เจ้าพระตา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
เจ้าพระวรราชปิตา
เจ้าพระตา.jpg

พระปรมาภิไธย เจ้าพระวรราชปิตา
พระอิสริยยศ เจ้าผู้ครองนคร
ราชวงศ์ สุวรรณปางคำ
ครองราชย์ พ.ศ. 2311
รัชกาล 3 ปี
รัชกาลก่อน พระเจ้าสุวรรณปางคำ
รัชกาลถัดไป เจ้าพระวรราชภักดี
ข้อมูลส่วนพระองค์
ประสูติ พ.ศ. 2236
พิราลัย พ.ศ. 2314
พระบิดา พระเจ้าสุวรรณปางคำ
พระมารดา พระราชนัดดาของพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช
พระมเหสี พระนางบุศดีเทวี

เจ้าพระตา หรือ เจ้าพระวรราชปิตา (พ.ศ. 2236-2314) เป็นเจ้าผู้ครองนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน (หนองบัวลำภู) พระองค์ที่ 2 (พ.ศ. 2311-พ.ศ. 2314) เป็นพระราชโอรสในพระเจ้าสุวรรณปางคำ (เจ้าปางคำ) ปฐมกษัตริย์แห่งนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน อันสืบมาแต่สายราชวงศ์สุวรรณปางคำ นครเชียงรุ่งแสนหวีฟ้าสิบสองปันนา เป็นพระราชบิดาเจ้าพระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราช เจ้าผู้ครองอาณาจักรล้านช้างจำปาศักดิ์ องค์ที่ 3 และเป็นพระราชบิดาเจ้าพระประทุมวรราชสุริยวงศ์ เจ้าผู้ครองเมืองอุบลราชธานีศรีวนาไลยประเทศราช องค์ที่ 1

ประวัติ[แก้]

เจ้าพระตา ทรงเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุวรรณปางคำ ปฐมกษัตริย์แห่งนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน และมีพระราชมารดาอันมีศักดิ์เป็นพระราชนัดดาของพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช พระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านช้าง พระองค์ที่ 32 สมภพเมื่อปี พ.ศ. 2236 ที่นครเวียงจันทน์ มีพระอนุชา 1 พระองค์ คือ เจ้าพระวอ แต่ประชาชนทั้งหลายมักเรียกพระนามทั้งสองพระองค์รวมกันจนติดปากว่า "พระตาพระวอ" มาจวบจนปัจจุบัน เมื่อเจ้าพระตาทรงเจริญชนม์ พระเจ้าสุวรรณปางคำทรงโปรดให้เข้ารับราชการสนองพระคุณพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช ผู้เป็นพระปัยกา (คุณตาทวด) ที่พระราชสำนักนครเวียงจันทน์

ต่อมาเจ้าพระตาทรงอภิเษกสมรสกับเจ้านางบุสดี หรือ พระนางบุสดีเทวี มีพระราชโอรส และพระราชธิดา ทั้งหมด 9 องค์ ดังปรากฏรายพระนามดังนี้

  1. เจ้านางสีดา
  2. เจ้านางแสนสีชาติ โดยสันนิษฐานว่าเป็นพระอัครมเหสีของพระเจ้าสิริบุญสาร และเป็นพระราชมารดาเจ้าอนุวงศ์ (มีในเอกสารใบลานพงศาวดารเมืองหลวงพระบาง)
  3. เจ้าคำผง ต่อมาเป็นเจ้าผู้ครองเมืองอุบลราชธานีศรีวนาลัยประเทศราช องค์ที่ 1 ต้นสายสกุล ณ อุบล
  4. เจ้าฝ่ายหน้า ต่อมาเป็นเจ้าผู้ครองอาณาจักรล้านช้างจำปาสัก องค์ที่ 3
  5. เจ้าทิดพรหม ต่อมาเป็นเจ้าเมืองอุบลราชธานีศรีวนาลัยประเทศราช องค์ที่ 2 ต้นสายสกุล พรหมวงศานนท์
  6. เจ้าโคตร ต้นสายสกุล บุตโรบล
  7. เจ้านางมิ่ง
  8. เจ้าซุย
  9. เจ้านางเหมือนตา
  10. เจ้าสุ่ย ต่อมาเป็นเจ้าราชบุตรเมืองอุบลราชธานี และได้รับพระราชทานเป็นเจ้าผู้ครองเมืองอุบลราชธานี องค์ที่ 3 แต่ถึงแก่อนิจกรรมที่กรุงเทพฯ ก่อนขึ้นมาดำรงตำแหน่งเจ้าผู้ครองเมือง

ศึกชิงราชบัลลังก์นครเวียงจันทน์[แก้]

ในปี พ.ศ. 2238 พระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราชสวรรคต ไม่มีผู้สืบราชสมบัติอย่างชัดเจน มีแต่พระราชนัดดาที่ทรงพระเยาว์ ทำให้เกิดความปั่นป่วนและศึกแย่งชิงเชื้อพระวงศ์มาเป็นพวกตน บางพระองค์ได้หลบหนีออกนอกราชอาณาจักร การแย่งชิงราชสมบัติหลังการสวรรคตของพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราชจึงเป็นชนวนเหตุการนำไปสู่การแบ่งแยกอาณาจักรล้านช้างอันเข้มแข็ง และยิ่งใหญ่ ออกเป็น 3 อาณาจักรเล็กอันอ่อนแอในที่สุด และพระยาเมืองแสนอัครมหาเสนาบดี ได้เข้ายึดราชบัลลังก์พร้อมสถาปนาตนขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์อาณาจักรล้านช้าง พระองค์ที่ 33 พระนามว่า "พระยาจันทสีหราช (เมืองแสน)" ขณะนั้นเจ้าองค์บุญ พระราชโอรสของเจ้าองค์ลอง และเป็นหลานของพระไชยเชษฐาธิราชที่ 2 (พระเจ้าไชยองค์เว้) จึงได้หนีราชภัยสงครามมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารพระเจ้าสุวรรณปางคำที่หนองบัวลุ่มภู พระเจ้าสุวรรณปางคำทรงชุบเลี้ยงเจ้าองค์บุญเยี้ยงพระราชโอรสของพระองค์

ในปี พ.ศ. 2273 พระไชยเชษฐาธิราชที่ 2 (พระเจ้าไชยองค์เว้) เสด็จสวรรคต เจ้าองค์ลองซึ่งเป็นพระราชโอรสจึงเสวยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์อาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ พระองค์ที่ 2 ซึ่งมีพระราชโอรสคือ เจ้าองค์บุญ อาศัยอยู่ที่หนองบัวลุ่มภู และในปี พ.ศ. 2283 เจ้าองค์ลองสวรรคต เจ้าอุปราช (ท้าวนอง) พระอนุชาของพระเจ้าไชยองค์เว้ก็ขึ้นสืบราชบัลลังก์เป็นพระมหากษัตริย์อาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ พระองค์ที่ 3

ปี พ.ศ. 2294 เจ้าองค์บุญมีความประสงค์จะได้ราชบัลลังก์นครเวียงจันทน์โดยอ้างสิทธิเป็นพระราชโอรสของเจ้าองค์ลอง และพระราชนัดดาของพระเจ้าไชยองค์เว้ ซึ่งเจ้าพระตา และเจ้าพระวอ จึงได้ยกกองกำลังหนองบัวลุ่มภูเข้าช่วงชิงราชบัลลังก์จากเจ้าอุปราช (ท้าวนอง) พระมหากษัตริย์อาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ พระองค์ที่ 3 จนสำเร็จ แล้วปราบดาภิเษกเจ้าองค์บุญขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ครองอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ พระองค์ที่ 4 พระนามว่า พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ 3 หรือ พระเจ้าสิริบุญสาร และพระเจ้าสิริบุญสารได้ให้เจ้าพระตา และเจ้าพระวอดูแลรักษาบ้านหินโงมอีกด้วย แต่หาได้เป็นเสนาบดีในราชสำนักนครเวียงจันทน์ไม่ ดังปรากฏในพงศาวดารหัวเมืองมณฑลอีสาณของหม่อมอมรวงษ์วิจิตร ความว่า "จุลศักราช ๑๑๒๙ ปีกุญนพศก พระเจ้าองค์หล่อผู้ครองกรุงศรีสัตนาคนหุตถึงแก่พิราไลย หามีโอรสที่จะสืบตระกูลไม่ แสนท้าวพระยาแลนายวอ นายตา จึ่งได้พร้อมกันเชิญกุมารสองคน ซึ่งเปนเชื้อวงษ์พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตคนเก่า อันได้หนีไปอยู่กับนายวอ นายตา เมื่อพระเจ้าองค์หล่อยกกำลังมาจับพระยาเมืองแสนฆ่านั้น ขึ้นครองกรุงศรีสัตนาคนหุต "

เหตุขัดแย้งกับนครเวียงจันทน์[แก้]

ในปี พ.ศ. 2302 พระเจ้าสุวรรณปางคำทิวงคตลง ส่วนเจ้าพระตา แลเจ้าพระวอ ผู้ปกครองอยู่ที่บ้านหินโงม (ห่างจากตัวเมืองหนองคายไปทางอำเภอโพนพิสัย ประมาณ 1 กิโลเมตร) ซึ่งเป็นที่รักใคร่ของไพร่พลจนใผู้สมัครใจมาร่วมอาศัยอยู่ในชุมชนเป็นจำนวนมาก ในปี พ.ศ. 2310 พระเจ้าสิริบุญสารเกรงว่ากลุ่มเจ้าพระตาจะก่อการกบฎต่อพระราชสำนักนครเวียงจันทน์ จึงคิดหาอุบายขอพระราโอรส พระราชธิดา และพระราชนัดดาของเจ้าพระตาไปไว้ในพระราชสำนักนครเวียงจันทน์ ซึ่งในพงศาวดารกล่าวถึง เจ้านางแสนสีชาติ ไปเป็นนางห้าม (นางสนม) ทางเจ้าพระตาไม่พอใจเป็นอันมาก และเจ้าพระตาตอบปฏิเสธไม่ให้พระราชธิดาแก่พระเจ้าสิริบุญสาร จึงเป็นชนวนเหตุเกิดความขัดแย้ง เจ้าพระตา เจ้าพระวอจึงได้ชักชวนแม่ทัพนายกองที่ไม่สมัครใจจะทำราชการกับพระเจ้าสิริบุญสารด้วย คือ เจ้าผ้าขาว (ต้นกำเนิดเมืองกาฬสินธุ์) หลวงราชโภชนัย ท้าวชม ท้าวนาม ท้าวเซียง แลท้าวสูนได้อพยพไพร่พลกองครัวญาติพี่น้องลงมาพร้อมกับเจ้าพระตา จากบ้านหินโงมมายังหนองบัวลำภู อันมีพระราชบิดาปกครองอยู่

ครองราชสมบัติ[แก้]

ปี พ.ศ. 2310 เมื่อเจ้าพระตามาถึงหนองบัวลุ่มภู ก็ขึ้นครองราชสมบัติเป็นเจ้าผู้ครองนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน พระองค์ที่ 2 พระนามว่า "เจ้าพระวรราชปิตา" ตั้งให้เจ้าพระวอ ผู้เป็นพระอนุชา เป็นที่เจ้าอุปราช บูรณะปฏิสังขรณ์วัดวาอาราม แลค่ายคูประตูกำแพงเมืองอย่างแน่นหนาถาวร มีกองกำลังทหารเข้มแข็ง แลมีช้างเผือกคู่เวียง ปกครองนครด้วยธรรมใส่ใจทุกข์สุขไพร่ฟ้าราษฎรอยู่ร่มเย็นเป็นสุข ให้เจ้าผ้าขาวพากลุ่มไพร่พลกองครัว ประมาณ 5,000 คน ไปตั้งถิ่นฐานบริเวณบ้านผ้าขาว บ้านพันนา ยกขึ้นเป็นเมืองหน้าด่านทางทิศตะวันออกของหนองบัวลุ่มภู (ปัจจุบันคือพื้นที่ของจังหวัดสกลนคร) ท้าวนามไปปกครองอยู่ที่เมืองภูเวียงเป็นเมืองหน้าด่านทางทิศใต้ และตั้งเมืองนาด้วงเป็นเมืองหน้าด่านทางทิศตะวันตก ในปีนี้เองข้างพระเจ้าสิริบุญสารเห็นว่า เจ้าพระวรราชปิตาแห่งเมืองหนองบัวลุ่มภูสะสมกำลังไพร่พลจำนวนมาก และมีความเข้มแข็ง เกรงจะคิดกบฎต่อพระราชบัลลังก์ จึงให้พระยาเมืองแสน พระยาเมืองจันทร์ยกทัพมาตีหนองบัวลุ่มภู ใช้เวลาอยู่ 3 ปี แต่ยังไม่สามารถตีหนองบัวลุ่มภูแตกได้

สงครามนครเวียงจันทน์[แก้]

ปี พ.ศ. 2314 พระเจ้าสิริบุญสารเห็นว่าหนองบัวลุ่มภูไม่สามารถตีแตกได้ จึงแต่งคณะทูตนำสาส์นพร้อมเครื่องราชบรรณาการไปหาพระเจ้ามังระแห่งหงสาวดีที่ปกครองอยู่นครเชียงใหม่ยกทัพลงมาช่วยตีหนองบัวลุ่มภู เมื่อเจ้าพระวราชปิตาทราบข่าวการส่งสาร์นของพระเจ้าสิริบุญสาร พระองค์ก็ได้จัดแจงแต่งค่ายคูประตูเมืองให้มั่นคงหาทางหนีทีไล่พร้อมสรรพ จึงมีรับสั่งให้เจ้าคำสู เจ้าคำขุย เจ้าคำสิงห์ แลท้าวอินทิสารยกไพร่พลกองครัวส่วนหนึ่งลงมาสร้างบ้านแปงเมืองใหม่ หากพ่ายแพ้สงครามก็จะได้อพยพลงมาสบทบ โดยเจ้าคำสูได้พากลุ่มไพร่พลมาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ตามลำพะเนียงต่อลำน้ำพองตามแม่น้ำชีลงมาถึงดงใหญ่ริมฝั่งแม่น้ำชี เรียกว่า ดงผีสิงห์ เจ้าคำสูพาไพร่พลตั้งบ้านแปงเมืองขึ้น เรียกว่า บ้านสิงห์ท่า และเจ้าคำขุยพาไพร่พลส่วนหนึ่งขึ้นไปตั้งบ้านเมืองที่ดงโต่งโต้น เรียกว่า บ้านสิงห์โคก (ต่อมาคือเมืองยศสุนทรประเทศราช) ส่วนเจ้าพระวรราชปิตาได้เกณฑ์เอากำลังไพร่พลจากเมืองผ้าขาว เมืองพรรณา เมืองภูเวียง เมืองนาด้วง มาร่วมต้านข้าศึก เมืองทัพนครเวียงจันทน์และทัพสนับสนุนจากพม่ามายั้งทัพตั้งค่ายล้อมเมืองหนองบัวลภูไว้ด้านหนึ่ง เจ้าพระวรราชปิตา แลเจ้าอุปราชได้นำกำลังไพร่พลออกมารบ เมื่อข้าศึกมีจำนวนมาก ประกอบกับเจ้าพระวรราชปิตามีพระชนม์สูงวัยจึงอ่อนกำลังลง และเจ้าพระวรราชปิตาถูกพระแสงปืนข้าศึกจนตกม้าถึงแก่ทิวงคต บริเวณช่องน้ำจั่นใต้น้ำตกเฒ่าโต้ เทือกเขาภูพาน และทัพนครเวียงจันทน์จึงสามารถตีหนองบัวลุ่มภูแตกได้

พิราลัย[แก้]

เมื่อทัพนครเวียงจันทน์ได้กำลังสนับสนุนจากทัพพม่า จึงทำให้เมืองหนองบัวลุ่มภูที่มีปราการอันแน่นหนาถูกตีแตก เจ้าพระวรราชปิตาได้เป็นแม่ทัพหน้า เจ้าอุปราชเป็นแม่ทัพหลังออกปราบข้าศึก และเจ้าพระวรราชปิตาถูกพระแสงปืนจนถึงแก่พิราลัยที่ช่องน้ำจั่นใต้น้ำตกเฒ่าโต้ บริเวณเทือกเขาภูพาน วันศุกร์ ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 3 พ.ศ. 2314 ขณะมีพระชนม์ 78 พรรษา ก่อนที่พระองค์จะพิราลัยได้สั่งเสียเจ้าอุปราช เจ้าคำผง เจ้าฝ่ายหน้า เจ้าทิดพรหม และเจ้าก่ำต่อไปภายหน้า ด้วยกลอนผญาว่า ไม้ลำเดียวล้อมฮั่วบ่ไขว่ ไพร่บ่พร้อมแปงบ้านบ่เฮือง ไผผู้เป็นขุนกล้าครองเมืองจั่งฮุ่ง ครั้นแม่นขุนขี้ย้านครองบ้านบ่เฮือง อย่าเห็นแก่เงินแสนไถ ให้เห็นแก่ไพร่แสนเมือง ได้ขึ้นเฮือนแล้ว อย่าลืมแพป้องไม้ไผ่ ได้เป็นใหญ่แล้วอย่าลืมข้าผู้พลอย ได้กินพาคำอย่าลืมกะเบียนฮ้าง ได้ขึ้นขี่ช้างกั้งฮ่มเป็นพระยา อย่าลืมประชาผู้ขี่ควายเกาฮิ้น แลเจ้าอุปราชพร้อมไพร่พลได้คุ้มกันนำพระศพของเจ้าพระวรราชปิตาเข้ามายังหนองบัวลุ่มภู

พระนามในประวัติศาสตร์[แก้]

ตำนานพื้นเมืองอุบน[แก้]

อันว่า เมืองอุบลนี้ มีแต่คนเวียงเกี้ยงอ่อยฮ่อย แต่หากเป็นไพร่น้อย อยู่ตามบ้านเขตแขวง พระตามีเดชกล้า คนยอย้องว่าดี ได้เป็นนายกองนอก เป็นผู้ตุ้มไพร่น้อยนาขึ้นซ่อยเวียง พระก็สถิตย์แห่งห้อง หินโง่มเป็นบ้านใหญ่ เป็นผู้มีเดชกล้า คนสะดุ้งกระเดื่องดิน พระตานั้นได้ลูกเต้า ผู้จักสืบแทนแนว มีอยู่เพียงเจ็ดคน สะอาดตาปานแต้ม หากเป็นชายล้วน สามคนสิทธิเดช เหลือกว่านั้น เป็นหญิงแท้คนย้องฮูปงามˈ.........พร้อมว่าเจ้าคึดแล้ว จึงได้ฮ้องเฮียกเอิ้น ลูกฮักทั้งสามคน คือว่า พระวอ ท้าวคำผง ท้าวทิดพรม ฮีบสั่งการเดี๋ยวนี้ ดูรา บุตรราชเจ้า ทั้งสามลูกพ่อเอย พวกเฮาอยู่บ่ได้ เมืองนี้ฝืดเคือง พ่อแล้ว.........

พงศาวดารอีสาน[แก้]

หม่อมอมรวงศ์วิจิตร (ม.ร.ว.ปฐม คเนจร) เป็นผู้เรียบเรียงในประชุมพงศาวดาร ภาค 4 เกี่ยวกับเรื่องราวของเจ้าพระตา และเจ้าพระวอ (หน้า 42-43) ว่า "เมื่อ พ.ศ. 2310 พระเจ้าองค์หล่อ ผู้ครองกรุงศรีสัตนาคนหุตถึงแก่พิลาลัย ไม่มีโอรสสืบสกุล แสนท้าวพระยา และนายวอนายตา จึงพร้อมกันอันเชิญกุมารทั้งสอง ซึ่งเป็นเชื้อววงศ์ของพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตองค์เก่า อันได้หนีไปอาศัยอยู่กับนายวอนายตา เมื่อครั้งพระเจ้าองค์หล่อยกกำลังมาจับพระยาเมืองแสนฆ่านั้น ขึ้นครองกรุงศรีสัตนาคนหุต แล้วนายวอนายตาจะขอเป็นที่มหาอุปราชฝ่ายหน้า กุมารทั้งสองเห็นว่า นายวนายตามิได้เป็นเชื้อเจ้า"

เรื่องวินิจฉัยประวัติพระประทุมราชวงศา[แก้]

ขุนวรรณรักษ์วิจิตร ในศิลปากร ปีที่ 1 เล่ม 1 หน้า 91 พ.ศ. 2580 ตอนหนึ่งว่า "...สรุปผลของการสอบสวนตอนนี้เป็นอันได้ความว่า เจ้าคำผงบุตรพระตา และพระตาก็เป็นเชื้อเจ้าหรือราชสกุลจริง..."

สถานที่อันเนื่องมาจากพระนาม[แก้]

พงศาวลี[แก้]

ก่อนหน้า เจ้าพระตา ถัดไป
พระเจ้าสุวรรณปางคำ (เจ้าปางคำ) 2leftarrow.png เจ้าผู้ครองนคร
(พ.ศ. 2311-2314)
2rightarrow.png เจ้าพระวรราชภักดี (เจ้าพระวอ)