อีกา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
อีกา
เกี่ยวกับเสียงนี้ เสียงร้อง
อีกาในสวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร
สถานะการอนุรักษ์
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์
อาณาจักร: Animalia
ไฟลัม: Chordata
ชั้น: Aves
อันดับ: Passeriformes
วงศ์: Corvidae
สกุล: Corvus
สปีชีส์: C. macrorhynchos
ชื่อทวินาม
Corvus macrorhynchos
Johann Georg Wagler, 1827
การกระจายพันธุ์

อีกา หรือ กา[2] (อังกฤษ: jungle crow, large-billed crow, thick-billed crow, ชื่อวิทยาศาสตร์: Corvus macrorhynchos แปลว่านกกาที่มีปากใหญ่) เป็นนกกาที่กระจายพันธุ์เป็นวงกว้างในเอเชีย ปรับตัวได้เก่ง สามารถกินอาหารได้หลากหลาย ทำให้ขยายไปยังพื้นที่ใหม่ได้ง่าย บางครั้งถูกมองว่าเป็นสัตว์รังควานโดยเฉพาะในเกาะต่าง ๆ มีปากใหญ่ ทำให้มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า macrorhynchos ซึ่งเป็นคำกรีกโบราณแปลว่า ปากใหญ่ และมีชื่ออังกฤษว่า large-billed crow (นกกาปากใหญ่) หรือ thick-billed crow (นกกาปากหนา) บางครั้งมองผิดว่าเป็น นกเรเวน

นกมีพันธุ์ย่อยถึง 11 ชนิด ที่แตกต่างกันทางเสียงร้อง ทางสัณฐาน และทางพันธุกรรม ทำให้มีแนวคิดว่า จริง ๆ อาจจะเป็นนกหลายพันธุ์[3][4] พันธุ์ตัวอย่างเช่น

  • Corvus (m.) levaillantii - อีกาตะวันออก
  • Corvus (m.) culminatus - อีกกาอินเดีย
  • Corvus (m.) japonensis - อีกาปากใหญ่

ในประเทศไทย เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535 จึงห้ามล่า พยายามล่า ห้ามค้า ห้ามนำเข้าหรือส่งออก ห้ามครอบครอง ห้ามเพาะพันธุ์ ห้ามเก็บหรือทำอันตรายรัง การห้ามการครอบครองและการค้ามีผลไปถึงไข่และซาก[5]

ลักษณะ[แก้]

กาโดยทั่วไปยาวประมาณ 46-59 ซม. แต่จะมีความต่าง ๆ กันตามภูมิภาค เช่นในสุดทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศญี่ปุ่น ที่เกาะคูริลและคาบสมุทรซาฮาลิน จะค่อนข้างใหญ่กว่านกกากินซาก (ชื่อวิทยาศาสตร์: Corvus corone) ในขณะที่ชนิดย่อยในประเทศอินเดียในเขตสุดตะวันตกเฉียงใต้ที่มันอยู่ จะเล็กกว่านั้นพอสมควร นกทุก ๆ พันธุ์ย่อยมีปากยาว โดยปากด้านบนจะหนาและโค้ง ดูใหญ่และทำให้ดูเหมือนนกเรเวน โดยทั่วไปแล้ว นกทุก ๆ พันธุ์จะมีขนดำออกเทา ๆ ที่ด้านหลังของหัว คอ ไหล่ และด้านล่างของตัว ส่วนปีก หาง หน้า และคอจะเป็นสีดำเงา ส่วนที่ออกเทา ๆ จะแตกต่างกันไปตามภูมิภาค เช่นในพันธุ์อินเดียจะเกือบดำสนิท

การกระจายพันธุ์และที่อยู่[แก้]

เขตที่อยู่ของนกกากว้างขวาง เริ่มตั้งแต่ชายฝั่งทะเลตะวันออกเฉียงเหนือของเอเชีย ไปจนถึงประเทศอัฟกานิสถานและอิหร่านตะวันออกซึ่งเป็นสุดเขตทางตะวันตก ไปจนถึงเอเชียใต้ เอเชียอาคเนย์ ประเทศไทยกับกัมพูชา และหมู่เกาะซุนดาน้อย ซึ่งเป็นเขตสุดทางตะวันออกเฉียงใต้ นกอยู่ทั้งในป่า อุทยาน สวน และเขตเกษตรกรรมที่มีต้นไม้ แต่ในทางทิศใต้ที่ไม่มีนกเรเวนและนกกาอื่น ๆ เป็นคู่แข่ง จะอยู่ในเขตที่โล่ง ๆ กว่าเมื่อเทียบกับทางทิศเหนือ

พฤติกรรม[แก้]

อาหาร[แก้]

นกกินอะไรได้ง่ายมาก จะหาอาหารทั้งจากที่พื้นและจากต้นไม้ จะพยายามกินทุก ๆ อย่างที่ดูน่าจะกินได้ ตายแล้วหรือยังมีชีวิตก็ดี เป็นพืชหรือสัตว์ก็ดี เป็นพันธุ์นกที่ดื้อและกล้ามาก โดยเฉพาะในเขตเมือง ในประเทศญี่ปุ่น นกจัดว่าเป็นสัตว์รังควาน เนื่องจากจะจิกเปิดถุงขยะ หรือขโมยไม้ลวดแขวนเสื้อผ้าเพื่อทำรัง ในประเทศศรีลังกา นักวิชาการพบว่า นกเป็นสัตว์ล่าเหยื่อชนิดหนึ่ง หรืออาจจะเป็นตัวสำคัญด้วยซ้ำ ของสัตว์เล็ก ๆ เช่น นกจะชำนาญจับพวกกิ้งก่า คือใช้เวลาเพียงแค่ 45 นาทีเพื่อหา จับ และกินกิ้งก่าประจำถิ่นพันธุ์ที่มีความเสี่ยงขั้นวิกฤติต่อการสูญพันธุ์ในอุทยานแห่งชาติ[6]

ส่วนพฤติกรรมการเก็บตุนอาหาร จะพบในนกพันธุ์ย่อย culminatus[7][8]

การสืบพันธุ์[แก้]

อีกาญี่ปุ่น

รังนกสร้างด้วยกิ่งไม้ซี่เล็ก ๆ ตรงง่ามกิ่งไม้ทำเป็นหลุมตื้น ๆ ปกติบนต้นไม้สูงโดยเฉพาะพวกไม้สนสูง ๆ บางครั้งก็ทำเรียบร้อยดี บ้างครั้งก็ไม่ค่อยเรียบร้อยกะรุ่งกะริ่ง และจะปูด้วยรากหญ้า ขนสัตว์ ผ้าขี้ริ้ว ใยพืช และวัสดุที่คล้ายกันอื่น ๆ แต่ก็พบรังนกที่สร้างด้วยเส้นลวดโลหะล้วน จะวางไข่ปกติ 3-5 ฟองและฟักอยู่ 17-19 วัน ลูกนกจะหัดบินโดยปกติภายใน 35 วัน ในประเทศอินเดีย อีกาพันธุ์ต่าง ๆ จะผสมพันธุ์ในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษจิกายน แต่ในที่ราบต่ำ จะมีนกที่ผสมพันธุ์เริ่มตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม[9] ไข่แต่ละรังปกติจะมีเพียงแค่ 4-5 ฟอง น้อยครั้งที่จะมีถึง 6-7 ฟอง มีรูปวงรีกว้าง ค่อนข้างจะแหลมที่ปลายข้างหนึ่ง ผิวจะแข็งและละเอียดออกมันหน่อย ๆ พื้นสีจะออกน้ำเงินเขียวด่าง ๆ มีจุดและลายเป็นสีแดงน้ำตาล สีน้ำตาลอ่อน ๆ สีเทา และสีจางค่อนข้างจืดชืดอื่น ๆ ขนาดเฉลี่ยประมาณ 3.19 x 2.32 ซม.[9] อาจจะเป็นสัตว์ถูกเบียนคือถูกไข่ให้เลี้ยงโดยนกกาเหว่า[10]

การนอนพัก[แก้]

นกจะเกาะกิ่งนอนรวมกันเป็นกลุ่มบางครั้งเป็นพัน ๆ ซึ่งอาจจะเห็นได้ยามเย็นสนธยาในที่เกาะกลุ่มกันใหญ่ ๆ และไม่ปรากฏว่าลดจำนวนแม้ในฤดูผสมพันธุ์ เพราะว่า จะยังไม่ผสมพันธุ์ในช่วงปีแรกหลังเกิด[9] แม้ว่าในเวลากลางวัน นกที่เป็นคู่อาจจะป้องกันอาณาเขตของตน แต่เวลากลางคืนจะนอนพักรวมกับตัวอื่นเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ นกจัดชั้นเป็นลูกพี่ลูกน้องตามลำดับ (linear dominance hierarchies) ที่แต่ละตัวจะรู้จำกันได้เอง[11]

เสียงร้อง[แก้]

เสียงร้องในประเทศญี่ปุ่น

เสียงร้องจะคล้ายกับอีแกที่เป็นนกพันธุ์ใกล้ชิดที่สุด แต่จะทุ้มและก้องกว่า ดังกา ๆ แต่ว่า ก็มีเสียงร้องอื่น ๆ ด้วย บางอย่างฟังดูเหมือนเสียงนกหัวขวานเคาะต้นไม้

ปัจจัยการตาย[แก้]

มีสัตว์ล่าอีกาไม่กี่อย่าง แต่ก็ยังถูกเบียนโดยพยาธิตัวกลมใน superfamily "Filarioidea" [12] ในประเทศญี่ปุ่น ยังพบพร้อมไข้หวัดนกประเภท H5N1 ที่ทำให้ถึงตายอีกด้วย[13]

นอกจากนั้นแล้ว การติดเชื้อ Clostridium และลำไส้เล็กอักเสบ (enteritis) ก็ยังทำให้นกตายเกลื่อนเป็นบางครั้ง[14]

เชิงอรรถและอ้างอิง[แก้]

  1. BirdLife International (2012). "Corvus macrorhynchos". IUCN Red List of Threatened Species. Version 2013.2. International Union for Conservation of Nature. สืบค้นเมื่อ 2013-11-26. 
  2. "กา ๑", พจนานุกรมอิเล็กทรอนิกส์ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒, "น. ชื่อนกชนิด Corvus macrorhynchos ในวงศ์ Corvidae ตัวดำ ร้องกา ๆ, อีกา ก็เรียก; ชื่อดาวฤกษ์ธนิษฐา เช่น แม้นดาวกามาใกล้ในมนุษย์. (อภัย)." 
  3. Madge, S. C. (2009). "Large-billed Crow (Corvus macrorhynchos)". In del Hoyo, J.; Elliott, A.; Christie, D. A. Handbook of the Birds of the World (Lynx ed.) (Barcelona). pp. 631–632. ISBN 978-84-96553-50-7. 
  4. Martens, J; Böhner, J; Hammerschmidt, K. (2000). "Calls of the Jungle Crow (Corvus macrorhynchos s.l.) as a taxonomic character". J. Ornithol 141: 275–284. 
  5. "สัตว์ป่าคุ้มครอง". โลกสีเขียว. Archived from the original on 2015-03-26. สืบค้นเมื่อ 2015-04-23. 
  6. Karunarathna, Amarasinghe (2008). "Beobachtung einer Dickschnabelkrähe (Aves: Corvidae) beim Erbeuten von Ceylon-Taubagamen, Cophotis ceylanica (Reptilia: Agamidae), in Horton Plains Nationalpark auf Sri Lanka". Sauria 30 (4): 59–62. 
  7. Natarajan,V (1992). "Food-storing behaviour of the Jungle Crow Corvus macrorhynchos Wagler". Bombay Nat. Hist. Soc 89 (3): 375. 
  8. Sharma, Satish Kumar (1995). "Food storing behaviour of the Jungle Crow Corvus macrorhynchos Wagler". . Bombay Nat. Hist. Soc 92 (1): 123. 
  9. 9.0 9.1 9.2 Whistler, Hugh (1928). Popular Handbook of Indian Birds. Gurney and Jackson. 
  10. Goodwin D. (1983). Crows of the World. Queensland University Press, St Lucia, Qld. ISBN 0-7022-1015-3. 
  11. Izawa, Ei-Ichi; Watanabe, Shigeru (2008). "Formation of linear dominance relationship in captive jungle crows (Corvus macrorhynchos): Implications for individual recognition". Behavioural Processes 78: 44–52. 
  12. Chatterjee, R.K.; Tandon, A.; Saxena, K.C (1978). "Antigenic studies with Chandlerella hawkingi, the filarial parasite of Indian jungle crow, Corvus macrorhynchos". Indian Journal of Medical Research 67 (1): 34–41. 
  13. Tanimura, N; Tsukamoto, K; Okamatsu, M; Mase, M; Imada, T; Nakamura, K; Kubo, M; Yamaguchi, S; Irishio, W; Hayashi, M; Nakai, T; Yamauchi, A; Nishimura, M; Imai, K (2004). "Pathology of Fatal Highly Pathogenic H5N1 Avian Influenza Virus Infection in Large-billed Crows (Corvus macrorhynchos) during the 2004 Outbreak in Japan". Vet. Pathol 43: 500–509. 
  14. Yoshiji, Yanai, Tokuma, Hirayama, Haruko, Une, Yumi, Saito, Eriko, Sakai, Hiroki, Goryo, Masanobu, Fukushi, Hideto and Masegi, Toshiaki (2004) Fatal necrotic enteritis associated with Clostridium perfringens in wild crows (Corvus macrorhynchos). Avian Pathology,33 (1):19 — 24

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]