นี่คือบทความคุณภาพ คลิกเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก เจ้าหญิงไดอาน่า)
"ไดอานา" เปลี่ยนทางมาที่นี่ สำหรับความหมายอื่น ดูที่ ไดอานา (แก้ความกำกวม)
ไดอานา
เจ้าหญิงแห่งเวลส์
ดัชเชสแห่งโรธซี
Princess Diana at Accord Hospice colorized.png
เจ้าหญิงไดอานาใน ค.ศ. 1992
พระชายา ในเจ้าชายชาลส์ เจ้าชายแห่งเวลส์
(1981–1996) «start: (1981-07-29)แม่แบบ:End-date»"Marriage: เจ้าชายชาลส์ เจ้าชายแห่งเวลส์
to ไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์
"
Location:แม่แบบ:Placename/adr
(linkback://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B2_%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%AA%E0%B9%8C)
[1]
พระราชบุตร
พระนามเต็ม
ไดอานา ฟรันเซส [a]
ราชวงศ์
พระราชบิดา จอห์น สเปนเซอร์ เอิร์ลแห่งสเปนเซอร์
พระราชมารดา ฟรันเซส ชานด์ คีดด์
ประสูติ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1961(1961-07-01)
ซานดริงแฮม นอร์ฟอล์ก ประเทศอังกฤษ
สิ้นพระชนม์ 31 สิงหาคม ค.ศ. 1997 (36 ปี)
โรงพยาบาลปีเต-แซลแปตริ ปารีส ประเทศฝรั่งเศส
ลายพระอภิไธย

ไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ (อังกฤษ: Diana, Princess of Wales) มีพระนามเต็มว่า ไดอานา ฟรันเซส (สกุลเดิม สเปนเซอร์; ประสูติ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2504 ณ เมืองซานดริงแฮม ประเทศอังกฤษ — สิ้นพระชนม์ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2540กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส) เป็นพระชายาพระองค์แรกของเจ้าชายชาลส์ เจ้าชายแห่งเวลส์ รัชทายาทอันดับหนึ่งแห่งสหราชอาณาจักร จากการอภิเษกสมรสเมื่อ พ.ศ. 2524 และหย่าร้างเมื่อปี พ.ศ. 2539 ทรงได้รับการสถาปนาให้เป็นเจ้าหญิงแห่งเวลส์ พระองค์ที่ 9 แห่งสหราชอาณาจักร สื่อมวลชนและประชาชนทั่วไปนิยมขานพระนามว่า "เจ้าหญิงไดอานา" ซึ่งพระนามนี้ผิดจากความเป็นจริง[ต้องการอ้างอิง]

พระราชพิธีอภิเษกสมรสของเจ้าชายชาลส์และไดอานา จัดขึ้นที่มหาวิหารเซนต์พอล กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2524 มีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ไปทั่วโลก[ต้องการอ้างอิง] ต่อมาไดอานาได้มีพระประสูติกาลพระโอรสทั้งสองพระองค์คือ เจ้าชายวิลเลียมและเจ้าชายแฮร์รี รัชทายาทลำดับที่สองและสี่แห่งราชบัลลังก์อังกฤษและ 16 เครือจักรภพ นับแต่ที่เธอยังเพียงพระคู่หมั้นของเจ้าชายแห่งเวลส์ ไดอานาได้เป็นหนึ่งในหญิงผู้ทรงอิทธิพลของโลกจนกระทั่งสิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ. 2540 ทั้งพระกรณียกิจและชีวิตส่วนพระองค์ได้รับความสนใจจากทั่วทุกมุมโลก อีกทั้งยังทรงเป็นผู้นำแฟชั่น เป็นสัญลักษณ์แห่งความงาม ความหวังของผู้ป่วยโรคเอดส์ แต่เหนือกว่าสิ่งอื่นใดคือพระองค์เป็นพระราชินีในดวงใจของประชาชนอีกด้วย

ปลายศตวรรษที่ 20 ไดอานากลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก จากสไตล์การแต่งกาย การงานด้านการกุศลและเป็นบุคคลสาธารณะ พระองค์เคยร่วมรณรงค์ต่อต้านการใช้กับระเบิด และยังดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการของโรงพยาบาลเด็ก เกรทออร์มันด์สตรีท ระหว่างปี พ.ศ. 2532 – 2538

เนื้อหา

วัยเด็ก[แก้]

ไดอานา ฟรานเซส สเปนเซอร์ เกิดวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2504 เวลา 18.39 น. ณ ปาร์กเฮ้าส์ เมืองซานดริงแฮม มณฑลนอร์ฟอล์ก เป็นลูกสาวคนที่สามของ จอห์น สเปนเซอร์ ไวสเคานท์อัลธอร์พ (ต่อมาได้เป็น เอิร์ลสเปนเซอร์ที่ 8) กับภรรยาคนแรก ฟรานเซส เบิร์ก ร็อฌ (ต่อมาเป็น นางฟรานเซส ชานด์ คีดด์) จอห์น สเปนเซอร์ สืบเชื้อสายมาจากดยุกแห่งมอลเบอระที่ 1 ส่วน ฟรานเซส มารดาของไดอานามีเชื้อสายอังกฤษและไอริช ซึ่งเป็นธิดาของบารอนเฟอร์มอยที่ 4 กับเลดี้รูธ ซิลเวีย กิล นางสนองพระโอษฐ์ในสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ โบวส์-ลีออนส์

ไดอานามีพี่น้องทั้งหมด 5 คน ดังนี้

  1. ซาราห์ เอลิซาเบธ ลาวินา สเปนเซอร์ พี่สาวคนโต (ปัจจุบันเป็นเลดี้ซาราห์ แมคคอร์ควอเดล)
  2. เจน ซินเธีย สเปนเซอร์ พี่สาวคนรอง (ปัจจุบันเป็น บารอนเนสเฟลโลวส์)
  3. ไดอานา ฟรานเซส สเปนเซอร์ (เจ้าหญิงแห่งเวลส์ 2524-2540)
  4. จอห์น สเปนเซอร์ (มีชีวิตอยู่ได้เพียง 10 ชั่วโมง)
  5. ชาลส์ เอ็ดเวิร์ด มัวริซ สเปนเซอร์ น้องชายเพียงคนเดียว (ปัจจุบันเป็น เอิร์ลสเปนเซอร์ที่ 9)

ไดอานาเข้าพิธีรับศีลล้างบาปที่โบสถ์เซนต์มารีแมกดาลีน ซึ่งสาธุคุณเพอร์ซี่ เฮอร์เบิร์ต เป็นผู้ทำพิธี (เจ้าอาวาสและอดีตบิชอปแห่งนอร์ริชและแบล็กเบิร์น) เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2504 และได้ จอห์น ฟลอยด์ (ประธานบริษัทประมูลคริสตีส์) เป็นพ่อทูนหัว

ปี พ.ศ. 2512 ขณะที่ไดอานามีอายุได้เพียง 8 ขวบ พ่อแม่ของเธอได้หย่าร้างกันหลังจากพยายามประคับประครองความสัมพันธ์ที่ร้าวฉานมานานปี นับจากที่ฟรานเซสไปหลงรักกับชายคนใหม่ที่แต่งงานแล้ว ต่อมาไดอานาและจอห์นย้ายไปอยู่ในอพาร์ตเมนต์ของแม่ในย่านไนท์บริดจ์ กลางกรุงลอนดอน และเธอได้เข้าเรียนที่โรงเรียนอนุบาลในย่านเดียวกันนั้น แต่ว่าพ่อของไดอานาได้ฟ้องศาลครอบครัวเพื่อขออำนาจในการเลี้ยงลูกทั้ง 4 คน ผลการตัดสินปรากฏว่า เขาชนะคดีเพราะว่า บารอนเนสเฟอร์มอย ผู้เป็นยายให้การในศาลว่าฟรานเซสประพฤติตัวเป็นแม่อย่างไม่เหมาะสม หลังการหย่าร้างเสร็จสมบูรณ์ ฟรานเซสแต่งงานใหม่ทันที และย้ายไปอยู่ที่เกาะเซล ทางตะวันตกของประเทศสกอตแลนด์ ซึ่งไดอานาและพี่น้องมีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมแม่ที่สกอตแลนด์เป็นประจำ เพราะจอห์นมีภาระงานรัดตัวจนไม่มีเวลาดูแลลูกๆ

ระหว่างนี้จอห์นได้พบรับกับ เรน เคานต์เตสแห่งดาร์มัธ สุภาพสตรีในแวดวงสังคมชั้นสูง เธอผู้นี้เคยผ่านการแต่งงานมาแล้ว และด้วยความบังเอิญด้วยที่ เรนเป็นลูกสาวของ อเล็กซานเดอร์ แม็กควอเดล กับ บาร์บารา คาร์ตแลนด์ (นักเขียนนิยายรักที่ไดอานาโปรดปราน) จอห์นขอเธอแต่งงานหลังจากที่เรนเพิ่งจะหย่าขาดได้ไม่นาน โดยการแต่งงานหนสองของ จอห์น (ผู้พ่อ) และ ฟรานเซส (ผู้แม่) ทั้งสองคนไม่มีบุตรกับคู่สมรสคนใหม่ แต่ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวระหว่างลูกทั้งสี่คนกับพ่อเลี้ยงและแม่เลี้ยงเป็นไปอย่างลุ่มๆ ดอนๆ

การศึกษา[แก้]

ไดอานาเข้าเรียนครั้งแรกที่โรงเรียนซิลฟิลด์ ในเมืองคิงส์-ลีนน์ มณฑลนอร์ฟอล์ก ต่อมาย้ายมาเรียนที่โรงเรียนริดเดิลสเวิร์ธ ที่นอร์ฟอล์ก เรียนชั้นมัธยมที่โรงเรียนสตรีเวสต์ฮีธ (ปัจจุบันคือ โรงเรียนนิวสกูลแห่งเวสต์ฮีธ) ในเมืองเซเว่นโอ๊กส์ มณฑลเคนท์ ไดอานามีผลการเรียนต่ำกว่าเกณฑ์ เพราะไม่ผ่านการทดสอบแห่งชาติ O-levels ถึงสองครั้ง เธอสนใจเรียนวิชาสังคมศึกษา ประวัติศาสตร์ ศิลปะ และยังชอบกีฬา ด้วยนิสัยขี้อายและยังไม่ชอบตกเป็นจุดสนใจ ไม่เคยยกมือตอบคำถามในชั้นเรียน ครั้งหนึ่งในการแสดงละครเวทีของโรงเรียน เธอได้แสดงเป็นตุ๊กตาดัชท์ที่ไม่มีบทพูด ไดอานาจบการศึกษาที่โรงเรียนเวสต์ฮีธเมื่ออายุ 16 ปี และได้รับรางวัลจากโรงเรียนในฐานะนักกิจกรรมสาธารณยอดเยี่ยม ซึ่งจากรางวัลนี้ทำให้เธอเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น [2]

ไดอานาติดตาม ซาราห์ พี่สาวคนโต เพื่อไปเรียนต่อที่โรงเรียนวิชาการเรือน แอ็งสติตู-อัลแป็ง-วีเดมาแน็ต ในเมืองรูฌมองต์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แต่เธอเข้าเรียนได้เพียงสามเดือนก็ขอกลับบ้านก่อนจบภาคเรียน เพราะถูกบังคับให้พูดเฉพาะภาษาฝรั่งเศสที่เธอไม่ชอบ และมักออกไปเล่นแต่สกี[ต้องการอ้างอิง] ในเวลานี้เองที่ไดอานาได้มีโอกาสพบกับพระสวามีในอนาคตของเธอเป็นครั้งแรก เพราะขณะนั้นซาราห์กำลังคบหาดูใจกับเจ้าชายชาลส์

แม้ผลการเรียนจะไม่โดดเด่น แต่ความสามารถด้านกีฬาของไดอานานั้นน่าประทับใจมาก เช่น ว่ายน้ำและดำน้ำ นอกจากนี้เธอยังเคยเรียนเต้นบัลเลต์ แต่ส่วนสูงของเธอที่ 173 ซม. ทำให้ครูบัลเลต์เห็นว่าเธอตัวสูงเกินไป จนเธอต้องเลิกเรียนไปโดยปริยาย ก่อนวันเกิดอายุ 17 ปี เธอย้ายกลับไปอยู่ที่อพาร์ตเมนต์ของแม่ในลอนดอนโดยลำพัง เพราะฟรานเซสใช้เวลาส่วนใหญ่ที่สกอตแลนด์ และในวันเกิดอายุครบ 18 ปี ไดอานาได้รับของขวัญวันเกิดจากพ่อแม่เป็นอพาร์ตเมนต์ในย่านเอิร์ลคอร์ท กลางกรุงลอนดอน โดยเธอได้อาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์แห่งนี้ร่วมกับเพื่อนสนิทสามคนจนกระทั่งอายุ 20 ปี

จากคำรบเร้าของแม่ ไดอานาจึงได้เรียนวิชาปรุงอาหารขั้นสูงในชั้นเรียนของ เอลิซาเบธ รัสเซล ซึ่งเธอไม่ค่อยพอใจนักเพราะไม่มีทักษะด้านนี้เลย ต่อมาเธอสมัครเป็นครูสอนเต้นรำ แต่พลาดหกล้มระหว่างเล่นสกีที่ฝรั่งเศส เธอเจ็บหนักจนต้องเข้าเฝือกนาน 3 เดือน และต้องลาออกจากงานสอนเต้นรำ ไดอานามองหางานใหม่อีกครั้งในตำแหน่งครูโรงเรียนอนุบาล เธอให้เหตุผลระหว่างสัมภาษณ์งานว่าอยากทำงานกับเด็กเล็ก เธอผ่านการสัมภาษณ์และได้เป็นครูสอนเด็กอนุบาลสมดังปรารถนา นอกเหนือจากงานครูโรงเรียนอนุบาล พี่สาวและเพื่อนๆ ของไดอานา ได้จ้างเธอให้ทำความสะอาดบ้านด้วยค่าจ้างเพียงชั่วโมงละ 1 ปอนด์ แต่เธอก็พอใจกับงานพิเศษนี้ นอกจากนี้เธอยังรับจ้างเสิร์ฟอาหารและทำความสะอาดในงานเลี้ยงสังสรรค์อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นสองสามีภรรยาชาวอเมริกันคู่หนึ่งในลอนดอนยังเคยว่าจ้างเธอให้เป็นพี่เลี้ยงดูแลลูกของพวกเขาอีกด้วย [3]

ความสัมพันธ์กับเจ้าชายแห่งเวลส์[แก้]

ในช่วงแรกพบกันนั้น เจ้าชายชาลส์กำลังทรงคบหาอยู่กับ ซาราห์ พี่สาวของไดอานา ตอนนั้นซาราห์เคยถูกหมายมั่นว่าจะได้เป็นเจ้าสาวของพระองค์ ในเวลานั้นเองเจ้าชายมีพระชนมายุใกล้ 30 ชันษาและมีความกดดันให้พระองค์รีบอภิเษกสมรสโดยเร็ว ภายใต้เงื่อนไขว่าจะต้องเสกสมรสกับหญิงสาวพรหมจรรย์ผู้นับถือศาสนาคริสต์นิกายเชิร์ชออฟอิงแลนด์เท่านั้น หากพระองค์เสกสมรสกับสตรีที่นับถือนิกายโรมันคาทอลิก จะทรงถูกตัดสิทธิ์ในการขึ้นครองราชบัลลังก์ทันที

แต่ว่า บารอนเนสเฟอร์มอย ผู้เป็นยายของไดอานา พิจารณาเห็นว่า ไดอานานั้นมีความเหมาะสมกับเจ้าชายที่สุด เพราะยังไม่เคยคบหากับชายใดมาก่อน อีกทั้งเธอยังเป็นหญิงสาวในตระกูลสเปนเซอร์ที่มีเชื้อสายขุนนางชั้นสูงมานานหลายร้อยปี ด้วยปัจจัยหลายอย่างนี้เอง ณ เวลานั้น บารอนเนสจึงเชื่อว่าไดอานานั้นเพียบพร้อมด้วยวงศ์ตระกูลและความบริสุทธิ์ที่จะได้เป็นเจ้าสาวคนใหม่ของราชวงศ์วินด์เซอร์

ด้านเจ้าชายชาลส์นั้นก็ได้รู้จักไดอานาเป็นเวลานานพอควร เพราะซาราห์ชวนไดอานาไปร่วมชมการล่าสัตว์และแข่งโปโลกับเจ้าชายอยู่เนืองๆ แต่หลังจากที่พระองค์ยุติความสัมพันธ์กับซาราห์ เจ้าชายชาลส์ได้ทรงสานความสัมพันธ์กับไดอานาในแบบคู่รักในช่วงฤดูร้อนปี พ.ศ. 2523 ซึ่งไดอานาได้เดินทางมาชมการแข่งขันการแข่งขันโปโลของเจ้าชายชาลส์ ทั้งสองมีโอกาสพูดคุยกันอย่างสนุกสนานที่งานเลี้ยงจนเกิดความใกล้ชิดแนบแน่นเพิ่มขึ้น เมื่อได้เธอได้รับคำเชิญจากเจ้าชายให้ไปร่วมโดยสารเรือยอชท์หลวงบริตาเนียที่งานแข่งเรือใบ ตามมาด้วยบัตรเชิญเข้าเฝ้าที่พระตำหนักบัลมอรัลในสกอตแลนด์ ณ ที่แห่งนั้นไดอานาได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินเบอระ และสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ

ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองได้เกิดขึ้นเป็นความรักและเจ้าชายทรงขอเสกสมรสกับไดอานา เธอยินดีตอบรับคำขอเสกสมรสในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2524 แต่เรื่องนี้ถูกเก็บเป็นความลับจากสื่อมวลชนอยู่ไม่กี่สัปดาห์จนกระทั่งมีการประกาศพิธีหมั้นอย่างเป็นทางการ [4]

พิธีหมั้นและพระราชพิธีอภิเษกสมรส[แก้]

พระราชพิธีอภิเษกสมรส

24 กุมภาพันธ์ 2524 มีแถลงการณ์สำนักพระราชวังบักกิงแฮม เรื่องพิธีหมั้นระหว่างเจ้าชายชาลส์กับเลดี้ไดอานา สเปนเซอร์ สำหรับแหวนหมั้นนั้น ไดอานาเลือกแหวนทองคำขาวไพลินล้อมเพชร 14 เม็ด มูลค่า 30,000 ปอนด์ (ประเมินมูลค่า ณ ปัจจุบัน อยู่ที่ 85,000 ปอนด์)[ต้องการอ้างอิง] ซึ่งตัวเรือนแหวนวงนี้คล้ายกับแหวนของฟรานเซส แม่ของไดอานา โดยร้านเพชรการ์ราร์ดเป็นผู้ประกอบตัวเรือน แต่สมาชิกราชวงศ์หลายพระองค์ไม่นิยมเลือกใช้เครื่องเพชรจากร้านการ์ราร์ด และมีความเห็นตรงกันว่าแหวนไพลินวงนี้ไม่ได้ออกแบบพิเศษเฉพาะไดอานาแต่เพียงผู้เดียว เพราะมีแหวนไพลินที่มีลักษณะคล้ายกันปรากฏอยู่ในคอลเลคชั่นอื่นของร้านแห่งนี้ด้วย และอีก 30 ปีต่อมา แหวนไพลินวงดังกล่าวถูกนำเป็นแหวนหมั้นอีกครั้งให้ นางสาวแคเธอริน มิดเดิลตัน และ เจ้าชายวิลเลียมแห่งเวลส์ พระโอรสองค์ใหญ่ของไดอานา ในพิธีหมั้นเมื่อปี พ.ศ. 2554[ต้องการอ้างอิง]

พระราชพิธีอภิเษกสมรสเริ่มขึ้นในเช้าวันที่ 29 กรกฎาคม 2524 สาเหตุที่มีการเปลี่ยนแปลงสถานที่จัดงานเป็นมหาวิหารเซนต์พอล แทนวิหารเวสต์มินสเตอร์ เพราะมหาวิหารสามารถรองรับผู้เข้าร่วมพระราชพิธีได้มากกว่า และมีธรรมเนียมการใช้มหาวิหารนี้เป็นสถานที่ประกอบพิธีเสกสมรสของสมาชิกพระราชวงศ์อังกฤษมานาน พระราชพิธีอภิเษกสมรสในวันนั้นมีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์และมีผู้ชมทั่วโลกมากกว่า 750 ล้านคน ไดอานาได้รับการสถาปนาจากสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ให้ดำรงอิสริยศเป็นเจ้าหญิงแห่งเวลส์ในขณะที่มีอายุ 20 ปี และเธอจึงกลายเป็นหญิงสามัญชนคนแรกในรอบหลายร้อยปีที่เข้าพิธีสมรสกับรัชทายาทอังกฤษ[5][6]

ประชาชนจำนวนกว่า 600,000 คนบนบาทวิถี[ต้องการอ้างอิง]ต่างเฝ้ารอคอยช่วงเวลาที่ไดอานาโดยสารรถม้าเดินทางสู่มหาวิหารเซนต์พอล ไดอานาเอ่ยพระนามเต็มของเจ้าชายชาลส์ไม่ถูกต้องต่อหน้าแท่นทำพิธี โดยพูดว่า "Philip Charles Arthur George" แทน "Charles Phillip ..." และไม่ได้กล่าวคำสาบานต่อหน้าบาทหลวงว่า "จะเชื่อฟังโอวาทของสามี"[ต้องการอ้างอิง] โดยคำสาบานดังกล่าวนี้ถูกตัดออกไปจากพิธีตามความต้องการของเจ้าบ่าวเจ้าสาว และทำให้มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในขณะนั้นพอควร ไดอานาสวมชุดเจ้าสาวผ้าแพรสีขาว มูลค่า 9,000 ปอนด์ ชายกระโปรงยาว 8 เมตร ผลงานการตัดเย็บของเดวิดและเอลิซาเบธ เอ็มมานูเอล ส่วนเค้กแต่งงานสั่งทำกับเชฟขนมหวานชาวเบลเยียม เอส. จี. ซองแดร์ ซึ่งเป็นที่รู้จักในนาม พระโอรส

5 พฤศจิกายน 2524 สำนักพระราชวังบักกิงแฮมออกแถลงการณ์เรื่องการตั้งพระครรภ์ของเจ้าหญิงแห่งเวลส์ ไดอานาได้ประทานสัมภาษณ์เรื่องพระโอรสแก่สื่อมวลชน [7] ไดอานามีพระประสูติกาลพระโอรสและรัชทายาทองค์แรกในวันที่ 21 มิถุนายน 2525 โดยมีพระนามเต็มว่า เจ้าชายวิลเลียม อาร์เธอร์ ฟิลิป หลุยส์ ณ โรงพยาบาลเซนต์แมรี-แพดดิงตัน หนึ่งปีต่อมาเจ้าชายชาลส์และเจ้าหญิงไดอานาเสด็จเยือนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เป็นระยะเวลานาน 6 สัปดาห์ พร้อมเจ้าชายวิลเลียม การที่ไดอานาพาพระโอรสที่ยังอ่อนพระชันษามากร่วมการเดินทางนี้ทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่เคร่งครัดในราชประเพณี แต่การเสด็จออสเตรเลียของเจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์พร้อมด้วยพระโอรสครั้งนี้เป็นไปตามคำทูลเชิญของนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ไดอานาทรงให้เจ้าชายวิลเลียมประทับในเครื่องบินลำเดียวกันกับเจ้าชายชาลส์ ซึ่งไม่สมควรอย่างยิ่งหากเกิดอุบัติเหตุในระหว่างการเดินทาง[8] [9] [10]

พระโอรสองค์ที่สองมีประสูติกาลในวันที่ 15 กันยายน 2527 และพระนามเต็มว่า เจ้าชายเฮนรี ชาลส์ อัลเบิร์ต เดวิด โดยที่พระองค์ไม่ทรงแจ้งเพศของพระกุมารล่วงหน้าแก่สื่อมวลชน

ไดอานาทรงรักพระโอรสทั้งสองมากจนฝ่าฝืนธรรมเนียมของราชสำนักที่จะต้องจ้างแม่นมหรือพี่เลี้ยง [11] แต่ทรงเลือกที่จะเลี้ยงดูพระโอรสด้วยพระองค์เองเฉกเช่นสามัญชน ไดอานายังเป็นเลือกพระนามแรกให้พระโอรสทั้งสองด้วยพระองค์เอง ตลอดจนเลือกโรงเรียน เสี้อผ้า พร้อมวางแผนให้พระโอรสได้มีโอกาสเสด็จออกไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ จัดสรรเวลาไปรับไปส่งเจ้าชายที่โรงเรียน สำหรับพระองค์แล้วนั้น คำว่า 'ลูก' ต้องมาก่อนพระกรณียกิจประจำวันตั้งแต่วันแรกของการเป็นแม่จนกระทั่งสิ้นพระชนม์ [11]

พระกรณียกิจ[แก้]

โรนัลด์และแนนซี เรแกนเฝ้าฯ รับเสด็จเจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์ในการทรงเยือนสหรัฐอเมริกา

นับตั้งแต่ปี 2528 เจ้าหญิงแห่งเวลส์เริ่มปฏิบัติพระกรณียกิจงานด้านการกุศลมากมาย อาทิ การเสด็จเยี่ยมโรงพยาบาลต่างๆ เสด็จเยี่ยมโรงเรียนเวสต์ฮีธที่เคยศึกษา ทรงเริ่มให้ความสนพระทัยกิจกรรมอาสาสมัครอย่างจริงจัง เห็นได้จากการเสด็จเยี่ยมผู้ป่วยโรคเอดส์และโรคเรื้อน ซึ่งไม่เคยมีสมาชิกราชวงศ์พระองค์ใดปฏิบัติมาก่อน นอกจากนี้เจ้าหญิงยังได้ดำรงตำแหน่งผู้อุปถัมภ์องค์การกุศลเพื่อคนไร้บ้าน เด็ก ผู้ติดยา และผู้สูงอายุ รวมทั้งเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลเด็กเกรทออร์มันด์สตรีท และยังร่วมสนับสนุนโครงการต่อต้านการใช้กับระเบิด และได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเมื่อปลายปี 2540 ภายหลังจากสิ้นพระชนม์ [12]

ด้านโรคเอดส์[แก้]

เดือนเมษายน พ.ศ. 2530 ภาพถ่ายเจ้าหญิงขณะทรงสัมผัสผู้ป่วยโรคเอดส์[ต้องการอ้างอิง] ช่วยทำให้สังคมเปลี่ยนมุมมองต่อผู้ป่วยเอดส์ และยังสร้างกำลังใจให้แก่ผู้ป่วยเองอีกด้วย คำปราศรัยของประธานาธิบดี บิล คลินตัน ซึ่งกล่าวถึงเจ้าหญิงในปี พ.ศ. 2530 มีใจความว่า

เมื่อปี 2530 ผู้คนมากมายเชื่อว่าโรคเอดส์สามารถติดต่อกันได้โดยผ่านการสัมผัส แต่เจ้าหญิงไดอานากลับทรงนั่งบนเตียงเพื่อกุมมือผู้ป่วยเอดส์คนหนึ่ง พระองค์ได้แสดงให้สังคมโลกรู้ว่าผู้ป่วยเอดส์ไม่สมควรที่ถูกลืม แต่ควรได้รับความรักความอาทร นี่นับเป็นการปฏิวัติความเชื่อเดิมๆ ของชาวโลกและให้ความหวังแก่ผู้ป่วย[ต้องการอ้างอิง]

การต่อต้านกับระเบิด[แก้]

มกราคม 2540 ไดอานาเสด็จเยือนพื้นที่ทุ่นระเบิด ภาพถ่ายพระองค์ในชุดป้องกันสะเก็ดระเบิดถูกเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนทั่วโลก พระกรณียกิจนี้กลายเป็นที่วิพากย์วิจารณ์ว่าพระองค์กำลังข้องเกี่ยวกับการเมืองมากเกินไป เดือนสิงหาคม 2540 ไม่กี่สัปดาห์ก่อนสิ้นพระชนม์ พระองค์เสด็จไปประเทศบอสเนีย และได้เยื่ยมเยียนกลุ่มผู้รอดชีวิตจากกับระเบิดในกรุงซาราเจโว[13] ไดอานาทรงให้ความสนใจในเรื่องกับระเบิดเพราะทุ่นระเบิดนั้นมีอันตรายร้ายแรงถึงตาย

แม้สิ้นพระชนม์แล้ว แต่พระกรณียกิจด้านการต่อต้านทุ่นระเบิดส่งผลให้นานาชาติร่วมลงนามในอนุสัญญาออตตาวาเมื่อเดือนธันวาคม 2540 อนุสัญญาออตตาวามีจุดประสงค์เพื่อป้องกันการใช้กับระเบิดทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติต่อต้านทุ่นระเบิดฉบับที่ 2 ในรัฐสภาอังกฤษ [14] นายโรบิน คุก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศอังกฤษ กล่าวสุนทรพจน์ต่อความทุ่มเทของไดอานาในการรณรงค์นี้ว่า

สมาชิกผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย ท่านคงทราบว่าเบื้องหลังแรงผลักดันการร่างกฎหมายฉบับนี้คือพระอุปถัมภ์จากไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์พระองค์ทรงชี้ให้พวกเราเห็นผลร้ายจากที่เกิดกับระเบิด ดังนั้นเพื่อเป็นการรำลึกถึงพระกรณียกิจของพระองค์ ตลอดจนหน่วยงานต่างๆ ที่ได้ร่วมกันทำงานรณรงค์ต่อต้านการใช้ทุ่นระเบิด คือ ผ่านร่างพระราชบัญญัติต่อต้านฉบับนี้ และปูหนทางสู่การหยุดใช้ทุ่นระเบิดทั่วโลก[15]

องค์การสหประชาชาติได้ส่งคำร้องไปยังชาติที่ผลิตทุ่นระเบิดจำนวนมหาศาล ได้แก่ สหรัฐอเมริกา จีน อินเดีย เกาหลีเหนือ ปากีสถาน และรัสเซีย เพื่อร่วมลงนามในอนุสัญญาออตตาวา คาโรล เบลลามี ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ กล่าวว่า "ทุ่นระเบิดเป็นอันตรายต่อเด็กน้อยวัยซุกซน กับระเบิดทำให้เด็กผู้ไร้เดียงสาได้รับอันตรายถึงชีวิต"[16]

ความร้าวฉานในชีวิตสมรส[แก้]

ดูเพิ่มเติมที่: สงครามแห่งเวลส์

ต้นปี 2533 ชีวิตสมรสระหว่างเจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์เริ่มสั่นคลอน สื่อมวลชนต่างพุ่งความสนใจมายังประเด็นนี้ ข่าวความรักที่เริ่มจิดจางถูกนำเสนอและข่าวอื้อฉาวก็แพร่ไปทั่วโลก [17] เมื่อชาลส์และไดอานาต่างกล่าวหากันว่าเป็นตัวการทำให้ชีวิตคู่ล้มเหลว รักร้าวระหว่างเจ้าชายและเจ้าหญิงเริ่มต้นขึ้นระหว่างปี 2528 -2529 เมื่อชาลส์กับไปสานสัมพันธ์กับคนรักเก่า นางคามิลลา (ต่อมาเป็นภรรยาของแอนดริว ปาร์กเกอร์-โบวส์) เรื่องนี้ถูกนำมาตีพิมพ์ลงในหนังสือ Diana: Her True Story เขียนโดยแอนดริว มอร์ตัน วางจำหน่ายในเดือนพฤษภาคม 2535 เนื้อหาส่วนใหญ่ของหนังสือเผยชีวิตส่วนตัวของไดอานาที่เผชิญหน้ากับชีวิตแต่งงานที่ไร้ซึ่งความสุข และพยายามปลงพระชนม์ชีพถึง 5 ครั้ง เพราะความกดดันทั้งในชีวิตแต่งงานและจากสาธารณชนที่จ้องจับผิด[ต้องการอ้างอิง]

เรื่องฉาวยังคงดำเนินต่อไปเมื่อหนังสือพิมพ์เดอะซัน ฉบับเดือนสิงหาคม 2535 ตีพิมพ์บทสนทนาที่ถอดความจากเทปดักฟังทางโทรศัพท์ระหว่างเจ้าหญิงไดอานากับเจมส์ กิลบี้ เรื่องราวนี้ถูกเรียกว่า "Squidgygate–สควิดจี้เกต" ซึ่งคำว่า สคิวดจี้นี้เป็นชื่อเล่นที่กิลบี้ใช้เรียกไดอานาอย่างรักใคร่ อีก 3 เดือนต่อมาเทปบันทึกการสนทนาความสัมพันธ์ลึกซึ้งทางโทรศัพท์ระหว่างเจ้าชายชาลส์กับนางคามิลลาถูกตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ทูเดย์และเดอะมิเรอร์ กลายเป็นคดี "คามิลลา–Camillagate"

ในช่วงปี 2537 มีข่าวลือว่าเจ้าหญิงไดอานามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับอดีตครูสอนขี่ม้า เจมส์ ฮิววิตต์ และเรื่องนี้ถูกบอกเล่าจากปากของฮิววิตต์และนำมาตีพิมพ์ลงในหนังสือ Princess in love เมื่อปี 2537 แต่ในการสัมภาษณ์ผ่านรายการพาโนรามาในปี 2538 ไดอานากล่าวว่าแอนนา พาสเตอร์แนคนั้นเขียนหนังสือเล่มดังกล่าวผ่านจินตนาการ[ต้องการอ้างอิง]

ธันวาคม 2535 จอห์น เมเจอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษแถลงที่สภาคอมมอนส์ เรื่องการแยกกันอยู่ระหว่างเจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์ ในเดือมกราคม 2536 บทถอดความจากบทสนทนาทางโทรศัพท์ฉบับเต็มจากคดี "คามิลลาเกต" ถูกตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ทุกสำนักในอังกฤษ [18]

3 ธันวาคม 2536 ไดอานาประกาศถอนตัวจากกิจกรรมสาธาณชนอย่างไม่มีกำหนด เจ้าชายชาลส์ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการโทรทัศน์กับโจนาธาน ดัมเบิลบลีเมื่อ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2537 และทรงยอมรับถึงสัมพันธ์รักระหว่างพระองค์กับนางคามิลลาจริง แต่พระองค์กลับไปคบหาเธอเพียงครั้งเดียวเท่านั้นในปี 2529 หลังชีวิตสมรสของพระองค์กับเจ้าหญิงไดอานาพังทลาย [19] [20] [21]

ไดอานาเชื่อว่าคามิลลา เป็นตัวการที่ทำให้ชีวิตคู่ของพระองค์ล่มสลาย นอกจากนี้พระองค์ยังสังเกตข้อพิรุธหลายอย่างบ่งชี้พระสวามีไปมีความสัมพันธ์กับหญิงรายอื่น จากจดหมายส่วนตัวของเไดอานาที่เขียนถึงพระสหาย ใจความว่า "ชาลส์กำลังไปติดพันหญิงอีกคน เธอคือ ทิกก์ เล็จจ์-เบิร์ก และต้องการสมรสใหม่กับคนนี้" เล็จจ์-เบิร์กคือพี่เลี้ยงที่เจ้าชายชาลส์ทรงจ้างมาดูแลพระโอรสเมื่อเสด็จประทับในสก็อตแลนด์ [22] ทันทีที่รับทราบว่าพระสวามีจ้างหญิงพี่เลี้ยงคนดังกล่าว ไดอานาก็ยิ่งทรงรู้สึกขุ่นเคืองใจอย่างยิ่ง

ทรงหย่า[แก้]

หนังสือสำคัญการหย่าของเจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์

ไดอานาให้สัมภาษณ์ผ่านรายการพาโนรามาทางสถานีโทรทัศน์ BBC[23] โดยมีนายมาร์ติน บาเชียร์ เป็นพิธีกร และถูกออกอากาศในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2538 ในการให้สัมภาษณ์ไดอานาพูดถึงเจมส์ ฮิววิตต์ ว่า "ใช่ ฉันรักเขา ฉันหลงรักเขา" อ้างถึงคามิลลาในประโยค "มีคนสามคนอยู่ในชีวิตสมรสนี้" เธอพูดถึงตัวเองว่า "ฉันปรารถนาที่จะเป็นราชินีในหัวใจของประชาชน" และพูดถึงความเหมาะสมของเจ้าชายชาลส์ต่อการขึ้นครองราชย์ว่า "รู้สึกได้ว่าหน้าที่นี้ยิ่งใหญ่นัก บทบาทใหม่จะนำข้อจำกัดมากมายมาสู่พระองค์ และฉันไม่ทราบว่าพระองค์จะปรับตัวให้เข้ากับตำแหน่งนี้ได้อย่างไร"[24]

ธันวาคม 2538 สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 มีพระราชสาส์นไปถึงเจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์ ทรงแนะนำให้ทั้งสองพระองค์หย่าขาดกันอย่างเป็นทางการ หลังจากไดอานาเปิดเผยชีวิตส่วนตัวอันอย่างหมดเปลือกผ่านรายการโทรทัศน์ และภายหลังที่ไดอานากล่าวหา ทิกก์ เล็จจ์-เบิร์ก ว่าไปทำแท้งเด็กที่เกิดกับเจ้าชายชาลส์ [25] หลังจากที่เล็จจ์-เบิร์กส่งปีเตอร์ คาร์เตอร์ให้มาแสดงความขอโทษต่อไดอานา ซึ่ง 2 วันก่อนเรื่องแดง เลขานุการของไดอานา แพทริก เจฟสัน ตัดสินใจลาออกและเขียนโน้ตสั้นทิ้งไว้ว่า "(ไดอานา)พึงพอใจที่สามารถกล่าวหาว่าเล็จจ์-เบิร์กไปรีดเด็กที่เกิดจากชาลส์"[26] 20 ธันวาคม 2538 สำนักพระรางวังบักกิงแฮมออกแถลงการณ์เรื่อง สมเด็จพระราชินีมีพระราชสาส์นถึงเจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์เพื่อทรงแนะนำให้ทั้งสองหย่าขาดกันอย่างเป็นทางการ โดยมีนายกรัฐมนตรี คณะองคมนตรีอาวุโส และสถานีโทรทัศน์ BBC เป็นผู้สนับสนุนสมเด็จพระราชินีให้ทรงออกมาชี้ขาดเรื่องนี้ หลังได้ปรึกษาหารือมานานกว่าสองสัปดาห์ เจ้าชายชาลส์ตอบตกลงทันที [27]

กุมภาพันธ์ 2539 ไดอานาตอบตกลงหย่าหลังจากได้เจรจากับเจ้าชายชาลส์และตัวแทนของสมเด็จพระราชินี ไดอานาสร้างความขุ่นเคืองให้แก่ราชสำนักอีกครั้งเมื่อเธอต้องการให้สำนักพระราชวังบักกิงแฮมออกแถลงการณ์ยอมรับการหย่าขาดจากเจ้าชายและเงื่อนไขอื่นๆ ที่เธอจะได้รับหลังการหย่า โดยการหย่าขาดเสร็จสมบูรณ์ในวันที่ 28 สิงหาคม 2539 [19] หลังการหย่า ไดอานาได้รับค่าเลี้ยงดูราว 17 ล้านปอนด์จากอดีตพระสวามี [28] และไม่กี่วันก่อนการหย่าเสร็จสมบูรณ์สำนักพระราชวังได้ประกาศให้ไดอานาพ้นจากสถานะชายาของเจ้าชายแห่งเวลส์ สูญเสียอิสริยศชั้นเจ้าฟ้า (Her Royal Highness) คงใช้แต่เพียงพระนาม ไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์

อย่างไรก็ตามสำนักพระราชวังบักกิงแฮมยืนยันว่า ไดอานายังคงเป็นสมาชิกของพระราชวงศ์ในฐานะพระมารดาของรัชทายาทแห่งราชบัลลังก์อังกฤษ หลังการหย่าร้างและในการพิจารณาคดีมรณกรรมของไดอานา ไดอานายังคงถือว่าเป็นสมาชิกราชวงศ์อยู่ แม้ว่าสิ้นพระชนม์แล้วก็ตาม

ชีวิตใหม่หลังการหย่าร้าง[แก้]

หลังการหย่าขาดจากเจ้าชายชาลส์ ไดอานาได้รับห้องชุดผั่งทิศเหนือของพระราชวังเคนซิงตันเพิ่มเป็นสองชุด ซึ่งครั้งหนึ่งเคยพำนักร่วมกับพระสวามีในปีแรกของการเสกสมรส พระองค์พำนักอยู่ห้องชุดภายในพระราชวังเคนซิงตันตลอดพระชนม์ชีพ

ไดอานาพบรักครั้งใหม่กับศัลยแพทย์ทรวงอก ฮาสนัท ข่าน ที่เจลุม ประเทศปากีสถาน เพื่อนสนิทของเธอเรียกว่า "ความรักที่แท้จริงในชีวิต" ความสัมพันธ์ครั้งนี้ถูกปิดเป็นความลับยาวนาน 2 ปี [29] [30] [31] หลังโดนสื่อพาดเปิดโปงเความสัมพันธ์ของคนทั้งสอง

ฮัสนัท ข่านมาจากครอบครัวชาวมุสลิมในปากีสถานที่เขาถูกคาดหวังให้แต่งงานกับหญิงมุสลิมที่เหมาะสม ความสัมพันธ์ระหว่างฮัสนัทกับไดอานากลายเป็นปัญหามากเกินไปสำหรับเขาไม่เพียงแต่เรื่องศาสนาเท่านั้น

จากการให้การของฮัสนัท ข่าน หนึ่งในพยานคดีมรณกรรมของไดอานา โดยให้การว่า ไดอานาเป็นคนบอกเลิกความสัมพันธ์ครั้งนี้เอง หลังการนัดพบกันครั้งสุดท้ายเมื่อกลางดืกของคืนวันหนึ่งที่ไฮด์ปาร์กซึ่งเชื่อมต่อกับลานพระราชวังเคนซิงตันในเดือนมิถุนายน 2540[ต้องการอ้างอิง]

เดือนเดียวกันไดอานามีรักครั้งใหม่กับโดดี อัล ฟาเยด ลูกชายของมหาเศรษฐี โมฮัมหมัด อัล ฟาเยด เจ้าของเรือยอทช์ที่พาเธอไปพักผ่อนในฤดูร้อนนั้น ในตอนแรกไดอานามีแผนที่จะพาพระโอรสไปพักร้อนที่เกาะลองส์ไอส์แลนด์ นิวยอร์ก แต่สำนักราชองค์รักษ์ได้ยับยั้งแผนการนี้เสียก่อน และหลังจากที่ตัดสินใจเลื่อนการเดินทางมาที่ประเทศไทยไปเป็นเดือนพฤศจิกายน ไดอานาตอบรับคำเชิญของครอบครัวฟาเยดเพื่อไปร่วมล่องเรือยอชท์ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ฝรั่งเศสตอนใต้ สำนักงานราชองครักษ์ยินยอมให้ไดอานาร่วมพักร้อนกับครอบครัวนี้เพราะได้แจ้งรายละเอียดการรักษาความปลอดภัยสูงบนเรือยอทช์มายังสำนักงานก่อนแล้ว

สิ้นพระชนม์[แก้]

รถยนต์เมอร์ซีเดสเบนซ์ภายหลังจากเกิดอุบัติเหตุ

หลังจากเรือยอชท์ที่เพิ่งกลับจากล่องทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเทียบฝั่งที่ฝรั่งเศส ไดอานาและโดดี ฟาเยด เดินทางต่อไปที่กรุงปารีส เพื่อหยุดพักค้างคืนที่อพาร์ตเมนต์ของโดดีก่อนที่จะกลับลอนดอนในต้นเดือนกันยายน เที่ยงคืนวันที่ 31 สิงหาคม 2540 ไดอานาและโดดีออกจากโรงแรมริทซ์โดยถูกช่างภาพอิสระรุมติดตามเพื่อถ่ายภาพ รถยนต์ที่ทั้งคู่นั่งมาได้เร่งความเร็วเพื่อหลบหนีการไล่ตามของบรรดาช่างภาพ จนมาถึงถนนลอดอุโมงค์ปองต์ เดอ ลัลมา ที่มีความลาดชันสูง รถเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่ขับมาด้วยความเร็วสูง และนายอองรี พอลคนขับไม่สามารถควบคุมรถยนต์ได้เพราะมีอาการมึนเมา รถยนต์จึงพุ่งชนคอนกรีตกลางถนนอย่างจังและหักเลี้ยวอย่างกะทันหัน เพียงไม่กี่นาทีรถเบนซ์ W140 คันงามก็กลายเป็นเศษเหล็กและเกิดควันไฟจากแรงระเบิดเป็นเหตุนายอองรี ปอลคนขับและนายโดดี ฟาเยดเสียชีวิตทันที ไดอานาได้รับบาดเจ็บสาหัสหลายแห่งภายในทรวงอก และสิ้นพระชนม์ในเวลาต่อมาที่โรงพยาบาลปีเต-ซัลแปร์ติแยร์ ชานกรุงปารีส ในเวลา 3.57 น. โดยแพทย์ได้ทำการช่วยชีวิตจนสุดความสามารถ นายเทรเวอร์ รีส์-โจนส์ องครักษ์ของนายโดดีเป็นผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวจากอุบัติเหตุ[32]

พิธีศพของพระองค์มีขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 6 กันยายน 2540 ที่มหาวิหารเวสมินสเตอร์ โดยมีผู้รับชมการถ่ายทอดสดพิธีศพผ่านดาวเทียมหลายร้อยล้านคนทั่วโลก[ต้องการอ้างอิง]

แผนลอบสังหารและการพิจารณาคดีมรณกรรมครั้งที่ 2[แก้]

ในตอนแรก หน่วยสืบสวนฝรั่งเศสสรุปว่าอุบัติเหตุครั้งนี้เกิดจากความประมาทของนายอองรี ปอล ที่สูญเสียความสามารถในการควบคุมยานพาหนะ พ่อของโดดี นายโมฮัมหมัด อัล ฟาเยด (เจ้ากิจการโรงแรมริทซ์ปารีส นายจ้างของอองรี ปอล)[33] ออกมายืนยันในปี 2542 ว่า อุบัติเหตุครั้งนี้เป็นแผนลอบสังหารเจ้าหญิง[34] ตามคำสั่งของหน่วยข่าวกรอง MI6 แห่งอังกฤษ และพระบัญชาของเจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินเบอระ

คดีมรณกรรมของไดอานาถูกนำมาไต่สวนใหม่ในศาลอังกฤษอีกครั้งช่วงระหว่างปี 2547-2550[35] สุดท้ายแล้วคดีนี้ถูกสรุปว่าเป็นผลจากความประมาทที่เห็นได้ชัดจากการขับขี่ของอองรี ปอลที่เร่งความเร็วของรถยนต์เพื่อหลบหนีการไล่ตามของเหล่าช่างภาพ ไม่กี่วันต่อมานายโมฮัมหมัด ฟาเยด ประกาศยุติการต่อสู้คดีมรณกรรมที่ยาวนานกว่า 10 ปี [36] เพราะเห็นแก่พระโอรสทั้งสองของเจ้าหญิงแห่งเวลส์ผู้ล่วงลับ

การไว้อาลัยแด่เจ้าหญิงแห่งเวลส์ และพิธีศพ[แก้]

การจากไปอย่างกะทันหันของเจ้าหญิงแห่งเวลส์ผู้ทรงเสน่ห์สร้างความโศกเศร้าสะเทือนใจให้กับชาวโลก บุคคลสำคัญในหลายประเทศได้ส่งสาส์นแสดงความอาลัยมายังสหราชอาณาจักร ลานหน้าพระราชวังเคนซิงตันอันเคยเป็นที่พักของพระองค์ก็คลาคล่ำไปด้วยดอกไม้ เทียน การ์ดแสดงความอาลัย และจดหมายนานหลายเดือน

พิธีศพของไดอานาถูกจัดขึ้นที่วิหารเวสต์มินสเตอร์ในวันที่ 6 กันยายน 2540 ซึ่งก่อนหน้านี่ไม่กี่วัน สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ได้มีพระราชดำรัสแสดงความเสียพระราชหฤทัยต่อการจากไปของไดอานาที่ถ่ายทอดสดจากพระราชวังบักกิงแฮม

พระโอรสทั้งสองของเจ้าหญิงไดอานา เจ้าชายวิลเลียมและเจ้าชายเฮนรี่ ได้ร่วมเสด็จตามขบวนพระศพของพระมารดา พร้อมด้วยเจ้าชายชาลส์ เจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินเบอระและชาลส์ สเปนเซอร์ เอิร์ลสเปนเซอร์ที่ 9 พระอนุชา [37] และเซอร์เอลตัน จอห์น ได้ร้องเพลง Candle in the wind เพื่อบรรเลงถวายอาลัยแก่ไดอาน่า เจ้าหญิงแห่งเวลส์ในงานพระศพ

พระพินัยกรรม[แก้]

น้ำพุอนุสรณ์แห่งไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์
(the Diana, Princess of Wales Memorial Fountain)

หลังไดอาน่าเสียชีวิตไปแล้ว ได้มีการเปิดพินัยกรรมในวันที่ 2 มีนาคม ปีถัดมา ซึ่งสาระสำคัญของพินัยกรรมมีดังนี้

  1. มีความประสงค์ให้มารดาและนายพลแพทริค เป็นผู้รับผิดชอบและจัดการทรัพย์ของพระองค์
  2. ต้องการให้มีการปลงพระศพโดยการฝัง
  3. หากว่าไดอาน่าและพระสวามีสิ้นพระชนม์ก่อนที่พระโอรสทั้งสองพระองค์มีพระชนม์ 20 พรรษา พระองค์ต้องการให้พระมารดาและพระอนุชา (เอิร์ลสเปนเซอร์ที่ 9) เป็นผู้ปกครองเจ้าชายทั้ง 2 พระองค์
  4. พระองค์ยินดีที่จะจ่ายภาษีมรดก[ต้องการอ้างอิง]

ผู้พิทักษ์ของไดอาน่ามีทรัพย์สินรวมมูลค่าทั้งหมดประมาณ 35,600,000 ดอลลาร์ ซึ่งหลังจากจ่ายภาษีแล้วจะเหลือประมาณ 21,300,000 ดอลลาร์ พระองค์โปรดให้แบ่งทรัพย์สินประทานให้แก่ลูกเลี้ยงของพระองค์ทั้ง 17 คนก่อน คนละ 82,000 ดอลลาร์ และให้นายพอล เบอร์เรล มหาดเล็กต้นห้องของพระองค์ 80,000 ดอลลาร์ ทรัพย์ที่เหลือนั้น ให้เก็บรักษาไว้จนกว่าเจ้าชายแฮร์รี่จะมีพระชนม์ 25 พรรษา (และหากว่าทรัสต์มีผลกำไรงอกเงยขึ้นมา) ให้แบ่ง(ทั้งเงินต้นและกำไรของผู้พิทักษ์) เป็นสองส่วนเท่าๆ กัน ประทานแก่พระโอรสทั้งสอง[ต้องการอ้างอิง]

ทั้งนี้พระโอรสทั้งสองพระองค์ และลูกทูนหัวทั้ง 17 คน จะต้องมีชีวิตอยู่หลังจากพระองค์เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 3 เดือนจึงจะได้สิทธิ์รับมรดกตามที่ระบุในพินัยกรรม [38][39]

อนุสรณ์สถาน[แก้]

ทันที่มีการรายงานข่าวการเสียชีวิตของไดอานา ทั่วทุกมุมโลกต่างแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์นี้ ในที่สาธารณะ ประชาชนนำช่อดอกไม้และสิ่งของอื่นๆ เพื่อไว้อาลัยไปวางไว้ที่หน้าพระราชวังเคนซิงตันที่ถูกกองดอกไม้ขนาดมหึมาล้อมรอบ นอกจากนี้ยังมีการก่อสร้างอนุสรณ์สถานถาวรเพิ่มเติมอีกหลายแห่ง ดังนี้

  • สวนอนุสรณ์ไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ในไฮด์ปาร์ก, กรุงลอนดอน ที่ทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการโดยสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2
  • สนามเด็กเล่นอนุสรณ์แห่งไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ ในสวนเคนซิงตัน กรุงลอนดอน
  • ทางเดินอนุสรณ์แห่งไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ เป็นทางเดินวงแหวนระหว่างสวนเคนซิงตัน, กรีนปาร์ก, ไฮด์ปาร์ก, เซนต์เจมส์ปาร์ก ในกรุงลอนดอน

นอกจากนี้ยังมีอีก 2 อนุสรณ์ที่ไม่เป็นทางการที่ตั้งอยู่ภายในห้างสรรพสินค้าแฮร์รอดส์[40] ซึ่งนายโมฮัมหมัด ฟาเยดเป็นเจ้าของ ชิ้นแรกคือรูปถ่ายของไดอานากับโดดีตั้งอยู่เบื้องหลัง ทรงปิรามิดที่บรรจุแก้วไวน์เปื้อนลิปสติกของไดอานาในระหว่างอาหารมื้อเย็นมื้อสุดท้ายและแหวนที่นายโดดีเพิ่งซื้อให้เจ้าหญิงเมื่อไม่นานก่อนที่จะเสียชีวิต และอีกชิ้นถูกจัดโชว์ในปี 2548[41] เป็นรูปหล่อทองแดงของนายโดดีที่กำลังเต้นรำกับไดอานาบนชายหาดภายใต้ปีกของนกอัลบาทรอส ใต้ฐานของรูปหล่อมีป้ายจารึกไว้ว่า "Innocent Victim" (เหยื่อผู้บริสุทธิ์) และยังมีอนุสรณ์ที่ไม่เป็นทางการในนครปารีสที่ปลาซ เดอ ลัลมา เป็นที่รู้จักในชื่อ เปลวไฟแห่งเสรีภาพ ถูกนำมาติดตั้งในปี 2542

รูปหล่อทองแดง Innocent Victims ในห้างสรรพสินค้าแฮร์รอดส์ กรุงลอนดอน

ไดอานาในงานศิลปะร่วมสมัย[แก้]

ตั้งแต่เสียชีวิตไป ชื่อของไดอานาปรากฏอยู่ในผลงานศิลปะมากมายที่อ้างอิงถึงแผนการลอบสังหาร ความเห็นใจต่อชีวิตของไดอานาและการตกเป็นเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย

กรกฎาคม 2540 เทรซี่ย์ เอมิน สร้างสรรค์ผลงานภาพพิมพ์ขาวดำที่อิงกับชีวิตจริงของไดอานา ในชุดผลงาน Temple of Diana จัดแสดงในเดอะบลูแกลเลอรี่ที่ลอนดอน เช่นผลงาน They want you to be destroyed (2538)[42] เป็นผลงานที่กล่าวถึงอาการป่วยด้วยโรคบูลิเมียของไดอานา เอมินยืนยันว่า ผลงานภาพศิลปะของเธอนั่นชวนให้รู้สึกสะเทือนอารมณ์และไม่ได้เป็นการเยาะเย้ยถากถางอะไรเลย [43]

ในปี 2548 ผลงานภาพยนตร์ของมาร์ติน ซาสเตรอ Diana : The Rose Conspiracy ถูกฉายในงานเทศกาลหนังเมืองเวนิซ เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นว่าชาวโลกได้ค้นพบไดอานายังมีชีวิตอยู่และสนุกสนานกับชีวิตใหม่ที่ถูกปิดเป็นความลับในสลัมชานมอนเตวิเดโอ ซึ่งถ่ายทำที่ชุมชนแออัดอุรุกวัยสถานที่จริงและได้นักแสดงที่เป็นเจ้าหญิงไดอานาตัวปลอมจากเซาเปาโล ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ถูกคัดเลือกให้เป็นผลงานภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากสมาคมนักวิจารณ์ศิลปะอิตาลี[44]

ในปี 2550 มีการจัดแสดงผลงานทางศิลปะของสเตลลา ไวน์ ถือเป็นการแสดงผลงานเดี่ยวครั้งแรกในโมเดิร์นอาร์ตอ็อกฟอร์ดแกลเลอรี่ โดยเป็นงานศิลปะที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับแผนลอบสังหารไดอานา ซึ่งศิลปินได้ผสมผสานความเข้มแข็งและความอ่อนแอในบุคลิกของไดอานา [45] รวมทั้งความผูกพันใกล้ชิดกับพระโอรส ในชื่อ Diana Branches, Diana Family Picnic, Diana Veil, & Dian Pram [46]

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุด[แก้]

  • ในวันที่ 13 กรกฎาคม 2548 นิตยสารอิตาลี Chi ตีพิมพ์ภาพถ่ายของไดอานาขณะประสบอุบัติเหตุ ซึ่งหมดสติอยู่บนซากรถยนต์เมอร์เซเดสเบนซ์ ทั้งๆ ที่ภาพนี้ได้ถูกขอร้องห้ามมิให้เผยแพร่ภาพนี้ [47] บรรณาธิการแห่งนิตยสารฉบับนี้ ออกมาแก้ตัวว่า เหตุที่ตีพิมพ์ภาพนี้เพราะว่ายังไม่เคยมีใครเคยเห็นมาก่อน และไม่ได้เป็นการล้วงล้ำเจ้าหญิงผู้ล่วงลับ [48]
  • 1 กรกฎาคม 2550 มีการแสดงคอนเสิร์ตเพื่อรำลึกเจ้าหญิงไดอานาในโอกาสที่พระองค์จะมีอายุครบ 46 ปี และจะครบรอบ 10 ปีของการเสียชีวิตในอีกไม่กี่สัปดาห์ โดยคอนเสิร์ตถูกจัดขึ้นที่สนามเวมบลีสเตเดียม โดยมีเจ้าชายวิลเลียมและเจ้าชายเฮนรี่เป็นผู้จัดคอนเสิร์ตนี้ [49]
  • ปี 2550 ภาพยนตร์สารคดี Diana: Last Days of Princess (วันสุดท้ายของเจ้าหญิงไดอานา) ถูกเผยแพร่ในอังกฤษครั้งแรก บอกเล่าชีวิตจริงของเจ้าหญิงไดอานาในสองเดือนสุดท้ายของชีวิต

ความเห็นต่อชีวิตของไดอานาจากนักประวัติศาสตร์ราชวงศ์[แก้]

นับตั้งแต่ประกาศหมั้นกับเจ้าชายแห่งเวลส์เมื่อ 29 กรกฎาคม 2524 จนกระทั่งประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตในเดือนสิงหาคมปี 2540 ไดอานากลายเป็นบุคคลสำคัญของโลกและถูกระบุว่ากลายเป็นสตรีที่ถูกถ่ายรูปมากที่สุดในโลก พระองค์เป็นที่จดจำจากสไตล์การแต่งตัว[50] ความสามารถพิเศษในการช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่เสแสร้ง แต่ทรงแสดงออกมาจากใจจริง และความทุ่มเทในงานด้านการกุศล และชีวิตสมรสที่ไม่ราบรื่นกับเจ้าชายชาลส์

เชื่อกันว่าไดอานาเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญของแอนดริว มอร์ตันเพื่อใช้ในการเขียนหนังสือ Diana: Her True Story ที่ตีแผ่เรื่องราวของตัวเธอที่ไม่พึงปรารถนาจากราชวงศ์วินด์เซอร์ ความกดดันในชีวิตสมรส ในหนังสือเล่มนี้อ้างว่าไดอานาพยายามทำร้ายตัวเอง ด้วยการกระโดดจากบันไดในพระราชวังเพราะเจ้าชายชาลส์หนีพระองค์ไปขี่ม้าและไม่ความสนใจแก่เธอ ทิน่า บราวน์ ให้ความเห็นว่าเหตุการณ์นี้ไม่ใช่การพยายามฆ่าตัวตาย ไดอานาคงไม่มีเจตนาที่จะทำอันตรายกับพระกุมารในครรภ์ และมีราชองครักษ์คนหนึ่งกล่าวว่า ไดอานาแค่ลื่นล้มโดยอุบัติเหตุ [51] และผู้แวดล้อมในเหตุการณ์นี้ก็เล่าว่านี่เป็นเพียงอุบัติเหตุเท่านั้น [52]

นักประวัติศาสตร์ราชวงศ์ ซาราห์ แบรดฟอร์ดให้ความเห็นว่า วิธีการเดียวที่จะเยียวยาจิตใจที่ทุกข์ทรมานของไดอานาคือความรักจากเจ้าชายชาลส์ที่ไดอานาโหยหาแต่กลับถูกปฏิเสธอยู่ตลอดเวลา พระองค์ทอดทิ้งเธอ หาวิธีการต่างๆ มาทำให้ตัวพระชายารู้สึกไม่คุณค่าพอสำหรับพระองค์ พระองค์เย็นชาต่อเธอ ทำให้จิตใจและร่างกายของเธออ่อนแอจนสิ้นหวัง ความเห็นนี้ตรงกับที่ไดอานาเคยพูดถึงพระสวามีว่า "สามีของฉันพยายามทำให้ฉันรู้สึก[ดี]ไม่เพียงพอในทุกๆ อย่างเท่าที่เขาจะทำได้ เมื่อฉันกำลังรู้สึกดี แต่อีกเดี๋ยวเขาก็ทำให้ฉันกลับมาเศร้าใจอีกครั้ง"[53]

ไดอานาทรงยอมรับว่าได้เผชิญกับความกดดัน เช่น การทำร้ายตัวเอง อาการของโรคบูลิเมียที่กำเริบอยู่บ่อยๆ ตลอดช่วงวัยผู้ใหญ่ของเธอ เมื่อยังเด็กไดอานาก็เคยได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจจากพ่อแม่ตั้งแต่การมีปากเสียงกันอย่างรุนแรงบ่อยครั้งจนถึงการหย่าร้าง เธอและน้องชายไม่เคยได้รับความรักความอบอุ่นจากพ่อแม่ แต่ถูกเลี้ยงดูโดยพี่เลี้ยง ทำให้เป็นปมในวัยผู้ใหญ่ที่ทั้งสองคนพี่น้องอยากเลี้ยงลูกเองมากกว่า และไม่จ้างพี่เลี้ยงเหมือนกับที่พ่อแม่เคยทำ ไดอานาไม่ชอบพูดความจริง นักจิตวิทยาบอกว่าเป็นผลมาจากครอบครัวที่แตกร้าวในวัยเด็ก และพัฒนาให้เธอมีอาการบุคลิกสองขั้ว [54]

ปี 2550 ทิน่า บราวน์ เขียนหนังสือประวัติของไดอานา โดยมีเนื้อหาส่วนหนึ่งกล่าวถึงพระองค์ว่า "กระวนกระวายใจและคลั่งไคล้กับการจับจ่ายสินค้าหรูหรามากจนไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ไดอานาถูกครอบงำด้วยภาพลักษณ์ในสังคมจนกลายเป็นคนวิกลจริตจากสื่อมวลชนที่เจตนาร้าย เจ้าเล่ห์แกมโกง สื่อยุ่งเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของเธอจนกลายเป็นเรื่องละลาบละล้วง" และเธอให้ความเห็นอีกด้วยว่า "เจ้าชายชาลส์ อภิเสกสมรสกับไดอานาเพื่อผลประโยชน์ของพระองค์เอง และการที่ไดอานาไปมีความรักหวานชื่นกับโดดี ฟาเยด ทำให้ราชสำนักเกิดความโกรธเกรี้ยว เหตุผลที่เป็นไปได้คือ เธอต้องการแก้แค้นกับสิ่งโหดร้ายที่เกิดขึ้นในวังที่เธอเคยได้รับ แต่ไม่มีทางที่ไดอานาจะสมรสใหม่กับชายมุสลิมผู้นี้" [55]

พระอิสริยยศ[แก้]

ตราประจำพระองค์หลังทรงหย่า ซึ่งเป็นตราประจำตระกูลสเปนเซอร์ของพระองค์ ภายใต้มงกุฏอังกฤษ

ไดอาน่าทรงดำรงพระอิสริยยศต่างกันตามช่วงเวลาดังนี้

สำหรับพระนามและพระอิสริยยศเต็มๆ ของพระองค์นับตั้งแต่พระราชพิธีอภิเษกสมรสกับเจ้าชายชาลส์จนถึงการหย่าร้าง คือ

Her Royal Highness The Princess Charles, Princess of Wales and Countess of Chester, Duchess of Cornwall, Duchess of Rothesay, Countess of Carrick, Baroness of Renfrew, Lady of the Isles, Princess and Great Stewardess of Scotland.[57] [58]

หลังจากสิ้นพระชนม์ ประชาชนทั่วไปยังคงนิยมเอ่ยพระนามของพระองค์ว่า "เจ้าหญิงไดอานา" ซึ่งเป็นอิสริยศที่พระองค์ไม่เคยได้รับหลังจากการหย่าร้าง ส่วนสื่อมวลชนเรียกพระองค์ว่า "เลดี้ไดอานา สเปนเซอร์" หรือ ชื่อเล่นที่สื่อมวลชนตั้งให้พระองค์ "เลดี้ได" (ตามธรรมเนียมของชาวตะวันตกนั้น นิยมกล่าวชื่อของสตรีที่เสียชีวิตด้วย ชื่อและสกุลเดิมก่อนแต่งงาน) และฉายา "เจ้าหญิงของประชาชน" ที่นายโทนี่ แบลร์ อ้างถีงพระองค์ระหว่างการกล่าวคำไว้อาลัยในพิธีพระศพของไดอานา

เหรียญเชิดชูเกียรติแห่งสหราชอาณาจักร[แก้]

Royal Family Order of Queen Elizabeth II

เหรียญเชิดชูเกียรติแห่งราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์[แก้]

Grand Officer Order of the Crown (Netherlands)

บรรพบุรุษและเชื้อสายกษัตริย์[แก้]

ไดอานามีเชื้อสายของพระเจ้าชาลส์ที่ 2 จากบรรพบุรุษทางฝ่ายพ่อ ผ่านโอรสนอกสมรสทั้ง 4 คน ดังนี้[ต้องการอ้างอิง]

  1. เฮนรี่ ฟิทซ์รอย (ดยุกแห่งกราฟตันที่ 1 โอรสของบาร์บารา วิลลิเลียร์ส ดัชเชสแห่งคลีฟแลนด์)
  2. ชาลส์ เลนน็อกซ์ (ดยุกแห่งริชมอนด์และเลนน็อกซ์ โอรสของลูอิซ การือแยร์)
  3. ชาลส์ โบเคลิร์ก (ดยุกแห่งเซนต์อัลบานส์ โอรสของเนล กวิน)
  4. เจมส์ ครอฟท์ สก็อต (ดยุกแห่งมอนมัธ ผู้นำกบฏมอนมัธอันโด่งดังในปี 1685 โอรสของลูซี่ วอลเตอร์)

นอกจากนี้แล้ว เธอยังสืบเชื้อสายจากพระเจ้าเจมส์ที่ 2 กับชายาลับของพระองค์ อราเบลลา เชอร์ชิล ผ่านทางธิดานอกสมรส เฮ็นริเอ็ตต้า ฟิทซ์เจมส์[ต้องการอ้างอิง] เชื้อสายฝั่งแม่ของไดอานามีเชื้อสายอังกฤษ-ไอริช

ตระกูลสเปนเซอร์นั้นจัดว่าเป็นตระกูลขุนนางชั้นสูงที่มีความใกล้ชิดกับราชวงศ์มายาวนานหลายศตวรรษ และเคยรับใช้เบื้องพระยุคลบาทมาตั้งแต่คริสตวรรษที่ 17 ยายของไดอานาหรือ รูธ ร็อฌ บารอนเนสเฟอร์มอยเป็นพระสหายและนางสนองพระโอษฐ์ของสมเด็จพระราชชนนีเอลิซาเบธ โบวส์ ลีออน และพ่อของไดอานายังเคยเป็นทหารองครักษ์ของพระเจ้าจอร์จที่ 6 และสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 มาก่อน

แผนผังข้างล่างนี้แสดงบรรพบุรุษของไดอานานับขึ้นไป 4 ชั่วอายุคน

ก่อนหน้า ไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ ถัดไป
เจ้าหญิงแมรี่แห่งเทก เจ้าหญิงแห่งเวลส์ 2leftarrow.png Prince of Wales's feathers Badge.svg
เจ้าหญิงแห่งเวลส์
ใน เจ้าชายชาลส์ เจ้าชายแห่งเวลส์

2rightarrow.png คามิลลา ชานด์ เจ้าหญิงแห่งเวลส์
(ทรงใช้พระอิสริยยศหลักเป็น ดัชเชสแห่งคอร์นวอลล์)
เจ้าหญิงแมรี่แห่งเทก ดัชเชสแห่งคอร์นวอลล์ 2leftarrow.png Flag of the Duke of Cornwall.svg
ดัชเชสแห่งคอร์นวอลล์
ใน เจ้าชายชาลส์ ดยุกแห่งคอร์นวอลล์

2rightarrow.png คามิลลา ชานด์ ดัชเชสแห่งคอร์นวอลล์
เจ้าหญิงแมรี่แห่งเทก ดัชเชสแห่งรอธเซย์ 2leftarrow.png Royal Standard of the Duke of Rothesay.svg
ดัชเชสแห่งรอธเซย์
ใน เจ้าชายชาลส์ ดยุกแห่งรอธเซย์

2rightarrow.png คามิลลา ชานด์ ดัชเชสแห่งรอธเซย์


ดูเพิ่ม[แก้]

เชิงอรรถและอ้างอิง[แก้]

  1. "The Life of Diana, Princess of Wales 1961–1997: Separation And Divorce". BBC. สืบค้นเมื่อ 10 May 2015. 
  2. "Prince Harry's official website". Princeofwales.gov.uk. 11 February 2010. สืบค้นเมื่อ 3 June 2010. 
  3. Diana: Her True Story, Commemorative Edition, by Andrew Morton (writer), 1997, Simon & Schuster
  4. Diana: Her True Story, Commemorative Edition, by Andrew Morton (writer), 1997, Simon & Schuster
  5. หลังจากที่เมื่อราว 400 ปีก่อนเลดีแอนน์ ไฮด์ได้เสกสมรสกับจอร์จ ดยุกแห่งยอร์คและอัลบานี หากแต่ความแตกต่างคือชาลส์เป็น “รัชทายาทผู้มีสิทธิโดยตรง” แต่เจมส์เป็น“รัชทายาทโดยสันนิษฐาน” รัชทายาทผู้มีสิทธิโดยตรงคือรัชทายาทลำดับแรกผู้ที่ดำรงพระอิสริยยศเป็นเจ้าชายแห่งเวลส์ ตามพระราชโองการจากกษัตริย์ ในขณะที่ รัชทายาทโดยสันนิษฐาน คือรัชทายาทลำดับรองของการสืบสันตติวงศ์ และลำดับอาจถูกลดลงไปก็ได้เมื่อมีพระราชกุมารพระองค์ใหม่ที่ทรงสิทธิ์สูงกว่าประสูติ เช่นปัจจุบันเจ้าชายแฮร์รี่เป็นรัชทายาทลำดับที่ 3 หากแต่ถ้าเจ้าชายวิลเลี่ยมมีพระโอรสหรือพระธิดา เจ้าชายหรือเจ้าหญิงพระองค์นั้นจะเป็นรัชทายาทลำดับที่ 3 แทน และเจ้าชายแฮร์รี่จะกลายเป็นรัชทายาทลำดับที่ 4 หลังการอภิเษกสมรสไดอานาได้รับยศเป็น "เจ้าหญิงแห่งเวลส์" และมีลำดับพระอิสริยยศเป็นลำดับที่ 3 แห่งพระราชวงศ์ฝ่ายในของอังกฤษ ต่อจากสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 และสมเด็จพระราชชนนีอลิซาเบธ
  6. ธรรมเนียมของฝั่งยุโรปนั้นหญิงที่แต่งงานกับชายโดยถูกต้องตามกฎหมายจะ "ต้อง" ได้รับยศทั้งหมดของสามีมา แม้ว่าหญิงนั้นจะมียศเดิมของตัวเองสูงกว่าก็จะไม่เสียยศเดิมของตนไป (เช่นเจ้าหญิงอเล็กซานดร้า ไม่ได้ทรงเสียยศเจ้าหญิงของพระองค์เองไป และทรงเป็นเลดี้โอกิลวี่จากการสมรสกับเซอร์โอกิลวี่ด้วย) ในที่นี้ชาลส์เป็น "เจ้า" เพราะเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าแผ่นดิน ไดอาน่าผู้เป็นพระสุณิสา (Daughter-in-law) ก็ย่อมต้องเป็นเจ้าด้วยพฤตินัยจากการอภิเษกนอกจากนี้ ไดอานายังเป็นสตรีสามัญชนคนแรกที่อภิเษกสมรสกับเจ้าชายแห่งเวลส์ และได้ดำรงพระอิสริยยศเป็นเจ้าหญิงแห่งเวลส์ด้วยไดอานาเป็นเจ้าหญิงแห่งเวลส์คนแรกที่มาจากสามัญชน เจ้าหญิงแห่งเวลส์พระองค์ก่อนเช่นสมเด็จพระราชินีแมรี่ แห่งเท็คนั้น ทรงเป็นเจ้าหญิงตั้งแต่ประสูติอยู่แล้ว หลังจากทรงเสกสมรสจึงสามารถใช้พระนามว่า Her Royal Highness the Princess Mary, the Princess of Wales ได้ แต่สำหรับไดอานาซึ่งมิใช่เจ้าหญิงจากราชตระกูลนั้น ไม่สามารถที่จะใช้พระนามว่า เจ้าหญิงไดอานาได้
  7. Andrew Morton, Diana Her True Story, p.108
  8. Morton, pp.112-113
  9. Morton, pp.119-120
  10. Leyland, Joanne (29 May 2006). "Charles and Diana in Australia (1983)". The Royalist. สืบค้นเมื่อ 4 July 2008. 
  11. 11.0 11.1 Morton, p.180
  12. "CNN - The 1997 Nobel Prizes". CNN. สืบค้นเมื่อ 12 March 2010. 
  13. "BBC ON THIS DAY | 15 | 1997: Princess Diana sparks landmines row". BBC News. 15 January 1997. สืบค้นเมื่อ 13 October 2008. 
  14. See Stuart Maslen and Peter Herby, "An international ban on anti-personnel mines: History and negotiation of the 'Ottawa treaty'", International Review of the Red Cross no 325, p. 693-713; see also "july10a". Old.icbl.org. สืบค้นเมื่อ 13 October 2008. 
  15. "House of Commons Hansard Debates for 10 July 1998 (pt 1)". Parliament.the-stationery-office.co.uk. สืบค้นเมื่อ 13 October 2008. 
  16. "UNICEF - Press centre - Landmines pose gravest risk for children". Unicef.org. สืบค้นเมื่อ 13 October 2008. 
  17. "The timeline to Charles and Camilla's marriage | Articles". GMTV. 8 April 2005. สืบค้นเมื่อ 3 June 2010. 
  18. *Dimbleby, Jonathan (1994). The Prince of Wales: A Biography. New York: William Morrow and Company Inc. ISBN 0-688-12996-X. , p.489
  19. 19.0 19.1 "Timeline: Diana, Princess of Wales". BBC. Last Updated:. สืบค้นเมื่อ 13 October 2008. 
  20. "The Princess and the Press" and at "The timeline to Charles and Camilla's marriage", both accessed 8 January 2010.
  21. *Dimbleby, Jonathan (1994). The Prince of Wales: A Biography. New York: William Morrow and Company Inc. ISBN 0-688-12996-X. , p.395
  22. Rosalind Ryan and agencies (7 January 2008). "Diana affair over before crash, inquest told". The Guardian (London). สืบค้นเมื่อ 13 October 2008. 
  23. "The Panorama Interview". BBC.com. November 1995. สืบค้นเมื่อ 2010-11-02. 
  24. Transcript of the BBC Panorama interview. Retrieved 8 January 2010.
  25. "SPECIAL: PRINCESS DIANA, 1961-1997". Time. สืบค้นเมื่อ 2010-11-02. 
  26. Jephson, P.D. (2001). Shadows of a Princess: An Intimate Account by Her Private Secretary. HarperCollins. ISBN 0380820463. สืบค้นเมื่อ 2010-11-02. 
  27. "BBC ON THIS DAY | 20 | 1995: 'Divorce': Queen to Charles and Diana". BBC. 20 December 1995. สืบค้นเมื่อ 2010-11-02. 
  28. Brown, Tina (2007). The Diana Chronicles. New York: Doubleday. p. 410. ISBN 978-0-385-51708-9. 
  29. BBC, 15 December 2007, Today programme
  30. Kay, Richard (12 October 2007). "It's farewell from Diana's loyal lover". The Daily Mail (London). สืบค้นเมื่อ 13 October 2008. 
  31. "Diana 'longed for' Muslim heart surgeon - Breaking News - World - Breaking News". Sydney Morning Herald. 17 December 2007. สืบค้นเมื่อ 13 October 2008. 
  32. "BBC ON THIS DAY | 6 | 1998: Diana's funeral watched by millions on television.". BBC News. 6 September 1997. สืบค้นเมื่อ 13 October 2008. 
  33. "Diana crash caused by chauffeur, says report". The Daily Telegraph (1562) (London). 4 September 1999. Archived from the original on 22 May 2008. [ลิงก์เสีย]
  34. "Diana crash was a conspiracy - Al Fayed". BBC. 12 February 1998. สืบค้นเมื่อ 13 October 2008. 
  35. "BBC NEWS | UK | Point-by-point: Al Fayed's claims". BBC. Last Updated:. สืบค้นเมื่อ 13 October 2008. 
  36. "Inquests into the deaths of Diana, Princess of Wales and Mr Dodi Al Fayed: FAQs". Scottbaker-inquests.gov.uk. สืบค้นเมื่อ 13 October 2008. 
  37. "Memorial Sites > Diana, Princess of Wales > The Queen's message". Royal.gov.uk. สืบค้นเมื่อ 13 October 2008. 
  38. พินัยกรรมฉบับเต็ม
  39. ในวันที่เปิดพินัยกรรมนั้นเป็นวันที่ 2 มีนาคมของปีถัดมา นับว่าเป็นเวลามากกว่า 3 เดือนแล้วหลังจากการเสียชีวิต ดังนั้นลูกเลี้ยงของพระองค์ทั้ง 17 คนควรจะได้รับเงินมรดกคนละ 82,000 ดอลลาร์ตามพินัยกรรม หากแต่ 1 สัปดาห์ภายหลังการเปิดพินัยกรรม มารดาของเจ้าหญิงและเลดี้ซาราห์ แมคคอร์ควอเดล พี่สาวคนโต ตัดสินใจเปลี่ยนพินัยกรรม จากการมอบเงินให้กับลูกทูนหัวทั้ง 17 คนด้วยการมอบสิ่งของของไดอานาได้ 1 ชิ้นตามความชอบ
  40. Rick Steves. "Rick Steves' Europe: Getting Up To Snuff In London". Ricksteves.com. สืบค้นเมื่อ 13 October 2008. 
  41. "Harrods unveils Diana, Dodi statue". CNN. 1 September 2005. สืบค้นเมื่อ 13 October 2008. 
  42. Work illustrated on page 21 of Neal Brown's book Tracey Emin (Tate's Modern Artists Series) (London: Tate, 2006) ISBN 1-85437-542-3
  43. Video footage and interview with Emin from The Blue Gallery exhibition is included in the 1999 ZCZ Films documentary Mad Tracey From Margate
  44. "Vídeo do artista Martín Sastre revive Lady Di em favela uruguaia - 24 August 2005 - Reuters - Entretenimento". Diversao.uol.com.br. 24 August 2005. สืบค้นเมื่อ 3 June 2010. 
  45. "Stella Vine: Paintings", Modern Art Oxford. Retrieved 8 December 2008.
  46. Stella Vine's Latest Exhibition Modern Art Oxford, 14 July 2007. Retrieved 7 January 2009.
  47. "Photos Of Dying Diana Outrage Britain, Italian Magazine Printed Photos Of Princess At Crash Site In 1997 - CBS News". Cbsnews.com. 14 July 2006. สืบค้นเมื่อ 13 October 2008. 
  48. "BBC NEWS | UK | Princes' 'sadness' at Diana photo". BBC News. Last Updated:. สืบค้นเมื่อ 13 October 2008. 
  49. "Chaser's war on dead celebs angers relatives | PerthNow". News.com.au. 18 October 2007. สืบค้นเมื่อ 13 October 2008. [ลิงก์เสีย]
  50. Bradford, 307-8
  51. Brown, p. 236
  52. Bradford, pg 104.
  53. Bradford, 189
  54. Bedell Smith, Sally (1999). Diana in Search of Herself: Portrait of a Troubled Princess. Times Books. ISBN 0812930533. 
  55. Churcher, Sharon (24 April 2007). "The most savage attack on Diana EVER". London: Mail Online. 
  56. ไดอานายังคงทรงเป็นเจ้าหญิงแห่งเวลส์ เช่นเดียวกับที่ซาราห์ยังคงทรงเป็นดัชเชสแห่งยอร์ค ทั้ง 2 พระองค์ยังคงทรงเป็นสมาชิกแห่งพระบรมราชวงศ์อังกฤษ แต่ทั้งคู่มิได้ทรงเป็น "เจ้าหญิง" แห่งอังกฤษอีกต่อไป โดยทั้งสองพระองค์มีลักษณะคล้ายกับคามิลลาในปัจจุบัน ซึ่งสมเด็จพระราชินีนาถพระราชทานพระบรมราชวินัจฉัยว่าเป็น "รอยัลดัชเชส แต่มิใช่ เจ้าหญิง"
  57. Robert III. "The Prince of Wales - Titles". Princeofwales.gov.uk. สืบค้นเมื่อ 13 October 2008. 
  58. อย่างไรก็ตาม พระอิสริยยศข้างต้นมิได้ใช้ทั้งหมด ยกเว้นแต่ในกรณีที่เป็นทางการจริงๆ เท่านั้น หรืออาจใช้พระยศบางอย่างเป็นกรณีพิเศษเช่นเมื่อตอนที่เสด็จทรงเปิดส่วนที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่ของสวนสัตว์ในเชสเตอร์ ทรงลงพระนามว่า ไดอาน่า ตามด้วยพระยศเจ้าหญิงแห่งเวลส์ และเคานท์เตสแห่งเชสเตอร์ (Diana, Her Royal Highness the Princess of Wales and Countess of Chester) ยกเว้นในสก็อตแลนด์ พระองค์ได้รับการรู้จักในพระนาม Her Royal Highness the Duchess of Rothesay พระอิสริยยศ Princess Diana หรือ เจ้าหญิงไดอานานั้น ถือว่าไม่ถูกต้องตลอดทั้งพระชนม์ชีพ

หนังสืออ่านเพิ่มเติม[แก้]

  • วรรธนา วงษ์ฉัตร และ ภัคพงษ์ (2540). ไดอาน่าเจ้าหญิงในดวงใจ (พิมพ์ครั้งที่ 2). ไดอาน่าเจ้าหญิงในดวงใจ. กรุงเทพฯ: น้ำฝน. ISBN 974-7274-84-1 (ไทย)
  • Burrell, P. (2003). A royal duty. New York: G.P. Putnam's Sons. ISBN 0-399-15172-9 (อังกฤษ)
  • Morton, A. (1992). Diana: Her true story. New York: Simon & Schuster. ISBN 0-671-79363-2 (อังกฤษ)
  • Morton, A. (1995). Diana: Her new life. New York: Pocket Star Books. ISBN 0-671-53398-3 (อังกฤษ)

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]


อ้างอิงผิดพลาด: มีป้ายระบุ <ref> สำหรับกลุ่มชื่อ "lower-alpha" แต่ไม่พบป้ายระบุ <references group="lower-alpha"/> ที่สอดคล้องกัน หรือไม่มีการปิด </ref>