เจสัน เดวิด แฟรงก์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เจสัน เดวิด แฟรงก์
6.28.13JasonDavidFrankByLuigiNovi1.jpg
แฟรงก์ในงานวิซาร์ดเวิลด์ 2013
นิวยอร์กเอ็กซ์พีเรียนซ์ในแมนฮัตตัน
เกิด 4 กันยายน ค.ศ. 1973 (44 ปี)
โควีนา รัฐแคลิฟอร์เนีย
สัญชาติ สหรัฐ อเมริกัน
ส่วนสูง 5 ฟุต 11 นิ้ว (1.80 เมตร)
น้ำหนัก 214 ปอนด์ (97 กก.)
รุ่น เฮฟวี่เวท
มาจาก ฮิวสตัน รัฐเทกซัส
ทีม ซิลเวอร์แบล็ค เอ็มเอ็มเอ
ผู้ฝึกสอน ทศพร สิทธิวัจน์ (มวยไทย)[1]
อันดับ สายดำชั้น 7 ในโชโตกันคาราเต้
สายม่วง ในบราซิลเลี่ยน ยูยิสสู
ประกาศนียบัตรอาจารย์มวยไทย[1]
ช่วงปี ค.ศ. 2010–ปัจจุบัน (เอ็มเอ็มเอ)
สถิติการต่อสู้แบบผสม
คะแนนรวม 1
ชนะ 1
โดยการน็อก 0
โดยการยอม 1
โดยการตัดสิน 0
แพ้ 0
โดยการน็อก 0
โดยการยอม 0
โดยการตัดสิน 0
กีฬาสมัครเล่น
คะแนนรวม 4
ชนะ 4
โดยการน็อก 2
โดยการยอม 2
แพ้ 0
โดยการน็อก 0
โดยการยอม 0
ข้อมูลอื่น
สถิติการต่อสู้แบบผสม จากเชอร์ด็อก
ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่: 31 พฤษภาคม ค.ศ. 2016

เจสัน เดวิด แฟรงก์ (อังกฤษ: Jason David Frank; 4 กันยายน ค.ศ. 1973 — ) เป็นทั้งนักแสดง, นักต่อสู้แบบผสม และนักมวยไทยชาวอเมริกัน ผู้มีผลงานโดดเด่นสำหรับบททอมมี โอลิเวอร์ ในซีรีส์พาวเวอร์เรนเจอร์ [1][2][3]

นอกจากนี้ เจสัน เดวิด แฟรงก์ ยังได้รับประกาศนียบัตรรับรองการเป็นผู้ฝึกสอนมวยไทยในระดับอาจารย์ จากสมาคมมวยไทยนานาชาติ ที่ได้รับการรับรองและดูแลโดยกระทรวงศึกษาธิการ[1]

ผลงาน[แก้]

พาวเวอร์เรนเจอร์[แก้]

เดิมที ได้มีการคัดเลือกให้แฟรงก์รับบทเป็นเรด เรนเจอร์ ในไมตี้ มอร์ฟฟิน พาวเวอร์เรนเจอร์ หลังจากนั้นเขาก็ได้พยายามลองอีกครั้งเมื่ออายุ 19 ปี โดยได้รับบททอมมี โอลิเวอร์ ซึ่งเป็นกรีน เรนเจอร์ ซึ่งตัวละครของเขาต่อมากลายเป็นไวท์ เรนเจอร์

แฟรงก์ยังได้รับการคาดหมายในการรับบทนำเป็นอดัม สตีล ใน VR ทรูปเปอร์ (แต่เดิมเรียกในชื่อ "ไซเบอร์ตรอน") และได้รับการถ่ายทำในบทของเมทัลเดอร์ตอนที่ยังไม่ได้แปลงกาย ก่อนจะมีการเรียกตัวกลับไปร่วมงานในซีรีส์พาวเวอร์เรนเจอร์ โดยจากที่มีการคัดเลือกทั้งแฟรงก์ และแบรด ฮอว์กิน ได้เคยมีแผนให้ฮอว์กินเข้าไปรับบทแทนแฟรงก์ ผู้มีบทเป็นไวท์ เรนเจอร์ ในพาวเวอร์เรนเจอร์อยู่แต่ก่อน[4][5] อย่างไรก็ตาม เนื่องจากความนิยมของแฟรงก์ที่มีต่อแฟน ๆ พาวเวอร์เรนเจอร์ ทำให้เขาต้องมารับบทเป็นไวท์ เรนเจอร์ อีกครั้ง[6] ส่วนฮอว์กินก็ได้เข้ารับช่วงต่อใน VR ทรูปเปอร์ โดยตัวละครดังกล่าว ได้มีการเปลี่ยนชื่อจาก อดัม สตีล ไปเป็น ไรอัน สตีล

ภายหลังจากผลงานลำดับที่สามของไมตี้ มอร์ฟฟิน พาวเวอร์เรนเจอร์ ในชุดพาวเวอร์เรนเจอร์ ซีโอ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งการเปลี่ยนชุดเรนเจอร์ประจำปี เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของซีรีส์ขบวนการนักสู้ แฟรงก์ได้กลายเป็นเรดซีโอเรนเจอร์ ส่วนปีต่อมาในพาวเวอร์เรนเจอร์ เทอร์โบ เขาก็ได้รับบทเป็นเรดเทอร์โบเรนเจอร์คนแรก กระทั่งช่วงกลางฤดูกาล แฟรงก์และเพื่อนสมาชิก จอห์นนี ยัง บอสช์, นาเกีย เบอร์ริส และแคทเธอรีน ซัทเธอร์แลนด์ ต่างได้รับการตกลงที่จะออกจากทีมและมีคนเข้ามารับช่วงต่อ

ภายหลังจากที่เขาออกไปจากซีรีส์ในปี ค.ศ. 1997 แฟรงก์ได้กลับมาแสดงในพาวเวอร์เรนเจอร์ ในบทของซีโอเรนเจอร์วีเรดในปี ค.ศ. 2002 สำหรับตอนพิเศษครบรอบ 10 ปี ในชื่อตอน"ฟอร์เอเวอร์เรด" ในพาวเวอร์เรนเจอร์ ไวลด์ฟอร์ซ (ในการรวมตัวกันใหม่กับออสติน เซนต์ จอห์น) จากนั้นเขาก็กลับมารับบทในปี ค.ศ. 2004 ในพาวเวอร์เรนเจอร์ ไดโนธันเดอร์ ในบทแบล็คไดโนเรนเจอร์ ในช่วงของการรับบทดังกล่าว เขามักสวมเสื้อแขนยาวเพื่อปกปิดรอยสักที่แขน ซึ่งเป็นกรณีเดียวกันกับตอน"ฟอร์เอเวอร์เรด" ของภาคไวลด์ฟอร์ซ โดยบทแบล็คไดโนเรนเจอร์เป็นที่โปรดปรานสำหรับดักลาส สโลน[7] เขาได้พูดติดตลกว่าบริษัทซาบันและดิสนีย์ "ทั้งสองด้อยเหมือนกัน" แต่เขารู้สึกประทับใจต่อการผลิตบุคลากรสำหรับภาคไดโนธันเดอร์[8] และแฟรงก์ยังได้บรรเลงบทของเขาเป็นทอมมี โอลิเวอร์ ในฤดูกาลสุดท้ายของพาวเวอร์เรนเจอร์ ซูเปอร์เมกะฟอร์ซ[ต้องการอ้างอิง]

แฟรงก์ได้แสดงความสนใจในการพัฒนากรีนเรนเจอร์ซีรีส์เดี่ยวหรือภาพยนตร์สารคดีพิเศษหลังพบกับสแตน ลี ในการประชุมหนังสือการ์ตูน[9]

ในปี ค.ศ. 2013 แฟรงก์ได้มีส่วนร่วมในผลงานชุด "ซูเปอร์พาวเวอร์บีตดาวน์" ที่เป็นการนำสองนักสู้ผู้ทรงพลังจากซีรีส์ต่าง ๆ มาต่อสู้กัน โดยผลการตัดสินขึ้นอยู่กับการโหวตของแฟน ๆ ซึ่งในตอนที่ 10 เขาได้ปรากฏตัวในบทของไวท์ เรนเจอร์ ที่ได้กำจัดสกอร์เปียน ผู้เป็นตัวละครจากมอร์ทัล คอมแบท ด้วยผลการโหวตจากแฟน ๆ ที่ห่างกันไม่มากนัก (51 เปอร์เซ็นต์สำหรับไวท์ เรนเจอร์ และ 49 เปอร์เซ็นต์สำหรับสกอร์เปียน) ซึ่งตามประวัติของ "ซูเปอร์พาวเวอร์บีตดาวน์" ยังมีการแสดงฉากจบอีกแบบด้วยชัยชนะของสกอร์เปียน แฟรงก์ได้ปรากฏตัวอีกครั้งในตอนที่ 15 โดยในคราวนี้เขาได้รับบทเป็นกรีน เรนเจอร์ ที่เขาทำการเปิดศึก และมีชัยเหนือริว แห่งสตรีทไฟท์เตอร์[10]

ภายหลังจากประสบความสำเร็จกับซีรีส์"ซูเปอร์ฮีโรบีตดาวน์" ก็ได้มีการเริ่มผลงาน"แบทอินเดอะซัน" ซึ่งเป็นซีรีส์เรียลลิตีของเจสัน เดวิด แฟรงก์ ในชื่อ "มายมอร์ฟีนไลฟ์"[11] ส่วนในปี ค.ศ. 2015 ได้มีการเริ่มจัดฉายออกอากาศในฤดูกาลที่ 2 [12]

ศิลปะการต่อสู้[แก้]

ด้วยความรู้ของเขาในศิลปะการต่อสู้หลากแขนง แฟรงก์ได้สั่งสมวิชาไว้เป็นจำนวนมาก โดยมีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับหลักปรัชญาของเขา และคิดค้นการผสานเข้ากับรูปแบบของอเมริกันคาราเต้ของตัวเอง โดยมีชื่อเรียกรูปแบบดังกล่าวคือ ถูซูฉวนเต้า (屠蘇拳道)[13][14][ต้องการแหล่งอ้างอิงดีกว่านี้] เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 2003 เขาได้รับการจารึกชื่อในหอเกียรติยศของสหภาพคาราเต้โลก[15][ต้องการแหล่งอ้างอิงดีกว่านี้] และแฟรงก์ได้ปรากฏตัวในรายการอาร์โนลด์คลาสสิกเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2008 ในโคลัมบัส รัฐโอไฮโอ[ต้องการอ้างอิง]

ศิลปะการต่อสู้แบบผสม[แก้]

แฟรงก์ยังมีความสนใจในศิลปะการต่อสู้แบบผสม ซึ่งเขามีกำหนดที่จะต่อสู้กับรอน 'เดอะแบดเจอร์' แมคมาสเตอร์ เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ค.ศ. 2007 ที่วิลเลียมสันเคาน์ตีพาวิลเลียน ในแมเรียน รัฐอิลลินอยส์[16] อย่างไรก็ตาม ก็ได้มีการให้เขาออกจากกการต่อสู้ เพราะเขาไม่ได้ชื่นชมในกรณีที่เปลี่ยนจากศิลปะการต่อสู้แบบผสมไปเป็นมวยสากล เนื่องจากคู่แข่งของเขาฝึกเฉพาะในมวยสากลมาเท่านั้น และเขารู้สึกว่าผู้แข่งขันทั้งสองต่างก็คงได้รับชัยชนะที่"ไม่มีความหมาย"[17]

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ค.ศ. 2009 แฟรงก์ได้ประกาศการลงนามของเขาร่วมกับซัคเกอร์พันช์เอนเตอร์เทนเมนต์อย่างเป็นทางการ[18][ต้องการแหล่งอ้างอิงดีกว่านี้][19][20] ซึ่งเป็นตลาดด้านการกีฬาและบริษัทบริหารจัดการที่มีความเชี่ยวชาญในด้านศิลปะการต่อสู้แบบผสม เขาเริ่มการฝึกฝนร่วมกับนักสู้รายการยูเอฟซีรุ่นไลท์เวทที่ชื่อเมลวิน กิลลาร์ด มีการคาดการณ์ไว้มากถึงแฟรงก์ในการเปิดตัวสำหรับรายการศิลปะการต่อสู้แบบผสมของสมาคมการต่อสู้แห่งสหรัฐอเมริกา ในศึกครั้งแรกของบริษัทที่ชื่อ "โลนสตาร์บีทดาวน์: ฮิวสตัน" เมื่อวันที่ 30 มกราคมที่ฮิวสตันอารีนาเธียเตอร์ ซึ่งเขาเป็นฝ่ายชนะโจนาธอน "เดอะแม็คทรัค" แม็ค โดยการทำให้ยอมด้วยท่าโอโมปลาตา[21][ต้องการแหล่งอ้างอิงดีกว่านี้][22][23][24] และแฟรงก์ทำศึกครั้งที่สองของเขาที่โลนสตาร์บีทดาวน์: แดลลัส เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ในอาร์ลิงตัน รัฐเทกซัส โดยคู่แข่งของเขาที่ชื่อคริส โรส ได้เข้าสู่สังเวียนด้วยเสื้อคลุมลายเต่านินจา แล้วแฟรงก์ก็เป็นฝ่ายชนะโรสในยกที่ 1 จากการชนะน็อกโดยเทคนิคด้วยการรัวหมัด[25][26][27] เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ค.ศ. 2010 เขาได้สู้ในศึกลูกกรงเหล็กของรัฐเทกซัสในรายการ "เคจเรจ 7" ของสมาคมศึกลูกกรงเหล็กสมัครเล่น ในสเตทฟาร์มอารีนา ที่ฮิดาลโก รัฐเทกซัส ซึ่งเขาได้พบกับเจมส์ วิลลิส และแฟรงก์ก็เป็นฝ่ายชนะน็อกได้ภายใน 23 วินาทีของยกแรก ด้วยเข่าเสย[28]

แฟรงก์มีกำหนดที่จะเปิดตัวในรายการอัลติเมตวอร์ริเออร์ชาลเลนจ์ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 22 พฤษภาคม โดยจะพบกับเจมส์ “เรย์” แฮนดี จูเนียร์ ในรุ่นไลท์เฮฟวีเวท[29] กระนั้น เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม แฟรงก์ได้ประกาศในหน้าเฟซบุ๊กแฟนเพจอย่างเป็นทางการว่าเจมส์ แฮนดี ได้รับบาดเจ็บ และคาร์ลอส ฮอร์น จะเข้ามาแข่งแทน โดยเปลี่ยนไปอยู่ในรุ่นเฮฟวีเวท ซึ่งแฟรงก์เป็นฝ่ายชนะฮอร์นในยกแรก จากการทำให้ยอมจำนนด้วยท่าอาร์มบาร์[30] นับตั้งแต่การเทิร์นโปร แฟรงก์ก็ได้ให้ความสนใจต่อการลงนามข้อตกลงร่วมกับรายการสไตรก์ฟอร์ซ และอาจจะได้สู้กับเฮอร์เชล วอล์คเกอร์[31]

แฟรงก์ได้ประกาศในหน้าเฟซบุ๊กแฟนเพจว่าเขาจะได้รับการเปิดตัวในระดับอาชีพครั้งแรก ณ วันที่ 4 สิงหาคม ค.ศ. 2010 ที่ฮิวสตัน ในรายการ "ปูโรโกมบาเต #1" ของรุ่นเฮฟวีเวท ที่เขาได้พบกับโคเซ โรเบร์โต บัสเกซ ซึ่งแหรงก์ชนะการแข่งศิลปะการต่อสู้แบบผสมนัดเปิดตัว ในระดับอาชีพอย่างรวดเร็วในเวลา 0:46 วินาทีในยกแรก ด้วยการให้อีกฝ่ายยอมจำนนโดยการรัดคอจากด้านหลัง[32][33] แฟรงก์ยังได้รับการกำหนดไว้สำหรับการแข่งรุ่นไลท์เฮฟวีเวท ณ วันที่ 9 ธันวาคม ค.ศ. 2010 ในรายการปูโรโกมบาเต 3 แต่แล้วก็ได้มีการยกเลิกไปตั้งวันที่ 8 ธันวาคม เนื่องจากคู่ต่อสู้ของเขาไม่ได้รับการรับรองทางการแพทย์

แล้วเขาก็ได้รับการกำหนดให้พบกับชอว์น มาชาโด ณ วันที่ 22 กรกฎาคม ค.ศ. 2011 ในศึกเลกาซี เอฟซี 7 อย่างไรก็ตาม จากอาการกล้ามเนื้อลูกหนูที่โคนแขนฉีกขาด จึงได้มีการยกเลิกไป[34]

หนึ่งวันหลังจากที่ซีเอ็ม พังก์ ประกาศถึงการมาเยือนสมาคมยูเอฟซีนั้น ดานา ไวต์ ผู้เป็นประธานได้ให้เหตุผลว่า จำเป็นต้องมีคู่แข่งที่เปิดตัวด้วยสถิติที่ใกล้เคียงกัน แฟรงก์ก็ได้เสนอผ่านทางอินสตาแกรมและเฟซบุ๊ก[35]

ความสำเร็จและรางวัล[แก้]

ปี รางวัล/ความสำเร็จ
ปัจจุบัน สายดำชั้นเจ็ด
28 มิถุนายน ค.ศ. 2003 มาสเตอร์ออฟเดอะเยียร์ (อเมริกันคาราเต้)
ค.ศ. 2006 "รัฟแมน" แกรนด์แชมเปียน
ค.ศ. 2006 เหรียญทอง (สมาคมมวยไทยนานาชาติ) ฟูลคอนแทคมวยไทย ของทศพร สิทธิวัจน์
17 มกราคม ค.ศ. 2013 สถิติโลกกินเนสส์ (ทำลายแผ่นสนมากที่สุดในการดิ่งพสุธา)

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 1.3 "Jason David Frank gets Muay Thai Instructor Certificate in Thailand". สืบค้นเมื่อ 2016-05-21. 
  2. Sisario, Ben (2004-02-29). "FOR YOUNG VIEWERS; Those Mighty Power Rangers Just Keep On Morphing". The New York Times. สืบค้นเมื่อ 2010-08-07. 
  3. McCormick, Patricia S. (1995-02-12). "TELEVISION; . . . And a Parents' Guide to the Politics of Angel Grove". The New York Times. สืบค้นเมื่อ 2010-08-07. 
  4. "THE POWER RANGERS ZEO NEWSLETTER - THE NEWSLETTER OF THE POWER RANGER CLUB - ISSUE #62 -- MAY 8, 1996 - "MAN, THEY'RE NEVER GONNA BELIEVE THIS ON THE INTERNET!"". สืบค้นเมื่อ 2010-06-08. 
  5. CYBERTRON: The Original Pilot for VR Troopers, Starring Jason David Frank!!! Archived ตุลาคม 17, 2007 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน.
  6. ""Power Rangers Q & A at AFO X", 7.51 in". Youtube.com. สืบค้นเมื่อ 2010-06-08. 
  7. "Q&A At Afo X". Youtube.com. สืบค้นเมื่อ 2010-06-08. 
  8. "Q&A at AKO X Part 5, 4.02 in". Youtube.com. สืบค้นเมื่อ 2010-06-08. 
  9. Fishman, Scott. "Pro wrestling legends, Power Rangers at Florida Supercon in July - Wrestling". MiamiHerald.com. สืบค้นเมื่อ 2013-08-08. 
  10. http://m.worldstarhiphop.com/android/video.php?v=wshhB64805iFPP1Irfl1.  Missing or empty |title= (help)
  11. "Jason David Frank talks My Morphing Life, Power Rangers and more". 
  12. "IDMB:My Morphin Life". 
  13. "Former 'Power Rangers' Star Set To Get In The Ring With UFC". Yahoo. 2010-06-22. 
  14. "Not a Martial Ats Magazine: SP HAS OFFICIALLY MORPH’D MMA :: SuckerPunch Entertainment". Suckerpunchent.com. 2009-08-21. สืบค้นเมื่อ 2010-06-02. 
  15. "BLOG: 2003 WKU HALL OF FAME JUNE 28, 2003 - Chateau at Camelback Tannersville, Pa". Needmywebsite.com. 2009-01-22. สืบค้นเมื่อ 2010-06-08. 
  16. "Power Ranger to fight in cage - Daily Egyptian, Other Sports". Web.archive.org. Archived from the original on 2008-06-30. สืบค้นเมื่อ 2012-10-29. 
  17. "Power Ranger a no show - Daily Egyptian, Sports". Web.archive.org. Archived from the original on 2008-03-15. สืบค้นเมื่อ 2012-10-29. 
  18. "Not a Martial Arts source: SP HAS OFFICIALLY MORPH’D MMA". Suckerpunchent.com. 2009-08-21. สืบค้นเมื่อ 2010-06-08. 
  19. Hendricks, Maggie (2009-09-02). "Mighty Morphin Power Ranger morphs into an MMA fighter". Sports.yahoo.com. สืบค้นเมื่อ 2010-06-08. 
  20. Damon Martin, MMAWeekly.com (2009-09-02). "Jason Frank goes from Power Ranger to MMA fighter". Sportsillustrated.cnn.com. สืบค้นเมื่อ 2010-06-08. 
  21. "IT’S GO GO TIME! :: SuckerPunch Entertainment". Suckerpunchent.com. 2010-01-23. สืบค้นเมื่อ 2010-06-02. 
  22. "POWER RANGER AMATEUR MMA DEBUT SET- MMA WEEKLY - Mixed Martial Arts & UFC News, Photos, Rankings & more". Mma Weekly. สืบค้นเมื่อ 2010-06-02. 
  23. "Former Green Power Ranger makes MMA debut at Jan. 30 Lonestar Beatdown". Blogs.chron.com. สืบค้นเมื่อ 2010-06-08. 
  24. "JDF WINS MMA DEBUT! :: SuckerPunch Entertainment". Suckerpunchent.com. 2010-02-01. สืบค้นเมื่อ 2010-06-02. 
  25. "Legacy Fights". Legacyfightingchampionship.com. 2009-09-17. สืบค้นเมื่อ 2010-06-02. 
  26. "Jason David Frank Lonestar Beatdown Feb 19 2010 - Arlington, TX". YouTube. 2010-02-19. สืบค้นเมื่อ 2010-06-02. 
  27. "Jason David Frank Post Fight Interview - Lonestar Beatdown Dallas - 2/19/10". YouTube. สืบค้นเมื่อ 2010-06-02. 
  28. "Photo Gallery". Texas Rage in the Cage. 2010-05-08. สืบค้นเมื่อ 2010-06-02. 
  29. "UWC 8 - Judgement Day - May 22, 2010 - GMU Patriot Center - Fairfax, VA". Uwcmma.com. 2010-05-22. สืบค้นเมื่อ 2010-06-02. 
  30. "Jason Frank Victorious - MMA Disputed". Chicagonow.com. สืบค้นเมื่อ 2010-06-02. 
  31. "Jason David Frank turns pro, wants in Strikeforce". mmaweekly. สืบค้นเมื่อ 2011-04-24. 
  32. "JASON DAVID FRANK - Official Fan Page". Facebook.com. 2010-06-18. สืบค้นเมื่อ 2010-06-18. 
  33. [1] Archived กรกฎาคม 22, 2010 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน.
  34. Laminack, Barry. "Breaking News: Jason Frank vs Shawn Machado fight off". Thecagedoor.net. สืบค้นเมื่อ 2012-10-29. 
  35. "Green Power Ranger Wants to Go, Go and Fight CM Punk in his UFC Debut", by Anna Fogel, NESN.com

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]