เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ (ภาพยนตร์ไตรภาค)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์
โปสเตอร์ภาพยนตร์ไตรภาค เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์
กำกับ ปีเตอร์ แจ็กสัน
อำนวยการสร้าง
เขียนบท
เค้าโครงจาก เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ โดย
เจ. อาร์. อาร์. โทลคีน
นำแสดง
ดนตรีประกอบ Howard Shore
กำกับภาพ Andrew Lesnie
ตัดต่อ John Gilbert
(อภินิหารแหวนครองพิภพ)
Michael J. Horton
Jabez Olssen
(ศึกหอคอยคู่กู้พิภพ)
Jamie Selkirk
(มหาสงครามชิงพิภพ)
ค่าย
จำหน่าย/เผยแพร่ นิวไลน์ ซีนีม่า1
ฉาย
ความยาว 558 นาที
ประเทศ
  • นิวซีแลนด์
  • สหราชอาณาจักร
  • สหรัฐอเมริกา[1]
ภาษา อังกฤษ
งบประมาณ 281 ล้านดอลลาร์สหรัฐ[2]
รายได้ 2.917 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ภาพยนตร์ไตรภาค เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ประกอบด้วยภาพยนตร์สามเรื่องในแนวมหากาพย์แฟนตาซี ได้แก่ อภินิหารแหวนครองพิภพ (พ.ศ. 2544), ศึกหอคอยคู่กู้พิภพ (พ.ศ. 2545) และ มหาสงครามชิงพิภพ (พ.ศ. 2546) สร้างขึ้นจากนิยายเรื่อง เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ งานประพันธ์ของ เจ. อาร์. อาร์. โทลคีน

เหตุการณ์ในเรื่องเกิดขึ้นบนโลกในจินตนาการ มิดเดิลเอิร์ธ เกี่ยวกับการเดินทางของฮอบบิทผู้หนึ่งชื่อ โฟรโด แบ๊กกิ้นส์ และเพื่อนของเขา ที่จำเป็นต้องรับภารกิจในการทำลาย แหวนเอกธำมรงค์ เพื่อโค่นอำนาจของจอมมารมืดเซารอน พร้อมกันนั้น พ่อมดแกนดัล์ฟ และอารากอร์น ทายาทบัลลังก์กอนดอร์ ได้รวบรวมเหล่าอิสระชนแห่งมิดเดิลเอิร์ธเข้าร่วมในสงครามแหวน เพื่อเปิดทางให้โฟรโดสามารถปฏิบัติภารกิจได้สำเร็จ

เนื้อความในฉบับนิยายถูกดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์โดย ปีเตอร์ แจ็กสัน ร่วมกับ แฟรน วอลช์ และ ฟิลิปปา โบเยนส์ โดยมีนิวไลน์ ซีนีม่า เป็นผู้จัดจำหน่าย โครงการสร้างภาพยนตร์ไตรภาคชุดนี้ถือเป็นโครงการขนาดใหญ่มากที่สุดโครงการหนึ่งที่เคยเกิดขึ้น ด้วยทุนสร้างสูงถึง 280 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และใช้เวลาตลอดโครงการนานถึง 8 ปี โดยถ่ายทำภาพยนตร์ทั้งสามภาคไปในคราวเดียวกันทั้งหมด ที่ประเทศนิวซีแลนด์ บ้านเกิดของปีเตอร์ แจ็กสันเอง

ภาพยนตร์ประสบความสำเร็จทางด้านการเงินอย่างมาก โดยติดอันดับภาพยนตร์ทำเงินตลอดกาลในลำดับที่ 27, ที่ 20 และ ที่ 6 เรียงตามลำดับ และได้รับรางวัลออสการ์รวมทั้งสิ้น 17 รางวัล รวมถึงเสียงชื่นชมทั้งส่วนของนักแสดงและเทคนิคพิเศษ

ก่อนจะเป็นภาพยนตร์[แก้]

จุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจเกิดขึ้นเมื่อ ปีเตอร์ แจ็กสัน ได้เห็นภาพยนตร์การ์ตูน เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ฉบับของราล์ฟ บัคชิ ปี ค.ศ.1978 จากนั้นเขาได้อ่านหนังสือเรื่องนี้ระหว่างการเดินทางบนรถไฟจากเวลลิงตัน ไปยังโอ๊คแลนด์ ขณะเมื่ออายุ 17 ปี แล้วแจ็กสันก็คิดว่า "ผมรอไม่ไหวที่จะให้ใครมาทำหนังเรื่องนี้ ผมอยากเห็นมัน!"

ปี ค.ศ.1995 หลังจากแจ็กสันทำเรื่อง The Frighteners จบลง เขาก็เริ่มคิดถึงโครงการ "เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์" เวลานั้นคอมพิวเตอร์กราฟิกแสดงให้เห็นผลสำเร็จเป็นอย่างดีแล้วจากภาพยนตร์เรื่อง จูราสสิค ปาร์ค ดังนั้น แจ็กสัน กับ แฟรน วอลช์ เพื่อนและคู่ชีวิต จึงจัดทีมขึ้นและไปนำเสนอโครงการแก่บริษัท มิราแมกซ์ (Miramax) เพื่อเจรจาเรื่องลิขสิทธิ์กับ Saul Zaentz ซึ่งเป็นผู้ถือสิทธิ์ในการดัดแปลงหนังสือ เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ และ เดอะฮอบบิท โดยจะสร้างภาพยนตร์ "เดอะฮอบบิท" หนึ่งตอน และ "เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์" สองตอน แต่ปรากฏว่า Saul Zaentz ไม่ได้เป็นผู้มีสิทธิ์ในการจัดจำหน่าย เดอะฮอบบิท ปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ที่ไม่ค่อยลงตัวทำให้แจ็กสันต้องหันไปรับงานสร้าง "คิงคอง" ของค่ายยูนิเวอร์แซล ไปพลางก่อน แต่ในปี 1997 ทางยูนิเวอร์แซลยกเลิกโครงการสร้าง "คิงคอง" ไปชั่วคราว แจ็กสันกับวอลช์จึงหันมาศึกษาเนื้อเรื่อง เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ อย่างจริงจัง และเขียนบทภาพยนตร์ภาคแรกขึ้นมา

พวกเขาตั้งใจว่าภาพยนตร์ตอนแรกจะเป็น Lord of the Rings - The Fellowship of the Ring, The Two Towers และภาพยนตร์ตอนที่สองจะเป็น The Return of the King โดยภาคแรกจะจบลงที่ ซารูมานตาย แกนดัล์ฟกับปิ๊ปปิ้นเดินทางไปมินัสทิริธ โดยในบทร่างแรกยังมี กลอร์ฟินเดล เอลลาดาน เอลโรเฮียร์ และราดากัสต์ ปรากฏอยู่ด้วย เขานำบทชุดแรกและรายละเอียดโครงการไปเสนอให้แก่ผู้บริหารของมิราแมกซ์ คือฮาร์วี่และบ๊อบ ไวน์สไตน์ ผู้ไม่เคยอ่านหนังสือเรื่องนี้มาก่อน ทั้งสองพอใจและตกลงให้ทุนสร้างในวงเงิน 75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ[3]

กลางปี ค.ศ.1997 แจ็กสันได้ ฟิลิปปา โบเยนส์ มาร่วมในทีมเขียนบทเพิ่มเติม โบเยนส์เป็นแฟนตัวยงของหนังสือเรื่องนี้ พวกเขาใช้เวลาเกือบ 14 เดือนเขียนบทภาพยนตร์ทั้งสองตอนขึ้นใหม่โดยปรับแก้หลายครั้ง เช่น ตัดลอธลอริเอนออก ให้กาลาเดรียลมาร่วมในที่ประชุมของเอลรอนด์ รวมถึงเดเนธอร์ พ่อของโบโรเมียร์ ก็เดินทางมาริเวนเดลล์ด้วย เปลี่ยนกลอร์ฟินเดลออก ให้อาร์เวนเป็นคนมาช่วยโฟรโดแทนและเป็นคนสังหารวิชคิง รวมถึงการเขียนฉากต่อเนื่องในการสู้กับโทรลล์ถ้ำของเหล่าพันธมิตรแห่งแหวน

เวลาเดียวกันนั้น ตัวแทนจากมิราแมกซ์ได้ไปเยือนนิวซีแลนด์ ผลประเมินบอกว่าภาพยนตร์สองตอนนี้จะต้องใช้เงินลงทุนมากขึ้นสองเท่า กลายเป็น 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมิราแมกซ์ไม่สามารถสนับสนุนเงินทุนขนาดนั้นได้ แต่โครงการได้เริ่มไปแล้ว และได้จ่ายเงินไปแล้วถึง 15 ล้านเหรียญ ดังนั้นทางมิราแมกซ์จึงสั่งให้ยุบรวมภาพยนตร์สองตอนให้กลายเป็นตอนเดียว โดยให้ตัดฉากที่บรีและเฮล์มสดีพออก รวมโรฮันกับกอนดอร์เป็นอาณาจักรเดียวกัน แล้วให้เอโอวีนเป็นน้องสาวของโบโรเมียร์ และตัดเหตุการณ์ในริเวนเดลล์กับมอเรียให้สั้นลง การแก้ไขเนื้อเรื่องจำนวนมากทำให้แจ็กสันไม่พอใจและหยุดพักโครงการชั่วคราว ส่วนมิราแมกซ์ก็เรียกร้องว่าชิ้นงานต้นแบบที่เวต้าเวิร์คชอปจัดทำไว้ จะต้องตกเป็นสมบัติของเขา

แจ็กสันเที่ยวตระเวนไปตามค่ายหนังต่างๆ ทั่วฮอลลีวู้ดเป็นเวลาถึง 4 สัปดาห์ พร้อมกับวิดีโอต้นแบบความยาว 30 นาที จนกระทั่งเขาไปถึงบริษัท นิวไลน์ ซีนีม่า ผู้บริหารโรเบิร์ต เชย์ ถามว่าทำไมเขาจึงทำหนังเพียงแค่สองตอน ในเมื่อหนังสือเขียนเอาไว้สามตอน ทางนิวไลน์ฯ ต้องการให้สร้างภาพยนตร์ขึ้นมาเป็นไตรภาค ดังนั้นแจ็กสันกับทีมจึงต้องกลับไปเขียนบทใหม่

การขยายภาพยนตร์ออกเป็นสามตอนทำให้สามารถสร้างสรรค์รายละเอียดได้ดียิ่งขึ้น พวกเขาจัดลำดับการนำเสนอใหม่ไม่ตรงกับหนังสือนัก (เพราะลักษณะการบรรยายในหนังสือจะจับความเป็นส่วนๆ และเล่าย้อนเหตุการณ์ที่เกิดกับตัวละครอีกกลุ่มหนึ่งในภายหลังแม้เหตุการณ์จะเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน) โดยเลือกให้ 'ภารกิจของโฟรโด' เป็นหัวใจหลักของเรื่อง และ 'เรื่องของอารากอร์น' เป็นซับพล็อตหลัก เหตุการณ์ในรายละเอียดที่ไม่เกี่ยวข้องกับพล็อตหลักจะถูกตัดทิ้งไป เช่นเรื่องของ ทอม บอมบาดิล และเรื่องการรบที่ไชร์ เป็นต้น การจัดเรียงลำดับการนำเสนอใหม่ทำให้พวกเขาต้องเพิ่มเติมรายละเอียดบางอย่างที่โทลคีนไม่ได้ให้รายละเอียดไว้ในฉบับหนังสือ เช่นรายละเอียดในการสงคราม เป็นต้น

พวกเขายังปรับแก้ตัวละครเพื่อเพิ่มมิติในการนำเสนอ เช่น อารากอร์น เดเนธอร์ และทรีเบียร์ด มีปัจจัยขัดแย้งภายในตัวแตกต่างไปจากฉบับหนังสือ กาลาเดรียล เอลรอนด์ และฟาราเมียร์ ถูกทำให้หม่นขึ้น เพิ่มความน่าสงสารให้กับโบโรเมียร์กับกอลลัม เอาฉากแอ็คชั่นของกลอร์ฟินเดลกับเออร์เคนบรันด์ มาใส่ให้กับอาร์เวนและเอโอแมร์แทน บทพูดสำคัญในหนังสือก็นำมาจัดเรียงใหม่ให้เหมาะสมตามสถานการณ์ โดยมีการสลับสถานที่และตัวละครผู้พูดบ้าง อย่างไรก็ดี ตัวละครอาร์เวน ซึ่งตามแผนแรกวางไว้ว่าจะให้เป็นเจ้าหญิงนักรบ ก็ได้รับการปรับแก้ให้เป็นเจ้าหญิงสูงศักดิ์ผู้ส่งเพียงแรงใจมายังแนวหน้าเหมือนดังความเดิมในหนังสือ

การออกแบบ[แก้]

บทความหลัก : งานออกแบบในภาพยนตร์ไตรภาคเดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์

แจ็กสันเริ่มจัดทำสตอรี่บอร์ดของภาพยนตร์ทั้งสามภาคกับ คริสเตียน ริเวอร์ส ในเดือนสิงหาคม ค.ศ.1997 และมอบหมายให้ทีมงานของเขาไปจัดเตรียมโลก "มิดเดิลเอิร์ธ" ให้พร้อม เวลาเดียวกัน แจ็กสันว่าจ้างให้เพื่อนร่วมงานเก่าแก่ ริชาร์ด เทย์เลอร์ เจ้าของเวต้าเวิร์คชอป สตูดิโอเล็กๆ ในนิวซีแลนด์ รับผิดชอบงานออกแบบหลักห้าส่วนได้แก่ เสื้อเกราะ เครื่องอาวุธ แต่งหน้า สัตว์ประหลาด และฉากขนาดย่อม[4] เดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1997 ศิลปินนักวาดภาพจากผลงานของโทลคีนผู้มีชื่อเสียงสองคน คือ อลัน ลี และ จอห์น ฮาว ได้เข้ามาร่วมงานกับโครงการ และได้สร้างภาพจากจินตนาการในหนังสือให้ออกมาชัดเจนยิ่งขึ้น แกรนต์ เมเจอร์ ได้รับมอบหมายให้สร้างภาพแบบร่างของคนทั้งสองให้ออกมาเป็นโมเดลของจริง

แจ็กสันให้ความสำคัญกับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ทุกอย่างในการทำงาน เขาต้องการให้โลกมิดเดิลเอิร์ธในภาพยนตร์ดูสมจริงสมจังที่สุด ตัวอย่างเช่น การสร้างเมืองฮอบบิตันขึ้นใหม่ในฟาร์มแห่งหนึ่ง โดยการลงทุนปลูกหญ้าและต้นไม้ต่างๆ ล่วงหน้าเป็นเวลานานนับปี การออกแบบสัดส่วนสัตว์ประหลาดเช่น ปีกของเฟลบีสต์ จะต้องสมเหตุสมผลว่ามันบินได้ด้วยปีกนั้นจริงๆ เวต้าเวิร์คชอปสร้างเสื้อเกราะกว่า 48,000 ตัว คันธนู 500 คัน ลูกศรนับหมื่นดอก และเท้าฮอบบิทกว่า 1800 คู่ เพื่อใช้ประกอบในการแสดง รวมถึงฉากในภาพยนตร์ที่ถูกสร้างขึ้นในสัดส่วนต่างๆ เพื่อใช้ถ่ายทำกับตัวละครในแบบต่างๆ เป็นต้น

การถ่ายทำ[แก้]

บทความหลัก : การถ่ายทำภาพยนตร์ไตรภาคเดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์

การถ่ายทำภาพยนตร์ไตรภาคเดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ถ่ายทำในประเทศนิวซีแลนด์ทั้งหมดพร้อมกันทั้งสามภาค ตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม ค.ศ.1999 จนถึงวันที่ 22 ธันวาคม ค.ศ.2000 เป็นเวลารวมทั้งสิ้น 274 วัน หลังจากนั้นมีการถ่ายซ่อมเล็กๆ น้อยๆ ในระหว่างปี 2001 ถึง 2004 ใช้สถานที่ถ่ายทำทั้งหมดถึง 150 แห่ง[5] ใช้กองถ่ายทำทั้งหมด 7 กอง โดยแจ็กสันคุมกองหลัก และมีผู้กำกับกองอื่นๆ อีกได้แก่ จอห์น แมคฮัฟฟี่, จอฟฟ์ เมอร์ฟี่, แฟรน วอลช์, แบร์รี่ ออสบอร์น, ริค พอร์รัส และผู้ช่วยผู้กำกับอีกหลายคน โดยกองถ่ายย่อยจะส่งข้อมูลผ่านดาวเทียมมาแสดงผลบนจอมอนิเตอร์ของแจ็กสันที่กองถ่ายหลัก เพื่อให้เขาตรวจสอบผล บางครั้งกองถ่ายภาพยนตร์ต้องไปตั้งกองถ่ายทำในสถานที่ห่างไกลในนิวซีแลนด์ที่ไม่มีถนนเข้าถึง และสภาพอากาศอันแปรปรวนในนิวซีแลนด์ซึ่งเป็นเกาะกลางมหาสมุทร ทำให้ทีมงานต้องเตรียมชุดยังชีพติดตัวไว้เสมอเผื่อกรณีฉุกเฉินหากเฮลิคอปเตอร์ไม่สามารถมารับพวกเขากลับเข้าเมืองได้ทันเวลา

นักแสดง[แก้]

บทบาท นักแสดง
โฟรโด แบ๊กกิ้นส์ เอไลจาห์ วู้ด
แกนดัล์ฟ เอียน แมคเคลเลน
อารากอร์น วิกโก มอร์เทนเซน
แซมไวส์ แกมจี ฌอน แอสติน
เมอเรียด็อค แบรนดี้บั๊ก โดมินิก โมนาก์ฮาน
เปเรกริน ตุ๊ก บิลลี่ บอยด์
เลโกลัส ออร์แลนโด บลูม
กิมลี จอห์น ไรส์ เดวี่ส์
โบโรเมียร์ ฌอน บีน
กอลลัม แอนดี้ เซอร์คิส
ซารูมาน คริสโตเฟอร์ ลี
บิลโบ แบ๊กกิ้นส์ เอียน โฮล์ม
กาลาเดรียล เคต แบลนเชตต์
อาร์เวน ลิฟ ไทเลอร์
เอลรอนด์ ฮิวโก วีฟวิง
เธโอเดน เบอร์นาร์ด ฮิลล์
เอโอแมร์ คาร์ล เออร์บัน
เอโอวีน มิรันดา ออตโต
ฟาราเมียร์ เดวิด เวนแฮม
เดเนธอร์ จอห์น โนเบิล
เคเลบอร์น มาร์ตัน โซคัส
ฮัลเดียร์ เครก ปาร์คเกอร์
เวิร์มทัง แบรด ดูริฟ
เซารอน ซาลา เบเคอร์
ลูร์ตซ และ วิชคิงแห่งอังก์มาร์ ลอเรนซ์ มาโคอาร์
เมาธ์ออฟเซารอน บรูซ สเปนซ์
อิซิลดูร์ แฮร์รี่ ซินแคลร์
เอเลนดิล ปีเตอร์ แมคเคนซี่
กิลกาลัด มาร์ค เฟอร์กูสัน

นักแสดงชาวไทย[แก้]

ภาพยนตร์ไตรภาค เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ มีนักแสดงชาวไทยร่วมแสดงด้วย ในบท Scale Double Actor ของ เปเรกริน ตุ๊ก (บิลลี่ บอยด์) คือหญิงสาวชาวจังหวัดตาก ชื่อคุณประภาพร จันทร์แสนต่อ เธอมีล่ามชาวไทยหนึ่งท่านร่วมงานในกองถ่าย คือคุณนัฐจภรณ์ สวัสดิ์พร้อม ในการถ่ายทำภาคสองและสาม เมื่อคุณประภาพรสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ดีแล้ว คุณนัฐจภรณ์ ได้ร่วมแสดงเป็นออร์ค และอูรุกไฮ ในเรื่องด้วย

เทคนิคพิเศษ[แก้]

บทความหลัก : เทคนิคพิเศษในภาพยนตร์ไตรภาคเดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์

ภาพยนตร์ภาคแรกมีการถ่ายทำฉากเทคนิคพิเศษ 540 ช็อต ภาคที่สอง 799 ช็อต และภาคสุดท้ายถ่ายทำเทคนิคพิเศษถึง 1488 ช็อต (รวมทั้งสิ้น 2730 ช็อต) เมื่อนับรวมกับเนื้อเรื่องส่วนขยายหรือ Extended Editions มีฉากพิเศษรวมทั้งสิ้น 3420 ช็อต ในตอนเริ่มต้นโครงการ ภาพยนตร์ใช้นักเทคนิคพิเศษทางภาพ 260 คน และต้องเพิ่มจำนวนทีมงานขึ้นเป็นสองเท่าเมื่อถ่ายทำไปถึงภาคที่สอง คือศึกหอคอยคู่กู้พิภพ หัวหน้าทีมงานเทคนิคพิเศษคือ จิม ไรเจิล (Jim Rygiel) และ แรนดี้ คุก (Randy Cook) พวกเขาต้องทำงานกันอย่างหนักเพื่อให้ได้ภาพเทคนิคพิเศษออกมาดังต้องการในเวลาอันรวดเร็ว ให้ทันกับจินตนาการของแจ็กสันที่วิ่งฉิว เช่น ฉากสำคัญๆ ในศึกเฮล์มสดีพเกือบทั้งหมดสร้างขึ้นภายในเวลาหกสัปดาห์สุดท้ายของช่วง post-production ของศึกหอคอยคู่กู้พิภพ งานอันเร่งรีบนี้ยังเกิดขึ้นอีกครั้งในหกสัปดาห์สุดท้ายของช่วง post-production ของกษัตริย์คืนบัลลังก์

Post-Production[แก้]

ดนตรีประกอบ[แก้]

โฮวาร์ด ชอร์ เป็นผู้ประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์ทั้งสามภาค เขาได้รับว่าจ้างเข้าร่วมทีมงานในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2000 จากนั้นจึงได้ไปเยี่ยมชมการถ่ายทำและการตัดต่อภาพยนตร์ ดนตรีประกอบชุดแรกบันทึกเสียงในเวลลิงตัน[6] แต่ดนตรีประกอบเรื่องที่เหลือทั้งหมดบันทึกเสียงที่ Watford Town Hall และมิกซ์เสียงที่ Abbey Road Studios ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

วงดนตรี London Philharmonic Orchestra เป็นผู้บรรเลงดนตรีประกอบทั้งหมด โดยมีนักดนตรีและศิลปินอีกมากมายร่วมงานด้วย เช่น เบน เดล แมสโตร, เอนยา, เรเน่ เฟลมมิง, เซอร์ เจมส์ กัลเวย์ และ แอนนี่ เล็นนอกซ์ นักแสดงบางคนก็ร่วมบันทึกเสียงด้วย เช่น บิลลี บอยด์ วิกโก มอร์เทนเซ่น ลิฟ ไทเลอร์ มิรันดา ออตโต และตัวปีเตอร์ แจ็กสันเอง คำร้องในบทเพลงหลายบทประพันธ์โดย แฟรน วอลช์ และฟิลิปปา โบเยนส์ จากนั้น เดวิด ซาโล จึงแปลงไปเป็นภาษาของโทลคีน สำหรับเพลงจบของภาพยนตร์ตอนที่สาม คือ Into the West แจ็กสันและวอลช์ ตั้งใจมอบให้เป็นของขวัญแด่เพื่อนรุ่นน้อง คาเมรอน ดันแคน ซึ่งเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในปี ค.ศ. 2003[7]

ผลตอบรับและรางวัล[แก้]

รางวัลอคาเดมี่ (ออสการ์)[แก้]

รวมทั้งสิ้น 17 รางวัล ได้แก่

  • อภินิหารแหวนครองพิภพ 4 รางวัล[8] ได้แก่

แต่งหน้ายอดเยี่ยม, ถ่ายภาพยอดเยี่ยม, เทคนิคพิเศษทางภาพยอดเยี่ยม, ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม

  • ศึกหอคอยคู่กู้พิภพ 2 รางวัล[9] ได้แก่

ตัดต่อเสียงยอดเยี่ยม, เทคนิคพิเศษยอดเยี่ยม

  • มหาสงครามชิงพิภพ 11 รางวัล[10] ได้แก่

ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอดเยี่ยม (ปีเตอร์ แจ๊กสัน) , บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม, กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม, บันทึกเสียงยอดเยี่ยม, ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม, เพลงประกอบยอดเยี่ยม (เพลง Into the West) , ออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม, ตัดต่อภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, แต่งหน้ายอดเยี่ยม, เทคนิคพิเศษยอดเยี่ยม

รางวัลบาฟต้า[แก้]

รวมทั้งสิ้น 13 รางวัล[11]

รางวัลลูกโลกทองคำ[แก้]

รวมทั้งสิ้น 4 รางวัล[12]

รางวัลเนบิวลา[แก้]

ภาพยนตร์ทั้ง 3 ตอนได้รับรางวัลเนบิวลาสาขาบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ในปี ค.ศ. 2002-2004[13]

อื่นๆ[แก้]

  • Entertainment Weekly (ew.com) จัดอันดับภาพยนตร์คลาสสิกตลอดกาลของยุคใหม่ (ค.ศ. 1983-2008) โดย ภาพยนตร์ไตรภาคลอร์ดออฟเดอะริงส์ อยู่ในลำดับที่ 2[14]

อ้างอิง[แก้]

  1. Lord of the Rings: The Two Towers Extended Edition commentary - 2003 New Line Cinema
  2. "'Hobbit' Trilogy Has Cost $561 Million So Far". สืบค้นเมื่อ 31 December 2013.
  3. ไบรอัน ซิบลี่ย์ (2006). "Quest for the Ring", Peter Jackson: A Film-maker's Journey, ลอนดอน: สำนักพิมพ์ฮาร์เปอร์คอลลินส์ ISBN 0-00-717558-2
  4. ดีวีดี เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ : อภินิหารแหวนครองพิภพ, แผ่นพิเศษ (Extended Version), นิวไลน์ ซีนีม่า
  5. ไบรอัน ซิบลี่ย์ (2002), The Making of the Movie Trilogy, สำนักพิมพ์ฮาร์เปอร์คอลลินส์
  6. The Lord of the Rings: The Fellowship of the Ring Appendices [DVD]. New Line Cinema.
  7. The Lord of the Rings: The Return of the King "Appendices" [DVD]. New Line Cinema.
  8. 74th Academy Awards Nominees and Winners
  9. 75th Academy Awards Nominees and Winners
  10. 76th Academy Awards Nominees and Winners
  11. ผลรางวัลบาฟต้า ปี 2002 ปี 2003 และ ปี 2004
  12. The 61st Annual Golden Globe Awards (2004)
  13. ผลรางวัลเนบิวลา ปี 2002 ปี 2003 และ ปี 2004 จาก Science Fiction and Fantasy Writers of America, Inc. (sfwa.org)
  14. 100 อันดับภาพยนตร์คลาสสิกยุคใหม่ จาก Entertainment Weekly

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]