อิงเงอปอร์แห่งเดนมาร์ก สมเด็จพระราชินีแห่งฝรั่งเศส
| อิงเงอปอร์แห่งเดนมาร์ก | |
|---|---|
![]() | |
| สมเด็จพระราชินีแห่งฝรั่งเศส | |
| ดำรงพระยศ | 15 สิงหาคม ค.ศ. 1193 – 5 พฤศจิกายน ค.ศ. 1193 และ ค.ศ. 1200 - 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1223 |
| ราชาภิเษก | 25 สิงหาคม ค.ศ. 1193 |
| พระราชสมภพ | ค.ศ. 1175 |
| สวรรคต | 29 กรกฎาคม ค.ศ. 1236 (62-63 พรรษา) แซ็งฌ็องเดอลีล |
| คู่อภิเษก | พระเจ้าฟีลิปที่ 2 แห่งฝรั่งเศส |
| ราชวงศ์ | เอสตริดเซน |
| พระราชบิดา | พระเจ้าวัลเดมาร์ที่ 1 แห่งเดนมาร์ก |
| พระราชมารดา | โซเฟียแห่งมินสก์ |
อิงเงอร์บอร์กแห่งเดนมาร์ก (ประสูติราว ค.ศ.1174 – สิ้นพระชนม์ 29 กรกฎาคม ค.ศ. 1236) ทรงเป็น เจ้าหญิงแห่งเดนมาร์ก โดยกำเนิด และต่อมาทรงเป็น สมเด็จพระราชินีแห่งฝรั่งเศส ในฐานะพระมเหสีพระองค์ที่สองของ พระเจ้าฟีลิปที่ 2 แห่งฝรั่งเศส ชีวิตของพระองค์โดดเด่นด้วยการที่ทรงถูกพระสวามีปฏิเสธอย่างไม่คาดคิด หลังการอภิเษกสมรสไม่นาน และการต่อสู้เรียกร้องสิทธิ์ในฐานะพระราชินีที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งใหญ่ระหว่างราชบัลลังก์ฝรั่งเศสกับพระสันตะปาปา
พระชนมชีพช่วงต้นและภูมิหลังราชวงศ์
[แก้]อิงเงอร์บอร์ก ประสูติราวปี ค.ศ.1174 ในประเทศเดนมาร์ก พระองค์เป็นพระธิดาของ พระเจ้าวัลเดมาร์ที่ 1 แห่งเดนมาร์ก (Valdemar I of Denmark) กษัตริย์ผู้ทรงพลังที่สามารถรวมเดนมาร์กให้เป็นปึกแผ่น และ โซเฟียแห่งมินสค์ (Sophia of Minsk) ตระกูลของอิงเงอร์บอร์กเป็นมหาอำนาจที่เติบโตขึ้นทางตอนเหนือของยุโรป และมีสายสัมพันธ์อันดีกับราชวงศ์ที่สำคัญหลายราชวงศ์
ในฐานะเจ้าหญิง พระองค์ได้รับการศึกษาตามธรรมเนียมราชวงศ์ ซึ่งรวมถึงภาษาละตินและมีความรู้ทางศาสนาค่อนข้างดี ซึ่งต่อมาได้ช่วยให้พระองค์สามารถปกป้องสิทธิ์ของตนเองได้
การอภิเษกสมรสกับพระเจ้าฟีลิปที่ 2 แห่งฝรั่งเศส
[แก้]การอภิเษกสมรสของอิงเงอร์บอร์กกับพระเจ้าฟีลิปที่ 2 เป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่สำคัญ แต่กลับกลายเป็นโศกนาฏกรรมส่วนตัว
พระเจ้าฟีลิปที่ 2 ทรงเป็นม่าย หลังจากพระมเหสีพระองค์แรกคือ อีซาแบลแห่งแอโนสิ้นพระชนม์ ในปี ค.ศ.1190 และทรงมีพระโอรสเพียงองค์เดียวคือเจ้าชายหลุยส์ (ในอนาคตคือพระเจ้าหลุยส์ที่ 8) พระองค์จึงต้องการพระมเหสีองค์ใหม่เพื่อเป้าหมายสองประการ คือ เพื่อให้กำเนิดรัชทายาทเพิ่มเติม และเพื่อสร้างพันธมิตรทางยุทธศาสตร์กับเดนมาร์ก เพื่อใช้ในการต่อต้านอังกฤษ ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญของฝรั่งเศส
อิงเงอร์บอร์กอภิเษกสมรสกับพระเจ้าฟีลิปที่ 2 เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ค.ศ.1193 ณ เมืองอาเมียง (Amiens) ประเทศฝรั่งเศส พระองค์ได้รับการสวมมงกุฎเป็นสมเด็จพระราชินีแห่งฝรั่งเศสในวันรุ่งขึ้น
เหตุการณ์ที่น่าตกใจที่สุดในชีวิตของอิงเงอร์บอร์กเกิดขึ้นทันทีหลังพิธีอภิเษกสมรส พระเจ้าฟีลิปที่ 2 ทรงแสดงท่าทีรังเกียจและปฏิเสธพระองค์อย่างไม่ทราบสาเหตุ สาเหตุของการปฏิเสธนี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันในหมู่นักประวัติศาสตร์ บางส่วนเชื่อว่าเป็นเพราะความไม่พอใจในรูปลักษณ์ภายนอก หรือปัญหาทางจิตใจของพระเจ้าฟีลิป หรืออาจเป็นเหตุผลทางการเมืองที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
ความขัดแย้งเรื่องการหย่าร้างและการแทรกแซงของพระสันตะปาปา
[แก้]หลังจากการปฏิเสธ อิงเงอร์บอร์กถูกคุมขัง และพระเจ้าฟีลิปที่ 2 พยายามขอให้การอภิเษกสมรสเป็นโมฆะ ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งครั้งใหญ่กับพระศาสนจักร
พระเจ้าฟีลิปพยายามอ้างว่าการแต่งงานเป็นโมฆะ เนื่องจากความสัมพันธ์ทางสายเลือดที่ใกล้ชิดกันมากเกินไป (ซึ่งเป็นข้ออ้างที่คลุมเครือและไม่น่าเชื่อถือ) แต่ศาลศาสนจักรส่วนใหญ่ปฏิเสธข้ออ้างของพระองค์
ในปี ค.ศ.1196 พระเจ้าฟีลิปทรงตัดสินใจอภิเษกสมรสกับ แอนเญสแห่งเมราเนีย (Agnès de Méranie) โดยที่การแต่งงานกับอิงเงอร์บอร์กยังไม่ถูกประกาศให้เป็นโมฆะอย่างถูกต้องตามกฎหมายศาสนจักร
เมื่อ สมเด็จพระสันตะปาปาอินโนเซนต์ที่ 3 ขึ้นสู่ตำแหน่ง ในปี ค.ศ.1198 พระองค์ทรงมีท่าทีที่แข็งกร้าวอย่างยิ่ง พระสันตะปาปาทรงยืนยันในความถูกต้องของการแต่งงานของอิงเงอร์บอร์กและทรงสั่งให้พระเจ้าฟีลิปกลับไปคืนดีกับพระองค์
เมื่อพระเจ้าฟีลิปไม่ยอมปฏิบัติตาม ในปี ค.ศ.1199 สมเด็จพระสันตะปาปาทรงประกาศ "คำสั่งห้ามประกอบพิธีกรรมทางศาสนา" (Interdict) ทั่วฝรั่งเศส ซึ่งหมายความว่า โบสถ์ทุกแห่งในประเทศจะปิดทำการ ไม่มีการประกอบพิธีมิสซา ไม่มีงานแต่งงาน ไม่มีพิธีศพ (ยกเว้นพิธีล้างบาปสำหรับทารกและพิธีสุดท้ายสำหรับผู้ใกล้ตาย) การลงโทษนี้สร้างแรงกดดันอย่างหนักทั้งทางจิตวิญญาณและทางสังคมให้กับประชาชนและขุนนางฝรั่งเศส
ตลอดช่วงเวลาของการถูกกุมขังและถูกปฏิเสธ อิงเงอร์บอร์บทรงยืนกรานในสิทธิ์ของตนเอง ในฐานะพระราชินีที่ถูกต้องตามกฎหมาย และทรงส่งจดหมายอุทธรณ์ถึงพระสันตะปาปาอย่างต่อเนื่อง ทำให้พระองค์กลายเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจพระศาสนจักรเหนืออำนาจทางโลก
ช่วงปลายชีวิตในฐานะราชินีและราชินีม่าย
[แก้]- การ "คืนดี" (ถูกบังคับ): ภายใต้แรงกดดันจากคำสั่งห้ามประกอบพิธีกรรมและจากบรรดาขุนนางของตนเอง ในที่สุด พระเจ้าฟีลิปที่ 2 ก็ต้องยอมรับอิงเงอร์บอร์กกลับมา ในฐานะพระราชินีอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ.1201 อย่างไรก็ตาม พระองค์ยังคงถูกกุมขังหรือแยกออกจากราชสำนักเป็นส่วนใหญ่ ในปราสาทต่างๆ เช่น เอตองป์ (Étampes) และปัวซี (Poissy) เป็นเวลาหลายปี
- การกลับสู่ราชสำนัก: ในช่วงปลายรัชสมัยของพระเจ้าฟีลิปที่ 2 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังปี ค.ศ.1213 อิงเงอร์บอร์กได้รับการปฏิบัติในฐานะพระราชินีอย่างเต็มตัวมากขึ้น และได้กลับมาเข้าร่วมพิธีการในราชสำนักอย่างเป็นทางการ ซึ่งอาจเป็นผลมาจากความสำนึกผิดของพระเจ้าฟีลิป หรือการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
- หลังการสวรรคตของพระเจ้าฟีลิปที่ 2 (ค.ศ.1223): อิงเงอร์บอร์กทรงได้รับฐานะเป็นพระราชินีม่ายโดยสมบูรณ์ และได้รับที่ดินบำนาญตามสิทธิ์ พระองค์ทรงใช้ชีวิตส่วนที่เหลืออยู่ในฝรั่งเศส โดยทรงให้ความสนใจในกิจการของราชวงศ์เดนมาร์กของพระองค์เองด้วย
- ไม่มีพระโอรสธิดา: แม้จะอภิเษกสมรสกับพระเจ้าฟีลิปที่ 2 เป็นเวลาหลายปี แต่อิงเงอร์บอร์กก็ไม่มีพระโอรสธิดาที่รอดชีวิตกับพระองค์
การสิ้นพระชนม์และการฝังพระศพ
[แก้]อิงเงอร์บอร์กแห่งเดนมาร์กสิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ค.ศ.1236 ณ เมืองกอร์เบย (Corbeil) ประเทศฝรั่งเศส
พระศพของพระองค์ได้รับการฝังไว้ที่ อารามแซ็ง-ฌ็อง-อ็อง-ลิล (Priory of Saint-Jean-en-L'Isle) ในกอร์เบย
อ้างอิง
[แก้]- Alex Sanmark - The Princess in the Tower (History Today February 2006)
