสือเล่มนี้ถูกค้นพบโดยบุคคลที่ชื่อ "ซาเดียร์ วาซิเฟห์, ไอล์ โอกลี" จาก สาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน นักวิจัยกล่าวว่าผู้ตรวจทานหนังสือของ Mohammadzadeh Siddiq ไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดถึงความถูกต้องของหนังสือ แต่ผู้ตรวจทานได้ชี้ให้เห็นถึงบทกวีบทหนึ่งของเนะซอมี ที่ต้องการจะให้เห็นว่ามีบทกวีภาษาตุรกีของเนะซอมีด้วย แต่นักค้นคว้าและนักวิชาการทั้งหมดเห็นตรงกันว่าในบทกวีของเนะซอมีไม่เคยมีบทที่เป็นภาษาตุรกีอยู่เลยแม้แต่น้อย : กะซัลของเนะซอมีเป็นกะซัล ที่ขย้ำลงบนบาดแผลของคนเขลา

ในวันรื่นเริงและมีสิริมงคลวันหนึ่ง คิ้วโค้งดั่งวงพระจันทร์ของฉันยิ้มหวาน วันที่ฉันดีใจเป็นทีสุด คือวันที่บทกวีของฉันถูกแต่งจนเสร็จสิ้น

หลังจากการตีพิมพ์ของ Divan นี้ซึ่งทำให้ชุมชนวรรณกรรม อิหร่าน ประหลาดใจและวิพากษ์วิจารณ์การกระทำที่น่าสงสัยของ กระทรวงแนะแนว ในการอนุญาตให้เผยแพร่งานดังกล่าวก่อนที่จะพิสูจน์ความถูกต้องหรือไม่ถูกต้องของมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์การประท้วงในอิหร่านและแม้กระทั่ง มีการวิพากษ์วิจารณ์นักวิจัยเป็นกลางบางคนใน สาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน ในเรื่องนี้ Yahya Sheida ซึ่งมีประวัติอันยาวนานในการฟื้นฟูงาน ภาษาตุรกีอาเซอร์ไบจัน ถือว่าการตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้เป็นความสำเร็จของการปลอมแปลง "Ail Oglu" และ "Mohammadzadeh Siddiq" และต้นฉบับของ Divan นี้ เป็นของกวีชาวตุรกีชื่อ Nezami Qaramanli เป็น หนึ่งในผู้พูดของ AH ในศตวรรษที่แปดและต้นศตวรรษที่เก้าใน เอเชียไมเนอร์ ที่น่าสนใจบรรณาธิการของงาน "Mohammadzadeh Siddiq" ในการแนะนำหนังสือเล่มเดียวกันที่ตีพิมพ์ในอิหร่านยังกล่าวถึง ชื่อทางการทหารของ Qaramanli และระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของบทกวีทางทหารของ Qaramanli ขณะที่อยู่บนหน้าปกของงานและ คำนำของ Mohammadzadeh Siddiq เขาได้ออกจาก "ศาลทหารตุรกีแห่ง Ganja" นักวิชาการยอมรับว่า Divan เป็นของกวีจาก Konya ตุรกีสมัยใหม่ Nezami Qaramanli ชื่อเล่น Konavi ซึ่ง เกิด ใน Konya ระหว่างปี 1435 ถึงปี 1440 เขาเป็นบุตรชายของนักเทศน์ที่มีชื่อเสียงชื่อ "Mullah Wali al-Din" Nezami Konya ถึงแก่กรรมระหว่างปี 1469 ถึง 1473 และเขียนบทกวีสามภาษา: เปอร์เซีย อาหรับและตุรกี เป็นที่น่าสนใจที่จะสังเกตว่าศาลทหารตุรกีแห่ง Qanooni ได้รับการตีพิมพ์ในปี 2501 (ค.ศ. 1337) ประมาณสี่สิบปีก่อน "การสร้างศาล" ขององค์ประกอบของ Pantherism โดย "Hanuk Epicten" ใน ตุรกี และโดยสิ่งพิมพ์ของอิสตันบูล มหาวิทยาลัย ศาลตุรกีแห่งนี้ได้รับการตีพิมพ์ในฉบับที่สิบสามของสิ่งพิมพ์ "ตุรกี" ของมหาวิทยาลัย ศาสตราจารย์คนเดียวกันของมหาวิทยาลัยอิสตันบูลในปี 1974 (1974) ได้เขียนหนังสืออีกเล่มเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และงานทางการทหารของ Konya และตีพิมพ์ในอังการา ในหนังสือเล่มนี้ เขาได้ประกาศการมีอยู่ของต้นฉบับหกฉบับสำหรับศาลทหารตุรกีในคอนยา ซึ่งฉบับที่หกเก็บไว้ใน "ห้องสมุดไคโร" ในอียิปต์ เวอร์ชันนี้ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเหมือนกับศาลทหารปลอมของ Ganja ได้รับการแนะนำในหนังสือปลอมของ Ail Oglu ชื่อ "The Khadiwi version of Egypt"

เนะซอมีในศิลปะร่วมสมัย[แก้]

  • Turandakht Giacomo Puccini ( Mohsen Moeini แสดงละครตามโอเปร่านี้ใน ศูนย์วัฒนธรรม Niavaran ใน กรุงเตหะราน ในปี 2013)
  • Majlis Ghorbani Sanmar Bahram Beizai
  • นวนิยาย Diobad - Sanaz Haeri (มีนาคม 2017)

บทกวีตัวอย่าง[แก้]

เนะซอมี กันจาวีย์ ได้เขียนบทกวีเกี่ยวกับที่รัสเซียรุกรานชาว Aran ไว้ว่า

เมื่อราชาร้องป่าวให้ชาวรัสเซียตื่น

ที่พวกเขาได้ปีดทางเจ้าสาว

ชาวรัสเซียได้รุกรานชาวอะรอกแล้ว

ได้เข้ารุกรานเยียงหมาป่า

ไม่ใช่เพียงศพเท่าน้ันที่ถูกนับ

ความพังพินาศก็มากมายเช่นกัน

เมื่อราชาแห่งบุรด์ถูกล้มล้าง

พวกเขาเข้าไปในเมืองแห่งขุมทรัพย์

เพียงเพราะพวกเขาเห็นเจ้าสาว

เห็นหญิงสาวสวยงามคนหนึ่ง

ได้ทำลายเมืองและแผ่นดินทั้งหมด

เผาไฟเมืองเป็นสิบให้มอดไหม้

แกลลอรี่[แก้]

เชิงอรรถ[แก้]

  1. Paola Orsatti, “Ḵosrow o Širin and its Imitations,” at Encyclopaedia Iranica Online, 2006, available at www.iranicaonline.org.
  2. Winter 1992 (special issue on Neẓāmi, primarily devoted to Haft Pey-kar); Fritz Meier, “Turandot in Persien,” ZDMG 95, 1941, pp. 1–27.
  3. Amīr Khosrow. (2011). In Encyclopædia Britannica. Retrieved from http://www.britannica.com/EBchecked/topic/20788/Amir-Khosrow "a group of five long idylls in emulation of the Khamseh of the celebrated Persian poet Neẓāmī (c. 1141–1209)."
  4. Taceddin Ahmedi. (2011). In Encyclopædia Britannica. Retrieved from http://www.britannica.com/EBchecked/topic/10240/Taceddin-Ahmedi "Modeled after the work of the great Persian poet Neẓāmī (d. 1209)"
  5. Sinan Şeyhi. (2011). In Encyclopædia Britannica. Retrieved from http://www.britannica.com/EBchecked/topic/537283/Sinan-Seyhi "Hüsrev ü Şirin (“Khosrow and Shirin”). Inspired by the work of the same name by the great Persian poet Neẓāmī (d. 1209)"
  6. Gäncä. (2011). In Encyclopædia Britannica. Retrieved from http://www.britannica.com/EBchecked/topic/225148/Ganca "Notable buildings include Dzhuma-Mechet Mosque (built 1620) and the modern mausoleum of the 12th-century Persian poet Neẓāmī Ganjavī."
  7. ROBINSON, Samuel. (2009). In Encyclopædia Iranica. Retrieved from http://www.iranicaonline.org/articles/robinson-samuel " Several volumes of poetry selected from the most famous of Persian classical poets were published privately. These volumes were signed only with his initials (‘S.R’) at the end of each preface. In 1873, he published two volumes on Nezāmi and Jāmi.[...]Memoir of the Life and Writings of the Persian Poet Nizami, and analysis of the second part of his Alexander Book, London and Manchester, 1873"
  8. جلال متینی، «حکیم نظامی شاعری اندیشه‌ور»، در ایران‌شناسی، سال سوم، شمارهٔ ۳، پاییز ۱۳۷۰، ص۴۵۳
  9. http://www.iranicaonline.org/articles/leyli-o-majnun-narrative-poem
  10. V. Minorsky, Studies in Caucasian History, Cambridge University Press, 1957. pg 34: "The author of the collection of documents relating to Arran Mas’ud b. Namdar (c. 1100) claims Kurdish nationality. The mother of the poet Nizami of Ganja was Kurdish (see autobiographical digression in the introduction of Layli wa Majnun). In the 16th century there was a group of 24 septs of Kurds in Qarabagh, see Sharaf-nama, I, 323. Even now the Kurds of the USSR are chiefly grouped south of Ganja. Many place-names composed with Kurd are found on both banks of the Kur"
  11. «The Poetry of Nizami Ganjavi: Knowledge, Love, and Rhetortics", New York, 2001. pg 2: «His father, Yusuf and mother, Rai'sa, died while he was still relatively young, but maternal uncle, Umar, assumed responsibility for him"
  12. امین، سید حسن، ویژه نامهٔ نظامی گنجه‌ای: تبار، زبان و خاندان نظامی، نشریه زبان و ادبیات، فروردین ۱۳۸۶، شماره ۳۹، ص ۱۷–۱۸
  13. [1]
  14. ذبیح‌الله صفا، تاریخ ادبیات در ایران، جلد دوم،
  15. ذبیح‌الله صفا، تاریخ ادبیات در ایران، جلد دوم، ص ۷۹۹
  16. طبع که با عقل به دلالگی است،منتظر نقد چهل سالگی است
  17. مخزن الاسرار: نظامی گنجوی، مصحح: عزیزالله علیزاده، تهران: فردوس، ۱۳۸۷، (وزیری، گالینگور)، ۲۲۴ صفحه. ISBN 978-964-320-364-1
  18. جلال متینی، حکیم نظامی شاعری اندیشه‌ور، ایران‌شناسی، سال سوم، شمارهٔ ۳، پاییز ۱۳۷۰، ص ۴۵۵
  19. Peter J. Chelkowski, "Mirror of the Invisible World", New York: Metropolitan Museum of Art, 1975. pp 6: «Nizami's strong character, his social sensibility, and his poetic genius fused with his rich Persian cultural heritage to create a new standard of literary achievement. Using themes from the oral tradition and written historical records, his poems unite pre-Islamic and Islamic Iran" ,
  20. تحلیل شخصیت خیام. جعفری، محمدتقی(1372)، چاپ سوم. تهران: نشر کیهان.
  21. دیوان قصاید و غزلیات نظامی، نظامی، الیاس بن یوسف(1380)، به اهتمام سعید نفیسی، چاپ هفتم، تهران: انتشارات فروغی
  22. Dick Davis VIS O RĀMIN Iranica (July 20, 2005). The poem had an immense influence on Neẓāmi, who takes the bases for most of his plots from Ferdowsi but the basis for his rhetoric from Gorgāni. This is especially noticeable in his Ḵosrow o Širin, which imitates a major scene (that of the lovers arguing in the snow) from Vis o Rāmin, as well as being in the same meter (hazaj) as Gorgāni’s poem. Nezami’s concern with astrology also has a precedent in an elaborate astrological description of the night sky in Vis o Rāmin. Given Nezami’s own paramount influence on the romance tradition, Gorgāni can be said to have initiated much of the distinctive rhetoric and poetic atmosphere of this tradition, with the exception of its Sufi preoccupations, which are quite absent from his poem.
  23. تاریخ ادبیات ایران
  24. http://www.bbc.com/persian/arts/2011/08/110818_l41_book_classical_censorship_comment.shtml
  25. http://www.asriran.com/fa/news/177488/آیا-مولوی-سعدی-حافظ-خیام-و-نظامی-هم-نیاز-به-ممیزی-دارند
  26. http://aftabnews.ir/vdcgqx9qnak9wu4.rpra.html
  27. http://www.tebyan.net/newindex.aspx?pid=125386
  28. http://www.bookcity.org/news-795.aspx
  29. فاروق تیمورتاش. شیخی و خسرو و شیرینی، استانبول، 1980، مقدمه.
  30. پیش‌گفتار کتاب نظامی و ادبیات ترکی نوشتهٔ ارسلی نوشابی، نشریات علم، باکو ۱۹۸۰
  31. محسنی، محمدرضا ۱۳۸۹: «پان ترکیسم، ایران و آذربایجان» ، انتشارات سمرقند، ص ۲۱۳
  32. جلال متینی، «سندی معتبر بودن بر در ترک بودن نظامی گنجوی!»، ایرانشناسی، سال ۴, ۱۳۷۱.
  33. Encyclopædia Iranica, NEẒĀMI QUNAVI, Osman G. Özgüdenlı
  34. محمدعلی کریم‌زاده تبریزی، «دیوان ترکی نظامی گنجوی!»، ایرانشناسی، سال هفدهم، شماره-ی سوم، ۱۳۸۴.
  35. World Organisation Against Torture, Confirmation in appeal of the sentencing against Mr. Novruzali Mammadov to ten years in prison, 7 January 2009, AZE 001 / 0808 / OBS 139.2, available at: http://www.unhcr.org/refworld/docid/496efd900.html [accessed 26 January 2011]
  36. Ans Press News Portal, “Editors of “Tolishi Sedo” newspaper took stand of betrayl of country”, 19 فروردین 2007, https://web.archive.org/web/20080512201826/http://anspress.com/nid51166.html [accessed 26 January 2011].
  37. AI - Amnesty International: Amnesty International Report 2010 - The State of the World's Human Rights, 28 May 2010 (available at ecoi.net). http://www.ecoi.net/local_link/143047/243697_en.html [accessed May 2011]
  38. دائرةالمعارف فارسی: گنجه
  39. C. Edmund Bosworth, Ganja in Encyclopaedia Iranica
  40. محمدامین ریاحی، مقدمه بر نزهت‌المجالس، ص ۲۸
  41. محمدامین ریاحی، مقدمه بر نزهت‌المجالس، ص ۳۰
  42. در فصل ۲۱ کتاب (ارمنی اصلی لغت «پارسی» را به جای «ایرانی» بکار برده‌است): should be noted that in the Middle Ages Armenians all Iranian-speaking were called " parsik - Persians, as reflected in the translation of that passage into English: Kirakos Gandzakatsi Kirakos Gandzakats'i's History of the Armenians / Translation from Classical Armenian by Robert Bedrosian. - New York: 1986. - P. 197. This city was densely populated with Iranians and a small number of Christians. It was extremely inimical to Christ and His worship, insulting and cursing the Cross and the Church, scorning and deriding the priests and attendants. Therefore, when their limit of sin had filled up, the protest against their wickedness rose to the Lord. Earlier a sign of their [impending] destruction appeared, just as had happened above Jerusalem, before its destruction. اصل ارمنی: Kirakos Gandzakets'i, Patmut'iwn Hayots' [Kirakos of Gandzak, History of Armenia], edited by K.A. Melik'-Ohanjanyan, (Erevan, 1961), p. 235. Ays k'aghak's bazmambox lts'eal parsko'k', ayl sakaw ew k'ristone'iwk'...
  43. 43.0 43.1 دربارهٔ سیاسی‌سازی شاعر ایرانی نظامی گنجوی در دوران نوین»، نوشته سیاوش لرنژاد و علی دوست‌زاده که اکتبر ۲۰۱۲ (مهرماه ۱۳۹۱) به زبان انگلیسی منتشر شده‌است. Siavash Lornejad, Ali Doostzadeh "On the Modern Politicization of the Persian Poet Nezami Ganjavi", Edited by Victoria Arakelova, YEREVAN SERIES FOR ORIENTAL STUDIES, Yerevan, October 2012.
  44. History of the Armenians / Translation from Classical Armenian by Robert Bedrosian. - New York: 1986. http://rbedrosian.com/kg8.htm
  45. محمدامین ریاحی، مقدمه بر نزهت‌المجالس.
  46. C. A. (Charles Ambrose) Storey and Franço de Blois (۲۰۰۴), “Persian Literature - A Biobibliographical Survey: Volume V Poetry of the Pre-Mongol Period. ”, RoutledgeCurzon; 2nd revised edition (June 21, 2004). Pg ۳۶۳: “Nizami Ganja’i, whose personal name was Ilyas, is the most celebrated native poet of the Persians after Firdausi. His nisbah designates him as a native of Ganja (Elizavetpol, Kirovabad) in Azerbaijan, then still a country with an Iranian population, and he spent the whole of his life in Transcaucasia;
  47. محمدامین ریاحی - نزهت المجاس - دانشنامه ایرانیکا: Amin Riyahi, Nozhat al-Majales, in Encycloapedia Iranica The most significant merit of Nozhat al-majāles, as regards the history of Persian literature, is that it embraces the works of some 115 poets from the northwestern Iran (Arrān, Šarvān, Azerbaijan; including 24 poets from Ganja alone), where, due to the change of language, the heritage of Persian literature in that region has almost entirely vanished. Nozhat al-mājales is thus a mirror of the social conditions at the time, reflecting the full spread of Persian language and the culture of Iran throughout that region, clearly evidenced by the common use of spoken idioms in poems as well as the professions of the some of the poets (see below). The influence of the northwestern Pahlavi language, for example, which had been the spoken dialect of the region, is clearly observed in the poems contained in this anthology. In contrast to poets from other parts of Persia, who mostly belonged to higher echelons of society such as scholars, bureaucrats, and secretaries, a good number of poets in the northwestern areas rose from among the common people with working class backgrounds, and they frequently used colloquial expressions in their poetry. They are referred to as water carrier (saqqāʾ), sparrow dealer (ʿoṣfori), saddler (sarrāj), bodyguard (jāndār), oculist (kaḥḥāl), blanket maker (leḥāfi), etc., which illustrates the overall use of Persian in that region. Chapter eleven of the anthology contains interesting details about the everyday life of the common people, their clothing, the cosmetics used by women, the games people played and their usual recreational practices such as pigeon fancying (kabutar-bāzi; p. 444), even-or-odd game (ṭaq yā joft bāzi; p. 446), exercising with a sledgehammer (potk zadan; p. 443), and archery (tir-andāzi; p. 444). There are also descriptions of the various kinds of musical instruments such as daf (tambourine; see DAF[F] and DĀYERA), ney (reed pipe), and čang (harp), besides details of how these instruments were held by the performers (pp. 150–63). One even finds in this anthology details of people's everyday living practices such as using a pumice (sang-e pā) to scrub the sole of their feet and gel-e saršur to wash their hair (pp. 440–41).