เกมจารชน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

เกมจารชน

Jarachon.gif
ออกอากาศ 16 มีนาคม พ.ศ. 2541-28 มีนาคม พ.ศ. 2548
สถานีโทรทัศน์ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5
เวิร์คพอยท์ทีวี
ผู้ดำเนินรายการ ศัลย์ อิทธิสุขนันท์ (2541-2548)
มยุรา เศวตศิลา (2541-2548)
โหน่ง ชะชะช่า (2543-2548)
เกียรติศักดิ์ อุดมนาค (2541-2543)
ผลิตโดย เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์
ระดับ ไม่มีการจัดระดับ

เกมจารชน เป็นรายการเกมโชว์ของบริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด เป็นรายการเกมโชว์ อากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2541 เวลา 22.00 น. (แทนรายการระเบิดเถิดเทิง) และยุติออกอากาศเมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2548 ปัจจุบันได้ออกอากาศรีรันทุกวันศุกร์ ทางช่องเวิร์คพอยท์ทีวี เริ่มตั้งแต่วันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2554 จนถึง วันศุกร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2557 ในเวลา 09.30 น. - 10.30 น.

เกมจารชนนับเป็นรายการแรกของเวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ ที่ได้ถูกซื้อลิขสิทธิ์จากประเทศอินโดนีเซีย[ต้องการอ้างอิง]หลังจากได้รับรางวัลเอเชี่ยน เทเลวิชั่น อวอร์ดปี 2001

ผู้ดำเนินรายการ

  1. ศัลย์ อิทธิสุขนันท์ (16 มีนาคม 2541 - 28 มีนาคม 2548)
  2. มยุรา เศวตศิลา (16 มีนาคม 2541 - 3 ตุลาคม 2541 และ 26 ธันวาคม 2541 - 28 มีนาคม 2548)
  3. เกียรติศักดิ์ อุดมนาค (16 มีนาคม 2541 - 25 มิถุนายน 2543)
  4. โหน่ง ชะชะช่า (2 กรกฎาคม 2543 - 28 มีนาคม 2548)[ต้องการอ้างอิง]

ระยะเวลาในการออกอากาศ

สถานีโทรทัศน์ที่ออกอากาศ วัน เวลา ช่วงระหว่าง
สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 จันทร์ 22.00 น. - 23.00 น.
16 มีนาคม 2541 - 28 กันยายน 2541
เสาร์ 12.00 น. - 13.00 น.
3 ตุลาคม 2541 - 30 ตุลาคม 2542
18.00 น. - 19.30 น.
6 พฤศจิกายน 2542 - 26 มีนาคม 2543
อาทิตย์ 16.00 น. - 17.00 น.
2 เมษายน 2543 - 26 ธันวาคม 2547
จันทร์ 23.00 น. - 00.00 น.
3 มกราคม 2548 - 28 มีนาคม 2548
เวิร์คพอยท์ทีวี ศุกร์ 09.30 น. - 10.30 น.
7 ตุลาคม 2554 - 28 มีนาคม 2557
ช่อง 6 10.00 น. - 11.00 น.
6 มิถุนายน - 26 ธันวาคม 2557

รูปแบบและกติกาของเกม

เลขอันตราย

ในรอบแรกจะมีผู้เข้าแข่งขันจำนวน 5 คน ซึ่งผู้เข้าแข่งขันทั้ง 5 คน จะถูกมัดเข้ากับเสาโดยสมมุติบทบาทเป็นจารชนที่ถูกจับตัวได้ เมื่อเกมเริ่มต้น ผู้เข้าแข่งขันทายตัวเลข 0-99 โดยพิธีกรจะบอกใบ้ว่าใกล้เคียงเลขอันตรายหรือไม่ ถ้าพิธีกรใบ้ว่า ตัวเลขที่ทายออกมาไม่ใช่เลขอันตรายซึ่งพิธีกรจะบอกว่ามากไปหรือน้อยไป ตัวเลขที่ทายพร้อมทั้งตัวเลขที่อยู่ในช่วงที่พิธีกรใบ้จะถูกตัดออก เช่น หากผู้แข่งขันคนแรกทายว่า 25 แล้วพิธีกรบอกว่า "น้อยไป" ตัวเลขตั้งแต่ 0-25 จะถูกตัดออก และผู้เข้าแข่งขันท่านต่อไปจะทายเลขต่อ ๆ ไปจนกระทั่งมีผู้ทายตัวเลขตรงกับเลขอันตราย หากทายตรงกับเลขอันตราย จะถูกยิงด้วยกระสุนแป้งและตกรอบทันที

ในบางกรณีที่เมื่อตัวเลขที่เหลืออยู่เหลือเพียง 2 ตัว จารชนที่เหลือทั้ง 2 คน จะเลือกหมายเลขใดหมายเลขหนึ่ง (โดยคนที่มีสิทธิ์เลือกคือคนที่มีลำดับในการเล่นเป็นคนต่อมา) และทำการเฉลยเลขในตอนท้าย ซึ่งในบางครั้งจะเหลือตัวประกันไว้ 3 คน ตามแต่สถานการณ์ (เนื่องจากหากมีมากกว่า 2 คนจึงต้องพาผู้แข่งขันคนท้ายสุดเข้ารอบ) และบางครั้ง ถ้าเหลือตัวเลขเพียง 5 ตัวเลข พิธีกรจะให้ผู้เข้าแข่งขันเลือกคนละหนึ่งตัวเลข และจะทำการเฉลยในตอนท้าย เป็นการถัวเฉลี่ยความลุ้นให้ทั่วถึง

บางเทปที่มีการออกอากาศ พิธีกรจะนำนักเรียนนักศึกษาที่มาชมในห้องส่ง (ในวันที่บันทึกเทป) มาร่วมเล่นกับผู้เข้าแข่งขันด้วยการมัดคู่กับผู้เข้าแข่งขันเพื่อร่วมชะตากรรมเดียวกัน โดยการเลือกนั้นจะขึ้นอยู่กับพิธีกรว่าให้ไปคู่กับใคร หรือไม่ก็ตามความต้องการของนักเรียนที่เข้ามาร่วมเล่นด้วย

จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งคือ การปล่อยมุกฮาโดยพิธีกรหรือสมาชิกหน่วยพิฆาตในรอบนี้ เพื่ออำผู้เข้าแข่งขัน และเป็นการลดความเกร็งจากเกม

ชิงตัวประกัน

ในช่วงที่สองของเกมผู้เข้าแข่งขันที่เหลือ 4 คนจะถูกแบ่งทีมแบ่งละ 2 ทีม ทีมละ 2 คนโดยกติกามีอยู่ว่า ให้คนในทีมเข้าไปในประตูมรณะ ส่วนอีกคนจะเลือกคำปริศนามา 1 จาก 4 คำปริศนาด้วยกัน (ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2542 และช่วงปี พ.ศ. 2545 - 2548 เพิ่มขึ้นเป็น 6 คำปริศนา) ซึ่งผู้ที่เป็นตัวประกันจะบอกโค้ดลับให้ผู้ร่วมทีมครั้งละ 1 พยางค์ (หากเกินพยางค์เดียวหรือมีหางเสียงออกมา หรือมีเสียงอื่น จะถือว่าฟาล์ว แต่บางครั้งจะไม่บอกหากตัวประกันยังคิดไม่ออก จะถือว่าไม่มีการใบ้ในโค้ดลับนั้น) คนที่ช่วยตัวประกันจะมีเวลาตอบ 5 วินาที

  • ถ้าตอบถูกต้องก็จะได้คะแนนไปโดยในโค้ดลับแรกจะมี 3 คะแนน โค้ดลับที่สองจะมี 2 คะแนน โค้ดลับที่สามจะมี 1 คะแนน
  • ถ้าหมดเวลาแล้วยังไม่สามารถตอบถูกประตูมรณะจะเคลื่อนที่ 1 ขั้น (ประตูมรณะมี 3 ระดับ) ส่วนตัวประกันจะบอกโค้ดลับอีก 1 ครั้ง และเมื่อตอบไม่ได้ในโค้ดลับสุดท้าย (โค้ดลับที่ 3) ประตูมรณะจะหนีบตัวประกัน (ในกรณีที่ทีมที่เล่นทีหลัง ไม่สามารถใบ้คำให้มีคะแนนชนะหรือเสมอทีมตรงข้าม ตัวประกันจะถูกยิง หรือประตูมรณะหนีบทันที ถึงแม้ว่าจะใบ้ไม่ครบ 3 คำใบ้ก็ตาม)

ในรอบที่ 2 คะแนนจะเป็น 2 เท่า (คือ 6, 4 และ 2 ตามลำดับ) (ในปี 2545 - 2548 จะมีรอบที่ 3 ซึ่งคะแนนจะเป็น 3 เท่าคือ 9, 6 และ 3 ตามลำดับ)[ต้องการอ้างอิง] ทีมไหนทำคะแนนน้อยกว่าหรือทำคะแนนไม่ได้เลย จะตกรอบในรอบนี้

แต่ในช่วงปลายปี 2542 ที่รายการได้ขยายเวลาออกอากาศเป็น 90 นาที และเพิ่มคำปริศนาเป็น 6 คำ ในรอบที่ 2 จะมีคะแนนเท่ากับรอบที่ 1 (3, 2 และ 1 คะแนน) แล้วรอบที่ 3 จึงมีคะแนนเป็น 2 เท่า (6, 4 และ 2 คะแนน ตามลำดับ) ทำให้คะแนนสูงสุดในรอบนี้คือ 12 คะแนน

รูปแบบแรกของเกมชิงตัวประกันผู้แข่งขันในทีมจะถูกทีมงานจับและนั่งเก้าอี้เลื่อนออกมาและถูกแต่งหน้าให้คล้ายกับถูกทำร้ายร่างกายหรือถูกแต่งตัวในรูปแบบต่าง ๆ เมื่อใบ้เสร็จก็จะเข็นกลับเข้าไป แต่เมื่อยังทายไม่ถูกตัวประกันก็จะถูกแต่งไปเรื่อย ๆ หากครบ 3 โค้ดลับแล้วยังทายคำปริศนาไม่ถูก ตัวประกันจะถูกปล่อยออกมา และหน่วยพิฆาตจะยิงกระสุนแป้งไล่หลังมาด้วย แต่ถ้าชิงตัวประกันได้สำเร็จ ตัวประกันจะทำการแกล้งหน่วยพิฆาตกลับคืน เช่น ยิงปืนกระสุนแป้ง ทำให้หน่วยพิฆาตคนใดคนหนึ่งเละหรือเละยกทีมแบบเดียวกับตนเอง (ใช้ตั้งแต่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2541 - กลางปี 2542)

อย่างไรก็ดี ภายหลังได้ปรับเปลี่ยนโดยใช้ประตูมรณะ ซึ่งมีลักษณะเป็นหนามอยู่บริเวณขอบประตู แต่ในบางครั้งจะเปลี่ยนเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์แทนการใช้หนาม โดยถ้าผู้เข้าแข่งขันไม่สามารถตอบถูกประตูมรณะจะเคลื่อนที่ 1 ขั้น (ประตูมรณะมี 3 ระดับ คือ ระยะห่าง ระยะกลาง และระยะประชิด) ส่วนตัวประกันจะบอกโค้ดลับอีก 1 ครั้ง และเมื่อตอบไม่ได้ในโค้ดลับสุดท้าย (โค้ดลับที่ 3) ประตูมรณะจะหนีบตัวประกัน (ในกรณีที่ทีมที่เล่นทีหลัง ไม่สามารถใบ้คำให้มีคะแนนชนะหรือเสมอทีมตรงข้าม ตัวประกันจะถูกประตูมรณะหนีบทันที ถึงแม้ว่าจะใบ้ไม่ครบ 3 คำใบ้ก็ตาม) เมื่อโดนประตูมรณะทับผู้ที่เป็นตัวประกันจะถูกอยู่ในสภาพของแป้งที่เลอะ (แต่บางครั้งจะโดนแป้งผสมสีหรือไข่) (ใช้ตั้งแต่ 29 พฤษภาคม 2542 - 28 มีนาคม 2548)

ในกรณีที่เสมอกัน ก็จะต้องตัดสินด้วยการวัดลูกตุ้มระเบิด โดยแต่ละฝ่ายจะต้องเลือกแท่นลูกตุ้มระเบิดของตัวเอง และฝ่ายใดที่มีลูกตุ้มระเบิดมากกว่าก็จะเป็นผู้ชนะ (ทั้งนี้ ภายในตุ้มระเบิด อาจจะมีลูกระเบิดแค่ครึ่งลูก หรือไม่มีเลยก็เป็นได้ หรือตุ้มระเบิดทั้ง 2 มีลูกระเบิด 1 ลูกเท่ากัน พิธีกรจะทำการตรวจสอบ แล้วจะมีลูกระเบิดลูกใดลูกหนึ่งที่สามารถเปิดออกมา แล้วมีลูกระเบิดขนาดเล็กซ่อนอยู่ 3-4 ลูก ทีมที่เลือกตุ้มระเบิดนี้จะชนะไป เพราะมีจำนวนลูกระเบิดมากกว่า)

แต่ก่อนที่รายการจะใช้ลูกตุ้มระเบิดในการตัดสิน ทางรายการเคยใช้ คำปริศนา ในการตัดสิน โดยจะมีคำปริศนามาทั้งหมด 2 คำปริศนา แล้วผลัดกันทายเหมือนในช่วงแรก ทีมใดมีคะแนนมากสุด ทีมนั้นจะเป็นฝ่ายชนะ และในวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2557 รายการ My Man Can แฟนฉันเก่ง ได้จำลองเอากติกาในเกมชิงตัวประกันมาเป็นหนึ่งในภารกิจในรายการอีกด้วย

จุดเด่นของรอบชิงตัวประกันคือ การแกล้งตัวประกันในแบบต่าง ๆ เช่น การหลอกถามบางอย่างเพื่อให้ตัวประกันเผลอพูดคำที่ไม่เกี่ยวข้องกับโค้ดลับออกมาซึ่งเป็นการทำให้เสียสิทธิ์โดยที่ไม่รู้ตัว และการนำอุปกรณ์ต่าง ๆ มาแกล้งตัวประกันก่อนที่จะใบ้โค้ดลับออกมา เสมือนเป็นการทำให้ผู้ชมขำขันและไม่เสียอรรถรสในการชม

ปั้นจั่นนรก

ในช่วงที่สามของเกม ผู้เข้าแข่งขันที่เหลืออยู่ 2 คน จะต้องมาแข่งขันกันเอง ซึ่งในยุคแรกของเกมนี้จะเป็นการตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องลับ ๆ ที่ไม่เคยเปิดเผยของผู้เข้าแข่งขัน (โดยในรายการเรียกว่าแฟ้มลับจารชน) โดยผู้ที่ทายแฟ้มลับนั้นตอบถูก จะเป็นคนสับคัทเอาท์ ผู้ที่เป็นเจ้าของแฟ้มจะต้องไปนั่งใต้ปั้นจั่น แต่ถ้าผู้ที่ทายแฟ้มลับนั้นตอบผิด ต้องไปนั่งใต้ปั้นจั่น และเจ้าของแฟ้มลับจะไปสับคัทเอาท์ (ใช้ตั้งแต่ 16 มีนาคม - 20 เมษายน พ.ศ. 2541) ต่อมาได้ใช้วิธีดึงดาบแทน โดยจะต้องผลัดกันเลือกฝั่งที่จะดึงดาบ ในระยะแรกนั้นมีดาบให้เลือก 10 เล่ม ภายหลังได้เปลี่ยนจากการเลือกดาบที่ละเล่ม เป็นเลือกฝั่งซ้ายหรือขวา ต่อมาเป็นฝั่งแดงกับฝั่งน้ำเงิน และสุดท้ายเป็นฝั่งเขียวกับฝั่งส้ม ซึ่งดาบจะแตกต่างกันออกไปในแต่ละครั้ง เช่น มีดปังตอ, ดาบวงพระจันทร์, ดาบท่อยาว หรือแม้กระทั่ง ดาบที่ไม่มีใบมีด (มีแต่ด้ามอย่างเดียว) ต่อมาได้มีการพลิกแพลงทำดาบในลักษณะแปลก ๆ ออกมาให้ผู้ชมได้ขำขันกัน เช่น ดาบหัวตุ๊กตา ดาบไข่ ดาบสัตว์ต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งรูปของคุณมยุราและสามี รวมถึงโลโก้รายการระเบิดเถิดเทิง (ในเทปวันที่ 24 เมษายน 2542) ก็เคยใช้เป็นดาบมาแล้ว (ใช้ตั้งแต่ 27 เมษายน พ.ศ. 2541 - 26 มีนาคม พ.ศ. 2543) ด้วยกติกาที่มีอยู่ว่าผู้เข้าแข่งขันที่แพ้ในการทายแฟ้มลับหรือดึงดาบเข้าไปนั่งใต้ปั้นจั่นที่ลอยอยู่ ส่วนผู้เข้าแข่งขันที่ชนะจะทำการเลือกคันโยกคันใดคันหนึ่งจาก 5 คันโยก ถ้าคันโยกหรือคัทเอาท์ที่เลือกนั้นโยกแล้วไม่ตรงกับที่ทีมงานได้กำหนดไว้คือรอด และกลับไปทายแฟ้มลับหรือดึงดาบกันต่อในรอบต่อไป แต่เมื่อโยกคันโยกที่ตรงกับทางทีมงานได้กำหนดไว้ ปั้นจั่นทำงาน ทำให้ผู้เข้าแข่งขันโดนปั้นจั่นทับนั่นก็คือตกรอบ โดยเมื่อโดนปั้นจั่นทับแล้ว พื้นที่ตรงเก้าอี้ที่ผู้เข้าแข่งขันนั่งจะโหลดต่ำลงไป เพื่อให้ดูเหมือนว่าโดนปั้นจั่นทับลงไป โดยผู้เข้าแข่งขันที่ถูกปั้นจั่นนรกทับจะถูกทีมงานที่อยู่ด้านหลังปั้นจั่นละเลงแป้งและผงถ่านจนมีสภาพเปรอะเปื้อน โดยเกมนี้เริ่มใช้ตั้งแต่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2541 - 26 มีนาคม พ.ศ. 2543

เหมืองมรณะ

ในปี 2543 ทีมงานได้เปลี่ยนเกมในช่วงที่สามมาเป็นเหมืองมรณะโดยผู้เข้าแข่งขันที่เหลืออยู่ 2 คนต้องเล่นเกมโดยกติกาของเกม คือ ผู้เข้าแข่งขันต้องนั่งรถเลื่อนที่ใช้ในเหมืองคือรถขนหินขนแร่ ภายหลังได้เปลี่ยนมาใช้กระป๋องเป๊ปซี่ขนาดยักษ์ จากนั้นเลือกคำถามที่มีอยู่ทั้งหมด 10 ข้อด้วยกัน โดยคำถามแต่ละแผ่นป้ายนั้นเป็นคำถามที่เกี่ยวกับความรู้ทั่วไปที่อยู่รอบตัว คำถามที่ถามจากเรื่องราวที่เป็นกระแสในขณะนั้น และคำถามที่ใช้การสำรวจแบบสอบถามทั่วไปหรือโพลซึ่งคำตอบและข้อมูลที่นำมาเป็นคำถามนั้นอ้างอิงและมาจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ เช่น นิตยสาร, เว็บไซต์หรือสำนักโพลต่าง ๆ โดยคำตอบจะมีเพียง 2 คำตอบ และมี 1 คำตอบที่ถูกต้อง เมื่อผู้เข้าแข่งขันตอบถูก รถของฝ่ายตรงข้ามจะเลื่อนลงไปในเหมือง 1 ขั้น แต่ถ้าตอบผิดรถของตนเองจะโดนเลื่อนเข้าเหมืองไป 1 ขั้นแทน จากนั้นจะผลักกันเลือกคำถามจากแผ่นป้ายที่เหลือ และทำเช่นนี้จนกว่ารถของผู้เข้าแข่งขันคนใดคนหนึ่งเข้าเหมืองไป ระดับของรถเลื่อนของแต่ละฝ่ายจะมีอยู่ทั้งหมด 3 ระดับ

ผู้เข้าแข่งขันที่ตกลงไปอยู่ในเหมืองจะถูกทีมงานละเลงแป้งและผงถ่านจนมีสภาพเปรอะเปื้อน และได้รับผลิตภัณฑ์จากทางรายการเป็นจำนวนมาก (ผู้สนับสนุนรายการในขณะนั้น เช่น สบู่วาสลีนฮาร์โมนี่) เป็นการปลอบใจ โดยเกมนี้เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2543 - 28 มีนาคม พ.ศ. 2548

รอบสะสมทองคำ

สำหรับรอบสะสมทองคำนั้นมี 1 รอบหลังจากจบการแข่งขันรอบชิงตัวประกัน แต่ในช่วงแรกของรายการจะให้ผู้ที่ชนะการแข่งขันสะสมทองคำก่อน โดยทองคำที่สะสมได้จะเป็นของผู้ที่เข้ารอบ Jackpot โดยอาจจะถูกคูณ 20 เท่าด้วย

ตามล่าเอเลี่ยน

ในเกมตามล่าเอเลี่ยนจะมีแผ่นป้ายของผู้สนับสนุนรายการ ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นแผ่นป้ายของผู้สนับสนุนหลัก (ผู้สนับสนุนหลักในการชิงโชค คือ แชมพูซันซิล) และเปลี่ยนเป็นแผ่นป้ายของผู้สนับสนุนรายการ 12 แผ่นป้ายซึ่ง 4 แผ่นป้ายจะเป็นป้ายรูปเอเลี่ยนทั้ง 4 สี อีก 8 แผ่นป้ายจะเป็นเครื่องหมายกากบาท โดยจะมีทองคำหนัก 8 บาทสะสมอยู่แล้ว ผู้เข้าแข่งขันจะต้องเปิดแผ่นป้ายเพื่อหาเอเลี่ยนให้ครบทั้ง 4 ตัว โดยแผ่นป้ายเอเลี่ยนแต่ละตัวจะมีค่าเป็นทองคำหนัก 1 บาท แต่ถ้าเปิดเจอแผ่นป้ายกากบาทก็จะไม่ได้รับอะไรในแผ่นป้ายนั้นและยังต้องเสียทองครั้งละ 1 บาท ผู้เล่นจะต้องเปิดแผ่นป้ายไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเปิดเจอเอเลี่ยนครบทั้ง 4 ตัว เกมจะจบลง โดยจะได้รับทองคำจากแผ่นป้ายเอเลี่ยน 4 บาท รวมกับจำนวนแผ่นป้ายกากบาทที่ไม่ถูกเปิด ซึ่งแต่ละแผ่นป้ายจะเปลี่ยนสภาพกลายเป็นทองคำหนัก 1 บาท แต่ถ้าหากผู้เข้าแข่งขันสามารถเปิดแผ่นป้ายเอเลี่ยนได้ครบ 4 แผ่นป้าย จะได้รับทองคำหนัก 12 บาท

โดยจะเป็นของผู้ที่ชนะการแข่งขัน และอาจจะถูกคูณในรอบโคลนนิ่งเอเลี่ยน/บิ๊กเอเลี่ยน ถ้าแจ็คพอตแตก เกมนี้เริ่มใช้ตั้งแต่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2541 - 26 มีนาคม พ.ศ. 2543

ขุมทองจารชน

ในเกมขุมทองจารชนจะมีแผ่นป้ายของผู้สนับสนุนรายการ 12 แผ่นป้ายซึ่งจะมีแผ่นป้ายผู้สนับสนุนหลัก 10 แผ่นป้ายหมายถึงได้ทองคำหนักแผ่นป้ายละ 1 บาท (ผู้สนับสนุนหลักในการชิงโชค คือ เครื่องสำอางสกาแคร์ ต่อมาเป็นรองเท้านักเรียน Pan และ Ps. Junior ชุดเครื่องนอนซาติน และยูโร่เค้ก) ส่วนป้ายหยุดมี 2 แผ่นป้าย เป็นรูปเอเลี่ยน ถ้าหากผู้เข้าแข่งขันสามารถเปิดแผ่นป้ายผู้สนับสนุนรายการได้ครบ 10 แผ่นป้าย หรือเปิดแผ่นป้ายหยุดครบ 2 แผ่นป้าย ผู้เข้าแข่งขันจะได้รับทองคำหนัก 12 บาท ถ้าหากผู้เข้าแข่งขันเปิดแผ่นป้ายเป็นแผ่นป้ายผู้สนับสนุนรายการ แล้วแผ่นป้ายต่อไปเป็นป้ายหยุด เกมจะจบลงทันทีและได้ทองคำตามที่สะสมไว้ แต่ถ้าแผ่นป้ายแรกเป็นป้ายหยุด แล้วแผ่นป้ายต่อไปเป็นแผ่นป้ายผู้สนับสนุนรายการ เกมจะจบลงทันทีและได้รับทองคำสะสมหนัก 1 บาทไปด้วย

ทั้งนี้ทองคำที่สะสมมานั้นจะเป็นของผู้ที่เข้ารอบบิ๊กเอเลี่ยน และอาจจะถูกคูณอีก 20 เท่าในรอบบิ๊กเอเลี่ยน ถ้าแจ็คพอตแตก เกมนี้เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2543 จนถึงเทปสุดท้าย ทั้งนี้ในยุคที่ชุดเครื่องนอนซาตินเป็นผู้สนับสนุนหลักของรายการ รายการจะมอบชุดเครื่องนอนซาตินคนละ 1 ชุด ให้กับผู้เข้าแข่งขัน 2 คน ที่เข้ามาในรอบสะสมทองคำ

รอบสุดท้าย

โคลนนิ่งเอเลี่ยน

ในรอบสุดท้าย (Jackpot) ของเกมจารชน จะเป็นการเปิดแผ่นป้ายรูปเอเลี่ยน โดยรูปแบบแรก (2541-2542) จะเป็นการจับคู่รูปเอเลี่ยนอยู่ 4 แผ่นป้าย โดยผู้เข้าแข่งขันต้องเลือกวางแผ่นป้ายผู้สนับสนุนรายการในเครือยูนิลีเวอร์ทั้งหมด 4 แผ่นป้าย (ผู้สนับสนุนหลักในการชิงโชค คือ ผงซักฟอกบรีส) โดยแผ่นป้ายนั้นจะมีรูปเอเลี่ยนทั้ง 4 สี (เขียว, เหลือง, แดง, น้ำเงิน) อย่างละป้าย ถ้าเปิดป้ายแล้วสีไม่ตรงกันแจ็คพอตจะไม่แตก ทั้งนี้เมื่อเปิดป้ายจับคู่เอเลี่ยนได้ถูกต้องทั้ง 4 สีจะได้รับได้รับรางวัลเป็นทองคำที่สะสมไว้ในรอบตามล่าเอเลี่ยนคูณอีก 20 เท่า โดยทองคำจะแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนละ 10 เท่า โดยจะเป็นของผู้เข้าแข่งขัน และผู้โชคดีจากทางบ้านที่มาจากการจับชิ้นส่วนนั่นเอง ในเกมนี้เคยมีผู้ทำแจ็คพอตแตก 2 ท่าน คือ สายธาร นิยมการณ์ ในปี พ.ศ. 2541 ได้รับทองคำหนัก 100 บาท และ แคทรียา อิงลิช ในปี พ.ศ. 2542 ได้รับทองคำหนัก 140 บาท อย่างไรก็ดี สกาวใจ พูนสวัสดิ์ เคยเกือบทำแจ็คพอตแตกก่อนหน้าเทปแรกที่แจ็คพอตแตก โดยเปิดได้ถูกต้อง 2 แผ่นป้าย แต่พลาดการเปิดแผ่นป้ายที่ 3 ไป สำหรับกติกาในการชิงโชคของคนทางบ้าน คือ คนที่ตกรอบเลขอันตรายจะจับชิ้นส่วนผู้โชคดีขึ้นมา 1 ชิ้นให้ผู้โชคดีรับไปก่อนทองคำหนัก 1 บาท เมื่อผู้เข้าแข่งขันที่เข้ารอบสุดท้ายสะสมทองได้เท่าไหร่ถ้าคูณทองได้สำเร็จจะได้รับทองเท่ากับผู้เข้าแข่งขันรางวัลสูงสุดอาจจะได้ทองคำหนักถึง 120 บาท แต่ถ้า 6 เดือนแจ๊คพอตไม่แตกผู้เข้าแข่งขันทั้ง 5 ท่านจะจับชิ้นส่วนขึ้นมาเมื่อแข่งจบชิ้นส่วนของผู้ที่เข้ารอบสุดท้ายจะได้รับไปเลยทองคำหนัก 120 บาททันทีส่วนชิ้นส่วนของผู้เข้าแข่งขันที่ตกรอบจะได้รับทองคำหนัก 1 บาท

บิ๊กเอเลี่ยน

ในปี 2542 ได้ปรับเปลี่ยนจากการจับคู่เอเลี่ยนมาเป็นการเรียงลำดับขนาดของเอเลี่ยนที่ปรากฏหลังแผ่นป้ายของผู้สนับสนุนรายการในเครือยูนิลีเวอร์ทั้งหมด 5 แผ่นป้ายให้ถูกต้อง (ผู้สนับสนุนหลักในการชิงโชค คือ สบู่ฮาร์โมนี) กติกาคือผู้เข้าแข่งขันจะต้องเลือกแผ่นป้าย 5 แผ่นป้ายของผู้สนับสนุนรายการมาเรียงต่อกัน เพื่อปลูกเอเลี่ยนให้โตขึ้นซึ่งจะมีแผ่นป้ายรูปเอเลี่ยนจะมีตั้งแต่แผ่นป้ายรูปเอเลี่ยนขนาดเล็กสุด จนถึงแผ่นป้ายเอเลี่ยนขนาดใหญ่สุด โดยเมื่อเลือกแผ่นป้ายผู้สนับสนุนรายการเสร็จสิ้น พิธีกรจะเปิดแผ่นป้ายจากซ้ายสุด เมื่อผู้เข้าแข่งขันสามารถเลือกแผ่นและเรียงลำดับขนาดของเอเลี่ยนได้ถูกต้องจะได้รับรางวัลเป็นทองคำที่สะสมไว้ในรอบตามล่าเอเลี่ยน (2542 - 26 มีนาคม 2543) หรือขุมทองจารชน (2 เมษายน 2543 - 28 มีนาคม 2548) คูณอีก 20 เท่า ถ้าหากเปิดได้แผ่นป้ายที่ขนาดเอเลี่ยนเล็กกว่าที่เปิดในป้ายที่ผ่านมา เกมจะจบลงทันที โดยหากทองคำที่สะสมไว้ถูกคูณ 20 เท่า ทองคำจะเป็นของผู้เข้าแข่งขัน และผู้โชคดีทางบ้านที่มาจากการจับชิ้นส่วนนั่นเอง ในเกมนี้เคยมีผู้ทำแจ็คพอตแตกเพียงท่านเดียว คือ นภคปภา นาคประสิทธิ์ ในปี พ.ศ. 2546

สำหรับกติกาในการชิงโชคของคนทางบ้าน คือ คนที่ตกรอบเลขอันตรายจะจับชิ้นส่วนผู้โชคดีขึ้นมา 1 ชิ้นให้ผู้โชคดีรับไปก่อนทองคำหนัก 1 บาท เมื่อผู้เข้าแข่งขันที่เข้ารอบสุดท้ายสะสมทองได้เท่าไหร่ถ้าคูณทองได้สำเร็จจะได้รับทองเท่ากับผู้เข้าแข่งขันรางวัลสูงสุดอาจจะได้ทองคำหนักถึง 120 บาท แต่ถ้า 6 เดือนแจ๊คพอตไม่แตกผู้เข้าแข่งขันทั้ง 5 ท่านจะจับชิ้นส่วนขึ้นมาเมื่อแข่งจบชิ้นส่วนของผู้ที่เข้ารอบสุดท้ายจะได้รับไปเลยทองคำหนัก 120 บาททันทีส่วนชิ้นส่วนของผู้เข้าแข่งขันที่ตกรอบจะได้รับทองคำหนัก 1 บาท

อ้างอิง