ข้ามไปเนื้อหา

เจ1 ลีก

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เจ1 ลีก
องค์กรจัดการเจลีก
ก่อตั้ง1992; 34 ปีที่แล้ว (1992)
ประเทศ ญี่ปุ่น
สมาพันธ์เอเอฟซี
จำนวนทีม20
ระดับในพีระมิด1
ตกชั้นสู่เจ2 ลีก
ถ้วยระดับประเทศถ้วยพระจักรพรรดิ
ฟูจิฟิล์ม ซูเปอร์คัพ
ถ้วยระดับลีกเจ.ลีก วายบีซี ลูแว็ง คัพ
ถ้วยระดับนานาชาติเอเอฟซีแชมเปียนส์ลีกอีลิท
เอเอฟซีแชมเปียนส์ลีกทู
ทีมชนะเลิศปัจจุบันคาชิมะ แอนต์เลอส์ (สมัยที่ 9)
(2025)
ชนะเลิศมากที่สุดคาชิมะ แอนต์เลอส์ (9 สมัย)
ผู้ลงเล่นมากที่สุดยาซูฮิโตะ เอ็นโด (672)
ผู้ทำประตูสูงสุดโยชิโตะ โอคูโบะ (179 ประตู)
หุ้นส่วนโทรทัศน์ดะโซน (ประเทศญี่ปุ่น)
เอ็นเอชเค
ยูทูบ (นอกประเทศญี่ปุ่น)
เว็บไซต์www.jleague.jp/en/
(ในภาษาอังกฤษ)
ปัจจุบัน: เจ1 ลีก ฤดูกาล 2026–27

เจ1 ลีก (J1リーグ (ญี่ปุ่น: Jē-wan Rīgu)) หรือ เจลีก หรือ เมจิ ยาซูดะ เจ1 ลีก (明治安田J1リーグ (ญี่ปุ่น: Meiji Yasuda Jē-wan Rīgu)) ด้วยเหตุผลด้านผู้สนับสนุน[1] เป็นการแข่งขันฟุตบอลลีกอาชีพในระดับสูงสุดของระบบลีกฟุตบอลญี่ปุ่น เริ่มต้นแข่งขันครั้งแรกในฤดูกาล 1993 มีสโมสรเข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด 20 สโมสร มีการเลื่อนชั้นและการตกชั้นระหว่างเจ2 ลีก

ทั้งเจ1 ลีก และเจ2 ลีก จัดการแข่งขันโดยฟุตบอลลีกอาชีพญี่ปุ่น (日本プロサッカーリーグ (ญี่ปุ่น: Nihon Puro Sakkā Rīgu))[2][3][4][5][6][7][8][9]

เจ1 ลีก เป็นหนึ่งในลีกที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลสโมสรอาชีพของเอเชีย หลังการก่อตั้งใน ค.ศ. 1992 การแข่งขันมีชื่อว่า เจลีก ตั้งแต่ ค.ศ. 1993 ถึง 1998 ก่อนจะกลายเป็นลีกสองดิวิชัน และเปลี่ยนชื่อเป็น เจลีกดิวิชัน 1 ตั้งแต่ ค.ศ. 1999 ถึง 2014

คาชิมะ แอนต์เลอส์ เป็นสโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด โดยชนะเลิศเจ1 ลีก 9 สมัย รวมถึงฤดูกาล 2025

ประวัติ

[แก้]

ก่อนยุคลีกอาชีพ (ก่อน 1992)

[แก้]

ก่อนจะเริ่มเข้าสู่ยุคเจลีก การแข่งขันระดับสูงสุดของสโมสรในญี่ปุ่น Japan Soccer League (JSL) ซึ่งจัดว่าเป็นลีกสมัครเล่น[10] แม้ในยุคทศวรรษที่ 1960 และ 1970 จะได้รับความนิยมขึ้นมา (ช่วงที่ทีมชาติญี่ปุ่นได้เหรียญทองแดงจากกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน 1968 ที่เม็กซิโก) แต่ JSL ก็เริ่มซบเซาอีกครั้งในช่วงทศวรรษที่ 1980 เช่นเดียวกับฟุตบอลลีกทั่วโลก แฟนบอลลดน้อยลง สนามคุณภาพไม่ดี และทีมชาติญี่ปุ่นก็ไม่ได้เป็นทีมชั้นนำของเอเชียแต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้ สมาคมฟุตบอลญี่ปุ่น (JFA) จึงได้ตัดสินใจก่อตั้งลีกอาชีพขึ้นมาเพื่อยกระดับของทีมชาติ เพิ่มความนิยมให้กับลีกในประเทศและให้มีแฟนบอลมากขึ้น

ด้วยเหตุนี้ เจลีกจึงได้ก่อตั้งขึ้นในปี 1992 โดยมีสโมสรจาก JSL ดิวิชัน 1 เข้าร่วมการแข่งขัน 8 สโมสร ดิวิชัน 2 อีก 1 สโมสร และมีสโมสรชิมิซุ เอส-พัลส์ สโมสรน้องใหม่เข้าร่วมการแข่งขันอีก 1 สโมสร และได้มีการเปลี่ยนชื่อการแข่งขันเป็น ลีกฟุตบอลญี่ปุ่น (Japan Football League: JFL) จัดว่าเป็นลีกกึ่งอาชีพ แต่เจลีกก็ยังไม่ได้เริ่มอย่างเป็นทางการเพราะในตอนนั้นยังมีการแข่งขันยะมะซะกิ นาบิสโก คัพอยู่ ซึ่งเป็นการแข่งขันเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเปิดฤดูกาลจริงในปี 1993

ฤดูกาลแรกและยุครุ่งเรือง (1993-1995)

[แก้]

เจลีก เริ่มต้นอย่างเป็นทางการฤดูกาลแรกในวันที่ 15 พฤษภาคม 1993 โดยมี 10 ทีมเข้าร่วมการแข่งขัน นัดเปิดสนามเป็นการพบกันระหว่าง เวร์ดี คาวาซากิ (ปัจจุบันคือ โตเกียว เวร์ดี) กับ โยโกฮามะ เอ็ฟ มารินอส ที่สนามกีฬาแห่งชาติคาซูมิงาโอกะ

หลังยุครุ่งเรือง (1996-1999)

[แก้]

สามปีแรกของเจลีกประสบความสำเร็จอย่างมาก แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม ในต้นปี 1996 แฟนบอลลดลงอย่างรวดเร็ว และในปี 1997 มีแฟนบอลเข้าชมเฉลี่ยต่อเกมเหลือเพียงแค่ 10,131 คนเท่านั้น เทียบกับในปี 1994 มีแฟนบอลเกมละ 19,000 คน

เปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานและรูปแบบเกม (1999-2004)

[แก้]

ฝ่ายจัดการแข่งขันมองว่าแนวทางในขณะนั้นน่าจะเป็นแนวทางที่ผิด จึงได้เริ่มแก้ปัญหาโดยมีทางแก้ไขอยู่สองวิธีด้วยกัน

วิธีแรก คือการออกวิสัยทัศน์เจลีก 100 ปี โดยตั้งเป้าว่าจะต้องมีสโมสรอาชีพ 100 สโมสรในประเทศญี่ปุ่นภายในปี 2092 ซึ่งจะเป็นปีที่ครบรอบ 100 ปีของลีกพอดี นอกจากนี้ฝ่ายจัดการแข่งขันลีกยังสนับสนุนให้สโมสรต่างๆช่วยกันสนับสนุนกีฬาฟุตบอลและกีฬาอื่นๆในท้องถิ่นเพื่อให้ได้รับความนิยมจากคนในพื้นที่มากขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่มรากหญ้า และสนับสนุนให้หาผู้สนับสนุนเป็นธุรกิจใหญ่ในท้องที่นั้นๆ ทางลีกเชื่อว่าความสัมพันธ์กับเมืองและชาวเมืองนั้นจะทำให้สโมสรดีขึ้นอย่างมั่นคงและยั่งยืน มากกว่าการมุ่งหาผู้สนับสนุนที่เป็นนักธุรกิจเจ้าใหญ่ๆระดับประเทศอย่างเดียวเท่านั้น

วิธีที่สองคือ การปรับโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ของลีกในปี 1999 โดยมี 9 สโมสรจากลีกกึ่งอาชีพ JFL และอีก 1 สโมสรจากเจลีก ร่วมสร้าง เจลีก ดิวิชัน 2 เริ่มทำการแข่งขันตั้งแต่ปี 1999 และดันให้ลีกอันดับสองอย่าง JFL กลายเป็นลีกอันดับ 3 ไป

และในยุคนี้จนถึงปี 2004 (ยกเว้นปี 1996) เจลีกถูกแบ่งเป็น 2 เลก และนำแชมป์เลกแรกกับเลกที่สองมาเพลย์ออฟหาแชมป์และรองแชมป์ของลีกไป แต่หากแชมป์เลกแรกกับเลกสองเป็นทีมเดียวกันก็ถือว่าเป็นแชมป์ไปโดยปริยาย แต่ระบบนี้ถูกยกเลิกไปตั้งแต่ปี 2005

ใช้ระบบลีกยุโรปและเอเอฟซีแชมเปียนส์ลีก (2005-2008)

[แก้]

นับตั้งแต่ฤดูกาล 2005 เจลีก ดิวิชัน 1 มีทีมเข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด 18 ทีม (จากที่เคยมี 16 ทีมในปี 2004) และระบบฤดูกาลแข่งขันเริ่มเปลี่ยนมาใช้แบบสโมสรในยุโรป ทีมที่ต้องตกชั้นเพื่มจาก 2 เป็น 2.5 ทีม นั่นคือ ทีมอันดับสามจากท้ายตารางจะต้องไปเล่นเพลย์ออฟกับทีมอันดับ 3 ในเจลีกดิวิชัน 2 เพื่อหาผู้ที่ต้องตกไปอยู่ดิวิชัน 2

อย่างไรก็ตาม ในสมัยก่อนสโมสรเจลีกไม่ค่อยจะจริงจังกับการแข่งชันเอเชียนแชมเปียนส์ลีกเท่าไหร่นัก เนื่องจากต้องเดินทางไกลและคุณภาพของทีมที่ต้องแข่งด้วยนั้นยังไม่น่าสนใจเท่าไหร่ แต่ในปี 2008 มีทีมญี่ปุ่นผ่านเข้าไปสู่รอบก่อนรองชนะเลิศถึง 3 ทีมด้วยกัน[11]

แต่เมื่อได้มีการผนวกเอลีกเข้าสู่ฟุตบอลเอเชียตะวันออก และเริ่มมีการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก ชาวเอเชียเริ่มหันมาสนใจฟุตบอลรายการนี้กันมากขึ้น ทำให้ลีกญี่ปุ่นและสโมสรต่างๆของญี่ปุ่นเริ่มหันมาให้ความสนใจฟุตบอลรายการเอเชียมากขึ้น ตัวอย่างเช่น คาวาซากิ ฟรอนตาเล เริ่มสร้างฐานแฟนบอลในฮ่องกง ได้หลังจากที่ได้เข้าร่วมการแข่งขันรายการนี้ในฤดูกาล 2007[12] และจากการที่อุระวะ เรดไดมอนส์และกัมบะ โอซากะคว้าแชมป์เอเชียได้ในปี 2007 และ 2008 ความนิยมและความสนใจในฟุตบอลเวทีเอเชียก็เริ่มมีมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ประกอบกับการจัดการลีกที่ดี สมาพันธ์ฟุตบอลเอเชียจึงได้ยกย่องให้เจลีกเป็นลีกที่อยู่ในอันดับสูงสุด และมีโอกาสเล่นฟุตบอลเอเชียถ้วยใหญ่ถึง 4 ที่ นับตั้งแต่ปี 2009 และลีกยังได้โอกาสในการขายลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดให้กับต่างประเทศ โดยเฉพาะในชาติเอเชียด้วยกัน

นับตั้งแต่ปี 2008 แชมป์รายการถ้วยพระจักรพรรดิสามารถเข้าร่วมการแข่งขันแชมเปียนส์ลีกในฤดูกาลต่อไปได้เลย แทนที่จะต้องรอไปเล่นในปีถัดไป (เช่น โตเกียวเวร์ดีเคยได้แชมป์รายการนี้ในปี 2005 แต่ต้องไปแข่งระดับเอเชียในฤดูกาล 2007 แทนที่จะเป็นฤดูกาล 2006) ด้วยเหตุนี้ จึงมีหนึ่งทีมที่ต้องเสียสละ นั่นคือ คาชิมะ แอนต์เลอส์ ที่ได้แชมป์ในปี 2007 ก็ถูกระงับสิทธิ์ในการไปเล่นแทน แต่อย่างไรก็ตาม คาชิมะ แอนต์เลอส์ก็ยังสามารถไปเล่นฟุตบอลเอเชียในปี 2009 ได้เนื่องจากสามารถคว้าแชมป์เจลีก ดิวิชัน 1 ในปี 2008 ได้นั่นเอง

เจลีกยุคใหม่ (2009-2016)

[แก้]

ในปี 2009 เกิดการเปลี่ยนแปลงในลีกครั้งใหญ่อีกครั้ง เริ่มจากการมี 4 สโมสรเข้าร่วมรายการเอเอฟซีแชมเปียนส์ลีก ต่อด้วยการมีทีมตกชั้นเพิ่มเป็น 3 ทีม นอกจากนี้ ด้วยกฎใหม่ของสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย เจลีกจึงต้องตั้งกฎให้มีผู้เล่นต่างชาติได้เพียง 4 คน แต่ต้องมี 1 คนที่มาจากชาติสมาชิกของสมาพันธ์ (ที่ไม่ใช่ญี่ปุ่น) นอกจากนั้น ยังมีการบังคับใช้ระบบไลเซนส์ของสโมสรเจลีกเพื่อตั้งมาตรฐานการอยู่ในลีกอาชีพสูงสุด

ในปี 2015 เจลีก ดิวิชัน 1 ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น เจ1 ลีก นอกจากนี้ ระบบลีกของเจลีกถูกแบ่งการแข่งขันออกเป็น 3 ช่วงด้วยกัน โดยในหนึ่งปีจะถูกแบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 ช่วง ส่วนช่วงที่สามจะเป็นช่วงสำหรับการเพลย์ออฟเพื่อตัดสินแชมป์ โดยมีทีมที่เข้าร่วมการแข่งขัน 5 ทีม ได้แก่ ทีมที่ทำคะแนนรวมสูงสุด 1 ทีม ทีมที่เก็บคะแนนได้มากที่สุดสองทีมในช่วงที่ 1 และทีมที่เก็บคะแนนได้มากที่สุดสองทีมในช่วงที่ 2

เจลีกยุคปัจจุบัน (2017-)

[แก้]

แม้ฝ่ายจัดการแข่งขันคิดจะใช้ระบบแบ่งครึ่งลีกไปประมาณ 5 ปี แต่ระบบนี้ได้มีการยกเลิกและเปลี่ยนไปเป็นระบบตารางคะแนนเดียวเช่นเดิมตั้งแต่ปี 2017 หลังจากได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์และได้รับเสียงตอบรับที่ไม่ดีจากแฟนบอล[13] นั่นคือ ทีมที่ทำผลงานทั้งฤดูกาลได้ดีที่สุด จะได้แชมป์ไปครอง

ฤดูกาล 2025

[แก้]

ระบบลีก

[แก้]

เจลีก ดิวิชัน 1 ในฤดูกาล 2567 (ค.ศ. 2024) มีทีมเข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด 20 ทีม ทำการแข่งขันแบบพบกันหมดแบบเหย้า-เยือน ดังนั้น หนึ่งสโมสรจะทำการแข่งขันทั้งหมด 38 เกม และทีมที่ชนะจะได้ 3 คะแนน แพ้ได้ 0 คะแนน และหากเสมอกันได้ 1 คะแนน การจัดอันดับจะคิดคะแนนตามแต้ม และหากมีจำนวนแต้มเท่ากัน จะใช้หลักการจัดอันดับดังนี้

  • พิจารณาจากผลต่างของประตูได้ และประตูเสีย (Goals Difference)
  • พิจารณาเฉพาะประตูได้ (Goals Scored)
  • พิจารณาจากผลการแข่งขันของทีมที่มีคะแนนเท่ากันที่เคยแข่งกันมาในฤดูกาล (Head To Head)
  • พิจารณาคะแนนวินัย (Disciplinary Points)

หากจำเป็นจะมีการจับสลาก แต่ถ้าหากมีสองทีมที่ได้คะแนนเท่ากันในอันดับที่ 1 ทั้งสองทีมจะได้แชมป์ร่วมกัน สามอันดับแรกจะได้สิทธิ์เข้าแข่งขัน เอเอฟซีแชมเปียนส์ลีก ในฤดูกาลถัดไป และทีมสามอันดับสุดท้ายตกชั้นสู่ เจ2 ลีก

เงินรางวัล (อ้างอิงจากปี 2015)
  • แชมป์ (ผู้ชนะในรอบชิงของรอบแชมป์เปียนชิพ) : 100,000,000 เยน
  • ผู้ชนะสเตจ 1 และ สเตจ 2: 50,000,000 เยน
  • อันดับที่ 1 ในผลรวมคะแนนทั้ง 2 สเตจ: 80,000,000 เยน
  • อันดับที่ 2 ในผลรวมคะแนนทั้ง 2 สเตจ: 30,000,000 เยน
  • อันดับที่ 3 ในผลรวมคะแนนทั้ง 2 สเตจ: 20,000,000 เยน
  • ผู้ชนะในรอบแรกและรอบรองชนะเลิศของรอบแชมป์เปี้ยนชิพ : 15,000,000 เยน

สโมสรที่เข้าร่วมการแข่ง

[แก้]
สโมสรที่ตั้งสนามกีฬาความจุ
คาชิมะ แอนต์เลอส์ อิบารากิ สนามฟุตบอลคาชิมะ 39,095
อูราวะ เรดไดมอนส์ ไซตามะ สนามกีฬาไซตะมะ 2002 62,040
คาชิวะ เรย์โซล ชิบะ สนามกีฬาซันเกียวฟรอนติเอร์คาชิวะ 15,109
เอฟซี โตเกียว โตเกียว สนามกีฬาอายิโนะโมะโต๊ะ 47,851
โตเกียว เวร์ดี
มาจิดะ เซลเวีย สนามกีฬามาชิดะ กิออน 15,489
คาวาซากิ ฟรอนตาเล คานางาวะ ยูแวนซ์โทโดโรกิสเตเดียมบายฟูจิตสึ 26,827
โยโกฮามะ เอ็ฟ มารินอส สนามกีฬานิสสัน 71,624
โยโกฮามะ เอฟซี สนามฟุตบอลเอ็นเอชเคสปริงมิตสึซาวะ 15,442
โชนัน เบลมาเร เลมอนแก๊สสเตเดียมฮิรัตสึกะ 15,380
อัลบิเร็กซ์ นีงาตะ นีงาตะ สนามกีฬาเดงกะบิกสวอน 41,684
ชิมิซุ เอส-พัลส์ ชิซูโอกะ ไอเอไอสเตเดียมนิฮงไดระ 19,594
นาโงยะ แกรมปัส ไอจิ สนามกีฬาโทโยตะ 42,753
เกียวโต ซังงะ เกียวโต ซังงะสเตเดียมบายเคียวเซร่า 21,623
กัมบะ โอซากะ โอซากะ พานาโซนิค สเตเดียม ซุอิตะ 39,694
เซเรซโซ โอซากะ สนามกีฬาโยโดโกะซากูระ 24,481
วิสเซล โคเบะ เฮียวโงะ โนเอเวียร์สเตเดียมโคเบะ 29,643
ฟาเจียโน โอกายามะ โอกายามะ สนามกีฬาเจเอฟอีฮาเรโนคูนิ 15,479
ซานเฟรชเช ฮิโรชิมะ ฮิโรชิมะ อีดิออนพีซวิงฮิโรชิมะ 28,347
อวิสปา ฟูกูโอกะ ฟูกูโอกะ สนามกีฬาเบสต์เดงกิ 21,562

สถิติ

[แก้]

ผู้ชนะเลิศ

[แก้]
ฤดูกาล ชนะเลิศ รองชนะเลิศ
เวร์ดี คาวาซากิคาชิมะ แอนต์เลอส์
เวร์ดี คาวาซากิซานเฟรชเช ฮิโรชิมะ
โยโกฮามะ มารินอสเวร์ดี คาวาซากิ
คาชิมะ แอนต์เลอส์นาโงยะ แกรมปัส เอต
จูบิโล อิวาตะคาชิมะ แอนต์เลอส์
คาชิมะ แอนต์เลอส์จูบิโล อิวาตะ
จูบิโล อิวาตะชิมิซุ เอส-พัลส์
คาชิมะ แอนต์เลอส์โยโกฮามะ เอ็ฟ มารินอส
คาชิมะ แอนต์เลอส์จูบิโล อิวาตะ
จูบิโล อิวาตะโยโกฮามะ เอ็ฟ มารินอส
โยโกฮามะ เอ็ฟ มารินอสจูบิโล อิวาตะ
โยโกฮามะ เอ็ฟ มารินอสอูราวะ เรดไดมอนส์
กัมบะ โอซากะอูราวะ เรดไดมอนส์
อูราวะ เรดไดมอนส์คาวาซากิ ฟรอนตาเล
คาชิมะ แอนต์เลอส์อูราวะ เรดไดมอนส์
คาชิมะ แอนต์เลอส์คาวาซากิ ฟรอนตาเล
คาชิมะ แอนต์เลอส์คาวาซากิ ฟรอนตาเล
นาโงยะ แกรมปัสกัมบะ โอซากะ
คาชิวะ เรย์โซลนาโงยะ แกรมปัส
ซานเฟรชเช ฮิโรชิมะเวกัลตะ เซ็นได
ซานเฟรชเช ฮิโรชิมะโยโกฮามะ เอ็ฟ มารินอส
กัมบะ โอซากะอูราวะ เรดไดมอนส์
ซานเฟรชเช ฮิโรชิมะกัมบะ โอซากะ
คาชิมะ แอนต์เลอส์อูราวะ เรดไดมอนส์
คาวาซากิ ฟรอนตาเลคาชิมะ แอนต์เลอส์
คาวาซากิ ฟรอนตาเลซานเฟรชเช ฮิโรชิมะ
โยโกฮามะ เอ็ฟ มารินอสเอฟซี โตเกียว
คาวาซากิ ฟรอนตาเลกัมบะ โอซากะ
คาวาซากิ ฟรอนตาเลโยโกฮามะ เอ็ฟ มารินอส
โยโกฮามะ เอ็ฟ มารินอสคาวาซากิ ฟรอนตาเล
วิสเซล โคเบะ โยโกฮามะ เอ็ฟ มารินอส
วิสเซล โคเบะ ซานเฟรชเช ฮิโรชิมะ
คาชิมะ แอนต์เลอส์ คาชิวะ เรย์โซล

สโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด

[แก้]
สโมสรชนะเลิศรองชนะเลิศฤดูกาลที่ชนะเลิศฤดูกาลที่รองชนะเลิศ
คาชิมะ แอนต์เลอส์
9
3
1996, 1998, 2000, 2001, 2007, 2008, 2009, 2016, 2025 1993, 1997, 2017
โยโกฮามะ เอ็ฟ มารินอส
5
3
1995, 2003, 2004, 2019, 2022 2000, 2002, 2013
คาวาซากิ ฟรอนตาเล
4
4
2017, 2018, 2020, 2021 2006, 2008, 2009, 2022
จูบิโล อิวาตะ
3
3
1997, 1999, 2002 1998, 2001, 2003
ซานเฟรซ ฮิโรชิมะ
3
3
2012, 2013, 2015 1994, 2018, 2024
กัมบะ โอซากะ
2
3
2005, 2014 2010, 2015, 2020
โตเกียว เวร์ดี
2
1
1993, 1994 1995
วิสเซล โคเบะ
2
0
2023, 2024
อูราวะ เรดไดมอนส์
1
5
2006 2004, 2005, 2007, 2014, 2016
นาโงยะ แกรมปัส
1
2
2010 1996, 2011
คะชิวะ เรย์โซล
1
1
2011 2025
ชิมิซุ เอส-พัลส์
0
1
1999
เวกัลตะ เซ็นได
0
1
2012
เอฟซี โตเกียว
0
1
2019

อ้างอิง

[แก้]
  1. โลโก้ที่ใช้ในญี่ปุ่นมีป้ายกำกับว่า 「明治安田 J1 LEAGUE
  2. サッカー用語集 [Football glossary]. JFA (ภาษาญี่ปุ่น). Japan Football Association. January 25, 2017. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ February 13, 2019. สืบค้นเมื่อ February 24, 2019. 「日本プロサッカーリーグ」の読みは、「にほんプロサッカーリーグ」。
  3. "J-League History Part 5: Expansion, success, and a bright future". Goal.com. 9 September 2013. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 1 April 2019. สืบค้นเมื่อ 12 December 2013.
  4. "J-League History Part 4: Exporting Talent". Goal.com. 9 September 2013. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 3 April 2015. สืบค้นเมื่อ 12 December 2013.
  5. "J-League History Part 3: Growing pains emerge on the road to the 2002 World Cup". Goal.com. 9 September 2013. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 3 April 2015. สืบค้นเมื่อ 12 December 2013.
  6. "J-League History Part 2: Verdy Kawasaki dominates the early years". Goal.com. 9 September 2013. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 3 April 2015. สืบค้นเมื่อ 12 December 2013.
  7. "J-League History Part 1: Professional football begins in Japan". Goal.com. 9 September 2013. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 3 April 2015. สืบค้นเมื่อ 12 December 2013.
  8. "Tokyo Journal; Japan Falls for Soccer, Leaving Baseball in Lurch". The New York Times. 6 June 1994. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 7 August 2019. สืบค้นเมื่อ 17 November 2013.
  9. "Japan Wages Soccer Campaign". Christian Science Monitor. 11 June 1993. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 7 August 2019. สืบค้นเมื่อ 17 November 2013.
  10. "When Saturday Comes - How Japan created a successful league". Wsc.co.uk. 2010-07-18. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2016-08-09. สืบค้นเมื่อ 2013-12-12.
  11. John Duerden (11 August 2008). "Asian Debate: Is Japan Becoming Asia's Leader?". Goal.com. สืบค้นเมื่อ 19 August 2012.
  12. 川崎Fが香港でブレーク中、生中継で火 (ภาษาญี่ปุ่น). NikkanSports. March 8, 2008. สืบค้นเมื่อ March 8, 2008.
  13. Duerden, John. "J.League seeks to wrestle back spotlight from Chinese Super League". ESPN FC. ESPN. สืบค้นเมื่อ 2 March 2017.

ดูเพิ่ม

[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]