เจ้าพระยาอรรคมหาเสนา (บุนนาค)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
เจ้าพระยาอรรคมหาเสนา
(บุนนาค)
สมุหพระกลาโหม
พ.ศ. 2336 - พ.ศ. 2348
กษัตริย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
ก่อนหน้าเจ้าพระยามหาเสนา (ปลี)
ถัดไปเจ้าพระยามหาเสนา (ปิ่น)
พระยายมราช
พ.ศ. 2329 – พ.ศ. 2336
กษัตริย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
ก่อนหน้าพระยายมราช (อิน)
ถัดไปพระยายมราช (บุญมา)
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิดพ.ศ. 2281
กรุงศรีอยุธยา
ถึงแก่อสัญกรรมพ.ศ.2348 (68 ปี)
พระนคร ประเทศสยาม  สยาม
บิดาเจ้าพระยามหาเสนา (เสน)
มารดาหม่อมบุญศรี
คู่สมรสคุณลิ้ม
เจ้าคุณพระราชพันธุ์นวล
บุตร-ธิดาสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค)
สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ (ทัต บุนนาค)
เจ้าจอมมารดาตานี ในรัชกาลที่ 1
ศาสนาพุทธ

เจ้าพระยาอรรคมหาเสนา (บุนนาค) (พ.ศ. 2281 - พ.ศ. 2348) ที่สมุหพระกลาโหมในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช บิดาของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) และสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ (ทัด บุนนาค) เป็นต้นสกุลบุนนาค และเป็นแม่ทัพผู้มีบทบาทในศึกเมืองทวาย

ประวัติ[แก้]

เจ้าพระยาอรรคมหาเสนา มีนามเดิมว่า นายบุนนาค เกิดเมื่อ พ.ศ. 2281[1] เป็นบุตรของพระยาจ่าแสนยากร (เสน) (บุตรชายของเจ้าพระยาเพ็ชร์พิไชย (ใจ) กับท่านแฉ่ง) ที่จักรีวังหน้าในกรมพระราชวังบวรฯเจ้าฟ้ากรมขุนพรพินิต มารดาชื่อว่าบุญศรี เป็นภรรยาของพระยาจ่าแสนยากร (เสน) ซึ่งได้ประทานมาจากเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์[2] เจ้าพระยาอรรคมหาเสนา (บุนนาค) สืบเชื้อสายมาจากเจ้าพระยาบวรราชนายก (เฉกอะหมัด) สมุหนายกในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง เจ้าพระยาอรรคมหาเสนา (บุนนาค) มีพี่ชายต่างมารดาซึ่งเกิดกับภรรยาอีกคนหนึ่งของพระยาจ่าแสนยากร (เสน) คือนายบุญมา (ต่อมาคือเจ้าพระยามหาเสนา (บุญมา)) พระยาจ่าแสนยากร (เสน) นำบุตรชายทั้งสองคือนายบุญมาและนายบุนนาคเข้าถวายตัวรับราชการเป็นมหาดเล็กในกรมพระราชวังบวรฯเจ้าฟ้าอุทุมพรกรมขุนพรพินิต โดยนายบุญมาได้รับตำแหน่งเป็นหลวงมหาใจภักดิ์ และนายบุนนาคเป็นนายฉลองไนยนาถ[2] เมื่อพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศสวรรคตในพ.ศ. 2301 กรมพระราชวังบวรฯเจ้าฟ้าอุทุมพรจึงขึ้นครองราชย์สมบัติเป็นสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร พระยาจ่าแสนยากร (เสน) บิดาของนายบุนนาคได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าพระยามหาเสนาสมุหกลาโหม เป็นที่รู้จักในนามว่า”เจ้าคุณกลาโหมวัดสามวิหาร” จากนิวาสสถานซึ่งอยู่บริเวณวัดสามวิหารในกรุงศรีอยุธยา นายฉลองไนยนาถ (บุนนาค) สมรสกับท่านผู้หญิงลิ้ม ซึ่งเป็นธิดาของพระยาธิเบศร์บดี มีบุตรด้วยกันชื่อว่าตานี (ต่อมาคือเจ้าจอมมารดาตานี ในรัชกาลที่ 1)

หลังจากการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สองในพ.ศ. 2310 หลวงมหาใจภักดิ์ (บุญมา) ลี้ภัยไปยังเมืองเพชรบูรณ์ ในขณะที่นายฉลองไนยนาถ (บุนนาค) และท่านผู้หญิงลิ้มภรรยาเดินทางไปยังเมืองราชบุรีไปอยู่กับหลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรี (ต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก) ต่อมานายบุนนาคและท่านลิ้มภรรยาเดินทางกลับไปยังกรุงศรีอยุธยาเพื่อขุดค้นสมบัติของบิดาที่ได้ฝังไว้ ขนสมบัติล่องเรือลงมาตามแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อถึงปากคลองบางใหญ่[2] (คลองบางกอกน้อยในปัจจุบัน) ถูกโจรผู้ร้ายเข้าปล้นสะดม นายบุนนาคกระโดดลงน้ำเอาชีวิตรอดมาได้ แต่ท่านลิ้มภรรยาเสียชีวิตและทรัพย์ที่ขุดมาได้ถูกโจรนำไปหมด

นายบุนนาคสูญเสียทั้งภรรยาและทรัพย์สิน ท่านผู้หญิงนาค (ต่อมาคือสมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี) ภรรยาของเจ้าพระยาจักรี จึงให้การอุปถัมภ์แก่นายบุนนาค[3] โดยท่านผู้หญิงนาคประกอบพิธีสมรสให้แก่นายบุนนาคกับท่านนวล (ต่อมาคือเจ้าคุณพระราชพันธุ์นวล) ซึ่งเป็นน้องสาวของท่านผู้หญิงนาค ในสมัยกรุงธนบุรี นายบุนนาคไม่ได้เข้ารับราชการ เป็นทนายหน้าหอของเจ้าพระยาจักรีเพียงเท่านั้น[1]

สงครามเก้าทัพ[แก้]

เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกขึ้นครองราชสมบัติเมื่อพ.ศ. 2325 ทรงแต่งตั้งนายบุนนาคขึ้นเป็นพระยาอุไทยธรรม เจ้ากรมภูษามาลา ในคำปรึกษาตั้งข้าราชการระบุว่านายบุนนาคนั้น“ทำราชการมาช้านาน ได้โดยเสด็จพระราชดำเนินการพระราชสงครามไปปราบอริราชข้าศึกนานานุประเทศมีชัยชำนะหลายครั้ง มีความชอบมาก ขอพระราชทานตั้งให้นายบุนนาค เป็นพระยาอุไทยธรรม[4] ส่วนนายบุญมาผู้เป็นพี่ชายต่างมารดานั้นได้เป็นที่พระยาตะเกิง ในพ.ศ. 2328 สงครามเก้าทัพ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯมีพระราชโองการให้พระยาอุไทยธรรม (บุนนาค) ร่วมกับพระยาพระคลัง (หน) ไปตั้งรับทัพพม่าซึ่งรุกรานมาจากทางทิศเหนือ อยู่ที่เมืองชัยนาท เพื่อคอยระวังทัพพม่าที่จะยกมาทางด่านระแหง (อำเภอเมืองตากในปัจจุบัน) และต่อมาในปีพ.ศ. 2329 จึงมีพระราชโองการให้พระยาอุไทยธรรม (บุนนาค) และพระยาพระคลัง (หน) ยกทัพติดตามเสด็จกรมหลวงเทพหริรักษ์ยกทัพไปตีทัพพม่าที่เมืองระแหง[5] เมื่อยกทัพไปถึงกำแพงเพชรกรมหลวงเทพหริรักษ์มีพระบัญชาให้พระยาอุไทยธรรม (บุนนาค) และพระยาพระคลัง (หน) ยกทัพนำไปก่อน ปรากฏว่าเมื่อทัพหลักของพม่าที่ปากน้ำโพนครสวรรค์ถูกตีแตกไปแล้วนั้น ทัพพม่าที่ระแหงจึงถอยกลับไปก่อนโดยมิได้สู้รบ[5] หลังจากศึกสงครามเก้าทัพ พระยาอุไทยธรรม (บุนนาค) ได้เลื่อนขึ้นเป็นพระยายมราช เสนาบดีกรมนครบาล

ศึกเมืองทวาย[แก้]

ในพ.ศ. 2330 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงแต่งทัพเข้าตีเมืองทวาย[5] โดยให้เจ้าพระยารัตนาพิพิธ (สน สนธิรัตน์) สมุหนายก เจ้าพระยามหาเสนา (ปลี) สมุหกลาโหม และพระยายมราช (บุนนาค) เป็นทัพหน้า ยกทัพข้ามผ่านด่านวังปอ (ผ่านทางเขาท่าตะกั่ว แม่น้ำแควน้อย จังหวัดกาญจนบุรีในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นภูเขาสูงหนทางยากลำบาก เมื่อทัพหน้าสามารถเข้ายึดเมืองกลิอ่องได้แล้ว ทัพหลวงจึงเสด็จเข้ามาล้อมเมืองทวาย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯทรงล้อมเมืองทวายอยู่เป็นเวลาครึ่งเดือนยังไม่ประสบชัยชนะทรงเลิกทัพจากเมืองทวาย[5]

ต่อมาในปีพ.ศ. 2334 แมงจันจาเจ้าเมืองทวายกบฏขึ้นต่อพระเจ้าปดุงแห่งพม่าและหันมาสวามิภักดิ์ต่อฝ่ายสยาม พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกจึงมีพระราชโองการให้พระยายมราช (บุนนาค) ยกทัพจำนวน 5000 คน[5] ไปตีเมืองทวาย เมื่อพระยายมราช (บุนนาค) ยกทัพถึงเมืองทวายแล้วแมงจันจาเจ้าเมืองทวายออกมาอ่อนน้อม พระยายมราช (บุนนาค) ส่งพระองค์เจ้าชีและแมงจันจาเจ้าเมืองทวายมายังกรุงเทพฯ และตั้งค่ายรักษาเมืองทวายอยู่นอกเมือง ฝ่ายสยามจึงเข้าครอบครองเมืองทวายได้ในช่วงเวลาหนึ่ง ในพ.ศ. 2336 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯมีพระราชดำริที่จะกรีฑาทัพไปตีพม่าต่อไปจากเมืองทวาย[5] จึงมีพระราชโองการให้เจ้าพระยารัตนาพิพิธ (สน) และเจ้าพระยามหาเสนา (ปลี) ยกทัพไปสมบทกับพระยายมราชที่ทวาย จากนั้นจึงทรงยกทัพหลวงเสด็จมายังเมืองทวาย

เจ้าพระยารัตนาพิพิธ (สน) เจ้าพระยามหาเสนา (ปลี) และพระยายมราช (บุนนาค) ตั้งค่ายรักษาเมืองทวายอยู่นอกเมือง ในเวลานั้นเองพระเจ้าปดุงส่งทัพพม่าเข้ารุกรานเมืองทวาย เมื่อทัพพม่าเข้าประชิดเมืองทวายชาวเมืองทวายก่อการกบฏขึ้นต่อสยามและหันกลับไปเข้ากับฝ่ายพม่า ทัพพม่า-ทวายยกทัพเข้าโจมตีค่ายของพระยายมราช (บุนนาค) อย่างไม่ทันตั้งตัว เสนาบดีทั้งสามไม่อาจต้านทานทัพพม่าได้จึงถอยร่นไปทางทัพหลวง เสนาบดีทั้งสามร้องขอเข้าไปตั้งหลักในค่ายทัพหน้าของทัพหลวง แต่พระอภัยรณฤทธิ์ผู้บัญชาการทัพหน้าของทัพหลวงปฏิเสธไม่ให้เสนาบดีทั้งสามและกองกำลังเข้ามาในค่าย เนื่องจากเกรงว่าหากทัพพม่ายกติดตามเสนาบดีทั้งสามเข้ามาในค่าย ทัพหน้าจะถูกตีแตกและทัพพม่าลงไปถึงทัพหลวง เสนาบดีทั้งสามจึงต่อสู้กับทัพพม่าอยู่นอกค่ายของพระอภัยรณฤทธิ์ เจ้าพระยารัตนาพิพิธ (สน) และพระยายมราช (บุนนาค) สามารถรอดมาได้ แต่เจ้าพระยามหาเสนา (ปลี) สูญหายในที่รบ (พงศาวดารพม่าระบุว่าถูกสังหารในที่รบ) จากนั้นทัพพม่าจึงเข้าตีค่ายของพระอภัยรณฤทธิ์แตกพ่ายไป เป็นเหตุให้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯทรงเลิกทัพถอยไปอยู่ที่ไทรโยค[5]

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯพิโรธพระอภัยรณฤทธิ์ว่าเป็นเหตุให้ต้องสูญเสียเจ้าพระยามหาเสนา (ปลี) เสนาบดีคนสำคัญ จึงทรงลงพระราชอาญาให้ประหารชีวิตพระอภัยรณฤทธิ์เสีย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯมีพระราชประสงค์จะให้เจ้าพระยาสุรินทรราชา (จันทร์ จันทโรจวงศ์)[4] เจ้าเมืองถลางขึ้นเป็นสมุหกลาโหมคนใหม่ แต่เจ้าพระยาสุรินทรราชาไม่รับ จึงทรงแต่งตั้งให้พระยายมราช (บุนนาค) ขึ้นเป็นเจ้าพระยามหาเสนาสมุหกลาโหมแทนที่เจ้าพระยามหาเสนา (ปลี) แล้วเลื่อนพระยาตะเกิง (บุญมา) พี่ชายต่างมารดาของเจ้าพระยามหาเสนา (บุนนาค) ขึ้นเป็นที่พระยายมราชแทน

เจ้าพระยาอรรคมหาเสนา (บุนนาค) ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อปีพ.ศ. 2348 ในรัชกาลที่ 1 อายุ 68 ปี ซึ่งในปีพ.ศ. 2348 นั้น มีเจ้าพระยากรุงรัตนโกสินทร์ถึงแก่อสัญกรรมถึงสามคน[4]ได้แก่ เจ้าพระยารัตนาพิพิธ (สน) เจ้าพระยาพระคลัง (หน) และเจ้าพระยาอรรคมหาเสนา (บุนนาค)

บุตรธิดา[แก้]

เจ้าพระยาอรรคมหาเสนา (บุนนาค) มีบุตรธิดารวมทั้งสิ้น 34 คน เกิดจากภรรยา 9 คน ดังนี้
1. ท่านลิ้ม มีธิดา 2 คน ได้แก่


2. เจ้าคุณพระราชพันธุ์นวล พระน้องนางของสมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี มีบุตร 10 คน เป็นชาย 6 คน และหญิง 4 คน ซึ่งทั้งสิบคนนับว่าเป็นราชินิกุล[6] ได้แก่


3. ท่านกอง มีบุตร 5 คน เป็นชาย 3 คน หญิง 2 คน ได้แก่


4. ท่านมิ่ง มีธิดา 4 คน ได้แก่


5. ท่านฉิม มีบุตร 5 คน เป็นชาย 2 คน และหญิง 3 คน ได้แก่


6. ท่านตุ๊ มีบุตร 2 คน เป็นชาย 1 คน หญิง 1 คน ได้แก่


7. ท่านอ่วม มีบุตร 3 คน เป็นชาย 2 คน หญิง 1 คน ได้แก่

  • คุณจันทร์
  • คุณน้อย ต่อมาเป็นทหารมหาดเล็ก
  • คุณพร้อม ต่อมาเป็นพระยาสาครสงคราม พระยาจางวางเมืองบางละมุง


8. ท่านจันทร์ มีบุตร 1 คน ได้แก่

  • คุณเมือง ต่อมาเป็นพระยาศรีอรรคราช ต้นสกุล "บุรานนท์"


9. ท่านทิม หรือ ท่านพิม มีบุตร 2 คน เป็นชาย 1 คน หญิง 1 คน ได้แก่

  • คุณแสง
  • คุณสุก

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 http://www.bunnag.in.th/history6-bunnag.html
  2. 2.0 2.1 2.2 http://www.bunnag.in.th/history2-2.html
  3. http://www.bunnag.in.th/history2-3.html
  4. 4.0 4.1 4.2 สมมตอมรพันธุ์, กรมพระ. เรื่องตั้งเจ้าพระยาในกรุงรัตนโกสินทร์. กรมศิลปากร.
  5. 5.0 5.1 5.2 5.3 5.4 5.5 5.6 ทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค), เจ้าพระยา. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑. พิมพ์ครั้งที่ ๖. กรุงเทพฯ, กองวรรณคดีและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร ๒๕๓๑.
  6. ราชสกุล#.E0.B8.A3.E0.B8.B2.E0.B8.8A.E0.B8.B4.E0.B8.99.E0.B8.B4.E0.B8.81.E0.B8.B8.E0.B8.A5

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]