แพลลัส

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก เทพพาลลัส)
แพลลัส อะทีนา

แพลลัส (อังกฤษ: Pallas, กรีก: Πάλλας) ในตำนานเทพปกรณัมกรีก มีเทพและเทพีหลายองค์ที่มีนามว่า "แพลลัส" อีกทั้งยังรวมไปถึงเจ้าชายองค์หนึ่งด้วย

เทพีแพลลัสองค์แรกนั้นเป็นฉายาของเทพีอะทีนา บางแหล่งอ้างว่า เทพีแพลลัส เป็นเพื่อนเล่นขององค์เทพี ซึ่งเทพีแพลลัสเป็นพระธิดาของเทพไทรทัน หรือเทพไทรโทนิส ซึ่งเป็นพระบิดาอุปถัมภ์ของนาง วันหนึ่ง ขณะที่เทพีแพลลัสและเทพีอะทีนากำลังทะเลาะกันอยู่นั้น เทพซูส ก็ปรากฏร่างต่อหน้าทั้งสองพร้อมกับโล่ของพระองค์ ด้วยความตกใจกลัวจึงทำให้เทพีแพลลัสลืมหลบการโจมตีของเทพีอะทีนา นางได้เสียชีวิต และเทพีอะทีนาโศกเศร้าเสียใจกับการจากไปของนางและเปลี่ยนนามของนางเป็น "แพลลัส อะทีนา" นอกจากนี้เทพีอะทีนายังแกะสลักรูปปั้นของเทพีแพลลัสจากลำต้นของต้นไม้ซึ่งเรียกว่าพัลเลเดียม (Palladium) ซึ่งเทพีอะทีนาได้ทิ้งไว้กับเทพซูส ต่อมาอิเล็กตรา ผู้ถูกเกี้ยวโดยเทพซูสได้หนีพระองค์โดยการซ่อนตัวอยู่หลังรูปปั้นดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เมื่อเทพซูสพบตัวอิเล็กตรา พระองค์ได้โยนรูปปั้นลงไปยังดินแดนแห่งอิเลียม (Ilium) หรือซึ่งก็คือกรุงทรอย นั่นเอง และ ณ ที่นี้อีลัส ได้สร้างวิหารเก็บรูปปั้นของเทพีแพลลัสเอาไว้ นอกจากนี้ยังมีบางแหล่งได้อ้างว่าแพลลัสเป็นเทพเจ้าเก่าแก่ที่ถูกรวมเข้ากับเทพีอะทีนาโดยชาวเอเธนส์เอง[1]

แพลลัสยังเป็นไททันตนหนึ่งอีกด้วย ไททันแพลลัสเป็นโอรสของไททันคริอุซ และเทพียูริเบีย และเป็นพระสวามีของเทพีสติกซ์ ด้วย พระองค์เป็นพระบิดาของเทพซีลุส เทพีไนกี้ เทพคราตอส และเทพีไบอา (และบางครั้งยังเป็นพระบิดาของเทพีอีออส และไททันเซเรเน่ ด้วย) เทพแพลลัสองค์นี้เป็นเทพแห่งปัญญา อาอีซอนหรืออาอีธอน คือชื่อของม้าของพระองค์

เทพมีปีกเก่าแก่องค์หนึ่งก็มีนามว่าแพลลัสเช่นกัน ซึ่งปีกของพระองค์จะอยู่ที่ข้อเท้า หรือไม่ก็กลางหลัง เช่นเดียวกับเทพีติดปีกยุคเก่าแก่องค์อื่น ๆ ตามที่ตำนานหนึ่งได้กล่าวไว้ เทพแพลลัสองค์นี้เป็นพระบิดาของเทพีอะทีนาและได้พยายามข่มขืนนาง องค์เทพีจึงสังหารเทพแพลลัสและฉีกผิวหนังของพระองค์มาทำเป็นโล่อีจิส

อ้างอิง[แก้]

  1. เรื่องนี้มีต้นกำเนิดมาจากชาวลิเบีย ที่ซึ่งเทพีอะทีนาของกรีก และเทพีนีธ (Neith) ของอียิปต์ รวมเข้าเป็นองค์เดียวกัน เรื่องราวไม่ได้ถูกอ้างบ่อยนักเนื่องด้วยข้อเท็จจริงบางประการขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่มีหลักฐานอ้างอิงอื่น ๆ เฟรเซอร์ (Frazer) เล่มที่ 2 หน้าที่ 41