อำเภอรัตนบุรี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก อ.รัตนบุรี)
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
อำเภอรัตนบุรี
แผนที่จังหวัดสุรินทร์ เน้นอำเภอรัตนบุรี
รัตนบุรี เมืองพ่อศรีนครเตา พระเจ้าใหญ่วัดเหนือ งามเหลือพระโพธิ์ศรีธาตุ ใสสะอาดห้วยแก้ว เพริดแพร้วผ้าไหม ขนมจีนถูกใจ บุญบั้งไฟตระการตา ชาวประชาน้ำใจงาม
ข้อมูลทั่วไป
อักษรไทย อำเภอรัตนบุรี
อักษรโรมัน Amphoe Rattanaburi
จังหวัด สุรินทร์
ข้อมูลสถิติ
พื้นที่ 383.812 ตร.กม.
ประชากร 94,103 คน (พ.ศ. 2560)
ความหนาแน่น 245.17 คน/ตร.กม.
รหัสทางภูมิศาสตร์ 3207
รหัสไปรษณีย์ 32130
ที่ว่าการอำเภอ
ที่ตั้ง ที่ว่าการอำเภอรัตนบุรี ถนนศรีนคร ตำบลรัตนบุรี อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ 32130
พิกัด 15°19′13″N 103°51′25″E / 15.32028°N 103.85694°E / 15.32028; 103.85694
หมายเลขโทรศัพท์ 0 4459 9220
หมายเลขโทรสาร 0 4459 9220

สารานุกรมประเทศไทย ส่วนหนึ่งของสารานุกรมประเทศไทย

รัตนบุรี เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดสุรินทร์ มีเจ้าเมืองคนแรกคือ หลวงศรีนครเตาท้าวเธอ (เชียงสีหรือตากะอาม)ซึ่งเป็นชาวกูยและเมืองรัตนบุรียังมีประวัติศาสตร์และประเพณียาวนานกว่า 200 ปี

อำเภอรัตนบุรี ถือว่าเป็นอำเภอเดียวในจังหวัดสุรินทร์ ที่ประชากรส่วนมากพูดภาษาลาว มากกว่าภาษาเขมรหรือส่วย ซึ่งชาติพันธุ์ลาวได้อพยพเข้ามาอยู่ในแถบเมืองรัตนบุรีเมื่อราวสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่3

ประมาณปี พ.ศ. ๒๒๖๐ พวกส่วยซึ่งอยู่ในอัตปือแสนแป ใกล้ๆ กับนครจำปาศักดิ์ คงจะเป็นพวกทหารในบังคับบัญชาของหัวหน้าเผ่าลาวอีกเผ่าหนึ่ง ชื่อ ขุนเจือง (มิใช่ท้าวฮุ่ง ท้าวเจือง) คนเผ่านี้เป็นเผ่านักรบ ชอบอิสระ ไม่ชอบให้เผ่าอื่นใดมาครอบครอง การรบส่วนมากใช้ช้าง เพราะพวกนี้มีความชำนาญในเรื่องช้างมาก ถึงกลับใช้หลังช้างเป็นที่อยู่และเป็นพาหนะด้วย ต่อมาเมื่อขุนเจืองสิ้นชีพลง อำนาจของส่วยก็เสื่อมลงไปด้วย พวกส่วยจึงหาทางหนีจากที่เดิมไปหาที่อยู่ใหม่ (บางฉบับว่าหนีเข้าสู่ประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. ๒๑๙๙ – ๒๒๓๑) พวกส่วยได้มุ่งหน้าสู่ฝั่งขวาแม่น้ำโขง ณ บริเวณอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี  ในปัจจุบัน ที่ตรงนี้เป็นที่แม่น้ำมูลไหลลงสู่แม่น้ำโขง (แต่ปากแม่น้ำมูลตอนนี้อยู่ในเขตประเทศลาว) พวกส่วยข้ามโขงมาจากฝั่งใต้ของแม่น้ำมูล เพื่อนำกองคาราวานข้าม เลือกได้บริเวณกว้างที่สุดแต่น้ำตื้น คือ ที่อำเภอพิบูลมังสาหาร แม่น้ำตอนนี้ส่วยเรียกว่า “กะชัญปื้ด” (งูใหญ่) แต่เพี้ยนมาเป็น “แก่งสะพือ” เมื่อข้ามแม่น้ำมูลได้แล้ว ชาวส่วยได้ข้ามมาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ คงจะเดินทางข้ามแม่น้ำมูลจนมาถึงแม่น้ำสายหนึ่ง คือ ลำโดม (ภาษาส่วยเรียกว่า โตมะ ท่าน้ำ) กองคาราวานได้มุ่งหน้ามาถึงเขตอำเภอวารินชำราบ ในปัจจุบันเป็นชื่อตำบลหนึ่งว่า “โกนจอ” (ลูกหมา) และจนมาถึงตำบลหนึ่งเรียกว่า “จะละแมะ” (อีเห็น) แต่บางท่านอธิบายว่า คำนี้อาจจะเพี้ยนมาจากคำว่า “แจะละแม” ซึ่งแปลว่าลองชิมดูซิ (การเอามือไปแตะเกลือหรือน้ำตาล หรือ เอาอาหารอื่นใดมาแตะที่ลิ้นภาษาถิ่นอิสานเรียกว่า แจะ) สถานที่ที่มีชื่อต่างๆ เหล่านี้ เข้าใจว่าจะเป็นที่พักอยู่นานพอสมควร คำส่วยจึงตกอยู่ที่นั้น จากที่กองคาราวานได้เปลี่ยนเส้นทางสู่ทิศตะวันตกเฉียงใต้สู่จังหวัดขุขันธ์ คือศรีสะเกษ ในปัจจุบันมาถึงตำบลเจียงอี (ช้างป่วย) ในเขตอำเภอเมืองศรีสะเกษ คงได้หยุดพักนานพอสมควร ต่อจากนั้นได้มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ โดยได้แยกกันออกเป็นหลายพวก แต่ละพวกมีหน้าที่ควบคุมมา และตั้งถิ่นฐาน ดังนี้

พวกที่ ๑  มาตั้งถิ่นฐานที่บ้านเมืองที (บ้านเมืองที ตำบลเมืองที อำเภอเมืองสุรินทร์) หัวหน้ากลุ่มชื่อ  

“เชียงปุม”

พวกที่ ๒  มาตั้งถิ่นฐานที่บ้านกุดหวาย (ตำบลรัตนบุรี อำเภอรัตนบุรี) หัวหน้ากลุ่มชื่อ “เชียงสี”

พวกที่ ๓  มาตั้งถิ่นฐานที่บ้านเมืองลีง (เขตอำเภอจอมพระ) หัวหน้ากลุ่มชื่อ “เชียงสง”

พวกที่ ๔  มาตั้งถื่นฐานที่บ้านโคกลำดวน (เขตอำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ) หัวหน้ากลุ่มชื่อ         “เชียงขัน หรือ ตากะจะ”

พวกที่ ๕  มาตั้งถิ่นฐานที่บ้านอัจจะปะนึง หรือ “โคกอัจจะ” (เขตอำเภอสังขะ) หัวหน้ากลุ่มชื่อ      

“เชียงฆะ”

พวกที่ ๖  มาตั้งถิ่นฐานที่บ้านกุดปะไท (บ้านจาระพัตร อำเภอศีขรภูมิ) หัวหน้ากลุ่มชื่อ “เชียงชัย”

บางแห่งบอกว่ามี ๔ ไม่มีเชียงสง และเชียงขัน บางแห่งบอกว่ามีเชียงขันเป็นหัวหน้ากลุ่มตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านลำดวน ตามประวัติเมืองสุรินทร์ จะอย่างไรก็ตามในที่นี่จะมุ่งเน้นเฉพาะทางเมืองรัตนบุรี เท่านั้นเพื่อให้ประวัติเด่นชัดขึ้น

ส่วนเชียงสีได้แยกจากพวกที่ตำบลเจียงอีแล้ว ก็นำคณะมุ่งตรงสู่ทิศตะวันตก ผ่านตำบลตำแย ข้ามลำห้วยทับทันถึงบ้านดงไม้หลี่ (บ้านธาตุ) เห็นว่าทำเลเหมาะพอพักได้ ประกอบกับเป็นบ้านร้าง มีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์จึงได้พักอยู่ที่นั่นเป็นเวลานานพอสมควร ต่อมาเห็นว่าบริเวณดังกล่าวมีที่คับแคบ แหล่งน้ำที่จะอาศัยในการเพาะปลูกมีน้อย จึงนำคณะออกจากบ้านดงไม้หลีกไปทางทิศตะวันตกต่อไป ผ่านลำห้วยแก้วถึงบ้านกุดหวายเห็นมีแหล่งน้ำหลายแห่ง เช่น

๑.  ลำห้วยแก้ว เกิดจากมีป่าไม้แก้ว น้ำใสสะอาด มีสัตว์ป่าชุกชุม

๒.  ปลักเซียงโด

๓.  ปลักหิน

๔.  ปลักพลับพลา

๕.  ปลักม่วง

๖.  ปลักไผ่

๗.  ปลักหินล้ม

๘.  ปลักค้อ

๙.  ปลักโพธิ์

๑๐.  ปลักดัง

๑๑.  ปลักเดื่อ

๑๒.  ปลักหมากยาง

๑๓.  ปลักแคน

๑๔.  ปลักหัวคว่ำ

๑๕.  ปลักหมา

๑๖.  แม่น้ำมูลซึ่งอยู่ไกลออกไปทางทิศตะวันตกและทิศเหนือประมาณ ๑๒ กิโลเมตร

๑๗. ห้วยไผ่ซึ่งอยู่ไกลออกไปทางทิศตะวันตกและทิศเหนือประมาณ ๙ กิโลเมตรและรอบๆบ้านกุดหวายมีน้ำซึมซับตลอดเวลา เป็นทำเลที่เหมาะสมกับการสร้างบ้านแปงเมืองประกอบกับมีป่าอุดมสมบูรณ์เต็มไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิด ซึ่งเหมาะกับอาชีพของตน เพราะโดยปกติอาชีพของคนกลุ่มนี้คือจับสัตว์ป่าไปขาย และทำนาทำไร่เลี้ยงชีพ

ลุถึง พ.ศ. ๒๓๐๒ สมัยกรุงศรีอยุธยา ในรัชกาลของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑๓ พระที่นั่งสุริยา-  มรินทร์(พระเจ้าเอกทัศน์) เกิดช้างเผือกแตกโรงออกจากเมืองหลวง เข้าไปทางทิศตะวันออก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดฯ ให้เจ้าสองพี่น้องกับไพร่พล ๓๐ นาย ออกติดตามมาถึงเมืองพิมายและได้ทราบจากเจ้าเมืองพิมายว่า ในดงริมเขามีส่วยซึ่งชำนาญในการจับช้างและเลี้ยงช้างอยู่ หากสืบหาจากพวกส่วยนี้จะทราบเรื่อง เจ้าสองพี่น้องกับไพร่พลจึงติดตามไปในสมัยนั้นเชียงสีได้ไปทำไร่ในดงแสนตอ หรือ ดงขมิ้น (อยู่ติดเขตอำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์) เมื่อเลิกจากการทำไร่ ท่านก็กลับมาบ้านกุดหวายตามเดิม ซึ่งเป็นอาชีพทำตามปกติ นอกจากจับสัตว์ป่า และคล้องช้างเมื่อสองพี่น้องตามช้างมาถึงดงแสนตอ ได้ทราบว่าเชียงสีเป็นหัวหน้ากลุ่มคนมาทำไร่อยู่ที่นั่นจึงเข้าไปพบ สืบถามเรื่องช้างเผือกก็ได้ทราบว่าเห็นผ่านไปหลายวันแล้ว จึงขอผูกมิตรและขอร้องให้ช่วยตามช้างด้วย ซึ่งเชียงสีให้ความร่วมมือด้วยดี และได้พาขุนนางผู้ใหญ่ เจ้าสองพี่น้องไปพบกับพวกพ้องทั้ง ๔ คนคือ เชียงปุม (อายุมากกว่าเพื่อนและรู้ภาษาไทยดี) เชียงชัยและเชียงฆะ เชียงขัน คณะทั้งหมดได้วางแผนติดตามหาช้างเผือก (แต่ในพงศาวดารภาค ๔ ชื่อหัวหน้าส่วยปรากฏว่าเป็น “ตากะจะ” ส่วนเชียงขัน เชียงปุม เชียงฆะและเชียงสี พงศาวดารเรียกคนเหล่านี้ว่า เขมร ส่วยป่าดง) การเดินทางไปพบหัวหน้าส่วยนั้นเชียงสีและเจ้าสองพี่น้องพร้อมคณะได้ไปสอบถามชาวบ้านไปเรื่อยๆ ไปพบพระที่วัดแห่งหนึ่ง ซึ่งท่านกำลังลงจากโบสถ์ เชียงสีจึงถามว่า “มัดโต เห็นมัดตีนมาทางนี่บ่อ” พระท่านตอบว่า “เห็นแต่บักเสื่องหำ มากินบักเสื่องดอก หากคิดออกหาได้บ่อนาน สองพลายสารขนขาวทั้งคู่” ความหมายมีดังนี้

มัดโต หมายถึง พระห่มผ้ารัดอก

มัดตีน หมายถึง ช้างใส่ปลอกขา

แมงเสื่องหำ หมายถึง ช้าง เพราะช้างไม่มีอัณฑะ

แมงเสื่องดอก หมายถึง ขนุน

เมื่อพบหัวหน้าทั้งหมดแล้ว เชียงฆะได้แจ้งแก่เจ้าสองพี่น้องและคณะว่า พบช้างพลายที่งา มีเครื่องประดับนำช้างมาเล่นน้ำที่หนองโชคในตอนบ่ายๆ ทุกวัน ทั้งหมดจึงไปที่หนองโชค เมื่อไปถึงก็คอยดูโขลงช้างที่จะมาเล่นน้ำ เมื่อถึงเวลา โขลงช้างประมาณ ๕๐ – ๖๐ เชือก ก็พากันมาลงเล่นน้ำ ทีแรกไม่ทราบว่าเครื่องไหนเป็นช้างเผือก เพราะช้างเล่นคลุกโคลนตมดำเต็มตัว จึงเหมือนกันหมดโขลง พอช้างลงเล่นน้ำ ช้างเผือก ๒ เชือกก็ปรากฏทันที เชียงสีกับพวกจึงใช้พิธีกรรมทางไสยศาสตร์จับช้าง แล้วร่ายคาถาว่า

บทที่  ๑  ว่า  “อิมัง ตันติง ปะหะริตตะวา เมตตา คาถายัง อิมัสสะมิง มันเต วุตเต นิวัตติตตะวา โอโลเกตุมปิ อะสักโกนตา หัตถี ปะลายันติ”

บทที่  ๒  ว่า  “อิมัง ตันติง ปะหะริตตะวา อิมัสสะมิง มันเต วุตเต นิวัตติตตะวา ปัจฉะโต โอโลเกนตา หัตถี ปะลายันติ”

เมื่อช้างป่า ช้างบริวารพากันหนีออกไปแลหน้ามองหลังอยู่ ช้างเผือก ๒ เชือกก็กำลังจะตามโขลงช้างไป เชียงสีจึงร่ายมนต์ใส่ลำอ้อยดำ ๒ ท่อน ให้ช้างเผือกกินกำกับด้วยคาถาว่า

“อิมัง ตันติง ปะหะริตตะวา เมตตา กะรุณา มุทิตา อุเบกขา คาถายัง อิมัสสะมิง มันเต วุตเต หัตถี ยูถะปะติ ปิฏฐิง อุปปนาเมนโต อาคัจฉถาติ”

แล้วก็ส่งท่อนอ้อยให้ช้างพลายทั้งสองเชือกกิน และประกอบพิธีประกำคล้องช้างเพิ่มเติม เมื่อช้างทั้งสองเชือกได้กินท่อนอ้อยเกิดน้ำตาไหลซึม แลหน้ามองหลังด้วยความเป็นห่วงโขลงช้างบริวาร แต่ด้วยอำนาจพระคาถาและผีประกำ จึงหันหน้ามาหมอบต่อหน้าเชียงสีและคณะ และสามารถจับช้างเผือกได้เป็นอันเสร็จภารกิจ

เมื่อเจ้าสองพี่น้องและคณะจับช้างได้แล้ว ได้พากันมาที่บ้านเชียงไชย ได้เวลาสมควรก็อำลากลับ ก่อนกลับได้สั่งพวกทั้งหกว่า ขอให้ไปเยี่ยมบ้างในฐานะเพื่อนฝูงกัน เราจะกราบทูลพระเจ้าอยู่หัวให้ทรงทราบ เพื่อจะได้โปรดฯ พระราชทานความชอบให้ ทั้งหกรับคำและลาจากกัน โดยมีเชียงสีตามส่งจนพ้นเขตแดนเมืองพิมายตามลำดับ

พอรุ่งขึ้นประมาณ พ.ศ. ๒๓๐๓ - ๒๓๐๔ เพื่อนทั้งหกจึงปรึกษาหารือกัน และตกลงจะไปเยี่ยม เจ้าสองพี่น้อง โดยแต่ละคนหาของฝากตามที่หาได้ในท้องถิ่นของตนดังนี้

๑.  เชียงปุม  บ้านเมืองที  ได้หวาย ๓ โค้ง (โค้ง ๓ หวาย)

๒.  เชียงสี  บ้านกุดหวาย  ได้เต่า ๒ ตัว (ตะกุปตะกับ ๒) และมีดอีโต้ ๑ เล่ม

๓.  เชียงพัน  บ้านลำดวน  ได้ตะกวด (แลน) ๔ ตัว (ละอองละแอง ๔)

๔.  เชียงไชย  บ้านจารพัตร  ได้ไก่ฟ้า  ๒ ตัว (ตรวยฟ้า ๒)

๕.  เชียงฆะ  บ้านอัจจะปะนึง  ได้น้ำผึ้ง ๒ กระบอก (ละหวี่ละวอน บั้ง ๕) พร้อมด้วยยางสน

๖.  เชียงสง  บ้านเมืองลีง  ได้ไต้ ๓ มัด (ลึม ๓ มัด) มัด ๑ มี ๑๐ เล่ม เรียกว่า ๑ ลึม)

ไม่ปรากฏว่า ตากะจะและเชียงขัน หลักฐานในประชุมพงศาวดาร เล่ม ๓ พ.ศ. ๒๕๐๖ หน้า ๑๙๘ มีผู้ได้รับพระราชทานแต่งตั้งเป็นหลวงมี ๕ คน คือ ตากะจะ เชียงขัน เชียงฆะ เชียงปุม เชียงสี ขัดกับผู้นำสิ่งของไปฝากเจ้าสองพี่น้อง ๖ คน ซึ่งไม่มีชื่อในการพระราชทานยศศักดิ์ คือ เชียงสง เชียงไชย จะอย่างไรก็ตาม ผู้ต้องการทราบรายละเอียดในเรื่องนี้ พึงศึกษาเพิ่มเติม เพราะการเขียนประวัติรัตนบุรี จะเน้นเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับเมืองรัตนบุรีเท่านั้น

เมื่อไปถึงกรุงศรีอยุธยา เจ้าสองพี่น้องได้นำเพื่อนทั้ง ๖ คน เข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นบุคคลเหล่านี้มีความชอบต่อบ้านเมืองจึงพระราชทานยศถาบรรดาศักดิ์ทุกคน

สำหรับเชียงสี ได้รับพระราชทานยศถาบรรดาศักดิ์เป็น หลวงศรีนครเตาท้าวเธอ และยกบ้านกุดหวายเป็นเมืองเตา (ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๓ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อเป็นเมืองรัตนบุรี เพราะทรงเห็นว่า เมืองนครเตา ตั้งอยู่ในป่าไม้แก้วมีลำห้วยไหลผ่านน้ำใสเหมือนแก้ว) ให้ขึ้นตรงต่อเมืองพิมาย มีอาณาเขตปกครองดังนี้

ทิศเหนือจรดเมืองทุ่ง (สุวรรณภูมิ) มีแม่น้ำมูลเป็นเขตแดน

ทิศใต้จรดหลักหินภูดิน

ทิศตะวันออกจรดลำห้วยทับทัน

ทิศตะวันตกจรดดงแสนตอ (ดงขมิ้น) เขตแดนอำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์

หลวงศรีนครเตาท้าวเธอ ได้รับราชการสนองพระเดชพระคุณด้วยความจงรักภักดี มีวิริยะอุตสาหะมาโดยตลอดช่วยราชการสงครามต่อต้านศัตรู ได้รับชัยชนะตามวิสัยของชายชาตินักรบ ได้ออกเยี่ยมเยียนประชาชนในเขตการปกครอง เช่น ที่บ้านโคกหนองสนม ประชาชนให้ความเคารพนับถือมากถึงกับสร้างอนุสรณ์สถานเป็นเกียรติ ไว้ในวัดธาตุบ้านสนม ในนามศาลเจ้าพ่อศรีนครเตา ปรากฏมาจนถึงปัจจุบัน และที่บ้านดงไม้หลี่ ก็เช่นเดียวกัน

ในที่สุดด้วยความจงรักภักดีต่อบ้านเมือง มีความชอบและได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ เลื่อนยศถาบรรดาศักดิ์เป็น “ พระศรีนครเตาท้าวเธอ ” เจ้าเมืองรัตนบุรี จนถึงวาระ

ต่อมาในสมัยกรุงธนบุรีเมืองรัตนบุรีเป็นเมืองจัตวาเพราะขึ้นต่อเมืองพิมายที่เป็นเมืองตรี ซึ่งเจ้าเมืองก็ได้ปกครองบ้านเมืองด้วยความสงบสุขตลอดมา โดยได้ช่วยราชการสงครามในช่วงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์ สร้างกรุงธนบุรีเป็นราชธานี ซึ่งเกิดจากการก่อกบฏเวียงจันทน์ เพราะกรุงวียงจันทน์นั้น เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียให้แก่พม่าก็ตั้งตนเป็นอิสระไม่ขึ้นกับพม่าตามกรุงศรีอยุธยา และให้ความจงรักภักดีต่อไทยและราชวงศ์พลูหลวงเท่านั้น เพราะเคยถือน้ำพิพัฒน์สัตยาและส่งต้นไม้เงินไม้ทองมาหลายปี แต่เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินได้สถาปนากรุงธนบุรีเป็นเมืองหลวง และประกาศอิสรภาพในแผ่นดินสยามแล้ว ทางเวียงจันทน์ก็เกิดปัญหาในการรับรององค์กษัตริย์องค์ใหม่ของกรุงสยาม ปรากฏว่า เสียงของขุนนางผู้ใหญ่แตกเป็น ๒ ฝ่าย

ฝ่ายที่ ๑ มีพระวรราชศักดิ์ เป็นหัวหน้า เห็นควรรับรองสมเด็จพระเจ้าตากสิน เพราะเป็นไทยและมีรัฐบาลถูกต้องแล้ว ส่วนพม่านั้นแม้เวลานั้นจะยึดครองเชียงใหม่ไว้และอยู่ใกล้แค่เอื้อมก็ตาม ก็ถือเป็นศัตรูไม่ใช่มิตร

ฝ่ายที่ ๒ ไม่ทราบว่าใครเป็นหัวหน้า และเจ้าเวียงจันทน์ก็เห็นชอบ (เจ้าศิริบุญสาร)

ดังนั้น วงการเมืองของเวียงจันทน์จึงแตกแยกกันและรุนแรงขึ้นทีละน้อยๆ พระวรราชศักดิ์จึงพาลูกน้องของตนหนีจากเวียงจันทน์ข้ามสู่ฝั่งไทย เมื่อเป็นเช่นนี้ทางเวียงจันทน์ก็ประกาศว่า พระวรราชศักดิ์เป็นกบฏจึงสั่งกำลังติดตามจับกุม เกิดการต่อสู้อยู่หลายครั้ง พระวรราชศักดิ์สู้ไม่ได้ก็หนีลงทางตะวันตกเฉียงใต้ตามลำน้ำโขง จนถึงนครจำปาศักดิ์ได้เข้าพึ่งอิทธิพลของนครจำปาศักดิ์เมืองหลวงของลาวฝ่ายใต้ กองทัพเวียงจันทน์ยังไม่ลดละติดตามต่อไปอีก พระวรราชศักดิ์จึงมุ่งหน้าเข้าสู่ไทย ตามเส้นทางที่พวกส่วยเคยข้ามมาแล้ว และมีใบขอความช่วยเหลือไปยังกรุงธนบุรี

ทางฝ่ายกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินทางเห็นว่าเวียงจันทน์สบประมาทมากที่ส่งกองทัพมาถึงชายแดนไทย จึงส่งกองทัพไปตีเวียงจันทน์ ในการสงครามครั้งนั้นพระศรีนครเตาท้าวเธอได้มีบทบาทมาก เพราะได้ร่วมกองทัพกับกองทัพหลวงแห่งกรุงธนบุรี ซึ่งมีสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกและพระยาสุรสีห์เป็นแม่ทัพหลวง เวียงจันทน์ยอมแพ้ และขึ้นตรงต่อกรุงธนบุรี

พอถึงสมัยกรุงเทพมหานคร เมืองรัตนบุรีไม่ค่อยปรากฏในการทำสงคราม คงเป็นเพราะครั้งหนึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงมีราชสาส์นถึงเมืองอุบลให้เกณฑ์ทัพไปช่วยเมืองเชียงใหม่ ปรากฏว่าพระราชสาส์นนั้นล่าช้าระหว่างทาง เป็นเหตุให้เมืองอุบลไปไม่ทันทัพหลวง จึงทรงกริ้วเป็นอย่างยิ่ง ให้ไต่สวนตามรายทาง ทรงทราบแน่ชัดว่าสูญหายตกหล่นที่เมืองรัตนบุรี จึงโปรดเกล้าฯ ให้ลงอาญาแก่พระศรีนครเตาท้าวเธอด้วยการผ่าอกมิให้เป็นเยี่ยงอย่างสืบไป รองเจ้าเมืองรัตนบุรีอยากเป็นเจ้าเมืองเองจึงล่อลวงภรรยาของท่านแอบเปิดเอกสารออกดู ทำให้พระศรีนครเตาท้าวเธอต้องพระราชอาญา

พงศาวดารอีกสายหนึ่งกล่าวไว้ว่า พระศรีนครเตาเมื่อได้รับทราบจึงได้หนีพระราชอาญาไปบวชที่บ้านยางกระจับ เปลี่ยนชื่อเป็นหลวงตาเมือยและมรณภาพในสมณเพศนั่นเอง บางสายบอกว่าก่อนที่พระศรีนครเตาท้าวเธอจะต้องโทษ ได้ทราบความจริงว่าถูกกลั่นแกล้งจากลูกน้องของตน เพราความอิจฉาริษยา (ซึ่งมีมาถึงปัจจุบันนี้) ได้สาปไว้ว่า “มันผู้ใดเมื่อมาอยู่เมืองรัตนบุรี หากไม่รักเมืองรัตนบุรี ทุจริตประพฤติมิชอบเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนขอให้มีอันเป็นไป”

เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๒๙ รัชกาลที่ ๑ โปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อเมือง ปทายสมันต์ เป็นเมืองสุรินทร์และโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าเมืองพิมายแบ่งอาณาเขตให้เมืองสุรินทร์ ดังนี้

ทิศเหนือ  จรดลำห้วยพลับพลา

ทิศตะวันออกเฉียงเหนือติดต่อกับแขวงเมืองรัตนบุรี  ตั้งแต่หลักหินทิศตะวันออกบ้านโพนงอยถึงบ้านโคกหัวลาว และต่อไปยังบ้านโนนเปือยตามคลองห้วยถึงบ้านนาดี บ้านสัจจังบรรจงไปทางตะวันออกถึง       ห้วยทับทัน

ทิศตะวันตก  ถึงลำห้วยตะโกง มีบ้านกก บ้านโคกสูง แนงทม สองชั้นและห้วยราช

ทิศใต้  มิได้บอกไว้ เพราะหัวเมืองเขมรบางส่วนอยู่ในการปกครองของไทย

จึงเป็นอันว่า เมืองรัตนบุรีถูกแบ่งเขตแดนออกไป (ในพื้นที่อำเภอชุมพลบุรี อำเภอท่าตูม) แต่ยังมีบ้านหนองบัว บ้านม่วงมูล ยังขึ้นตำบลน้ำเขียว ซึ่งต่อมาในปี ๒๔๘๔ ทางราชการได้โอนขึ้นอำเภอท่าตูม เหตุเพราะระยะทางจากอำเภอท่าตูม ถึงเขตอำเภอรัตนบุรี ๑๘ กิโลเมตร และบ้านโกส้มตั้งอยู่ กม. ที่ ๙ เป็นจุดที่อยู่กึ่งกลางพอดีเมื่อมีการแบ่งเขตแดนอีกโดยยึดลำห้วยไผ่เป็นเขตแดน บ้านหนองบัว บ้านม่วงมูลจึงอยู่ในเขตอำเภอท่าตูมตั้งแต่บัดนั้น

หลังจากสิ้นพระศรีนครเตาท้าวเธอแล้วเมืองรัตนบุรีก็มีเจ้าเมืองปกครองตามลำดับดังนี้

๑. พระศรีนครชัย (บุญจันทร์) มีนิวาสอยู่ในคุ้มตะวันออก

๒. พระศรีนครชัย (พวน) มีนิวาสสถานอยู่คุ้มกลาง ท่านพร้อมด้วยญาติได้บริจาคที่ดินสร้างวัดกลางเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๘๖

๓. เจ้าเมืองโคตร บุตรของพระศรีนครชัย (พวน)

พ.ศ. ๒๔๒๔ เมืองรัตนบุรี ได้แยกออกจากเมืองพิมายและขึ้นตรงกับมณฑลนครราชสีมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาอำมาตย์ยาชัยดี (หรุ่น ศรีเพ็ญ) ออกไปเป็นข้าหลวงหัวเมืองลาวดูแลราชการหัวเมืองตะวันออก พร้อมด้วยข้าราชการหลายนาย ตั้งสถานที่ว่าราชการที่นครจำปาศักดิ์ เหตุการณ์ทางเมืองรัตนบุรีเกิดขึ้น คือ หลวงจินดานุรักษ์ บุตรพระศรีนครชัยคนเก่า กรมการเมืองรัตนบุรีได้เอาบัญชีหางว่าวกรมการชุนหมื่นตัวเลขพระศรี-นครชัยคนเก่าซึ่งตั้งอยู่ ณ บริเวณบ้านโคกหนองสนม แขวงเมืองรัตนบุรี รวม ๕๐๐ คน เศษมาร้องทุกข์

ฯ พณ ฯ ลูกขุน ณ ศาลา ว่าพระศรีนครชัยเจ้าเมืองรัตนบุรีคนใหม่กดขี่ข่มเหงรับความเดือดร้อน     จะขอสมัครขึ้นอยู่กับเมืองสุรินทร์ จึงมีตราโปรดเกล้าฯ ให้พระยาสุรินทร์ภักดี (ม่วง) รับหลวงจินดานุรักษ์และขุนหมื่นตัวเลขให้ทำราชการขึ้นกับเมืองสุรินทร์

พระยาสุรินทร์ภักดี จึงตั้งให้หลวงจินดานุรักษ์เป็นที่พระภักดีพัฒนาการควบคุมสำมะโนครัวตัวเลก เสียส่วยขึ้นต่อเมืองสุรินทร์ ตั้งอยู่ ณ บ้านโคกหนองสนม ต่อมาเมืองสุรินทร์ได้มีใบออกตั้งบ้านโคกหนองสนมเป็นเมืองสนม

ในปี พ.ศ. ๒๔๓๓ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริว่า การปกครองดินแดนหัวเมืองอีสาน เท่าที่เป็นอยู่ห่างพระเนตรพระกรรณอยู่มาก ทั้งยังห่างไกลความเจริญ และการปกครองในสมัยนั้นดินแดนอินโดจีนกำลังถูกคุกคามจากมหาอำนาจซึ่งว่าเมืองขึ้นโดยรอบ จึงต้องมีการจัดรูปแบบการปกครองใหม่ คือ แบ่งหัวเมืองภาคอีสานออกเป็นกองๆ แล้วรวมหัวเมืองเอก โท ตรี จัตวา เข้าด้วยกันแบ่งออกเป็น      ๔ กองใหญ่มีข้าหลวงกำกับการปกครองกองละ ๑ คน โดยมีข้าหลวงใหญ่กำกับราชการอยู่ที่เมืองจำปาศักดิ์ ๑ คน เพื่อทำนุบำรุงดูแลบ้านเมืองให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น หัวหน้าที่แบ่งเป็น ๔ กองใหญ่ มีดังนี้

๑. หัวเมืองฝ่ายตะวันออก ให้รวมหัวเมืองเอก ๑๑ หัวเมือง กับหัวเมืองโท ตรี จัตวา ซึ่งขึ้นรวมอยู่ในการปกครองหัวเมืองเอกนั้นๆ มาก่อน ๒๖ หัวเมืองจึงรวมเป็น ๓๗ หัวเมือง หัวเมืองเอกได้แก่ เมืองจำปาศักดิ์ เมืองเชียงแตง เมืองแสนปาง เมืองสีทันดร เมืองอัตตะปือ เมืองสาระวัน เมืองคำทองใหญ่ เมืองสุรินทร์     เมืองสังขะ เมืองขุขันธ์ เมืองเดชอุดม ขึ้นตรงต่อกรุงเทพ ส่วนหัวเมืองโท ตรี จัตวา ขึ้นกับหัวเมืองเอก

๒. หัวเมืองลาวฝ่ายตะวันออกเฉียงเหนือ ให้เมืองเอก ๑๒ หัวเมือง และหัวเมืองโท ตรี จัตวา ซึ่งขึ้นกับหัวเมืองเอก ๒๙ หัวเมือง รวมเป็น ๔๑ หัวเมือง หัวเมืองเอก ๑๒ หัวเมือง คือ เมืองอุบลราชธานี เมืองกาฬสินธุ์ เมืองสุวรรณภูมิ เมืองมหาสารคาม เมืองร้อยเอ็ด เมืองภูแล่นช้าง เมืองกมลาสัย เมืองเขมราชธานี เมืองยโสธร เมืองสองคอนดอนดง เมืองนอง และเมืองศรีสะเกษ ขึ้นตรงต่อกรุงเทพมหานคร ส่วนหัวเมืองโท ตรี จัตวา ให้ขั้นกับหัวเมืองเอก

๓. หัวเมืองลาวฝ่ายเหนือ ให้รวมหัวเมืองเอก ๑๖ หัวเมือง กับหัวเมืองโท ตรี จัตวา ๓๘ หัวเมืองรวมเป็น ๕๔ หัวเมือง หัวเมืองเอกได้แก่ เมืองหนองคาย เมืองเชียงขวาง เมืองปริคัณฑนิคม เมืองโพนพิสัย เมืองไชยบุรี เมืองนครพนม เมืองสกลนคร เมืองมุกดาหาร เมืองกุมุทาสัย เมืองบุรีรัมย์ เมืองหล่มสัก ขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ หัวเมืองโท ตรี จัตวา ขึ้นตรงต่อหัวเมืองเอกนั้นๆ

๔. หัวเมืองลาวฝ่ายกลาง ให้รวมเมืองเอก ๓ หัวเมือง และหัวเมืองโท ตรี จัตวา ๑๖ หัวเมือง รวมเป็น  ๑๙ หัวเมือง หัวเมืองเอก ได้แก่ เมืองนครราชสีมา เมืองชนบท เมืองภูเขียว ส่วนบ้านกุดหวายซึ่งยกเป็นเมืองรัตนบุรี เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๐๖ ขึ้นตรงต่อนครราชสีมา หัวเมืองลาวฝ่ายกลาง มีพระนเรนทรเทพ เป็นข้าหลวง เรียกว่า ข้าหลวงประจำหัวเมืองลาวฝ่ายกลาง

ครั้น พ.ศ. ๒๔๓๕ เมืองรัตนบุรีได้กล่าวโทษเมืองสุรินทร์ว่าแย่งชิงเขตแดน มีร้องตราโปรดเกล้าฯ ไปว่า ปีมะเมียจุลศักราช ๑๒๔๔ หลวงจินดานุรักษ์บุตรพระศรีนครชัยเจ้าเมืองรัตนบุรีคนเก่าได้นำเอาบัญชีหางว่าวกรมการขุนเมืองตัวไพร่ ซึ่งตั้งหัวเมืองอยู่ที่บ้านโคกหนองสนมแขวงเมืองรัตนบุรี ร่วม ๕๐๐ คนเศษร้องสมัครไปขึ้นเมืองสุรินทร์ได้ขอหักโอนคนเหล่านั้นและต่อมาเมืองสุรินทร์ไปขอตั้งบ้านโคกหนองสนมเป็นเมืองสมัครขึ้นเมืองสุรินทร์ ได้มีตราถึงพระยามหาอำมาตย์ จึงได้ไต่สวนหรือประการใดบอกมายัง กรุงเทพฯ ไม่มีการติดต่อเรื่องเหตุการณ์ก็หยุดอยู่ต่อเพียงแค่นี้ และบ้านโคกหนองสนมก็ยังมิได้โปรดเกล้าฯ ให้ยกเป็นเขตแดนเมืองสุรินทร์ เพราะฉะนั้นเขตบ้านโคกหนองสนมก็คงเดิมอยู่แล้วจึงให้ข้าหลวงปักผังเขตแคว้นเมืองสุรินทร์กับเมืองรัตนบุรีเสียใหม่ ให้ตกลงกันต่อไปและคนที่อยู่ในเขตบ้านโคกหนองสนมเท่าใดก็ให้เป็นคนสังกัดอยู่กับเมืองรัตนบุรีตามเดิม เหตุการณ์พิพาทระหว่างเมืองรัตนบุรีกับเมืองสุรินทร์ เรื่องเขตแดนจะลงเอยอย่างไร ไม่ปรากฏหลักฐานหลังจากการปฏิรูปการปกครองอีกครั้งในปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นระบอบข้าหลวงเทศาภิบาลตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๓๕ ต่อมาเรียกว่า สมุหเทศาภิบาล ปี พ.ศ. ๒๔๓๙ เมื่อยุบมณฑลนครราชสีมาเป็นจังหวัด เมืองรัตนบุรี ถูกยุบเป็นอำเภอขึ้นตรงต่อจังหวัดบุรีรัมย์ และเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๘ อำเภอรัตนบุรีเข้าเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดสุรินทร์ตั้งแต่บัดนั้น เป็นต้นมา

เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๑๔ ทางราชการได้ตั้งกิ่งอำเภอสนม แยกเขตการปกครองจากรัตนบุรี ๕ ตำบล คือ ตำบลโพนโก ตำบลสนม ตำบลหนองระฆัง ตำบลแคน และตำบลนานวน และได้รับการยกฐานะเป็นอำเภอสนม เมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๒๐

และวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๐ ทางราชการได้ตั้งกิ่งอำเภอโนนนารายณ์ โดยแยกเขตการปกครองจากอำเภอรัตนบุรี ๔ ตำบล คือ ตำบลหนองหลวง ตำบลโนน ตำบลหนองเทพ และตำบลระเวียง

อำเภอรัตนบุรี มีลำดับนามตำแหน่งนายอำเภอรัตนบุรี ดังนี้

๑. หลวงสรรพกิจโกศล ๒๔๓๙ – ๒๔๔๒

๒. ขุนภาระการ ๒๔๔๒ – ๒๔๔๔

๓. ขุนณรงค์บุรี ๒๔๔๔ – ๒๔๔๗

๔. หลวงวิศาลสฤษดิกร (บุศย์  ทุกขนิโรจน์) ๒๔๔๗ – ๒๔๕๖

๕. นายเหลื่อม  บุญญฤทธิ์ ๒๔๕๖ – ๒๔๕๘

๖. หลวงวิศาลสฤษดิกร (บุศย์  ทุกขนิโรจน์) ๒๔๕๘ – ๒๔๖๒

๗. ขุนนันท์ประศาสน์ (เชย  อัตนโถ) ๒๔๖๒ – ๒๔๖๕

๘. หลวงจรุงจิตรประชา (จรุง  เศรษฐทัต) ๒๔๖๖ – ๒๔๖๙

๙. ขุนศรีศักดิ์บริบาล (นวม  อุนะพำนัก) ๒๔๖๙ – ๒๔๗๓

๑๐. ขุนชาญประศาสน์ (จุ่น  กูนะพันธ์) ๒๔๗๓ – ๒๔๗๕

๑๑. นายยุทธ  จรัณยานนท์ ๒๔๗๖ – ๒๔๗๖

๑๒. นายสุจิตร  สมบัติศิริ ๒๔๗๗ – ๒๔๗๘

๑๓. ขุนจิตรประศาสน์ (ทองอินทร์  ศีตะลารมย์) ๒๔๗๘ – ๒๔๘๐

๑๔. นายเกษม  เฉื่อยฉ่ำ ๒๔๘๑ – ๒๔๘๔

๑๕. นายสุนทร  กระแสร์ ๒๔๘๔ – ๒๔๘๗

๑๖. ร.ท.เจน  บุรานนท์ ๒๔๘๘ – ๒๔๙๕

๑๗. นายสนั่น  ศาตะสมิต ๒๔๙๕ – ๒๕๑๑

๑๘. นายสังข์  สืบสหการ ๒๕๑๑ – ๒๕๑๑

๑๙. นายสมศักดิ์  ไทยสะเทือน ๒๕๑๑ – ๒๕๑๒

๒๐. นายเขียน  อบเชย ๒๕๑๒ – ๒๕๑๔

๒๑. นายอภัย  หล้าสุวงศ์ ๒๕๑๔ – ๒๕๑๕

๒๒. นายเสมอศักดิ์  จิตตะยโสธร ๒๕๑๕ – ๒๕๑๘

๒๓. นายชื่น  ไมยรัตน์ ๒๕๑๘ – ๒๕๒๑

๒๔. ร.ต.สุพจน์  พานิชประไพ ๒๕๒๑ – ๒๕๒๒

๒๕. นายวัชระ  เสาว์โกมุท ๒๕๒๒ – ๒๕๒๒

๒๖. นายชาญ  เมตต์การุณจิต ๒๕๒๒ – ๒๕๒๔

๒๗. นายสว่าง  ศรีศกุน ๒๕๒๔ – ๒๕๒๗

๒๘. นายจุนพงศ์  จันทรดี ต.ค. ๒๕๒๗ – ๒๕๓๑

๒๙. นายพุฒิชัย  จรัณยานนท์ ธ.ค. ๒๕๓๑ – ๒๕๓๔

๓๐. ร.ต.บุเรศ  ศุภกาญจน์ มี.ค. ๒๕๓๔ – ๒๕๓๔

๓๑. นายสมพงษ์  นิยมตรง พ.ย. ๒๕๓๔ – ๒๕๓๕

๓๒. นายไพศาล  กัณหะสิริ ส.ค. ๒๕๓๕ – ๒๕๓๙

๓๓. นายองค์  ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา มี.ค. ๒๕๓๙ – ๒๕๔๐

๓๔. นายศิริพงษ์  ห่านตระกูล พ.ย. ๒๕๔๐ – ๒๕๔๑

๓๕. นายสุพล  ลีมางกูร พ.ย. ๒๕๔๑ – ๒๕๔๒

๓๖. นายสุชีพ  แข่งขัน พ.ย. ๒๕๔๒ – ๒๕๔๓

๓๗. นายศราวุธ  ศุภลักษณศึกษากร มี.ค. ๒๕๔๓ – ๒๕๔๔

๓๘. นายกฤษดา  พานิชเจริญ ธ.ค. ๒๕๔๔ – ๒๕๔๕

๓๙. นายศราวุธ  ศุภลักษณศึกษากร ธ.ค. ๒๕๔๕ – ๒๕๕๐

๔๐. นายโกสินทร์  ศรีเพชรพงษ์ ธ.ค. ๒๕๕๐ – ๒๕๕๒

๔๑. นายวิบูลย์  รัตนาภรณ์วงศ์ ส.ค. ๒๕๕๒ – ๒๕๕๔

๔๒. นายวัชรินทร์  รัตนบรรณกิจ พ.ค. ๒๕๕๔ – ๓๐ ก.ย. ๒๕๕๔

๔๓. นายเศรษฐชัย  ธนารักษ์    ๓๐ ก.ค. ๒๕๕๕ – ๓๐ ก.ย. ๒๕๕๖

๔๔. นายสนั่น  วรินทราวาท    ๑๖ ธ.ค. ๒๕๕๖ – ๒๕๕๘

๔๕. นายกฤษณุ  เหลืองพิบูลกิจ                 ๑๖       พ.ย. ๒๕๕๘ - ปัจจุบัน

ที่ตั้งและอาณาเขต[แก้]

อำเภอรัตนบุรีตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัด มีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียงดังต่อไปนี้

การแบ่งเขตการปกครอง[แก้]

การปกครองส่วนภูมิภาค[แก้]

อำเภอรัตนบุรีแบ่งพื้นที่การปกครองออกเป็น 12 ตำบล 163 หมู่บ้าน.

1. รัตนบุรี (Rattanaburi) 17 หมู่บ้าน 7. ไผ่ (Phai) 14 หมู่บ้าน
2. ธาตุ (That) 14 หมู่บ้าน 8. เบิด (Boet) 17 หมู่บ้าน
3. แก (Kae) 15 หมู่บ้าน 9. น้ำเขียว (Nam Khiao) 13 หมู่บ้าน
4. ดอนแรด (Don Raet) 16 หมู่บ้าน 10. กุดขาคีม (Kut Kha Khim) 11 หมู่บ้าน
5. หนองบัวทอง (Nong Bua Thong) 10 หมู่บ้าน 11. ยางสว่าง (Yang Sawang) 11 หมู่บ้าน
6. หนองบัวบาน (Nong Bua Ban) 15 หมู่บ้าน 12. ทับใหญ่ (Thap Yai) 10 หมู่บ้าน

การปกครองส่วนท้องถิ่น[แก้]

ท้องที่อำเภอรัตนบุรีประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 13 แห่ง ได้แก่

  • เทศบาลตำบลรัตนบุรี ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลรัตนบุรีและบางส่วนของตำบลไผ่
  • องค์การบริหารส่วนตำบลรัตนบุรี ครอบคลุมพื้นที่ตำบลรัตนบุรี (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลรัตนบุรี)
  • องค์การบริหารส่วนตำบลธาตุ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลธาตุทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลแก ครอบคลุมพื้นที่ตำบลแกทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลดอนแรด ครอบคลุมพื้นที่ตำบลดอนแรดทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัวทอง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองบัวทองทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัวบาน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองบัวบานทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลไผ่ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลไผ่ (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลรัตนบุรี)
  • องค์การบริหารส่วนตำบลเบิด ครอบคลุมพื้นที่ตำบลเบิดทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำเขียว ครอบคลุมพื้นที่ตำบลน้ำเขียวทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลกุดขาคีม ครอบคลุมพื้นที่ตำบลกุดขาคีมทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลยางสว่าง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลยางสว่างทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลทับใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลทับใหญ่ทั้งตำบล

บุคคลที่มีชื่อเสียง[แก้]

ในประวัติศาสตร์
พระภิกษุ
ศิลปินแห่งชาติ

สถานศึกษา[แก้]

หน่วยงานราชการ[แก้]

  • สำนักงานอัยการจังหวัดรัตนบุรี
  • ศาลจังหวัดรัตนบุรี
  • สำนักงานบังคับคดี
  • โรงพยาบาลรัตนบุรี
  • สำนักงานที่ดิน
  • ประมง
  • เรือนจำ
  • สำนักงานปศุสัตว์
  • สำนักงานสรรพากร
  • ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์

แหล่งท่องเที่ยว[แก้]

เทศกาลการท่องเที่ยว[แก้]

  • งานนมัสการพระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ วัดโพธิ์ศรีธาตุ
  • ประเพณีบุญบั้งไฟประจำปี เมืองรัตนบุรี
  • งานไหว้ศาลหลักเมืองรัตนบุรี
  • งานรำบวงสรวงหลวงศรีนครเตาท้าวเธอ เจ้าเมืองรัตนบุรี

มรดกทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น[แก้]

บุญบั้งไฟ อำเภอรัตนบุรี เป็นงานบุญบั้งไฟที่จัดขึ่นอย่างยิ่งใหญ่ของชาวอำเภอรัตนบุรี และยิ่งใหญ่มากที่สุดในจังหวัดสุรินทร์

อนุสาวรีย์หลวงศรีนครเตาท้าวเธอ ณ สวนศรีนครเตา อ.รันบุรี จ.สุรินทร์

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]