เชฟโรเลต อิมพาลา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เชฟโรเลค อิมพาลา
2014 Chevy Impala Europe.jpg
อิมพาลา รุ่นปี 2014
ภาพรวม
บริษัทผู้ผลิตเชฟโรเลต (เจเนอรัล มอเตอร์)
เริ่มผลิตเมื่อ
  • พ.ศ. 2500–2528[1]
  • พ.ศ. 2537[2]–2539[3]
  • พ.ศ. 2542–2563 (3,637,321 คัน)
รุ่นปี
  • 1958–1985
  • 1994–1996
  • 2000–2020
ตัวถังและช่วงล่าง
ประเภทรถยนต์นั่งขนาดใหญ่ (รุ่นที่1–7, 10)
รถยนต์นั่งขนาดกลาง (รุ่นที่8–9)
โครงสร้างเครื่องวางหน้าตามยาว, ขับเคลื่อนล้อหลัง (รุ่นปี 1958–1996)
เครื่องวางหน้าตามขวาง, ขับเคลื่อนล้อหน้า (รุ่นปี 2000–2020)
ระยะเหตุการณ์
รุ่นก่อนหน้าเชฟโรเลต เบลแอร์
เชฟโรเลต ลูมิน่า (รุ่นที่ 2)
รุ่นต่อไปเชฟโรเลต SS (สำหรับ Impala SS)
เชฟโรเลต คาพริซ (Argentina)

เชฟโรเลต อิมพาลา (อังกฤษ: Chevrolet Impala) เป็นรถยนต์นั่งขนาดใหญ่ (Full-size Car) ที่ผลิตโดยค่ายรถยนต์เชฟโรเลตและเป็นรถธง (รถที่ได้ชื่อว่าดีที่สุดสมบูรณ์แบบที่สุดและเป็นความภาคภูมิใจของค่ายรถยนต์นั้นๆ) ของเชฟโรเลต เริ่มผลิตครั้งแรกใน พ.ศ. 2500 โดยเป็นการแยกรุ่นออกมาจากเชฟโรเลต เบลแอร์ (Chevrolet Bel-Air) และเป็นรถยนต์เก๋งรุ่นที่มีราคาแพงที่สุดของเชฟโรเลตในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2500–2508 แต่ถึงกระนั้น ในช่วงทศวรรษ 1960 มันก็เคยเป็นรถรุ่นที่ทำยอดขายได้สูงที่สุดในสหรัฐอเมริกา และหลังจากนั้น ก็เป็นรถยอดนิยมต่อไปจนถึงช่วงกลางทศวรรษ 1980

รุ่นที่ 1 (ค.ศ. 1957 - 1958)[แก้]

เชฟโรเลต อิมพาลา รุ่นที่ 1

เชฟโรเลต อิมพาลา รุ่นแรก จริงๆ แล้ว เป็นรถเกรดพรีเมียมรุ่นพิเศษในสังกัดของรถ เชฟโรเลต เบล-แอร์ โดยใช้ชื่อว่า เชฟโรเลต เบล-แอร์ อิมพาลา (Chevrolet Bel-Air Impala) เปิดตัวครั้งแรกใน ค.ศ. 1956 ในงาน General Motors Motorama show และเริ่มผลิตกันอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1957 ชื่อของอิมพาลา ตั้งชื่อตามกวางชนิดหนึ่งในทวีปแอฟริกา ที่สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว ในภาพการโฆษณา ก็ได้มีรูปกวางเป็นเอกลักษณ์เด่น ซึ่งรูปกวางก็ได้กลายเป็นโลโก้ของอิมพาลาต่อไปอีกหลายสิบปี

เบล-แอร์ อิมพาลา มีจุดเด่นในเรื่องของการทาสีภายนอกด้วยสีเขียวโทนใหม่ Emerald Green, การตกแต่งภายในที่เน้นสีขาว, ใช้ไฟท้ายแบบ 6 ดวง และไฟข้างอีก 2 ดวง และตัวถังแบบ Hardtop 2ประตู ที่ผลิตควบคู่ไปกับรถแบบเปิดประทุน 2 ประตู (Convertible)

ส่วนเครื่องยนต์ก็มีให้เลือก 3 แบบ คือ เครื่อง Blue Fame 6สูบ 3900ซีซี, Turbo Fire วี8 4600ซีซี และ W-series Turbo Thrust วี8 5700ซีซี

ตลอดเวลาของการผลิตรุ่นแรกนี้ อิมพาลาจะเป็นเพียงรถเกรดหนึ่งในสังกัดขึ้นตรงรถรุ่นอื่น ยังไม่แยกตัวออกมาเป็นรถรุ่นใหม่ที่เป็นอิสระ แต่ในวงการรถโดยทั่วไป ก็นับรถรุ่น เบล-แอร์ อิมพาลา ว่าเป็น เชฟโรเลต อิมพาลา รุ่นแรก

รุ่นที่ 2 (ค.ศ. 1958 - 1960)[แก้]

เชฟโรเลต อิมพาลา รุ่นที่ 2

หลังจากกระแสตอบรับของเบล-แอร์ อิมพาลา ดีมาก เชฟโรเลตจึงแยกอิมพาลา ออกมาเป็นรถรถรุ่นใหม่ของเชฟโรเลต คือ เป็น เชฟโรเลต อิมพาลาอย่างเต็มตัว ไม่ขึ้นตรงกับเบล-แอร์ อีกต่อไป และเริ่มผลิตรถแบบ Hardtop 4ประตู รวมถึงคูเป้ 2 ประตู ครอบคลุมความต้องการมากขึ้น มีไฟท้ายแบบ 6 ดวง เรียงตัวกันเป็นรูปทรงแบบ "หยดน้ำตา" (แบบเดียวกับที่ใช้ในรถเชฟโรเลตรุ่นอื่นๆ ในยุคเดียวกัน) ทำครีบหลังขนาดใหญ่ไว้บนไฟท้าย ทำให้หลายคนคิดว่ามันดูคล้ายรถแบ็ตโบมิลของยอดหมนุษย์ Batman ส่วนการตกแต่งภายในจะเน้นโทนสีสดใสเพื่อให้อารมณ์รถสปอร์ต ในช่วงนี้ อิมพาลาได้รับความนิยมอย่างสูงและเป็นรถรุ่นที่มียอดขายสูงที่สุดในสหรัฐอเมริกา และปูทางความสำเร็จให้อิมพาลารุ่นต่อๆ มา ประสบความสำเร็จอย่างสูงต่อไปอีกหลายทศวรรษ

เครื่องยนต์มี 3 ตัวเลือก แบบเดียวกับที่ใช้ในรุ่นที่ 1

รุ่นที่ 3 (ค.ศ. 1960 - 1964)[แก้]

เชฟโรเลต อิมพาลา รุ่นที่ 3

อิมพาลารุ่นที่ 3 ถูกออกแบบใหม่โดยใช้ชัสซีส์แบบ B-body มีรูปทรงแบบที่เรียบๆ และเหลี่ยม กว่ารุ่นก่อน และมีการผลิตรถรุ่น อิมพาลา เอสเอส (Impala Super Sport) ขึ้น รวมทั้งรถแบบ station wagon ส่วนเครื่องยนต์ ก็ทำออกมา 5 แบบ คือ 3800ซีซี 6สูบ, 4600ซีซี วี8, 5400ซีซี วี8, 6700ซีซี วี8 และ 7000ซีซี วี8 อิมพาลารุ่นที่ 3 ประสบความสำเร็จอย่างสูงสุด ในช่วงปลายของรุ่นที่ 3 ใน ค.ศ. 1964 ปีสุดท้ายของรุ่นที่ 3 เชฟโรเลต สามารถขายอิมพาลาได้กว่า 1 ล้านคันในปีเดียว เป็นยอดขายที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ของอิมพาลา

นอกจากนี้ ใน ค.ศ. 1961 ก็ได้เปิดตัวอิมพาลา เอสเอส (Impala SS) ซื่ง SS มาจากคำว่า Super Sport ซึ่งเน้นเครื่องยนต์ลูกสูบใหญ่ ให้กำลังมาก ถือเป็นตำนานที่สำคัญ ซึ่งได้มีการพัฒนาเคียงคู่กับอิมพาลามาจนถึงปัจจุบัน

ในต่างประเทศ อิมพาลารุ่นที่ 3 นอกจากจะมียอดขายดีแล้ว ยังเป็นกระแสโด่งดังอีกด้วย เช่น วงดนตรีชื่อดังในยุคนั้น คือ เดอะบีชบอยส์ ได้เปิดตัวอัลบั้มเพลงที่มีชื่อว่า 409 ซึ่งมีเนื้อหาถึงความนิยมในรถอิมพาลารุ่นวี8 6700ซีซี (ซึ่งเท่ากับ 409 ลูกบาศก์นิ้ว) หรือแม้แต่ศิลปินสมัยใหม่อย่าง Eazy-E และ Dr. Dre ก็ได้นำอิมพาลารุ่นที่ 3 ไปประกอบการถ่ายทำมิวสิกวีดีโอ

สำหรับในประเทศไทย เชฟโรเลตอิมพาลา รุ่นที่ 3 แบบเปิดประทุน ของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ กลายเป็นรถเกียรติยศ ที่ใช้ต้อนรับบุคคลสำคัญหลายท่าน ที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทย เช่นอาภัสรา หงสกุล และภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนก เมื่อครั้งรับตำแหน่งนางงามจักรวาล ตลอดกระทั่งนักกีฬาทีมชาติไทย ซึ่งได้รับเหรียญรางวัลจากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก เช่นขาวผ่อง สิทธิชูชัย, พเยาว์ พูนธรัตน์, สมรักษ์ คำสิงห์, วิจารณ์ พลฤทธิ์ เป็นต้น

รุ่นที่ 4 (ค.ศ. 1964 - 1970)[แก้]

เชฟโรเลต อิมพาลา รุ่นที่ 4

อิมพาลารุ่นที่ 4 ก็เป็นอีกรุ่นหนึ่งซึ่งถือได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามในอเมริกา โดยเฉพาะในช่วงแรกๆ ในปี ค.ศ. 1965 เป็นปีที่ 2 ที่อิมพาลามียอดขายทะลุล้านคันในปีเดียว ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นอีกเลยจนถึงปัจจุบัน เชฟโรเลตได้สร้างรถเกรดหรูหราระดับพรีเมียมของอิมพาลา ชื่อว่า เชฟโรเลต อิมพาลา คาปริซ (Chevrolet Impala Capice) ซึ่งต่อมาก็ได้แยกตัวออกเป็นรถตระกูลใหม่ คือ เชฟโรเลต คาปริซ (Chevrolet Caprice) ซึ่งเป็นรถรุ่นที่หรูหราที่สุด และแพงที่สุดของเชฟโรเลตแทนที่อิมพาลา

ตั้งแต่ค.ศ. 1966 เป็นต้นมา อิมพาลาก็เริ่มเสื่อมความนิยมลงบ้าง ยอดขายรถเปิดประทุนลดลงตกเป็นอันดับสอง รองจาก ฟอร์ด มัสแตง แต่ในภาพรวมก็ยังถือว่ายังประสำความสำเร็จอย่างดี

รุ่นที่ 5 (ค.ศ. 1970 - 1976)[แก้]

เชฟโรเลต อิมพาลา รุ่นที่ 5

อิมพาลารุ่นที่ 5 ถูกออกแบบใหม่ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น จนเป็นรถยนต์ประเภทเก๋งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ของเจเนรัลมอเตอร์ ใช้เครื่องยนต์ขนาดเล็กที่สุดคือ 4100ซีซี 6สูบ และใหญ่ที่สุดคือ 7000ซีซี 8สูบ ทว่าในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1973 ได้เกิดวิกฤติน้ำมันแพงขึ้นระลอกหนึ่ง ราคาน้ำมันพุงสูงขึ้น 3 เท่าในครึ่งปีแรกของวิกฤตการณ์ กระทบยอดขายของรถที่มีขนาดใหญ่ ราคาแพง และใช้น้ำมันมากอย่างอิมพาลาอย่างจัง ในเวลาเพียง 2 ปี นับจากเกิดวิกฤตการณ์ จากที่เคยขายอิมพาลาได้ปีละเกือบล้านคัน ก็เหลือยอดขายเพียง 176,376 คันในปี ค.ศ. 1975

อิมพาลารุ่นที่ 5 เป็นรุ่นสุดท้ายที่มีรถตัวถังแบบเปิดประทุนได้ เพราะหลังจากคณะกรรมการตรวจสอบความปลอดภัยของรถยนต์ได้ทดสอบการชนของรถเปิดประทุนหลายรุ่น พบว่ามีความเสียงสูงที่ผู้โดยสารจะได้รับบาดเจ็บ ชาวอเมริกันจึงเริ่มไม่สนใจรถเปิดประทุน จนต้องเลิกผลิตไปในที่สุด

รุ่นที่ 6 (ค.ศ. 1976 - 1985)[แก้]

เชฟโรเลต อิมพาลา รุ่นที่ 6

อิมพาลารุ่นที่ 6 มีขนาดที่เล็กลง สั้นลง แคบลง แต่สูงขึ้น ตัวถังแบบ Hardtop และ Convertible ถูกยกเลิก เครื่องยนต์รุ่นที่ลูกสูบเล็กถูกนำกลับมาใช้อีกครั้ง คือขนาด 3800 ซีซี และเริ่มมีการผลิตเครื่องยนต์ วี6 ควบคู่ไปกับเครื่องยนต์ 6สูบทั่วไป เพื่อประหยัดน้ำมันลงบ้าง(วี6 ประหยัดน้ำมันกว่า 6สูบทั่วไป) แต่ก็ไม่ช่วยอะไรมากนัก ในช่วงประมาณปี 1981 ราคาน้ำมันพุงเกือบ 40 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากที่เคยมีราคาเพียง 3-4 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในปี ค.ศ. 1973 ทำให้อิมพาลา คงเหลือแต่เพียงชื่อเสียงว่าเป็นรถที่ดี หรูหราเท่านั้น แต่ไม่ค่อยมีใครซื้ออิมพาลาแล้ว ยอดขายอิมพาลาลดลงอย่างมาก

ใน ค.ศ. 1985 เชฟโรเลต ได้เลิกผลิตอิมพาลาลงชั่วคราว คงเหลือไว้แต่รถรุ่นเชฟโรเลต คาปริซ ผลิตเป็นรถใหญ่เพียงรุ่นเดียว

รุ่นที่ 7 (ค.ศ. 1993 - 1996)[แก้]

เชฟโรเลต อิมพาลา รุ่นที่ 7

อิมพาลารุ่นที่ 7 หลังจากหยุดการผลิตไปถึง 8 ปี เชฟโรเลตออกแบบรถใหม่โดยลดความยาวและความกว้างของตัวถังลงเพื่อความทันสมัย โดยปรากฏตัวครั้งแรกในงานดีทรอยท์ออโตโชว์ 1992 และเริ่มผลิตอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1993 อิมพาลารุ่นนี้ มีชื่อเสียงในฐานะรถฟูลไซส์สมรรถนะสูง เครื่องยนต์ที่ใช้เป็นเครื่องยนต์ขนาด 5700ซีซี วี8ปรับปรุงใหม่ มีสมรรถนะสูงกว่าเดิมมาก (กำลัง 260 แรงม้า แรงบิด 450 นิวตันเมตร เร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ได้ใน 7.1 วินาที) จนได้รับความไว้วางใจจากหน่วยงานตำรวจสหรัฐ ที่ได้เลือกใช้ เชฟโรเลต อิมพาลา เป็นรถตำรวจในราชการ ใช้ตั้งแต่การใช้งานพื้นฐานไปจนถึงไล่จับรถผู้ต้องหา และนอกจากนี้ อิมพาลายังได้เปลี่ยนไปใช้ฝาครอบวาล์วแบบเหล็กหล่อ เพิ่มความทนทาน

ใน ค.ศ. 1996 อิมพาลาก็หยุดผลิตไปอีก ครั้งนี้ ถือเป็นการยุติการผลิตอิมพาลาสายพันธุ์แท้ เพราะการผลิตอิมพาลารุ่นต่อไป เป็นการเปลี่ยนชื่อของรถรุ่น เชฟโรเลต ลูมินา (Chevrolet Lumina) มาเป็น เชฟโรเลต อิมพาลา ซึ่งไม่ได้พัฒนามาจากอิมพาลาโดยตรง

รุ่นที่ 8 (ค.ศ. 1999 - 2005)[แก้]

เชฟโรเลต อิมพาลา รุ่นที่ 8

ดังที่กล่าวไว้ อิมพาลารุ่นที่ 8 ไม่ใช้รถที่พัฒนามาจากตระกูลอิมพาลาโดยตรง แต่เป็นรถรุ่นอื่นที่เปลี่ยนชื่อมาใช้ชื่ออิมพาลา ด้วยเหตุผลทางธุรกิจ และถึงแม้จะใช้ชื่ออิมพาลา แต่พัฒนามาแบบมาจากลูมินา และใช้อะไหล่ของลูมินาทั้งหมด แทบไม่เหมือนอิมพาลาของเดิมแม้แต่น้อย แต่ก็สามารถสานต่อชื่อของอิมพาลาได้อย่างดี

อิมพาลารุ่นที่ 8 เป็นรุ่นแรกของอิมพาลาที่เปลี่ยนไปใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหน้า ในช่วงแรกของการผลิต อิมพาลาใช้เครื่องยนต์ 2 แบบ คือ วี6 3400ซีซี กับ 3800 ซีซี 200 แรงม้า เร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ได้ใน 6.5 วินาที และยังได้มีการออกแบบอิมพาลารุ่นพิเศษ 9C1-9C3 สำหรับใช้งานในหน่วยงานราชการ หน่วยตำรวจ หน่วยดับเพลิง โดยเสริมระบบกันสะเทือนให้แข็งแกร่ง ใช้เครื่องยนต์ วี6 3800ซีซี และนอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ตัดไฟเพื่อช่วยในการพรางตัวในการสืบราชการ (อุปกรณ์ดังกล่าวมีเฉพาะรถ 9C1-9C3 ที่ขายให้กับราชการเท่านั้น ไม่มีให้ในรถที่ขายให้กับผู้ซื้อทั่วไป)

รุ่นที่ 9 (ค.ศ. 2005 - 2016)[แก้]

เชฟโรเลต อิมพาลา รุ่นที่ 9

อิมพาลารุ่นที่ 9 เปิดตัวในงานลอสแอนเจลิสออโตโชว์ 2005 ใช้ชัสซีส์แบบ W-body ร่วมกับรถบูอิค ลาครอส (Buick LaCrosse) เครื่องยนต์พื้นฐานเป็นเครื่องยนต์วี6 3500ซีซี ตามมาด้วยเครื่องยนต์วี6 3900ซีซี และแรงที่สุดคือเครื่องยนต์วี8 5300ซีซี เป็นเครื่องยนต์วี8 ที่ขับเคลื่อนล้อหน้ารุ่นแรงของเชฟโรเลต มีกำลัง 303 แรงม้า เร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้ใน 5.6 วินาที ตกตแงภายในด้วยลายไม้วอลนัทสีโทนอ่อน ปุ่มควบคุมแบบโครเมียม มีสัญลักษณ์อิมพาลาสีเงินวาวบนหน้าปัทม์ ต่อมาในค.ศ. 2007 ได้มีการออกรถอิมพาลา FFV ที่สามารถใช้เชื้อเพลิงได้ทุกชนิดตั้งแต่เบนซิน, แก๊สโซฮอล์, E20 ไปจนถึง E85 รวมทั้งเครื่องยนต์พลังงานทดแทนประเภทอื่นๆ

ปัจจุบัน อิมพาลามียอดขายสูงเป็นอันดับที่ 8 ของสหรัฐอเมริกา[ต้องการอ้างอิง] ที่ถึงแม้จะไม่มากเหมือนเมื่อครั้งยุคทศวรรษ 1960 แต่ก็ถือว่าประสบความสำเร็จได้ด้วยดี

รุ่นที่สิบ (ค.ศ. 2014 – 2020)[แก้]

เชฟโรเลต อิมพาลา รุ่นที่ 10
ด้านหลัง

เชฟโรเลต อิมพาลารุ่นที่สิบได้เผยโฉมที่งานนิวยอร์ก ออโต้โชว์ ในปี 2012 เป็นรุ่นปี 2014[4] อิมพาลารุ่นที่สิบเป็นรถสัญชาติอเมรืกาในรอบ 20 ปีที่ได้รับรางวัลสูงสุดจาก Consumer Reports ด้วยคะแนน 95 จาก 100 คะแนน[5][6]

อิมพาลารุ่นที่สิบนี้ได้มีขนาดที่ใหญ่ขึ้นจากรุ่นที่แล้ว และใช้แพลทฟอร์มเดียวกันกับคาดิลแลค เอ็กทีเอสเพื่อลดราคาระหว่างรุ่นอิมพาลากับมาลิบูเช่นเดียวกับฟอร์ด ทอรัสและฟอร์ด ฟิวชัน อิมพาลาได้ถูกประกอบที่โอชาวา, ออนแทริโอ, ประเทศแคนาดาและเมืองดีทรอยต์ สหรัฐอเมริกา[5][7]

เครื่องยนต์[แก้]

เครื่องยนต์ กำลัง แรงบิด Gas Mileage บันทึก
2.4L LUK Ecotec I4 with eAssist 182 hp (136 kW) @ 6700 rpm 172 lb·ft (233 N·m) @ 4900 rpm 35 Highway Est. 197 hp (147 kW) combined
2.5L LKW Ecotec I4 196 hp (146 kW) @ 6300 rpm 186 lb·ft (252 N·m) @ 4400 rpm 21 City / 31 Highway
3.6L High Feature LFX V6 flex-fuel 305 hp (227 kW) @ 6800 rpm 264 lb·ft (358 N·m) @ 5200 rpm 19 City / 29 Highway

ตลาดโลก[แก้]

ในวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 เชฟโรเลตได้กล่าวว่าจะนำอิมพาลาไปจำหน่ายที่ประเทศเกาหลีใต้เป็นรถส่งออกจากอเมริกาเป็นรุ่นปี 2016 เป็นครั้งแรกที่เชฟโรเลตนำรถยนต์นั่งขนาดใหญ่มาจำหน่ายในตลาดเกาหลี[8]

ในปี พ.ศ. 2562 นี้ General Motors (GM) บริษัทผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกาได้ออกมาประกาศว่าในปี 2019 มีโรงงาน 5 แห่งที่ตั้งอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือจะหยุดสายพานการผลิต ซึ่งข่าวนี้ส่งผลสะเทือนต่อวงการยานยนต์เป็นอย่างมากสำหรับโรงงานทั้ง 5 แห่งนั้นตั้งอยู่บนแผ่นดินสหรัฐฯ 4 แห่งได้แก่ Detroit-Hamtramck Assembly, Lordstown Assembly, Baltimore Operations, และ Warren Transmission Operations และอีก 1 แห่งคือโรงงาน Oshawa ตั้งอยู่ในเมืองออนแทรีโอ ประเทศแคนาดา สำหรับโรงงานในสหรัฐฯ 2 แห่งที่สร้างสรรค์รถยนต์สไตล์ซีดานจะหยุดการผลิตเนื่องจากมียอดขายต่ำลง และนั่นส่งผลให้ปีหน้ามีโรงงานผลิตชิ้นส่วนสำหรับรถซีดาน 2 แห่งจะหยุดการผลิตไปด้วย สำหรับยอดขายที่ลดลงอาจจะมาจากผู้คนกำลังนิยมในรถยนต์ประเภทครอสโอเวอร์เอสยูวี และทาง GM เผยว่า “ความต้องการของลูกค้าในสหรัฐมีการเปลี่ยนแปลง และเพื่อตอบสนองต่อปริมาณของรถยนต์ในตลาดที่ลดลง”

ยุติการผลิต[แก้]

อย่างไรก็ตามตอนนี้มีข่าวว่าโรงงานจะยังคงเปิดให้บริการจนถึงเดือนมกราคม ปี 2563 โดยจะเปิดตัวเครื่องยนต์ที่ลดมลพิษเช่น Chevrolet Impala และ Cadillac CT6 Buick LaCrosse ซึ่งก็ไม่ได้ผลิตเช่นเดียวกัน นี่เป็นจุดสิ้นสุดของยุคสมัยอย่างแท้จริง รถคันนี้น่าดึงดูดใจสำหรับผู้ที่รู้สึกว่าไฟฟ้าไม่สามารถตอบสนองความต้องการของพวกเขาได้อย่างสมบูรณ์ รุ่น 2019 สามารถเดินทางได้ในระดับ EPA 53 ไมล์โดยเสียค่าใช้จ่ายก่อนที่เครื่องยนต์แก๊สจะเริ่มทำงานเพื่อให้รถเคลื่อนที่ ทำให้รถอิมพาลาต้องยุติสายการผลิตลงในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2563

ภาพอื่นๆ[แก้]

อ้างอิง[แก้]

แม่แบบ:ยุติปี

  1. "History of the Chevrolet Impala 1958–2011". Chevy Impala Forum. สืบค้นเมื่อ 11 July 2012.
  2. "1994 Impala SS". Motor Trend. June 1994. สืบค้นเมื่อ June 26, 2010.
  3. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ lastss
  4. Ewing, Steven J. (May 31, 2011). "2014 Chevrolet Impala to move upmarket, share platform with Cadillac XTS". Autoblog.com. สืบค้นเมื่อ June 24, 2011.
  5. 5.0 5.1 อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ aolreview
  6. "Rare praise: Consumer Reports gives Chevy Impala top rating". CNBC. สืบค้นเมื่อ 2015-05-13.
  7. "GM Invests $68 million for Next-Gen Impala in Oshawa" (Press release). GM Media Online. December 16, 2011. สืบค้นเมื่อ December 16, 2011.
  8. "2016 Chevrolet Impala Exported To South Korea" from GM Authority (July 31, 2015)