ข้ามไปเนื้อหา

อินเทอร์เน็ตประสานสรรพสิ่ง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เทอร์โมสแตตอัจฉริยะเป็นตัวอย่างของอุปกรณ์ IoT สำหรับผู้บริโภค อุปกรณ์รับข้อมูลอุณหภูมิ ประมวลผล และเชื่อมต่อกับระบบอื่นเพื่อเฝ้าติดตามหรือควบคุมการทำงาน

อินเทอร์เน็ตประสานสรรพสิ่ง (อังกฤษ: Internet of Things) หรือ ไอโอที (IoT) คือโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงสิ่งทางกายภาพหรือสิ่งเสมือนซึ่งระบุตัวตนได้เข้ากับเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อให้สิ่งเหล่านั้นรับข้อมูล ประมวลผล แลกเปลี่ยนข้อมูล หรือก่อให้เกิดการกระทำผ่านบริการต่าง ๆ ได้ สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศนิยาม IoT ว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกสำหรับสังคมสารสนเทศ ซึ่งให้บริการขั้นสูงด้วยการเชื่อมโยง “สิ่ง” บนพื้นฐานของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่ทำงานร่วมกันได้[1]

สิ่งที่เชื่อมต่ออาจเป็นเครื่องจักร ยานพาหนะ มาตรวัด เครื่องใช้ในบ้าน อุปกรณ์สวมใส่ หรือองค์ประกอบของสิ่งแวดล้อม โดยทั่วไปอุปกรณ์จะมีวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ระบบฝังตัว ตัวรับรู้ (เซนเซอร์) หรือแอคชูเอเตอร์ และส่วนเชื่อมต่อเครือข่าย ข้อมูลจากโลกกายภาพจึงถูกนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อเฝ้าติดตาม วิเคราะห์ และตัดสินใจ ส่วนคำสั่งจากระบบคอมพิวเตอร์อาจย้อนกลับไปเปลี่ยนสภาวะทางกายภาพ เช่น ปรับวาล์ว ลดกำลังเครื่องจักร หรือเปิดระบบระบายอากาศ กระบวนการเช่นนี้ทำให้ IoT ซ้อนทับกับระบบไซเบอร์-กายภาพ ระบบควบคุม และระบบอัตโนมัติ แต่คำเหล่านี้ไม่ได้มีความหมายเหมือนกันทุกประการ

อุปกรณ์ IoT ไม่จำเป็นต้องติดต่อกับอินเทอร์เน็ตสาธารณะโดยตรง อุปกรณ์กำลังต่ำจำนวนมากสื่อสารผ่านเครือข่ายเฉพาะที่หรือเกตเวย์ และบางระบบทำงานภายในโรงงาน อาคาร หรือยานพาหนะโดยแยกจากอินเทอร์เน็ต สิ่งที่สำคัญกว่าชนิดของเครือข่ายคือความสามารถในการระบุตัวอุปกรณ์ แลกเปลี่ยนข้อมูล และนำข้อมูลนั้นไปให้บริการหรือควบคุมระบบ ด้วยเหตุนี้ IoT จึงเป็นระบบนิเวศที่รวมฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ เครือข่าย ข้อมูล และกระบวนการขององค์กร ไม่ใช่เพียงชื่อเรียกอุปกรณ์ที่มีไวไฟ[2]

IoT ใช้ในบ้านและอาคารอัจฉริยะ การผลิตและสาธารณูปโภค การขนส่ง โลจิสติกส์ การเกษตร การแพทย์ และการติดตามสิ่งแวดล้อม ประโยชน์ที่มุ่งหวังได้แก่การมองเห็นสภาวะของระบบแบบใกล้เวลาจริง การควบคุมจากระยะไกล การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการบำรุงรักษาตามสภาพ อย่างไรก็ตาม การเชื่อมต่อโลกกายภาพกับซอฟต์แวร์ยังเพิ่มพื้นผิวการโจมตี ความเสี่ยงต่อความเป็นส่วนตัว การพึ่งพาผู้ให้บริการ และผลกระทบต่อความปลอดภัยทางกายภาพ จึงต้องพิจารณาความมั่นคงปลอดภัยและวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ขั้นออกแบบ

ความหมายและขอบเขต

[แก้]

มาตรฐาน ITU-T Y.4000/Y.2060 แยกคำว่า “สิ่ง” ออกจาก “อุปกรณ์” โดยสิ่งอาจอยู่ในโลกกายภาพหรือโลกสารสนเทศและต้องสามารถระบุตัวตนและรวมเข้ากับเครือข่ายการสื่อสารได้ ส่วนอุปกรณ์เป็นเครื่องที่ต้องมีความสามารถด้านการสื่อสาร และอาจมีความสามารถด้านการรับรู้ การกระทำ การบันทึก การจัดเก็บ หรือการประมวลผลข้อมูล[1] ในทางปฏิบัติ สิ่งทางกายภาพหนึ่งชิ้นอาจมีอุปกรณ์หลายตัว หรืออาจมีตัวแทนดิจิทัลอยู่บนแพลตฟอร์มโดยไม่เปิดให้เข้าถึงตัวอุปกรณ์โดยตรง

IoT เกิดจากการบรรจบกันของเทคโนโลยีหลายแขนง ได้แก่ ระบบฝังตัว เครือข่ายตัวรับรู้ไร้สาย การระบุด้วยคลื่นความถี่วิทยุ การประมวลผลแบบกระจาย การประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ การวิเคราะห์ข้อมูล และระบบควบคุม แนวคิดที่เกี่ยวข้องมีจุดเน้นแตกต่างกันดังนี้

แนวคิด จุดเน้น ความสัมพันธ์กับ IoT
ระบบฝังตัว คอมพิวเตอร์ที่ออกแบบให้ทำหน้าที่เฉพาะภายในผลิตภัณฑ์หรือเครื่องจักร เป็นส่วนประกอบสำคัญของอุปกรณ์ IoT แต่ระบบฝังตัวไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อเครือข่าย
เครือข่ายตัวรับรู้ไร้สาย โหนดตัวรับรู้หลายโหนดร่วมกันวัดและส่งข้อมูล เป็นเทคโนโลยีพื้นฐานชนิดหนึ่งของ IoT แต่ IoT ยังครอบคลุมตัวกระตุ้น แพลตฟอร์ม บริการ และการจัดการอุปกรณ์
การสื่อสารระหว่างเครื่อง [en] (M2M) การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างเครื่องโดยอัตโนมัติ มักใช้กับงานหรือเครือข่ายเฉพาะ เป็นกลไกที่เอื้อให้เกิด IoT แต่ IoT มีขอบเขตกว้างกว่าการสื่อสารระหว่างปลายทางสองฝ่าย และมักรวมบริการข้อมูลกับส่วนต่อประสานโปรแกรมประยุกต์
ระบบไซเบอร์-กายภาพ วงป้อนกลับระหว่างการคำนวณ การสื่อสาร และกระบวนการทางกายภาพ โดยให้ความสำคัญกับเวลา ความน่าเชื่อถือ และการควบคุม ซ้อนทับกับ IoT โดยเฉพาะระบบที่มีตัวกระตุ้น แต่ระบบไซเบอร์-กายภาพบางระบบไม่พึ่งอินเทอร์เน็ต
เว็บของสรรพสิ่ง [en] (WoT) การใช้สถาปัตยกรรมและเทคโนโลยีเว็บสร้างคำอธิบายและส่วนต่อประสานร่วมสำหรับสิ่ง เป็นชั้นความสามารถในการทำงานร่วมกันเหนือระบบ IoT ที่มีโพรโทคอลและแพลตฟอร์มหลากหลาย ไม่ใช่ชื่ออื่นของ IoT[3]

องค์ประกอบและสถาปัตยกรรม

[แก้]
ราสเบอร์รีพายติดตั้งแผง Sense HAT ซึ่งมีตัวรับรู้หลายชนิด เป็นตัวอย่างแพลตฟอร์มสำหรับสร้างต้นแบบอุปกรณ์ IoT

IoT ไม่มีสถาปัตยกรรมแบบแบ่งชั้นเพียงแบบเดียวที่ใช้กับทุกระบบ มาตรฐาน ISO/IEC 30141:2024 จึงกำหนดสถาปัตยกรรมอ้างอิงผ่านหลายมุมมอง คำศัพท์ร่วม รูปแบบที่นำกลับมาใช้ได้ และแนวปฏิบัติทางอุตสาหกรรม แทนการบังคับรูปแบบการติดตั้งแบบเดียว[2] เพื่ออธิบายการทำงานโดยสังเขป ระบบหนึ่งอาจแบ่งเป็นกลุ่มหน้าที่ต่อไปนี้

กลุ่มหน้าที่ องค์ประกอบและหน้าที่ ตัวอย่าง
สิ่งและอุปกรณ์ภาคสนาม รับรู้สภาพแวดล้อม ประมวลผลเบื้องต้น หรือกระทำต่อโลกกายภาพ อุปกรณ์อาจจำกัดด้วยพลังงาน หน่วยความจำ กำลังประมวลผล และอัตราข้อมูล ตัวรับรู้อุณหภูมิ มาตรวัดอัจฉริยะ กล้อง ตัวควบคุมเครื่องจักร วาล์ว และมอเตอร์
การเชื่อมต่อเฉพาะที่และเกตเวย์ รวมข้อมูล แปลงโพรโทคอล ควบคุมการเข้าร่วมเครือข่าย หรือประมวลผลใกล้แหล่งข้อมูล เกตเวย์อาจเป็นขอบเขตความมั่นคงปลอดภัยระหว่างเครือข่ายภาคสนามกับเครือข่ายภายนอก เราเตอร์ชายขอบ เกตเวย์อุตสาหกรรม และฮับบ้านอัจฉริยะ
เครือข่ายสื่อสาร ลำเลียงข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ เกตเวย์ และบริการ โดยเลือกเทคโนโลยีตามระยะทาง พลังงาน แบนด์วิดท์ เวลาแฝง ความเคลื่อนที่ และสภาพแวดล้อม อีเทอร์เน็ต ไวไฟ บลูทูท เธรด โลราวัน และเครือข่ายเซลลูลาร์
แพลตฟอร์มข้อมูลและบริการ ลงทะเบียนและพิสูจน์ตัวอุปกรณ์ รับส่งข้อความ จัดเก็บข้อมูล จัดการสถานะและรุ่นซอฟต์แวร์ วิเคราะห์เหตุการณ์ และเปิดส่วนต่อประสานให้ระบบอื่น นายหน้าข้อความ ฐานข้อมูลอนุกรมเวลา ระบบจัดการอุปกรณ์ และแพลตฟอร์มกลุ่มเมฆ
โปรแกรมประยุกต์และกระบวนการ นำข้อมูลไปแสดงผล แจ้งเตือน ตัดสินใจ ควบคุม หรือเชื่อมกับกระบวนการขององค์กร แผงข้อมูล ระบบบำรุงรักษา ระบบบริหารอาคาร และระบบเวชสารสนเทศ

ความมั่นคงปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว การจัดการตัวตน การบันทึกเหตุการณ์ การกำกับดูแลข้อมูล และความสามารถในการทำงานร่วมกันเป็นคุณสมบัติที่ครอบคลุมทุกกลุ่มหน้าที่ ไม่ใช่ชั้นเสริมที่วางต่อท้ายระบบ ตัวอย่างการไหลของข้อมูลอย่างง่ายคือ ตัวรับรู้วัดค่า ไมโครคอนโทรลเลอร์ตรวจสอบหรือกรองค่า เครือข่ายส่งข้อมูลไปยังบริการ บริการวิเคราะห์และตัดสินใจ แล้วส่งคำสั่งกลับไปยังตัวกระตุ้น หากคำสั่งมีผลต่อมนุษย์หรือเครื่องจักร ระบบยังต้องกำหนดสภาวะปลอดภัยและวิธีทำงานเมื่อเครือข่ายหรือบริการภายนอกขัดข้อง

อุปกรณ์และข้อจำกัด

[แก้]

อุปกรณ์ IoT มีตั้งแต่ป้ายระบุด้วยคลื่นความถี่วิทยุที่ไม่มีแบตเตอรี่ ไปจนถึงคอมพิวเตอร์ชายขอบที่ประมวลผลภาพได้ ปัจจัยสำคัญในการออกแบบได้แก่:

  • พลังงาน — อุปกรณ์ที่ใช้แบตเตอรี่หรือเก็บเกี่ยวพลังงานมักปิดวิทยุและเข้าสู่ภาวะหลับเป็นส่วนใหญ่ อายุใช้งานจึงขึ้นอยู่กับรอบการวัด ปริมาณข้อมูล และคุณภาพสัญญาณ
  • ทรัพยากรคำนวณ — หน่วยความจำและกำลังประมวลผลที่จำกัดมีผลต่อระบบปฏิบัติการ รูปแบบข้อมูล และกลไกเข้ารหัสที่เลือกใช้
  • สภาพการสื่อสาร — เครือข่ายอาจมีอัตราสูญหายสูง แบนด์วิดท์ต่ำ หรือขาดการเชื่อมต่อเป็นช่วง ๆ ซอฟต์แวร์จึงต้องจัดคิว ตรวจจับข้อมูลซ้ำ และกู้คืนสถานะได้
  • เวลาและความปลอดภัย — งานควบคุมบางชนิดต้องตอบสนองภายในเวลาที่กำหนด และไม่ควรพึ่งบริการระยะไกลเพียงอย่างเดียว
  • การเข้าถึงทางกายภาพ — อุปกรณ์นอกสถานที่อาจถูกแกะ ดัดแปลง หรือขโมย จึงต้องป้องกันกุญแจเข้ารหัสและข้อมูลที่เก็บภายในอุปกรณ์

วงจรชีวิตของอุปกรณ์

[แก้]

ระบบ IoT ต้องจัดการอุปกรณ์เป็นระยะเวลานานกว่าการติดตั้งครั้งแรก วงจรชีวิตโดยทั่วไปเริ่มจากการผลิตและกำหนดรากฐานความเชื่อถือ การลงทะเบียนอุปกรณ์และมอบข้อมูลประจำตัว การกำหนดค่าและอนุญาตสิทธิ การเฝ้าติดตามสถานะ การปรับปรุงเฟิร์มแวร์และหมุนเวียนกุญแจ ตลอดจนการถอนอุปกรณ์ออกจากระบบและลบข้อมูลเมื่อเลิกใช้ ความสามารถเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อความมั่นคงปลอดภัย เพราะอุปกรณ์ที่แก้ไขช่องโหว่ไม่ได้หรือยังมีข้อมูลประจำตัวเดิมหลังเปลี่ยนเจ้าของอาจเป็นความเสี่ยงตลอดอายุผลิตภัณฑ์[4]

เครือข่ายและโพรโทคอล

[แก้]
เกตเวย์และสายอากาศของเครือข่ายโลราวัน เกตเวย์รับข้อมูลจากอุปกรณ์กำลังต่ำแล้วส่งต่อไปยังเซิร์ฟเวอร์เครือข่าย

การเลือกเทคโนโลยีสื่อสารเป็นการแลกเปลี่ยนระหว่างระยะทาง อัตราข้อมูล พลังงาน เวลาแฝง ต้นทุน ความหนาแน่นของอุปกรณ์ และการควบคุมโครงสร้างพื้นฐาน ไม่มีเทคโนโลยีชนิดเดียวที่เหมาะกับทุกกรณี ตัวอย่างเช่น กล้องต้องการอัตราข้อมูลสูงกว่าตัวรับรู้ความชื้นในดินมาก ขณะที่ระบบหยุดเครื่องจักรฉุกเฉินให้ความสำคัญกับเวลาแฝงและความเชื่อถือได้มากกว่าอายุแบตเตอรี่

กลุ่มเทคโนโลยี ลักษณะ งานที่พบ
แบบมีสาย อีเทอร์เน็ตและบัสอุตสาหกรรมให้การเชื่อมต่อคงที่และอาจจ่ายไฟผ่านสาย เหมาะเมื่อเดินสายได้และต้องการความน่าเชื่อถือ เครื่องจักร ระบบอาคาร และเกตเวย์
เครือข่ายเฉพาะที่อัตราข้อมูลสูง ไวไฟเชื่อมกับโครงสร้างพื้นฐานไอพีโดยตรงและรองรับข้อมูลมาก แต่โดยทั่วไปใช้พลังงานมากกว่าเครือข่ายตัวรับรู้กำลังต่ำ กล้อง เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ที่มีแหล่งจ่ายไฟ
ระยะใกล้กำลังต่ำ บลูทูทพลังงานต่ำเหมาะกับอุปกรณ์ใกล้โทรศัพท์หรือเกตเวย์ และนิยมใช้ในขั้นตอนนำอุปกรณ์เข้าระบบ อุปกรณ์สวมใส่ อุปกรณ์การแพทย์ และบีคอน
เมชกำลังต่ำ เทคโนโลยีบน IEEE 802.15.4 เช่น ซิกบีและเธรดรองรับโหนดกำลังต่ำ เธรดเป็นเครือข่ายเมชที่ใช้ IPv6 และทำหน้าที่ในชั้นเครือข่าย ไม่ได้กำหนดความหมายของอุปกรณ์ในชั้นโปรแกรมประยุกต์[5] บ้าน อาคาร และเครือข่ายตัวรับรู้
เครือข่ายบริเวณกว้างกำลังต่ำ (LPWAN) โลราวันใช้ย่านความถี่ที่ไม่ต้องมีใบอนุญาตในหลายภูมิภาคและรองรับข้อความขนาดเล็กในระยะไกล ส่วน NB-IoT และ LTE-M ใช้โครงข่ายของผู้ให้บริการในย่านที่มีใบอนุญาต[6] มาตรวัด เกษตรกรรม การติดตามทรัพย์สิน และโครงสร้างพื้นฐาน
เซลลูลาร์และเครือข่ายนอกภาคพื้นดิน 4G และ 5G รองรับอุปกรณ์เคลื่อนที่และงานหลายระดับอัตราข้อมูล ส่วนเครือข่ายนอกภาคพื้นดินขยายการเชื่อมต่อ NB-IoT และการสื่อสารแบบเครื่องชนิดอื่นไปยังดาวเทียม[7] ยานพาหนะ โลจิสติกส์ พื้นที่ห่างไกล และสินทรัพย์เคลื่อนที่

เหนือชั้นเครือข่าย ระบบ IoT ใช้โพรโทคอลหลายแบบตามรูปแบบปฏิสัมพันธ์

  • MQTT เป็นโพรโทคอลรับส่งข้อความแบบเผยแพร่–บอกรับ สมาชิกส่งข้อความไปยังหัวข้อผ่านนายหน้าข้อความโดยไม่ต้องรู้จักปลายทางโดยตรง เหมาะกับข้อมูลโทรมาตรและการกระจายเหตุการณ์ มาตรฐาน MQTT 5.0 กำหนดโดย OASIS[8]
  • CoAP เป็นโพรโทคอลถ่ายโอนทรัพยากรคล้ายเว็บสำหรับโหนดและเครือข่ายที่มีข้อจำกัด ออกแบบให้ใช้ส่วนหัวและการแลกเปลี่ยนข้อความขนาดเล็ก และมักทำงานเหนือ UDP[9]
  • HTTPและเว็บซ็อกเก็ตพบในอุปกรณ์ที่มีทรัพยากรมาก เกตเวย์ และส่วนต่อประสานระหว่างบริการ เพราะทำงานร่วมกับโครงสร้างพื้นฐานเว็บได้กว้างขวาง
  • OPC UA ใช้แลกเปลี่ยนข้อมูลและแบบจำลองสารสนเทศในงานอุตสาหกรรมอย่างไม่ขึ้นกับแพลตฟอร์ม รองรับทั้งรูปแบบไคลเอนต์–เซิร์ฟเวอร์และเผยแพร่–บอกรับ พร้อมกลไกพิสูจน์ตัวตน เข้ารหัส และตรวจสอบบูรณภาพ[10]

โพรโทคอลรับส่งข้อความไม่ได้รับประกันความมั่นคงปลอดภัยด้วยตัวมันเอง การติดตั้งต้องกำหนดการพิสูจน์ตัวตน การอนุญาตสิทธิ การจัดการกุญแจ การเข้ารหัสระหว่างทาง และพฤติกรรมเมื่อข้อความสูญหายหรือส่งซ้ำให้เหมาะกับความเสี่ยงของระบบ

การประมวลผลและการจัดการข้อมูล

[แก้]

ข้อมูล IoT มักเป็นข้อมูลอนุกรมเวลา เหตุการณ์ ภาพ เสียง ตำแหน่ง หรือสถานะอุปกรณ์ การทำให้ข้อมูลใช้ประโยชน์ได้ต้องรักษาเวลา หน่วยวัด บริบท คุณภาพข้อมูล และตัวตนของแหล่งกำเนิด ไม่เช่นนั้นค่าที่ส่งสำเร็จในระดับเครือข่ายอาจยังตีความผิดในระดับโปรแกรมประยุกต์ได้

ขอบเครือข่ายและกลุ่มเมฆ

[แก้]

การประมวลผลที่ขอบเครือข่าย [en] (edge computing) ย้ายการคำนวณและการจัดเก็บบางส่วนไปใกล้อุปกรณ์หรือแหล่งข้อมูล การประมวลผลใกล้ต้นทางช่วยลดข้อมูลที่ต้องส่ง ลดเวลาแฝง รักษาการทำงานเมื่อขาดเครือข่าย และจำกัดการเปิดเผยข้อมูลบางชนิด[11] ส่วนการประมวลผลแบบกลุ่มเมฆเหมาะกับการรวมข้อมูลจากอุปกรณ์จำนวนมาก การฝึกแบบจำลอง การวิเคราะห์ระยะยาว และการบริหารอุปกรณ์ข้ามพื้นที่ ระบบหนึ่งจึงมักแบ่งงานระหว่างอุปกรณ์ ขอบเครือข่าย และกลุ่มเมฆ มากกว่าจะเลือกใช้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง[12][13]

ฝาแฝดดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์

[แก้]

ฝาแฝดดิจิทัล [en] (digital twin) เป็นตัวแทนดิจิทัลที่เชื่อมโยงข้อมูลและแบบจำลองกับสิ่งหรือกระบวนการจริงตลอดวงจรชีวิต อาจใช้ติดตามสภาพ ทดลองสถานการณ์ หรือวางแผนบำรุงรักษา แต่ฐานข้อมูลสถานะหรือภาพสามมิติเพียงอย่างเดียวไม่จำเป็นต้องเป็นฝาแฝดดิจิทัล[14][15] มาตรฐาน ISO/IEC 30173:2023 กำหนดคำศัพท์และแนวคิดของระบบฝาแฝดดิจิทัลเพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องสื่อสารตรงกัน[16]

เมื่อใช้ปัญญาประดิษฐ์ร่วมกับ IoT ระบบอาจตรวจจับความผิดปกติ จำแนกเสียงหรือภาพ พยากรณ์การเสีย และปรับการควบคุมโดยอาศัยข้อมูล การอนุมานแบบจำลองบนไมโครคอนโทรลเลอร์หรืออุปกรณ์กำลังต่ำมักเรียกว่าไทนีเอ็มแอล [en] วิธีนี้ลดเวลาแฝงและการส่งข้อมูลดิบ แต่ยังต้องจัดการความแม่นยำ ความเอนเอียง การเปลี่ยนแปลงของข้อมูล การปรับรุ่นแบบจำลอง และความสามารถในการอธิบายผล MLPerf Tiny เป็นชุดเกณฑ์เปรียบเทียบสำหรับการอนุมานของโครงข่ายประสาทบนระบบกำลังต่ำมาก[17]

ความสามารถในการทำงานร่วมกันและมาตรฐาน

[แก้]

การทำงานร่วมกันได้ของ IoT มีอย่างน้อยสี่ระดับ ได้แก่ การเชื่อมต่อและขนส่งข้อมูลได้ การใช้รูปแบบข้อมูลและไวยากรณ์ที่ตรงกัน การเข้าใจความหมายของข้อมูลตรงกัน และการประสานกฎหรือกระบวนการระหว่างองค์กร ปัญหาอาจเกิดแม้อุปกรณ์ใช้เครือข่ายเดียวกัน เช่น เรียกหน่วยวัดต่างกัน ระบุทรัพยากรไม่ตรงกัน หรือมีแบบจำลองสิทธิที่เข้ากันไม่ได้

มาตรฐานและกรอบงานสำคัญมีบทบาทต่างกัน ได้แก่

  • ISO/IEC 30141 ให้สถาปัตยกรรมอ้างอิงและคำศัพท์ร่วมสำหรับพิจารณาระบบจากหลายมุมมอง[2]
  • oneM2M กำหนดชั้นบริการร่วมระหว่างโปรแกรมประยุกต์กับอุปกรณ์หรือเครือข่าย เช่น การลงทะเบียน การค้นหา การจัดการข้อมูล การบอกรับเหตุการณ์ ความมั่นคงปลอดภัย และการจัดการอุปกรณ์ โดยมุ่งลดการสร้างแพลตฟอร์มแยกตามอุตสาหกรรม[18]
  • W3C Web of Things กำหนดแบบจำลองนามธรรมและ “คำอธิบายสิ่ง” (Thing Description) ซึ่งบรรยายเมทาดาทา คุณสมบัติ การกระทำ เหตุการณ์ และวิธีเข้าถึงส่วนต่อประสานของสิ่งในรูปที่เครื่องอ่านได้ คำอธิบายดังกล่าวช่วยให้โปรแกรมใช้สิ่งต่างชนิดโดยไม่ผูกกับโพรโทคอลเฉพาะเพียงชนิดเดียว[19]
  • Matter เป็นมาตรฐานชั้นโปรแกรมประยุกต์สำหรับบ้านอัจฉริยะที่ทำงานบนเครือข่ายไอพี เช่น อีเทอร์เน็ต ไวไฟ และเธรด และใช้บลูทูทพลังงานต่ำในบางขั้นตอนของการนำอุปกรณ์เข้าระบบ จึงไม่ควรเรียก Matter ว่าเป็นเทคโนโลยีวิทยุอีกชนิดหนึ่ง[20]
  • OPC UA ให้บริการสื่อสารและแบบจำลองสารสนเทศสำหรับระบบอัตโนมัติและการเชื่อมโลกเทคโนโลยีเชิงปฏิบัติการกับเทคโนโลยีสารสนเทศ[10]

มาตรฐานช่วยลดความแตกแยกของแพลตฟอร์ม แต่ไม่ได้ทำให้ผลิตภัณฑ์ทุกชนิดทำงานร่วมกันได้โดยอัตโนมัติ การทำงานจริงยังขึ้นอยู่กับรุ่นของข้อกำหนด โพรไฟล์ที่เลือก การรับรอง การตีความของผู้ผลิต และนโยบายของระบบนิเวศ

การประยุกต์ใช้

[แก้]
ตัวอย่างการเชื่อมเครื่องจักรการเกษตรกับคอมพิวเตอร์ในฟาร์ม บริการกลุ่มเมฆ และอุปกรณ์เคลื่อนที่

IoT เป็นเทคโนโลยีอเนกประสงค์ซึ่งนำไปใช้ต่างกันตามวัตถุประสงค์ ข้อกำหนดด้านเวลา ความเสี่ยง และสภาพแวดล้อม ตัวอย่างการใช้งานที่สำคัญมีดังนี้[21]

ขอบเขต ตัวอย่าง ประเด็นสำคัญ
บ้านและอาคาร ระบบแสงสว่าง เครื่องปรับอากาศ มาตรวัด พลังงาน กลอนประตู ตัวรับรู้ควัน และการดูแลผู้สูงอายุ การทำงานร่วมกันของผลิตภัณฑ์ ความเป็นส่วนตัวภายในบ้าน อายุการสนับสนุน และการทำงานเมื่ออินเทอร์เน็ตขัดข้อง
อุตสาหกรรมและการผลิต ตรวจสภาพเครื่องจักร ควบคุมกระบวนการ ติดตามเครื่องมือ และบำรุงรักษาตามสภาพ ความพร้อมใช้ ความปลอดภัยของบุคลากร ระบบเดิม และการแบ่งเขตระหว่างเครือข่ายไอทีกับเทคโนโลยีเชิงปฏิบัติการ
พลังงานและสาธารณูปโภค มาตรวัดอัจฉริยะ การเฝ้าติดตามโครงข่ายไฟฟ้า น้ำ และท่อ การตอบสนองด้านโหลด ความถูกต้องของการวัด โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ความต่อเนื่องของบริการ และอายุอุปกรณ์ที่ยาวนาน
ขนส่งและโลจิสติกส์ ติดตามยานพาหนะ ตู้สินค้า และโซ่ความเย็น จัดการฝูงยาน และสื่อสารระหว่างยานพาหนะกับโครงสร้างพื้นฐาน พื้นที่ครอบคลุม การเคลื่อนที่ ตำแหน่งส่วนบุคคล และการบูรณาการข้ามองค์กร
สุขภาพและการแพทย์ อุปกรณ์สวมใส่ การเฝ้าติดตามผู้ป่วยจากระยะไกล เครื่องมือแพทย์เชื่อมต่อ และติดตามเวชภัณฑ์ ความถูกต้องทางคลินิก ความลับของข้อมูลสุขภาพ ความพร้อมใช้ และกฎกำกับเครื่องมือแพทย์
เกษตรกรรมและสิ่งแวดล้อม วัดความชื้นในดิน สภาพอากาศ คุณภาพน้ำ ติดตามปศุสัตว์ ควบคุมการให้น้ำ และเตือนภัย พลังงาน ระยะทาง สภาพอากาศ ความทนทาน และการตีความข้อมูลร่วมกับความรู้ของผู้ปฏิบัติงาน
เมืองและโครงสร้างพื้นฐาน ไฟถนน ที่จอดรถ การจัดการขยะ คุณภาพอากาศ และการติดตามสภาพสะพานหรืออาคาร การจัดซื้อระยะยาว มาตรฐานเปิด ธรรมาภิบาลข้อมูล การเฝ้าระวัง และความเสมอภาคในการเข้าถึงบริการ
ตัวอย่างสถาปัตยกรรม IoT เชิงอุตสาหกรรม ซึ่งเชื่อมระบบควบคุมและการปฏิบัติงานเข้ากับการประมวลผลและบริการระดับองค์กร

ในอุตสาหกรรม IoT มักเรียกว่า IoT เชิงอุตสาหกรรม (อังกฤษ: Industrial Internet of Things; IIoT) ระบบลักษณะนี้เชื่อมข้อมูลจากเครื่องจักรและเทคโนโลยีเชิงปฏิบัติการเข้ากับระบบสารสนเทศ แต่การเพิ่มการเชื่อมต่อไม่ควรลดความเป็นอิสระของระบบนิรภัยหรือทำให้คำสั่งจากเครือข่ายสำนักงานเข้าถึงเครื่องจักรได้โดยไม่มีการแบ่งเขตและควบคุมสิทธิ

ผลลัพธ์ของโครงการ IoT ไม่ได้เกิดจากจำนวนตัวรับรู้หรือปริมาณข้อมูลเพียงอย่างเดียว โครงการต้องเชื่อมการวัดเข้ากับการตัดสินใจที่มีผู้รับผิดชอบ กำหนดตัวชี้วัดก่อนติดตั้ง ตรวจสอบคุณภาพข้อมูล และเปรียบเทียบประโยชน์กับต้นทุนตลอดวงจรชีวิต มิฉะนั้นระบบอาจสร้างข้อมูลจำนวนมากโดยไม่เปลี่ยนกระบวนการหรือแก้ปัญหาที่ตั้งไว้

ความมั่นคงปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว และความปลอดภัยทางกายภาพ

[แก้]
อุปกรณ์ในบ้านมักเชื่อมโยงเป็นลูกโซ่ บัญชีหรือรหัสผ่านที่อ่อนแอในองค์ประกอบหนึ่งอาจกระทบองค์ประกอบอื่นของระบบ

IoT ขยายพื้นผิวการโจมตีตั้งแต่อุปกรณ์ เฟิร์มแวร์ วิทยุ เกตเวย์ โปรแกรมบนโทรศัพท์ ส่วนต่อประสานโปรแกรมประยุกต์ ไปจนถึงบริการกลุ่มเมฆ อุปกรณ์จำนวนหนึ่งมีทรัพยากรจำกัด ติดตั้งในที่เข้าถึงยาก และใช้งานนานกว่าวงจรสนับสนุนของซอฟต์แวร์ ข้อบกพร่องที่พบบ่อยได้แก่ข้อมูลประจำตัวเริ่มต้นที่ใช้ร่วมกัน บริการเครือข่ายที่ไม่จำเป็น การตรวจสอบการปรับรุ่นไม่เพียงพอ การเก็บกุญแจไม่ปลอดภัย และส่วนต่อประสานระยะไกลที่กำหนดสิทธิกว้างเกินไป

เหตุการณ์มิไรใน พ.ศ. 2559 แสดงให้เห็นผลกระทบระดับอินเทอร์เน็ตของอุปกรณ์ฝังตัวที่ตั้งค่าไม่ปลอดภัย มัลแวร์ค้นหาอุปกรณ์ที่เปิดบริการเทลเน็ตและใช้ชื่อผู้ใช้กับรหัสผ่านที่รู้จักเพื่อรวมอุปกรณ์เป็นบอตเน็ตสำหรับโจมตีแบบปฏิเสธการให้บริการ งานวิเคราะห์ของ Antonakakis และคณะพบจำนวนการติดเชื้อสูงสุดราว 600,000 เครื่อง และพบกล้อง เครื่องบันทึกภาพ กับเราเตอร์ในกลุ่มเป้าหมายสำคัญ[22]

กรอบพื้นฐาน NISTIR 8259A ระบุความสามารถแกนกลางของอุปกรณ์ที่องค์กรควรพิจารณา ได้แก่ การระบุตัวอุปกรณ์ การกำหนดค่า การปกป้องข้อมูล การจำกัดการเข้าถึงส่วนต่อประสาน การปรับรุ่นซอฟต์แวร์อย่างปลอดภัย และการรายงานสถานะความมั่นคงปลอดภัย[4] เมื่อนำมารวมกับข้อกำหนดของระบบ แนวทางสำคัญประกอบด้วย

  • ให้ข้อมูลประจำตัวเฉพาะแก่อุปกรณ์และพิสูจน์ตัวตนทั้งสองฝ่ายตามความเสี่ยง
  • ปิดบริการที่ไม่จำเป็น ใช้สิทธิน้อยที่สุด และแบ่งเครือข่ายเพื่อจำกัดการเคลื่อนที่ของผู้โจมตี
  • ปกป้องข้อมูลระหว่างส่งและขณะจัดเก็บ รวมทั้งจัดการกุญแจและความลับตลอดวงจรชีวิต
  • ตรวจสอบบูรณภาพของซอฟต์แวร์ ใช้การบูตอย่างปลอดภัยเมื่อเหมาะสม และยอมรับเฉพาะเฟิร์มแวร์ที่ลงนาม
  • มีช่องทางปรับรุ่นที่กู้คืนได้ ระบุระยะเวลาสนับสนุน และมีกระบวนการรับรายงานช่องโหว่
  • บันทึกเหตุการณ์และเฝ้าติดตามความผิดปกติโดยไม่เก็บข้อมูลเกินความจำเป็น
  • ลบข้อมูลประจำตัว กุญแจ และข้อมูลส่วนบุคคลเมื่อขายต่อ ถอนอุปกรณ์ หรือสิ้นสุดบริการ

ETSI EN 303 645:2024 เป็นฐานข้อกำหนดระดับผลลัพธ์สำหรับความมั่นคงปลอดภัยและการคุ้มครองข้อมูลของผลิตภัณฑ์ IoT สำหรับผู้บริโภค เช่น ไม่ใช้รหัสผ่านสากลเริ่มต้น มีวิธีรับรายงานช่องโหว่ รักษาซอฟต์แวร์ให้ทันสมัย ปกป้องพารามิเตอร์สำคัญ และทำให้ผู้ใช้ลบข้อมูลได้[23] อย่างไรก็ตาม มาตรฐานพื้นฐานไม่แทนที่การวิเคราะห์ภัยคุกคามและข้อกำหนดเฉพาะของเครื่องมือแพทย์ ยานพาหนะ หรือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ

ความเป็นส่วนตัวและจริยธรรม

[แก้]

ตัวรับรู้ที่ติดอยู่ในบ้าน ที่ทำงาน เมือง หรือร่างกายอาจบันทึกกิจวัตร ตำแหน่ง สุขภาพ เสียง ภาพ และความสัมพันธ์ของบุคคล รวมทั้งข้อมูลของผู้ที่ไม่ได้เป็นเจ้าของอุปกรณ์ ข้อมูลที่ดูไม่ระบุตัวบุคคลเมื่อแยกกันอาจเปิดเผยพฤติกรรมได้เมื่อนำมารวมกัน การคุ้มครองความเป็นส่วนตัวจึงครอบคลุมการลดข้อมูลตั้งแต่ต้นทาง การกำหนดวัตถุประสงค์และระยะเวลาเก็บ การประมวลผลภายในอุปกรณ์เมื่อทำได้ การแจ้งให้เข้าใจได้ การควบคุมของผู้ใช้ และการลบข้อมูล ไม่ใช่เพียงการเข้ารหัสขณะส่ง ยูเนสโกระบุว่าความยินยอมโดยได้รับข้อมูลเพียงพอเป็นประเด็นจริยธรรมสำคัญของการเก็บข้อมูล IoT โดยเฉพาะเมื่ออุปกรณ์ทำงานอยู่เบื้องหลังและผู้ได้รับผลกระทบไม่เห็นการเก็บข้อมูลอย่างชัดเจน[24]

ความปลอดภัยและความทนทาน

[แก้]

เมื่อ IoT ควบคุมประตู เครื่องทำความร้อน ปั๊ม ยานพาหนะ หรือเครื่องจักร ความผิดพลาดทางซอฟต์แวร์และการโจมตีไซเบอร์อาจก่ออันตรายทางกายภาพ ระบบที่มีความสำคัญจึงต้องแยกหน้าที่นิรภัยจากบริการที่ไม่จำเป็น ออกแบบสภาวะปลอดภัย ทดสอบกรณีเครือข่ายหรือไฟฟ้าขัดข้อง และอนุญาตให้ควบคุมในพื้นที่ได้ตามความเหมาะสม ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และความปลอดภัยทางวิศวกรรมจึงต้องวิเคราะห์ร่วมกัน แต่มีวิธีประเมินและหน่วยงานรับผิดชอบต่างกัน

ข้อจำกัดและผลกระทบ

[แก้]
  • ความแตกแยกและการผูกติดผู้ขาย — แพลตฟอร์มที่ใช้แบบจำลองข้อมูลหรือส่วนต่อประสานเฉพาะทำให้ย้ายอุปกรณ์และข้อมูลได้ยาก เมื่อบริการกลุ่มเมฆยุติลง อุปกรณ์ที่ยังทำงานทางกายภาพอาจสูญเสียคุณสมบัติสำคัญ
  • ความน่าเชื่อถือ — ระบบปลายทางถึงปลายทางมีองค์ประกอบจำนวนมาก ความล้มเหลวของการตั้งชื่อ เวลา ใบรับรอง เกตเวย์ หรือบริการภายนอกอาจทำให้ข้อมูลขาดช่วงหรือคำสั่งไม่ถึงปลายทาง
  • คุณภาพและธรรมาภิบาลข้อมูล — ตัวรับรู้อาจคลาดเคลื่อน เสื่อม หรืออยู่ผิดตำแหน่ง การตัดสินใจจากข้อมูลต้องติดตามการสอบเทียบ ที่มา สิทธิการใช้ และความไม่แน่นอนของข้อมูล
  • ต้นทุนตลอดวงจรชีวิต — ราคาตัวรับรู้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของต้นทุน ยังมีการติดตั้ง เครือข่าย แบตเตอรี่ การปรับรุ่น การเฝ้าติดตาม การตอบสนองเหตุการณ์ และการถอนระบบ
  • ผลกระทบทางสังคม — ระบบเฝ้าติดตามอาจเปลี่ยนความสัมพันธ์ด้านอำนาจในบ้าน ที่ทำงาน และพื้นที่สาธารณะ การออกแบบต้องคำนึงถึงการเข้าถึงของคนพิการ ความเหลื่อมล้ำ และผู้ที่ไม่เลือกใช้ระบบ
  • สิ่งแวดล้อม — อุปกรณ์จำนวนมากใช้วัตถุดิบ พลังงาน และแบตเตอรี่ และอาจกลายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์เมื่อซอฟต์แวร์สิ้นสุดการสนับสนุน รายงาน Global E-waste Monitor 2024 ระบุว่าทั่วโลกเกิดขยะอิเล็กทรอนิกส์ 62 พันล้านกิโลกรัมใน พ.ศ. 2565 และมีเพียงร้อยละ 22.3 ที่ได้รับการบันทึกว่าเก็บและรีไซเคิลอย่างถูกต้อง[25] การยืดอายุการสนับสนุน เปลี่ยนแบตเตอรี่หรือชิ้นส่วนได้ และประมวลผลอย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบที่ยั่งยืน

ประวัติ

[แก้]
การอภิปรายเรื่องผลกระทบของ IoT ต่อตลาดโลก ณ การประชุมเวิลด์อีโคโนมิกฟอรัม พ.ศ. 2559

แนวคิดของการนำคอมพิวเตอร์และเครือข่ายไปฝังในสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นก่อนมีคำว่า IoT หลายทศวรรษ พัฒนาการสำคัญได้แก่

ช่วงเวลา พัฒนาการ
คริสต์ทศวรรษ 1970–1980 มีการเชื่อมเครื่องขายสินค้าและอุปกรณ์ภาคสนามกับคอมพิวเตอร์เพื่อดูสถานะจากระยะไกล เครื่องขายโคคา-โคลาที่ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน ซึ่งสร้างส่วนต่อประสานรุ่นแรกใน พ.ศ. 2525 เป็นตัวอย่างยุคแรกที่มักถูกอ้างถึง[26]
ค.ศ. 1991 มาร์ก ไวเซอร์เสนอวิสัยทัศน์ “การคำนวณอยู่ทุกหนแห่ง” ในบทความ The Computer for the 21st Century โดยคอมพิวเตอร์จำนวนมากผสานอยู่ในชีวิตประจำวันจนไม่เป็นจุดสนใจ แนวคิดนี้เป็นรากฐานทางปัญญาของ IoT แม้ไม่ได้ใช้คำดังกล่าว[27]
ค.ศ. 1999 เควิน แอชตันใช้ชื่อ “Internet of Things” ในงานนำเสนอแก่พรอกเตอร์แอนด์แกมเบิล เพื่อเชื่อมแนวคิดการระบุด้วยคลื่นความถี่วิทยุในห่วงโซ่อุปทานเข้ากับอินเทอร์เน็ต เขาอธิบายที่มาของคำนี้ในบทความ พ.ศ. 2552[28]
คริสต์ทศวรรษ 2000 ราคาของตัวรับรู้ ไมโครคอนโทรลเลอร์ และวิทยุลดลง ขณะที่ RFID เครือข่ายตัวรับรู้ไร้สาย IPv6 และบริการเว็บช่วยให้ระบุและเชื่อมสิ่งจำนวนมากได้
คริสต์ทศวรรษ 2010 สมาร์ตโฟน การประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ เครือข่ายกำลังต่ำ และเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลทำให้ IoT แพร่ในตลาดผู้บริโภค เมือง และอุตสาหกรรม เหตุการณ์มิไรใน พ.ศ. 2559 ทำให้ความเสี่ยงจากผลิตภัณฑ์ที่ไม่ปลอดภัยได้รับความสนใจในวงกว้าง[22]
คริสต์ทศวรรษ 2020 การประมวลผลที่ขอบเครือข่าย ปัญญาประดิษฐ์บนอุปกรณ์ ฝาแฝดดิจิทัล เครือข่ายนอกภาคพื้นดิน และมาตรฐานทำงานร่วมกันสำหรับบ้านอัจฉริยะขยายขอบเขตของ IoT พร้อมกับการออกข้อกำหนดทางกฎหมายด้านความมั่นคงปลอดภัยของผลิตภัณฑ์

คำว่า IoT เคยถูกใช้ประกอบการคาดการณ์จำนวนอุปกรณ์และมูลค่าตลาดจำนวนมาก ตัวเลขเหล่านี้ขึ้นอยู่กับนิยามของ “อุปกรณ์ IoT” วิธีนับ การรวมโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ และขอบเขตของตลาด จึงไม่ใช่องค์ประกอบของนิยามและไม่ควรใช้แทนการวัดผลของระบบ

กฎระเบียบและทิศทางในคริสต์ทศวรรษ 2020

[แก้]

กฎกำกับ IoT แตกต่างตามเขตอำนาจและชนิดผลิตภัณฑ์ นอกจากกฎหมายคุ้มครองข้อมูล เครื่องมือแพทย์ วิทยุ และความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์แล้ว หลายเขตอำนาจเริ่มกำหนดหน้าที่ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์โดยตรง ตัวอย่างเช่น ระบอบความมั่นคงปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เชื่อมต่อสำหรับผู้บริโภคของสหราชอาณาจักรมีผลตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2567 โดยกำหนดข้อห้ามหรือหน้าที่เรื่องรหัสผ่านเริ่มต้น ช่องทางรายงานปัญหาความมั่นคงปลอดภัย และการเผยแพร่ระยะเวลาขั้นต่ำของการปรับปรุงความมั่นคงปลอดภัย[29]

กฎหมายความยืดหยุ่นทางไซเบอร์ของสหภาพยุโรปมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2567 และกำหนดข้อกำหนดตลอดวงจรชีวิตสำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีองค์ประกอบดิจิทัล หน้าที่รายงานบางส่วนเริ่มใช้วันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2569 ส่วนหน้าที่หลักเริ่มใช้วันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2570[30] วันที่บังคับใช้ที่ทยอยกันดังกล่าวทำให้การระบุเพียงว่า “กฎหมายมีผลแล้ว” อาจทำให้เข้าใจขอบเขตหน้าที่ในแต่ละช่วงผิดได้

ทิศทางทางเทคนิคที่สำคัญมีดังนี้

  • การรวมระบบนิเวศ — มาตรฐานอย่าง Matter, W3C WoT และ oneM2M ลดความจำเป็นในการสร้างตัวเชื่อมเฉพาะราย แต่การแข่งขันระหว่างแพลตฟอร์มและการรองรับรุ่นต่างกันยังคงเป็นอุปสรรค ใน พ.ศ. 2569 Connectivity Standards Alliance ยังเผยแพร่รุ่นปรับปรุงของ Matter เพื่อพัฒนาการติดตั้ง การบริหารข้ามระบบนิเวศ และการควบคุมตามบริบท[31]
  • ปัญญาที่ปลายทาง — การประมวลผลที่ขอบเครือข่ายและ TinyML ทำให้อุปกรณ์ตอบสนองได้เร็วขึ้นและส่งข้อมูลดิบลดลง แต่เพิ่มภาระการกระจาย ตรวจสอบ และปรับรุ่นแบบจำลอง
  • การเชื่อมต่อในพื้นที่ห่างไกล — เครือข่ายนอกภาคพื้นดินเชื่อมระบบเซลลูลาร์กับดาวเทียม ขณะที่งาน 3GPP Release 19 ด้าน Ambient IoT มุ่งลดความซับซ้อนและพลังงานของอุปกรณ์ต่ำกว่าเทคโนโลยี LPWAN เซลลูลาร์เดิม งานดังกล่าวเป็นพัฒนาการของมาตรฐานและไม่เท่ากับการใช้งานเชิงพาณิชย์อย่างแพร่หลายทันที[32]
  • ความมั่นคงปลอดภัยตั้งแต่การออกแบบ — มาตรฐานและกฎหมายเปลี่ยนจุดเน้นจากคำแนะนำแก่ผู้ใช้ไปสู่หน้าที่ของผู้ผลิต เช่น การจัดการช่องโหว่ การปรับรุ่น และการสนับสนุนตลอดอายุผลิตภัณฑ์
  • ความยั่งยืนและสิทธิในการควบคุม — การซ่อมได้ อายุการสนับสนุน การทำงานในพื้นที่ การส่งออกข้อมูล และการทำงานหลังบริการกลุ่มเมฆยุติลงเป็นเกณฑ์สำคัญขึ้นในการประเมินผลิตภัณฑ์ IoT

ดูเพิ่ม

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. 1 2 "Recommendation ITU-T Y.4000/Y.2060: Overview of the Internet of things" (ภาษาอังกฤษ). สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ. 15 มิถุนายน 2012. สืบค้นเมื่อ 29 กรกฎาคม 2026.
  2. 1 2 3 "ISO/IEC 30141:2024 Internet of Things (IoT) — Reference architecture" (ภาษาอังกฤษ). องค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน. สิงหาคม 2024. สืบค้นเมื่อ 29 กรกฎาคม 2026.
  3. "Web of Things (WoT) Architecture 1.1" (ภาษาอังกฤษ). เวิลด์ไวด์เว็บคอนซอร์เทียม. 5 ธันวาคม 2023. สืบค้นเมื่อ 29 กรกฎาคม 2026.
  4. 1 2 Fagan, Michael; Megas, Katerina; Scarfone, Karen; Smith, Matthew (พฤษภาคม 2020). "NISTIR 8259A: IoT Device Cybersecurity Capability Core Baseline" (ภาษาอังกฤษ). สถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติสหรัฐ. doi:10.6028/NIST.IR.8259A. สืบค้นเมื่อ 29 กรกฎาคม 2026.
  5. "Thread in Homes: What Is Thread and What Does It Do?" (ภาษาอังกฤษ). Thread Group. สืบค้นเมื่อ 29 กรกฎาคม 2026.
  6. "LoRaWAN 1.0.4 Specification Package" (ภาษาอังกฤษ). LoRa Alliance. สืบค้นเมื่อ 29 กรกฎาคม 2026.
  7. "Non-Terrestrial Networks (NTN)" (ภาษาอังกฤษ). 3GPP. 14 พฤษภาคม 2024. สืบค้นเมื่อ 29 กรกฎาคม 2026.
  8. "MQTT Version 5.0" (ภาษาอังกฤษ). OASIS Open. 7 มีนาคม 2019. สืบค้นเมื่อ 29 กรกฎาคม 2026.
  9. Shelby, Zach; Hartke, Klaus; Bormann, Carsten (มิถุนายน 2014). The Constrained Application Protocol (CoAP). Internet Engineering Task Force. doi:10.17487/RFC7252. RFC 7252. สืบค้นเมื่อ 29 กรกฎาคม 2026.
  10. 1 2 "OPC Unified Architecture — Part 1: Overview and Concepts" (ภาษาอังกฤษ). OPC Foundation. สืบค้นเมื่อ 29 กรกฎาคม 2026.
  11. "การเติบโตแบบก้าวกระโดดของ Edge Computing". AVESTA : Mobile, Web and Custom Application Development Company (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2026-07-29.
  12. "What Is Edge Computing? | IBM". www.ibm.com (ภาษาอังกฤษ). 2023-06-20. สืบค้นเมื่อ 2026-07-29.
  13. "ISO/IEC TR 30164:2020 Internet of things (IoT) — Edge computing" (ภาษาอังกฤษ). องค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน. เมษายน 2020. สืบค้นเมื่อ 29 กรกฎาคม 2026.
  14. "Digital Twin แบบจำลองเสมือนจริงจากระบบทางกายภาพ - NECTEC : National Electronics and Computer Technology Center" (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). 2022-03-11. สืบค้นเมื่อ 2026-07-29.
  15. Phetsuwan, Kusapon; Thamjaroenporn, Papoj (2022-03-03). "รู้จักกับ Digital Twin ฝาแฝดในโลกดิจิทัล - Big Data Institute". สืบค้นเมื่อ 2026-07-29.
  16. "ISO/IEC 30173:2023 Digital twin — Concepts and terminology" (ภาษาอังกฤษ). องค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน. ตุลาคม 2023. สืบค้นเมื่อ 29 กรกฎาคม 2026.
  17. "A New TinyML Streaming Benchmark for MLPerf Tiny v1.3" (ภาษาอังกฤษ). MLCommons. 24 กันยายน 2025. สืบค้นเมื่อ 29 กรกฎาคม 2026.
  18. "What is oneM2M?" (ภาษาอังกฤษ). oneM2M. สืบค้นเมื่อ 29 กรกฎาคม 2026.
  19. "Web of Things (WoT) Thing Description 1.1" (ภาษาอังกฤษ). เวิลด์ไวด์เว็บคอนซอร์เทียม. 5 ธันวาคม 2023. สืบค้นเมื่อ 29 กรกฎาคม 2026.
  20. "Build With Matter" (ภาษาอังกฤษ). Connectivity Standards Alliance. สืบค้นเมื่อ 29 กรกฎาคม 2026.
  21. "Supplement 53 to ITU-T Y-series Recommendations: Internet of Things use cases" (ภาษาอังกฤษ). สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ. ธันวาคม 2018. สืบค้นเมื่อ 29 กรกฎาคม 2026.
  22. 1 2 Antonakakis, Manos; และคณะ (2017). "Understanding the Mirai Botnet". 26th USENIX Security Symposium (ภาษาอังกฤษ). USENIX Association. น. 1093–1110. สืบค้นเมื่อ 29 กรกฎาคม 2026.
  23. "ETSI EN 303 645 V3.1.3: Cyber Security for Consumer Internet of Things — Baseline Requirements" (PDF) (ภาษาอังกฤษ). สถาบันมาตรฐานโทรคมนาคมยุโรป. กันยายน 2024. สืบค้นเมื่อ 29 กรกฎาคม 2026.
  24. The ethical implications of the Internet of Things (IoT) (รายงาน) (ภาษาอังกฤษ). องค์การยูเนสโก. 2023. สืบค้นเมื่อ 29 กรกฎาคม 2026.
  25. The Global E-waste Monitor 2024 (PDF) (รายงาน) (ภาษาอังกฤษ). สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศและสถาบันการฝึกอบรมและวิจัยแห่งสหประชาชาติ. 2024. สืบค้นเมื่อ 29 กรกฎาคม 2026.
  26. "CMU SCS Coke Machine Home Page" (ภาษาอังกฤษ). Carnegie Mellon University School of Computer Science. สืบค้นเมื่อ 29 กรกฎาคม 2026.
  27. Weiser, Mark (กันยายน 1991). "The Computer for the 21st Century". Scientific American (ภาษาอังกฤษ). 265 (3): 94–104. สืบค้นเมื่อ 29 กรกฎาคม 2026.
  28. Ashton, Kevin (22 มิถุนายน 2009). "That 'Internet of Things' Thing". RFID Journal (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 29 กรกฎาคม 2026.
  29. "The UK Product Security and Telecommunications Infrastructure (Product Security) regime" (ภาษาอังกฤษ). รัฐบาลสหราชอาณาจักร. 2 พฤษภาคม 2024. สืบค้นเมื่อ 29 กรกฎาคม 2026.
  30. "Cyber Resilience Act" (ภาษาอังกฤษ). คณะกรรมาธิการยุโรป. สืบค้นเมื่อ 29 กรกฎาคม 2026.
  31. "Matter 1.6 Enables More Intuitive Setup, Multi-Ecosystem Experiences, and Context-Driven Control" (ภาษาอังกฤษ). Connectivity Standards Alliance. มิถุนายน 2026. สืบค้นเมื่อ 29 กรกฎาคม 2026.
  32. "Release 19 Ambient IoT" (ภาษาอังกฤษ). 3GPP. สืบค้นเมื่อ 29 กรกฎาคม 2026.

อ่านเพิ่มเติม

[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]