ข้ามไปเนื้อหา

อาวุธเพลิง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ระเบิดเพลิง Mark 77 ถูกติดตั้งเพื่อการฝึกซ้อมในฝูงบินขับไล่โจมตีเอฟ/เอ-18 ฮอร์เน็ทของเหล่านาวิกโยธินสหรัฐเมื่อปี 1993

อาวุธเพลิง (รวมถึง อุปกรณ์ ระเบิด กระสุน หรืออาวุธชนิดอื่น; อังกฤษ: incendiary devices) เป็นอาวุธที่ได้รับการออกแบบให้สามารถจุดไฟหรือทำลายอุปกรณ์ที่มีความไวสัมผัสโดยใช้ไฟ หรือบางครั้งใช้เป็นอาวุธสังหารบุคคล โดยใช้สารเคมีเช่น เนปาล์ม เทอร์ไมต์ ผงแมกนีเซียม คลอรีนไตรฟลูออไรด์ หรือฟอสฟอรัสขาวเป็นส่วนประกอบ[1] คนทั่วไปมักเรียกอาวุธชนิดนี้ว่าเป็นระเบิด แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ได้ทำจากวัตถุระเบิด หากแต่เป็นอาวุธที่ได้รับการออกแบบเพื่อชะลอกระบวนการปฏิกิริยาเคมี และใช้การจุดไฟ (ignition) แทนการจุดระเบิด (detonation) เพื่อเริ่มปฏิกิริยาหรือรักษาระดับปฏิกิริยาไว้ ตัวอย่างของอาวุธเพลิงที่มีชื่อเสียงคือ เนปาล์ม ซึ่งทำจากปิโตรเลียมที่ถูกทำให้ข้นเป็นพิเศษด้วยสารเคมีบางชนิดจนเนื้อมีลักษณะเป็น 'เจล' เพื่อชะลอและไม่ให้หยุดเผาไหม้ ทำให้สามารถปลดปล่อยพลังงานออกมาได้นานกว่าวัตถุระเบิด ซึ่งในกรณีของเนปาล์ม เนื้อเจลจะเกาะติดกับพื้นผิวและต้านทานการกดทับ

ยุคก่อนสมัยใหม่

[แก้]

อาวุธสร้างความร้อนหลายชนิดถูกใช้มาตั้งแต่กองทัพสมัยโบราณ สมัยกลาง (หรือหลังคลาสสิก) และสมัยใหม่ตอนต้น วัสดุที่ใช้เช่นกากน้ำมันดิน น้ำมัน ยางไม้ ไขมันสัตว์ หรือสารประกอบอื่น ๆ ที่ทำให้ร้อน สารบางชนิดมีความเป็นพิษและทำให้ตาบอดได้ เช่น ปูนขาวและกำมะถัน มีการใช้สารผสมที่ก่อให้เกิดเพลิง เช่น ไฟกรีก ที่ใช้ปิโตรเลียมเป็นสารตั้งต้น ถูกใช้ยิงด้วยเครื่องขว้างหรือฉีดผ่านกาลักน้ำ มีการใช้วัสดุชุบกำมะถันและชุบน้ำมันจากนั้นจึงจุดไฟและขว้างใส่ศัตรู หรือนำไปติดที่ปลายหอก ลูกศร หรือลูกหน้าไม้ จากนั้นจึงยิงด้วยมือหรือเครื่องจักร กลยุทธ์ในการปิดล้อม เช่น การขุดเจาะอุโมงค์ อาจมีการจุดไฟและเผาเพื่อทำให้กำแพงหรือโครงสร้างพังถล่มลงมา ช่วงหลังของยุคได้มีการประดิษฐ์ดินปืน ทำให้อาวุธมีความซับซ้อนมากขึ้น อาวุธเพลิงชนิดแรกคือ หอกไฟของจีนที่เป็นต้นตระกูลของอาวุธปืนในปัจจุบัน[2]

สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

[แก้]
ระเบิดเพลิงที่ถูกทิ้งลงที่เซาท์เอนด์ออนซี สหราชอาณาจักร เมื่อปี ค.ศ. 1916

อาวุธเพลิงในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งชุดแรกถูกใช้โดยเยอรมนี เรียกว่า ระเบิดเพลิง (firebomb) ทำจากเชือกชุบน้ำมันดิน พันรอบภาชนะลักษณะอย่างครีบที่บรรจุน้ำมันก๊าดและน้ำมันอยู่ภายใน ถูกบรรทุกไปด้วยเรือเหาะเซ็พเพอลีนของเยอรมนี และทิ้งลงในเมืองเล็ก ๆ ตามแนวชายฝั่งตะวันออกของอังกฤษในคืนวันที่ 18–19 มกราคม ค.ศ. 1915 ชุดแรกมีจำนวนไม่มาก ต่อมาในวันที่ 8 กันยายนปีเดียวกัน เรือเหาะเซ็พเพอลีน L-13 ได้ทิ้งระเบิดชนิดเดิมอีกครั้งเป็นจำนวนมาก ถึงแม้ว่าผลลัพธ์ในแง่ของความเสียหายที่เกิดขึ้นจะถือว่าไม่มีประสิทธิภาพ แต่กระนั้นอาวุธชนิดนี้ก็ได้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อขวัญกำลังใจของพลเมืองชาวสหราชอาณาจักร[3]

หลังการทดลองเพิ่มเติมกับถังบรรจุเบนซอล (benzole) ขนาด 5 ลิตร ในปี ค.ศ. 1918 "ระเบิดเพลิงเอเล็กโทรน" B-1E (เยอรมัน: Elektronbrandbombe) ได้รับการพัฒนาโดยนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรที่โรงงานเคมีเอเล็กโทรน-กรีสไฮม ระเบิดถูกจุดด้วยประจุเทอร์ไมต์ แต่ตัวเชื้อเพลิงหลักที่ทำให้เกิดเพลิงคือโครงหุ้มที่ทำมาจากโลหะผสมอะลูมิเนียมและแมกนีเซียม ซึ่งติดไฟที่อุณหภูมิ 650 °C เผาไหม้ที่อุณหภูมิ 1,100 °C และปล่อยไอระเหยที่เผาไหม้ได้ที่อุณหภูมิ 1,800 องศาเซลเซียส ข้อดีอีกประการหนึ่งของโครงโลหะผสมคือความเบา โดยมีความหนาแน่นเพียง 1 ใน 4 ของเหล็ก ซึ่งหมายความว่าเครื่องบินทิ้งระเบิดแต่ละลำสามารถบรรทุกอาวุธเพิ่มได้อีกมาก[4] กองบัญชาการระดับสูงของเยอรมันได้สร้างปฏิบัติการที่มีชื่อว่าว่า "แผนไฟ" (เยอรมัน: Der Feuerplan, แปลได้อีกนัยหนึ่งว่า แผนการยิง) ที่จะมีการใช้กองเรือทิ้งระเบิดหนักทั้งหมด ทำการบินเป็นระลอกเหนือกรุงลอนดอนและปารีส พร้อมทิ้งระเบิดเพลิงที่บรรทุกเต็มอัตราทั้งหมด การโจมตีครั้งนี้จะทำให้เมืองหลวงทั้งสองแห่งกลายเป็นทะเลเพลิง และอาจทำให้ฝ่ายสัมพันธมิตรต้องยอมเจรจาสันติภาพ[5] มีการเตรียมสะสมระเบิดอิเล็กโทรนหลายพันลูกไว้ในฐานเครื่องบินทิ้งระเบิดแนวหน้าแล้ว และมีแผนปฏิบัติการในเดือนสิงหาคมและต้นเดือนกันยายน 1918 แต่ทั้งสองครั้งกลับมีการออกคำสั่งแย้งคำสั่งในช่วงสุดท้าย เนื่องจากเป็นไปได้ว่าฝ่ายเยอรมันเกรงว่าฝ่ายพันธมิตรจะตอบโต้ด้วยวิธีการเดียวกันกับเมืองของตน[6] ในเวลานั้นกองทัพอากาศสหราชอาณาจักรก็มี "ระเบิดเพลิงเบบี้" (Baby Incendiary Bomb, BIB) เป็นของตนเองแล้ว ซึ่งยังบรรจุประจุเทอร์ไมต์ด้วยเช่นกัน[7] ฝ่ายเยอรมันยังมีแผนโจมตีนิวยอร์กด้วยระเบิดเพลิงที่บรรทุกไปกับเรือเหาะพิสัยไกลรุ่นใหม่ชั้น L70 เสนอโดยผู้บังคับการกองเรือเหาะ เพเทอร์ ชตราสเซอร์ เมื่อเดือนกรกฎาคม 1918 แต่ถูกยับยั้งโดยพลเรือเอก ไรน์ฮาร์ท แชร์[8]

สงครามโลกครั้งที่สอง

[แก้]
ระเบิดเพลิงขนาด 1 กก. ของเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

ระเบิดเพลิงถูกใช้อย่างแพร่หลายในสงครามโลกครั้งที่สองในฐานะอาวุธระเบิดที่มีประสิทธิภาพ บ่อยครั้งใช้ร่วมกับระเบิดแรงสูง[9] การโจมตีด้วยระเบิดเพลิงที่มีชื่อเสียงที่สุดครั้งหนึ่งได้แก่ การทิ้งระเบิดที่เดรสเดินเมื่อ 13-15 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1945 และการทิ้งระเบิดที่โตเกียวเมื่อ 10 มีนาคม ปีเดียวกัน ระเบิดเพลิงที่ใช้ในช่วงสงครามมีรูปแบบต่างกันมากมายและมีวัสดุบรรจุหลายประเภท เช่น พอลิเมอร์ไอโซบิวทิลเมทาคริเลต (IM) เนปาล์ม รวมถึงเจลปิโตรเลียมที่มีสูตรคล้ายคลึงกัน ระเบิดเพลิงจำนวนมากได้รับการพัฒนาโดยหน่วยงาน Chemical Warfare Service ของสหรัฐ มีการทดสอบและใช้ระเบิดเพลิงหลายลักษณะ ทั้งขนาดเล็ก กระจุกระเบิดลูกปราย และระเบิดขนาดใหญ่[10] ปลอกระเบิดที่มีขนาดใหญ่บรรจุแท่งระเบิดลูกปรายเพลิงลูกเล็ก ๆ หลายแท่ง ตัวปลอกถูกออกแบบให้เปิดในอากาศ กระจายระเบิดลูกปรายครอบคลุมพื้นที่กว้าง ประจุระเบิดจะจุดไฟที่ตัววัสดุก่อเพลิง ก่อให้เกิดไฟโหมกระหน่ำ ไฟจะลุกไหม้ที่อุณหภูมิสูงจัดพอที่จะทำลายอาคารที่ทำจากไม้หรือวัสดุที่ติดไฟอื่น ส่วนอาคารที่สร้างด้วยหินมีแนวโน้มที่จะต้านทานเพลิงไหม้ได้ นอกเสียจากจะถูกระเบิดออกก่อนด้วยระเบิดแรงสูง

ห้องบอลรูมในพระราชวังหลวง กรุงวอร์ซอกำลังถูกเผาไหม้ ผลจากการทิ้งระเบิดเพลิงโดยกองทัพอากาศเยอรมัน

กองทัพอากาศเยอรมันใช้ระเบิดเพลิงเอเล็กโทรน B-1E ทำจากโลหะผสมแมกนีเซียม 1 กิโลกรัมที่ได้ออกแบบไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1918 และถูกดัดแปลงโดยเพิ่มประจุระเบิดขนาดเล็กที่มีจุดประสงค์เพื่อเจาะทะลุหลังคาอาคาร มีการพัฒนารางที่สามารถบรรจุระเบิดดังกล่าวได้คราวละ 36 ลูก เครื่องทิ้งระเบิดจ่ายไฟฟ้าหนึ่งตัวสามารถใส่รางบรรจุระเบิดได้ 4 ราง เครื่องบินทิ้งระเบิดไฮง์เคิล เฮ 111 หนึ่งลำสามารถบรรจุระเบิดเพลิงได้ทั้งสิ้น 1,152 ลูก แต่ในความเป็นจริงแล้วส่วนมากจะบรรทุกอาวุธชนิดอื่นไปด้วย นอกจากนี้เยอรมนียังใช้ "ระเบิดเปลวไฟ" (เยอรมัน: Flammenbombe) ที่มีทั้งขนาด 250 และ 500 กิโลกรัม เปลือกหุ้มระเบิดแรงสูง เติมด้วยสารผสมน้ำมันที่ติดไฟได้ แต่ระเบิดชนิดนี้ประสบความสำเร็จน้อยกว่าระเบิดชนิดแรกเนื่องจากการจุดระเบิดแรงสูงล้มเหลวบ่อยครั้ง จึงเลิกใช้ไปตั้งแต่เดือนมกราคม 1941[11]

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อาวุธเพลิงถูกพัฒนาด้วยจุดประสงค์หลักคือใช้ทำลายโรงงานอุตสาหกรรมการสงครามขนาดเล็กจำนวนมากที่กระจายตัวอยู่ทั่วไปในพื้นที่เมืองขนาดใหญ่ ซึ่งมักเป็นความตั้งใจเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกทำลายด้วยระเบิดแรงสูงแบบเล็งเป้าหมายโดยตรง อย่างไรก็ตาม ความเสียหายต่อพลเรือนที่เกิดจากอาวุธดังกล่าวได้รับชื่อเสียงอย่างรวดเร็วว่าเป็นอาวุธก่อความหวาดกลัวในสายตาของประชากรที่โจมตี นาซีเยอรมนีเริ่มใช้ระเบิดเพลิงตั้งแต่ช่วงต้นสงครามโลกครั้งที่สอง โดยเริ่มจากการทิ้งระเบิดกรุงวอร์ซอ จากนั้นตามด้วยการทิ้งระเบิดในลอนดอนที่เป็นที่รู้จักในชื่อเดอะบลิตซ์ การโจมตีกรุงมอสโก รวมถึงเมืองอื่น ๆ หลายแห่ง ต่อมาฝ่ายสัมพันธมิตรได้ดำเนินการตอบโต้อย่างรุนแรงด้วยการทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ ทำให้เมืองหลายแห่งในเยอรมนีถูกทำลายจนเกือบสิ้นซาก ในสงครามแปซิฟิก ช่วงเจ็ดเดือนสุดท้ายของการทิ้งระเบิดเชิงยุทธศาสตร์ต่อญี่ปุ่นโดยเครื่องบินโบอิง บี-29 ซูเปอร์ฟอร์เทรส ฝ่ายสัมพันธมิตรได้เปลี่ยนไปใช้ยุทธวิธีการทิ้งระเบิดเพลิง ส่งผลให้มีชาวญี่ปุ่นเสียชีวิตถึง 500,000 คน และกลายเป็นคนไร้บ้านอีกกว่า 5 ล้านคน เมืองญี่ปุ่น 67 เมืองได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงจากการโจมตีด้วยระเบิดเพลิง ทว่าการโจมตีครั้งเดียวที่คร่าชีวิตผู้คนมากที่สุดในประวัติศาสตร์คือปฏิบัติการมีตติงเฮาส์ เป็นการทิ้งระเบิดเพลิงในกรุงโตเกียวที่คร่าชีวิตชาวเมืองไปถึง 100,000 คนภายในคืนเดียว

ระเบิดเพลิงแบบ I.B. 4-lb. Mk IV ของอังกฤษ[12]
บน: ตัวระเบิดที่สมบูรณ์ หัวระเบิดทาสีแดง
กลาง: ตัวระเบิดที่ด้าน ไม่มีส่วนหางดีบุก
ล่าง: ซากที่เหลือจากการเผาไหม้
กองบัญชาการทิ้งระเบิดอังกฤษได้ทิ้งระเบิดเพลิงชนิดนี้ไปเป็นจำนวน 80 ล้านลูกในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ระเบิดขนาด 4 ปอนด์นี้ยังถูกใช้งานโดยสหรัฐในชื่อว่า "AN-M50"

ระเบิดเพลิงน้ำหนัก 4 ปอนด์ (1.8 กิโลกรัม) ซึ่งพัฒนาโดยบริษัท ICI (Imperial Chemical Industries) เป็นระเบิดเพลิงขนาดเบาแบบมาตรฐานที่กองบัญชาการทิ้งระเบิดของกองทัพอากาศอังกฤษ (RAF Bomber Command) ใช้งานในปริมาณมหาศาล โดยในปี ค.ศ. 1944 ยอดผลิตลดลงเล็กน้อยเหลือ 35.8 ล้านลูก เนื่องจากมีระเบิดเพลิงจากสหรัฐเข้ามาเสริม อังกฤษเลือกใช้ระเบิดชนิดนี้ในแผน "รื้อที่อยู่อาศัย" (dehousing) ตัวระเบิดประกอบด้วยลำตัวกลวงที่ทำจากโลหะผสมอะลูมิเนียม-แมกนีเซียม หัวระเบิดทำจากเหล็กหล่อหรือเหล็กกล้า ภายในบรรจุเม็ดเพลิงเทอร์ไมต์ ซึ่งสามารถลุกไหม้ได้นานถึง 10 นาที นอกจากนี้ยังมีรุ่นระเบิดแรงสูง และรุ่นระเบิดแรงสูงแบบหน่วงเวลา (2–4 นาที) ซึ่งออกแบบมาเพื่อสังหารเจ้าหน้าที่กู้ภัยและนักดับเพลิง ตามปกติแล้วการโจมตีด้วยระเบิดเพลิงจะมีการทิ้งระเบิดแรงสูงบางส่วนควบคู่กันไปด้วย เพื่อเปิดให้เข้าถึงวัสดุติดไฟในอาคาร และยังทำให้ถนนเต็มไปด้วยหลุมและซากปรักหักพัง ขัดขวางการทำงานของหน่วยกู้ภัย

ห้องเก็บระเบิดของเครื่องบินเอฟโร แลนด์แคสเตอร์ แสดงให้เห็นการบรรทุกระเบิดแบบผสมในช่วงหลัง ประกอบด้วยระเบิดขนาด 4,000 ปอนด์แบบ "Cookie" และภาชนะบรรจุระเบิดขนาดเล็ก 12 ใบ แต่ละใบบรรจุระเบิดเพลิงขนาด 4 ปอนด์ จำนวน 236 ลูก

ในช่วงท้ายของสงครามโลกครั้งที่สอง อังกฤษได้เปิดตัวระเบิดเพลิงรุ่นปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นมาก มีน้ำหนัก 30 ปอนด์ (14 กิโลกรัม) โดยเมื่อทิ้งลงมาจะมีร่มชูชีพขนาดเล็กชะลอการตก และเมื่อกระทบพื้นจะพ่นเปลวไฟร้อนจัดออกไปได้ไกลถึง 15 ฟุต (4.6 เมตร) ระเบิดรุ่นนี้มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า "Incendiary Bomb, 30-lb., Type J, Mk I"[12] ใช้เวลาลุกไหม้นานประมาณสองนาที บทความหลายแหล่งในช่วงปลายปี ค.ศ. 1944 อ้างว่าเปลวไฟจากระเบิดนั้นร้อนมากจนสามารถเผาทำลายกำแพงอิฐให้พังลงมาได้ ด้วยเหตุผลด้านการโฆษณาชวนเชื่อ กองทัพอากาศอังกฤษ (RAF) จึงตั้งชื่อให้กับระเบิดเพลิงรุ่นนี้ว่า "Superflamer"[13] มีการทิ้งระเบิดเพลิงประมาณ 55 ล้านลูกในเยอรมนีด้วยฝูงเครื่องบินเอฟโร แลนด์แคสเตอร์เพียงอย่างเดียว

อาวุธเพลิงจำนวนมากที่ถูกพัฒนาและนำมาใช้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองมีลักษณะเป็นระเบิดและกระสุน มีส่วนก่อเพลิงหลักคือ ฟอสฟอรัสขาว (white phosphorus, WP) โดยสามารถใช้เป็นอาวุธโจมตีต่อต้านกำลังพลศัตรูโดยตรง เช่น ใช้โจมตีกองกำลังทหารที่รวมกลุ่มอยู่อย่างหนาแน่น อย่างไรก็ตาม WP ก็ยังถูกใช้เพื่อจุดประสงค์อื่นได้แก่ การส่งสัญญาณ การสร้างม่านควัน และทำสัญลักษณ์เป้าหมาย กองทัพบกและนาวิกโยธินสหรัฐได้ใช้ฟอสฟอรัสขาวอย่างแพร่หลายในสงครามโลกครั้งที่สองและสงครามเกาหลีเพื่อจุดประสงค์ดังกล่าวทั้งสามอย่าง โดยมักใช้ในรูปกระสุนปืนครกเคมีขนาด 4.2 นิ้ว ทหารฝ่ายสัมพันธมิตรจำนวนมากให้เครดิตแก่ WP ว่ามีบทบาทสำคัญต่อการหยุดยั้งการโจมตีของทหารราบเยอรมันหลายครั้ง และสร้างความสับสนต่อกองกำลังศัตรูในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สอง ทั้งในสงครามดังกล่าวและสงครามเกาหลี WP ได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิภาพสูงในการรับมือกับยุทธวิธีการบุกโจมตีเป็นคลื่นมนุษย์ (human wave attacks) ของฝ่ายตรงข้าม

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง

[แก้]

สหรัฐใช้ระเบิดเนปาล์มอย่างแพร่หลายในช่วงสงครามเกาหลี[14] โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมรภูมิ "Outpost Harry" ในเกาหลีใต้เมื่อคืนวันที่ 10–11 มิถุนายน ค.ศ. 1953[ต้องการอ้างอิง] นายทหารฝ่ายเคมีของกองทัพบกที่แปดของสหรัฐ โดนัลด์ โบด ได้รายงานว่า "ในวันที่ดีทั่วไป" นักบินของสหประชาชาติใช้นาปาล์มประมาณ 70,000 แกลลอนสหรัฐ (260,000 ลิตร) โดยในจำนวนนี้กองกำลังสหรัฐใช้ไปราว 60,000 แกลลอนสหรัฐ (230,000 ลิตร)[15] นายกรัฐมนตรี วินสตัน เชอร์ชิลล์ ของอังกฤษได้แสดงความไม่เห็นด้วยส่วนตัวกับการใช้เนปาล์มในเกาหลี เขาเขียนว่ามันเป็นสิ่งที่ "โหดร้ายมาก" ที่กองกำลังสหรัฐและสหประชาชาติใช้เนปาล์ม "สาดใส่ประชากรที่เป็นพลเรือนไปทั่ว" และ "ทรมานผู้คนจำนวนมาก" เขายังได้ถ่ายทอดความรู้สึกนี้ไปยังจอมพลโอมาร์ แบรดลีย์ ประธานคณะเสนาธิการร่วมของสหรัฐ แต่แบรดลีย์ไม่ได้เผยแพร่ต่อ อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีเชอร์ชิลล์อนุญาตอย่างเป็นสาธารณะให้แบรดลีย์ "ออกแถลงการณ์ยืนยันว่ารัฐบาลอังกฤษสนับสนุนการโจมตีด้วยเนปาล์มของสหรัฐ"[16]

ในช่วงสงครามเวียดนาม กองทัพอากาศสหรัฐได้พัฒนาระเบิดลูกปรายเพลิงที่มีชื่อว่า CBU-55 ใช้โพรเพนเป็นเชื้อเพลิง โดยอาวุธชนิดนี้ถูกนำมาใช้จริงในสนามรบเพียงครั้งเดียว[17] ในขณะที่เนปาล์มได้กลายเป็นองค์ประกอบหลักของยุทธวิธีทางทหารของสหรัฐในสงครามเวียดนาม เนื่องจากกองทัพใช้เพื่อผลในเชิงยุทธวิธีและเชิงจิตวิทยาเพิ่มขึ้น มีรายงานว่าระหว่างปี ค.ศ. 1963 ถึง 1973 สหรัฐได้ทิ้งระเบิดเนปาล์มในภูมิภาครวมทั้งหมดราว 388,000 ตัน เทียบกับช่วงสงครามเกาหลี 3 ปีที่มีการใช้ไป 32,357 ตัน และที่ญี่ปุ่นเมื่อ ค.ศ. 1945 มีการใช้ไป 16,500 ตัน[18][19]

ระเบิดเพลิงที่ใช้ในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 บางครั้งมีเทอร์ไมต์ที่ทำจากอะลูมิเนียมและเหล็กออกไซด์เป็นส่วนประกอบ การจุดติดไฟต้องใช้ความร้อนสูงมาก แต่เมื่อจุดติดแม้แต่เหล็กกล้าแข็งก็ถูกเผาทะลุได้ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง อุปกรณ์เช่นนี้ถูกใช้ในระเบิดเพลิงขว้าง ใช้เพื่อเผาทะลุแผ่นเกราะหนา หรือใช้เป็นกลไกการเชื่อมโลหะแบบด่วนเพื่อทำลายปืนใหญ่และอาวุธกลซับซ้อนอื่น ๆ

วัสดุไพโรโฟริกหลายชนิดสามารถนำมาใช้ได้ เช่น สารประกอบโลหอินทรีย์บางชนิด ที่ใช้บ่อยที่สุดได้แก่ ไตรเอทิลอะลูมิเนียม ไตรเมทิลอะลูมิเนียม และอนุพันธ์แอลคิลและแอริลของอะลูมิเนียม แมกนีเซียม โบรอน สังกะสี โซเดียม และลิเทียมบางชนิดก็นำมาใช้ได้ ส่วนไตรเอทิลอะลูมิเนียมชนิดข้น มีลักษณะคล้ายกับเนปาล์มที่ติดไฟทันทีเมื่อสัมผัสอากาศ เป็นที่รู้จักกันในชื่อสารไพโรโฟริกชนิดข้น (thickened pyrophoric agent, TPA)

สหรัฐไม่ใช้เนปาล์มแบบดั้งเดิมอีกต่อไปแล้ว ถึงกระนั้นปัจจุบันยังคงมีการใช้ระเบิดเพลิง Mark 77 MOD 5 ที่ใช้เชื้อเพลิงเป็นน้ำมันก๊าด สหรัฐได้ยืนยันการใช้ระเบิดชนิดนี้ในปฏิบัติการณ์อิรักเสรี (Operation Iraqi Freedom) ในอิรักเมื่อปี ค.ศ. 2003

อาวุธเพลิงกับกฎหมายสงคราม

[แก้]

รัฐที่ลงนามมีพันธกรณีต้องปฏิบัติตามพิธีสารฉบับที่ 3 (Protocol III) แห่งอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการห้ามใช้อาวุธตามแบบบางชนิด (Convention on Certain Conventional Weapons) ซึ่งควบคุมการใช้อาวุธเพลิง โดยมีสาระสำคัญดังนี้

  • ห้ามใช้อาวุธเพลิงกับพลเรือน (ยืนยันหลักการทั่วไปที่ห้ามการโจมตีพลเรือน ตามพิธีสารเพิ่มเติมฉบับที่ 1 ของอนุสัญญาเจนีวา)
  • ห้ามใช้อาวุธเพลิงทางอากาศโจมตีเป้าหมายทางทหารที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ซึ่งมีพลเรือนอยู่หนาแน่นและควบคุมการใช้อาวุธเพลิงประเภทอื่นในสถานการณ์ลักษณะเดียวกันอย่างหลวม ๆ[20]

อย่างไรก็ตาม พิธีสารฉบับที่ 3 ระบุว่า อาวุธเพลิงไม่รวมไปถึง

  • ยุทโธปกรณ์ที่มีผลข้างเคียงเป็นเพลิงโดยไม่ได้ตั้งใจ เช่น กระสุนส่องสว่าง กระสุนส่องวิถี ควัน หรืออุปกรณ์ส่งสัญญาณ
  • ยุทโธปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อเจาะทะลุ ทำลาย หรือทำให้แตกกระจายด้วยเพลิงเป็นผลประกอบ เช่น กระสุนเจาะเกราะ ลูกระเบิดแตกกระจาย ระเบิดแรงระเบิด และยุทโธปกรณ์ผลผสมอื่น ๆ ที่ผลจากเพลิงไม่ได้ออกแบบเพื่อสร้างแผลไฟไหม้ต่อบุคคลโดยเฉพาะ แต่ใช้กับเป้าหมายทางทหาร เช่น ยานเกราะ อากาศยาน และสิ่งติดตั้งหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ

ดูเพิ่ม

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. Andriukaitis, Lukas; Beals, Emma; Brookie, Graham; Higgins, Eliot; Itani, Faysal; Nimmo, Ben; Sheldon, Michael; Tsurkov, Elizabeth; Waters, Nick (2018). "Incendiary Weapons". Breaking Ghouta. Atlantic Council. pp. 36–43.
  2. Andrade, Tonio (2016), The Gunpowder Age: China, Military Innovation, and the Rise of the West in World History, Princeton University Press, p. 26, ISBN 978-0-691-13597-7
  3. Wilbur Cross, "Zeppelins of World War I" หน้าที่ 35, published 1991 Paragon House ISBN I-56619-390-7
  4. Hanson, Neil (2009), First Blitz, Corgi Books, ISBN 978-0552155489 (หน้าที่ 406–408)
  5. Hanson, หน้าที่ 413–414
  6. Hanson, หน้าที่ 437–438
  7. Dye, Peter (2009). "ROYAL AIR FORCE HISTORICAL SOCIETY JOURNAL 45 – RFC BOMBS & BOMBING 1912–1918 (หน้าที่ 12–13)" (PDF). www.raf.mod.uk. Royal Air Force Historical Society. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2 May 2014. สืบค้นเมื่อ 1 May 2014.
  8. Hanson, หน้าที่ 412
  9. World War II Guide. เก็บถาวร 30 สิงหาคม 2005 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
  10. "How we fight Japan with fire". Popular Science. May 1945. สืบค้นเมื่อ 9 December 2015.
  11. "German Ordnance". The Doric Columns. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2014-05-02. สืบค้นเมื่อ 1 May 2014.
  12. 1 2 Hussey, G.F. Jr. (4 มกราคม 1970) [6 October 1946]. "British English Ordnance" (PDF). Command Naval Ordnance Systems. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 4 มีนาคม 2016. สืบค้นเมื่อ 8 ธันวาคม 2015.
  13. "SUPERFLAMER Dropped by Chute Throws Fire 15 Feet." Popular Mechanics, December 1944, p. 13. Article bottom of page.
  14. Pike, John. "Napalm".
  15. Neer, Robert (2013). Napalm: An American Biography. Harvard University Press. p. 99. ISBN 9780674075450.
  16. Neer, Robert M. (2013). Napalm: An American Biography. Harvard University Press. pp. 102–3. ISBN 9780674075450.
  17. Alan Dawson, 55 Days: The Fall of South Vietnam (Prentice-Hall 1977).
  18. "Books in brief. Napalm: An American Biography Robert M. Neer Harvard University Press 352 pp". Nature. 496 (7443): 29. 2013. doi:10.1038/496029a.
  19. "Liquid Fire – How Napalm Was Used In The Vietnam War". www.warhistoryonline.com. Nikola Budanovic. June 2016. สืบค้นเมื่อ 8 November 2017.
  20. although the 4th Geneva Convention, Part 3, Article 1, Section 28 states "The presence of a protected person(s) may not be used to render certain points or areas immune from military operations."