ฮั่ว ชวี่ปิ้ง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก ฮั่ว ชู่ปิ้ง)
เกิด [140 ปีก่อนคริสตกาล]
ตาย [117 ปีก่อนคริสตกาล]
ตำแหน่ง กวนจวิ้นโหว ( เจ้าพระยาผู้พิชิต ) 
ผู้สืบตำแหน่ง ฮั่วซั่น
ทายาท  ฮั่วซั่น(霍山 Huo Shān , later Marquess of Leping ) ,  ฮั่วอวิ๋น (霍云 Huo Yun, later Marquess of Guanyang )
เครือญาติ ฮั่วจงหรู(บิดา) 
เว่ยเส้าเอ๋อ (มารดา)
เว่ยชิง (น้า)
เว่ยจื่อฟู (น้า)
ฮั่วกวาง (น้องชายต่างมารดา)

ฮั่วชวี่ปิ้ง ( [จีน] 霍去病 Huò Qùbìng, 140 BC – 117 BC)เป็นขุนพลคู่พระทัยของ จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ เป็นบุตรชายของเว่ยเส้าเอ๋อจึงมีศักดิ์เป็นหลานของเว่ยชิงและจักรพรรดินีเว่ยจื่อฟูตลอดชีวิตรบไม่เคยแพ้ใคร [หมวดหมู่:บุคคลที่เกิด 140 ปีก่อนคริสตกาล] [หมวดหมู่:ขุนนางจีน ] [หมวดหมู่:ขุนนางสมัยราชวงศ์ฮั่น]

ในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก ชาวซยงหนูซึ่งเป็นชนเผ่าเร่ร่อนได้ทำสงครามกับจีนนับครั้งไม่ถ้วน จนมาถึงรัชสมัยของจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ได้บังเกิดจอมทัพผู้เกรียงไกรนามว่า ฮั่วชวี่ปิ้ง ผู้สยบชนเผ่าซยงหนูจนนำไปสู่การเปิดเส้นทางการค้าที่ถูกขานเรียกกันในเวลาต่อมาว่า เส้นทางสายไหม

ฮั่วชวี่ปิ้ง เป็นชาวเมืองผิงหยางซึ่งอยู่ในมณฑลส่านซี มารดาชื่อ เว่ยเส้าเอ๋อ เป็นบ่าวรับใช้ในจวนขององค์หญิงผิงหยาง ต่อมาได้รักใคร่จนถึงขั้นลักลอบได้เสียกับฮั่วจงหรู บ่าวในจวนเดียวกัน มื่อฮั่วเฉิงหยูลาออกกลับไปบ้านเดิมและแต่งงานกับผู้หญิงที่พ่อแม่หาให้ เส้าเอ๋อก็พบว่าตนเองตั้งครรภ์ซึ่งนางรู้ดีว่าบุตรที่เกิดนอกสมรสเช่นนี้ไม่อาจเรียกร้องความรับผิดชอบใด ๆ จากครอบครัวฝ่ายชายได้ โดยเฉพาะเมื่อคนรักของนางได้แต่งงานไปแล้วเช่นนี้ด้วย  นางจึงพาบุตรที่เพิ่งเกิดไปหา เว่ยจื่อฟู พี่สาวที่องค์หญิงผิงหยางประทานให้เป็นสนมของจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้
ในยามนั้น ฮั่นอู่ตี้เพิ่งครองราชย์ได้ไม่นานมีชันษาเพียงยี่สิบเศษๆ พระองค์กำลังเกิดเรื่องระหองระแหงกับเฉินเจียวฮองเฮาที่มีนิสัยหึงหวงร้ายกาจ พระองค์จึงเสด็จมาเยี่ยมพระพี่นางเพื่อหลีกหนีความวุ่นวาย และได้พบกับเว่ยจื่อฟู่ จักรพรรดิหนุ่มเกิดต้องพระทัยในตัวนางรำผู้นี้จึงได้นำนางเข้าวังไปเป็นสนมและโปรดปรานมากจนทรงแต่งตั้งให้เป็นพระสนมเอก เรื่องทั้งหมดทำให้เฉินเจียวฮองเฮาริษยาเว่ยจื่อฟู่อย่างมากจนถึงกับบุกไปทำร้ายนางที่ตำหนัก ทำให้ฮ่องเต้ทรงพิโรธจนรับสั่งให้ถอดเฉินเจียวจากตำแหน่งและนำไปไว้ยังตำหนักเย็นซึ่งจากนั้นไม่นานนางก็สิ้นชีวิตลง ส่วนเว่ยจื่อฟูนั้นต่อมาได้รับการแต่งตั้งเป็นฮองเฮาแทน 


เมื่อเว่ยจื่อฟูได้เป็นฮองเฮานั้น เว่ยชิงผู้เป็นน้องชายก็ได้เป็นที่ถูกพระทัยของพระพี่นางองค์จักรพรรดิที่ทรงเป็นม่ายอยู่จนได้เป็นสวามีของพระนาง นอกจากนี้เขายังมีฝีมือในการทำศึกจนได้รับตำแหน่งสมุหกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ความพลิกผันดังนี้ได้ทำให้สองพี่น้องสกุลเว่ยกลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลอันดับหนึ่งของแผ่นดินและฮั่วชวี่ปิ้งก็เปลี่ยนฐานะจากเด็กยากไร้กลายเป็นพระนัดดาของฮองเฮาและหลานชายของสมุหกลาโหม ทว่าฮั่วชวี่ปิ้งมิได้มีดีเพียงแค่มีป้าและน้าสนับสนุนเท่านั้น แต่เขายังเป็นนักรบเรืองฝีมือที่หาได้ยาก เมื่ออายุได้ 18 ปี ฮั่วชวี่ปิ้งได้รับตำแหน่งเป็นราชองครักษ์และในปี 123 ก่อน ค.ศ. ปีเดียวกับที่เข้ารับตำแหน่งนั้น เขาได้ติดตามเว่ยชิงผู้เป็นน้าไปทำศึกกับชนเผ่าซงหนูคู่อริสำคัญของราชวงศ์ฮั่น ซึ่งศึกนี้ถือเป็นการออกรบครั้งแรกของนายทหารหนุ่ม โดยฮั่วชวี่ปิ้งได้เป็นนายพันคุมทหารม้า 800 นาย และได้สร้างความชอบเข้าโจมตีข้าศึกที่มีกำลังมากกว่าหลายเท่าจนแตกพ่ายยับเยิน สังหารนักรบซงหนูได้กว่าสองพันคน จนสามารถกู้สถานการณ์ที่ทัพฮั่นกำลังตกเป็นรอง ให้พลิกกลับเป็นชนะได้ 
จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ทรงพอพระทัยในผลงานของนายพันหนุ่มมากจึงแต่งตั้งให้ฮั่วชี่ปิ้งเป็น กวนจวิ้นโหว (เจ้าพระยาผู้พิชิต) ครั้นต่อมา ในปีที่ 121 ก่อน ค.ศ. ฮั่วชวี่ปิ้งซึ่งมีอายุได้ยี่สิบปีได้รับมอบหมายให้คุมทหารม้าหนึ่งหมื่นนายเข้าทำศึกกับทัพซงหนูที่หลงซี ได้รับชัยชนะสังหารนักรบซงหนูได้ 8,900 คน ทั้งยังยึดได้เทวรูปมนุษย์ทองคำซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวซงหนูเคารพบูชากลับมาด้วย ต่อในฤดูร้อนของปีเดียวกันเขาก็นำทัพบุกเข้าแดนซยงหนูเป็นระยะทางกว่า 2000 ลี้ (1000  กิโลเมตร) จนถึงเขาฉีเหลียน สามารถสังหารและจับชาวซยงหนูเป็นเชลยได้หลายหมื่นคน ชัยชนะของทัพฮั่นส่งผลให้เกิดความตึงเครียดในสมาพันธ์ซยงหนู บรรดาประมุขของซงหนูกลุ่มต่าง ๆ ได้โต้เถียงกันโดยต่างฝ่ายต่างโยนความผิดให้กันว่า ไร้ความสามารถในการทำศึกจนเป็นเหตุให้ซยงหนูต้องพ่ายแพ้ จนทำให้เกิดความแตกแยกในสมาพันธ์ ครั้นถึงฤดูใบไม้ร่วงของปีนั้น หุนเสียหวางและชิวถูหวางประมุขของชาวซยงหนูสองกลุ่มจึงตัดสินใจนำนักรบสี่หมื่นคนเข้าสวามิภักดิ์


จักรพรรดิทรงมีพระบัญชาให้ฮั่วชวี่ปิ้งนำทหารหนึ่งหมื่นไปรับการสวามิภักดิ์ของประมุขทั้งสองทว่าก่อนหน้าทัพฮั่นไปถึง ทั้งสองเกิดแตกคอกันชิวถูหวางได้นำกำลังบุกเข้าสังหารหุนเสียหวางและรวมทหารของฝ่ายนั้นมาเข้ากับตน พร้อมทั้งแสดงท่าทีจะแข็งขืนเนื่องจากเห็นว่าตนมีกำลังมากขึ้น ฮั่วชวี่ปิ้งตัดสินใจนำทหารม้าห้าร้อยบุกจู่โจมถึงกระโจมประมุขของชิวถูและบังคับให้ชิวถูยอมจำนน พร้อมกับจับผู้ที่ยุยงให้เกิดการกระด้างกระเดื่องไปประหารจนหมด ซึ่งผลงานครั้งนี้ทำให้นักรบซยงหนูสี่หมื่นคนยอมสวามิภักดิ์โดยราชวงศ์ฮั่นไม่ต้องเสียเลือดเนื้อแต่อย่างใด เมื่อถึงปีที่ 119 ก่อน ค.ศ. จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ทรงมีพระบัญชาให้ระดมทหารม้าสิบหมื่นกับทหารราบสิบหมื่นแยกเป็นสองทัพให้เว่ยชิงกับฮั่วชวี่ปิ้งยกทัพบุกแดนซงหนูสองทิศทางโดยให้เว่ยชิงนำทัพสายตะวันตกส่วนฮั่วชี่ปิ้งนำทัพสายตะวันออก  ทั้งสองทัพได้รับชัยชนะบุกเข้าแดนซยงหนูเป็นระยะทางกว่าหนึ่งพันกิโลเมตร โดยเฉพาะทัพของฮั่วชวี่ปิ้งที่ได้รับชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่ สังหารข้าศึกได้หลายหมื่น จับเชลยระดับหัวหน้าเผ่าได้ 3 คน แม่ทัพนายกอง 80 คน ได้เชลยไพร่พลอีก 50,000 คน สัตว์เลี้ยงหลายแสนตัวขณะที่สูญเสียทหารฮั่นไปเพียงสองหมื่นเท่านั้น ส่วนทัพของเว่ยชิงเสียทหารไปสี่หมื่นเศษแต่ได้เชลยมาสองหมื่นคน
สงครามใหญ่ครั้งนี้ทำให้ชนเผ่าซยงหนูไม่กล้าคุกคามชายแดนฮั่นอีกเลย โดยถือเป็นการเปิดยุคที่เรียกว่า สันติภาพจีน ที่ทำให้เส้นทางการค้าสำคัญระหว่างตะวันออกกับตะวันตกปลอดภัย ด้วยการกวาดล้างข้าศึกออกจากเส้นทางการค้าที่เชื่อมระหว่างจีนกับดินแดนทางตะวันตก หรือที่เรียกว่า เส้นทางสายไหม ทำให้จีนสามารถเปิดการค้ากับดินแดนทางตะวันตกได้สำเร็จ ยังความมั่งคั่งรุ่งเรืองมาสู่จักรวรรดิอีกเป็นอันมาก
ฮั่วชวี่ปิ้งเป็นที่โปรดปรานของจักรพรรดิเป็นอย่างมาก ครั้งหนึ่งก่อนออกศึก จักรพรรดิทรงเห็นว่า แม่ทัพหนุ่มยังไม่มีครอบครัวจึงทรงพระราชทานคฤหาสน์พร้อมสาวงามชั้นสูงให้เป็นภรรยาพระราชทาน ทว่าฮั่วชี่ปิ้งกลับปฏิเสธโดยกล่าวว่า "ซยงหนูไม่สิ้น ไม่ขอถวิลมีครอบครัว" ซึ่งภายหลังคำพูดนี้ได้กลายเป็นวรรคทองที่นักรบจีนในสมัยหลังๆมักนำมาใช้กล่าวเพื่อแสดงถึงความรักชาติ นอกจากจะมีความสามารถในการนำทัพและมีวรยุทธ์สูงแล้ว ฮั่วชวี่ปิ้งยังรู้จักการใช้จิตวิทยาเพื่อผูกใจไพร่พลด้วย กล่าวกันว่า หลังจากปราบชิวถูหวางได้แล้ว ฮั่นอู่ตี้ทรงพระราชทานบำเหน็จให้ฮั่วชวี่ปิ้งทั้งยังพระราชทานสุราชั้นเลิศหนึ่งขวดให้ด้วย ฮั่วชวี่ปิ้งได้เรียกเหล่าแม่ทัพนายกองทั้งหมดมาชุมนุมที่ริมลำธารจิวฉวนและประกาศว่า “องค์จักรพรรดิทรงพระราชทานสุรานี้มาเป็นรางวัล และข้าขอให้นายทัพทุกท่านรวมทั้งไพร่พลทั้งปวงได้ร่วมดื่มสุรานี้ด้วยกัน” กล่าวจบก็เทสุรานั้นลงไปในลำธารเพื่อให้เหล่าไพร่พลได้ร่วมดื่มน้ำในลำธารที่มีสุราพระราชทานผสมอยู่ ทำให้เหล่าไพร่พลเกิดความฮึกเหิมและมีความจงรักภักดีมากยิ่งขึ้น


หลังเสร็จสงครามใหญ่กับซยงหนูในปีที่119 ก่อน ค.ศ. ฮั่วชวี่ปิ้งได้รับตำแหน่งสมุหกลาโหมคู่กับเว่ยชิงผู้เป็นน้า แต่อนิจจา! สองปีให้หลังคือในปีที่ 117 ก่อน ค.ศ. ฮั่วชวี่ปิ้งล้มป่วยลงอย่างกะทันหันเนื่องจากโรคประจำตัวที่คุกคามเขามาตั้งแต่วัยเด็กได้เกิดกำเริบขึ้น ทำให้จอมทัพหนุ่มสิ้นชีวิตลงด้วยวัยเพียง 24 ปีเท่านั้นยังความเสียพระทัยให้จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้เป็นอันมาก พระองค์ทรงโปรดให้สร้างสุสานลักษณะรูปร่างคล้ายเขาฉีเหลียนตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองเม่าหลิง ในมณฑลส่านซี ที่ด้านหน้าของสุสานมีรูปปั้นหินที่งดงามทั้งยังมีสวนรายล้อม ซึ่งปัจจุบันสุสานดังกล่าวยังคงอยู่และได้รบการทำนุบำรุงอย่างดีเพื่อเป็นสถานที่สำหรับใช้ชนรุ่นหลังได้ระลึกถึงวีรกรรมของจอมทัพหนุ่มแห่งเส้นทางสายไหมผู้นี้