ข้ามไปเนื้อหา

อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มแห่งออสเตรีย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์ม
อาร์ชดยุกแห่งออสเตรีย
อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มแห่งออสเตรียในเครื่องแบบนายทหารยูเครน ในค.ศ. 1918
ประสูติ10 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1895
โลชิน, จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี (ปัจจุบันคือ โครเอเชีย)
สวรรคต18 สิงหาคม ค.ศ. 1948 (พระชนมายุ 53 พรรษา)
เคียฟ, สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตยูเครน, สหภาพโซเวียต
พระนามเต็ม
วิลเฮ็ล์ม ฟรันทซ์ ฟ็อน ฮาพส์บวร์ค-ลอแรน
ราชวงศ์ฮาพส์บวร์ค-ลอแรน
พระบิดาอาร์ชดยุกคาร์ล ชเตฟันแห่งออสเตรีย
พระมารดาอาร์ชดัชเชสมารีอา เทเรซีอาแห่งออสเตรีย (1862-1933)

อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์ม ฟรันทซ์แห่งออสเตรีย ต่อมาเป็นที่รู้จักในพระนาม วิลเฮ็ล์ม ฟรันทซ์ ฟ็อน ฮาพส์บวร์ค-ลอแรน (10 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1895 - 18 สิงหาคม ค.ศ. 1948) และบางครั้งทรงถูกขนานพระนามว่า วาซิล วือชือวานึย (Vasyl Vyshyvanyi)[1] (ยูเครน: Василь Вишиваний) ทรงเป็นอาร์ชดยุกแห่งจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี และเป็นพันเอกแห่งกองทหารปืนไรเฟิลซิชยูเครน สังกัดกองทัพประชาชนยูเครน เป็นกวี และสมาชิกราชวงศ์ฮาพส์บวร์ค-ลอแรน

อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มแห่งออสเตรีย ทรงเป็นที่รู้จักในยูเครนในพระนาม "วาซิล วือชือวานึย" ซึ่งเป็นชื่อที่ทหารยูเครนตั้งให้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง พระองค์ได้รับการพิจารณาว่าเป็นหนึ่งในผู้ที่มีโอกาสขึ้นครองราชบัลลังก์ยูเครนอย่างไม่เป็นทางการ หากมีการสถาปนาระบอบราชาธิปไตยขึ้น แม้ว่าตัวพระองค์เองจะไม่ทรงเคยประกาศเจตนารมณ์อย่างเป็นทางการที่จะเป็นพระมหากษัตริย์ของยูเครน และไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะทำเช่นนั้น แต่อาร์ชดยุควิลเฮ็ล์ม หรือ วาซิลก็ทรงมีชื่อเสียงจากความสามารถด้านการทหารและการทูต บทกวี และความรักที่พระองค์มีต่อยูเครน

พระชนม์ชีพ

[แก้]

ช่วงต้นพระชนม์ชีพ

[แก้]
ภาพถ่ายพระตระกูลของอาร์ชดยุกคาร์ล ชเตฟัน พร้อมพระชายาและพระโอรสธิดา ในค.ศ. 1886 อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มเป็นพระโอรสองค์สุดท้องอยู่ในอ้อมพระหัตถ์ของอาร์ชดัชเชสมารีอา เทเรซีอา

อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มเป็นพระโอรสองค์สุดท้องในอาร์ชดยุกคาร์ล ชเตฟันแห่งออสเตรีย กับอาร์ชดัชเชสมารีอา เทเรซีอาแห่งออสเตรีย เจ้าหญิงแห่งทัสคานี ประสูติวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1895[i] พระองค์ประสูติในตำหนักของพระตระกูลที่เกาะโลชินในดินแดนชายฝั่งของออสเตรีย (ปัจจุบันคือ ประเทศโครเอเชีย) ต่อมาในช่วงที่พระองค์ถูกจับกุมโดยทางการโซเวียต พระองค์ได้ตรัสว่าสถานที่ประสูติคือเมืองโปลา (ขณะนั้นอยู่ในอิตาลี ปัจจุบันคือ ปูลา โครเอเชีย)[1] เขายังประกาศสถานะทางสังคมของตนว่าเป็น "เจ้าของที่ดิน" (ปาเมชชิก [Pomeshchik]) และทรงระบุว่าเป็นคนว่างงาน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลนี้ไม่ถูกต้อง เพราะในความเป็นจริงแล้วพระองค์เป็นนักธุรกิจและผู้ประกอบการในขณะที่ถูกจับกุม[1]

อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มทรงมีพระเชษฐภคินีและพระเชษฐาได้แก่ อาร์ชดัชเชสเอเลโอโนเรอ, อาร์ชดัชเชสเรนาทา, อาร์ชดยุกคาร์ล อัลเบร็คท์, อาร์คดัชเชสเมคทิลดิส และอาร์ชดยุกเลโอ คาร์ล[2] ทั้งพระตระกูลประทับที่เมืองปูลา ซึ่งพระโอรสธิดาทุกพระองค์ของอาร์ชดยุกคาร์ล ชเตฟันประสูติที่นั่น เนื่องจากพระมารดาทรงมีเชื้อสายอิตาลี ทำให้ทั้งหมดตรัสภาษาอิตาลี และได้เรียนภาษาเยอรมันจากพระบิดา ทุกพระองค์ได้รับการอบรมที่ตำหนักโดยอาจารย์พิเศษ นอกเหนือจากศึกษาหลักสูตรการเรียนทั่วไปของโรงเรียนแล้ว ทุกพระองค์ยังได้รับการสอนภาษาถึงสามภาษา ได้แก่ ภาษาอิตาลี ภาษาฝรั่งเศส และภาษาอังกฤษ จากคำให้การของอาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์ม เมื่อทรงพระเยาว์ พระองค์ทรงชื่นชมกวีเยอรมัน เช่น ไฮน์ริช ไฮเนอ และนีโคเลาส์ เลเนา และทรงชื่นชอบกวีอิตาลีอย่างปิเอโตร เมตาสตาซีโอ, ดันเต อาลีกีเอรี, เพทราร์ก, โจวันนี บอกกัชโช และคนอื่นๆ[3].

อาร์ชดยุกคาร์ล ชเตฟันทรงเป็นนายพลของราชนาวีออสเตรีย ทรงมักพาพระโอรสธิดา โดยเฉพาะเหล่าพระโอรสออกเรือไปยังทะเลเอเดรียติก ทางชายฝั่งเมืองปูลา อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มเดินทางรอบโลกกับพระเชษฐาและพระบิดาเป็นเวลาหกปีเริ่มตั้งแต่มีพระชนมายุ 10 พรรษา พระองค์ไปเยือนหลายประเทศในยุโรป แอฟริกา อเมริกา และเอเชีย

ไม่นานนักพระบิดาของพระองค์ได้ลาออกจากราชการกองทัพเรือออสเตรีย-ฮังการี พระองค์มีความขัดแย้งกับผู้บังคับบัญชาของกองทัพเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างกองเรือ พระองค์จึงลาออกเพื่อเป็นการประท้วง อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มทรงได้รับการอบรมเลี้ยงดูในตำหนักของพระตระกูลที่เมืองชือเวียตในราชอาณาจักรกาลิเซียและโลโดเมเรีย (ปัจจุบันคือ โปแลนด์) [1] พระบิดาของพระองค์เป็นผู้รักชาติชาวโปแลนด์ที่มองว่าประชากรยูเครนด้อยกว่า[1] เพื่อให้สอดคล้องกับการตื่นตัวของกระแสชาตินิยมในศตวรรษที่ 19 อาร์ชดยุกคาร์ล ชเตฟันจึงตัดสินพระทัยให้สมาชิกราชวงศ์ฮาพส์บวร์คสายของพระองค์เปลี่ยนมายึดถืออัตลักษณ์เป็นชาวโปแลนด์ โดยเป็นการผสมผสานความจงรักภักดีต่อราชวงศ์ฮาพส์บวร์คเข้ากับความจงรักภักดีต่อประเทศโปแลนด์ พระองค์ให้ความสำคัญกับการให้พระโอรสธิดาเรียนภาษาโปแลนด์ตั้งแต่ทรงพระเยาว์ และพยายามปลูกฝังความรักชาติโปแลนด์ให้ พระโอรสองค์ใหญ่คือ อาร์ชดยุกคาร์ล อัลเบร็คท์แห่งออสเตรียเป็นนายทหารโปแลนด์และปฏิเสธที่จะละทิ้งความจงรักภักดีต่อโปแลนด์ ส่วนพระธิดาสองพระองค์ของอาร์ชดยุกคาร์ล ชเตฟัน ได้เสกสมรสกับตระกูลขุนนางโปแลนด์ตระกูลราจีวีย์และตระกูลชาร์ตอรึสกี บรรดานักเขียนชาวโปแลนด์ที่อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มทรงโปรด ได้แก่ แคนรึก แชงกีเยวิตช์[4] และยูลิอุช สวอวัตสกี[5][6]

การศึกษา

[แก้]

ตั้งแต่ค.ศ. 1905 อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มทรงเข้าศึกษาระบบโรงเรียนเรอาล ชูเลอในเวียนนา ทรงสำเร็จการศึกษาในค.ศ. 1912 ในปีถัดมา พระองค์พร้อมอาร์ชดยุกเลโอ พระเชษฐาได้เข้าศึกษาที่สถาบันการทหารเทเรเซียนในเมืองวีเนอร์ นอยสตัดท์ การกระทำของพระบิดาและพระมารดาในการส่งไปเข้าเรียนครั้งนี้ค่อนข้างผิดปกติ เนื่องจากโดยปกติแล้วบุตรหลานของราชวงศ์จะได้รับยศนายทหารในกองทัพออสเตรีย-ฮังการีโดยอัตโนมัติ ในครอบครัวของอาร์ชดยุกคาร์ล ชเตฟัน เหล่าพระโอรสธิดาได้รับการเลี้ยงดูแบบสปาร์ตัน (เน้นระเบียบวินัยและความอดทน) โดยพระบิดาและพระมารดาต้องการให้ทุกพระองค์ไม่มีความแตกต่างจากนักเรียนคนอื่นๆ ในโรงเรียนนายร้อย และใช้ชีวิตในโรงนอนรวมร่วมกับนักเรียนนายร้อยคนอื่นโดยไม่มีสิทธิพิเศษใดๆ

อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มทรงศึกษาอย่างง่ายดาย ในสถาบันทหาร พระองค์ทรงค้นคว้าผลงานของคาร์ล เคาต์สกี, ฟรีดริช นีทเชอและนักปรัชญาคนอื่นๆ ด้วยพระองค์เองเป็นครั้งแรก นอกเหนือจากกิจการทางทหารแล้ว อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มยังศึกษาวรรณคดีและภาษาต่างๆ โดยทรงเลือกเรียนภาษายูเครนเป็นวิชาเลือก

อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์ม ทรงต่อต้านพระบิดาไปเข้าข้างชาวยูเครนซึ่งเป็นศัตรูกับชาวโปแลนด์ ตอนทรงพระเยาว์ พระองค์ถูกสอนว่าชาวยูเครนเป็นโจรและเป็นพวกชนเผ่าโจร[1] ในค.ศ. 1912 ขณะมีพระชนมายุ 17 พรรษา อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มตัดสินพระทัยไปพบเจอผู้คน "ลึกลับ" เหล่านี้ด้วยพระองค์เอง[1] พระองค์เดินทางด้วยรถไฟไปยังโวโรคตาและเยือนหมู่บ้านชาวฮุตซูลหลายแห่งเป็นเวลา 40 วัน[1]ในเวลานั้นพระองค์ประทับอยู่กับชาวนาและเสด็จไปทั่วเทือกเขาคาร์เพเทียน พระองค์ไม่เห็นว่าคนกลุ่มนี้เป็นพวกกองโจร พระองค์จึงเกิดความหลงใหลอย่างลึกซึ้งในวัฒนธรรมยูเครน ซึ่งยังทรงรักษาไว้ตลอดชีวิต[1] ขณะศึกษาที่สถาบันทหาร พระองค์ทรงอ่านหนังสือของนักเขียนและกวีชาวยูเครน และหลงใหลในผลงานของอีวาน ฟรังโก, ยูรีย์ แฟดคอวึช, วาซิล สแตฟาเนิก, ตารัส เชวเชนโก และคนอื่นๆ โดยเฉพาะหนังสือภาษายูเครนเล่มแรกที่ทรงอ่าน คือ "ประวัติศาสตร์ยูเครนโดยย่อ" ของมือคายลอ ฮรูแชวสกึย พระองค์ทรงอ่านหนังสือเล่มนี้ในฤดูหนาว ค.ศ. 1915 โดยความช่วยเหลือของทหารชาวยูเครนจากกองร้อยของพระองค์ที่มีชื่อว่า พริชเลียค เมื่อเวลาผ่านไป ความสนใจในวัฒนธรรมยูเครนในระดับพื้นฐาน ได้เติบโตขึ้นจนกลายเป็นการเข้าไปมีส่วนร่วมในชีวิตทางการเมืองของชาวพื้นเมืองยูเครนในจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี[7]

ความสนพระทัยของพระองค์ที่มีต่อชาวยูเครนซึ่งค่อนข้างยากจน ทำให้ทรงได้รับฉายาว่า 'เจ้าชายแดง' (The Red Prince) ฉายานี้ไม่ได้หมายความว่าทรงเป็นคอมมิวนิสต์ แต่สื่อถึงการที่เขาเป็นคนในราชวงศ์ชั้นสูงที่หันมาใส่ใจและยืนหยัดเคียงข้าง "ชนชั้นล่าง" หรือกลุ่มคนที่ถูกกดขี่ในขณะนั้น และในที่สุด ตระกูลของพระองค์ก็ยอมรับและถึงขั้นให้การสนับสนุนด้วย ตามที่ทีโมที สไนเดอร์ นักประวัติศาสตร์ให้ความเห็นว่า อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มได้รับการฟูมฟักจากราชวงศ์ฮาพส์บวร์คเพื่อให้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในหมู่ชาวยูเครน ซึ่งเป็นบทบาทในลักษณะเดียวกันกับที่พระบิดาและพระเชษฐาของพระองค์ถูกคาดหวังให้แสดงเป็นผู้นำในหมู่ชาวโปแลนด์ภายใต้การปกครองของฮาพส์บวร์ค[8]

สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

[แก้]
อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มแห่งออสเตรียในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

สงครามโลกครั้งที่หนึ่งเกิดขึ้น ขณะที่อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มกำลังศึกษาอยู่ที่ครีคส์ชูเลอ (ออสเตรีย) (วิทยาลัยสงครามเวียนนา)[1] เมื่อสำเร็จการศึกษาในค.ศ. 1915 พระองค์ได้เริ่มเข้ารับราชการทหารในแนวหน้า โดยเป็นส่วนหนึ่งของกองร้อยในกรมทหารม้าแลนเซอร์ (อูลาน) ที่ 13 แห่งกาลิเซีย กรมทหารนี้มีฐานบัญชาการอยู่รอบเมืองซโลชิฟ และกำลังพลส่วนใหญ่ประกอบด้วยทหารชาวยูเครน ในกรมทหารนี้เองที่อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มได้ทำความรู้จักกับชาวยูเครนมากขึ้น และแสดงความรักความเอ็นดูอย่างมากต่อพวกเขา ภายใต้การบังคับบัญชาและด้วยความคิดริเริ่มของพระองค์ กองร้อยของอาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มจึงกลายเป็นกองร้อยที่มีแต่ชาวยูเครนอย่างสมบูรณ์ ชาวโปแลนด์และชาวฮังการีถูกคัดออก และแทนที่ด้วยชาวยูเครนทั้งหมด ทหารทุกคนมีเครื่องหมายสีน้ำเงินเหลืองบนเครื่องแบบ ในกองทัพนั้นเอง ความคิดและความรู้สึกของพระองค์ได้เปลี่ยนแปลงไป พระองค์ไม่เพียงแต่เชี่ยวชาญภาษายูเครนเท่านั้น แต่ยังเริ่มคิดว่าพระองค์เองเป็นชาวยูเครนเช่นเดียวกับทหารยูเครนในกองทัพด้วย

นอกจากนี้ เหล่าทหารของพระองค์ยังได้มอบของขวัญเป็นเสื้อปักพื้นเมืองยูเครน หรือที่เรียกว่า วึชวานกา ซึ่งพระองค์ทรงสวมมันไว้ข้างใต้เครื่องแบบทหารเสมอ พระองค์ทรงให้ทหารใต้บังคับบัญชาเรียกพระองค์ว่า "วาซิล" และด้วยทรงสวมเสื่้อปักลายพื้นเมือง ทำให้ทรงถูกขนานพระนามว่า "วือชือวานึย"[1][9]

ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ที่แนวหน้า วิลเฮ็ล์ม ฮาพส์บวร์ค ทรงได้รับเครื่องอิสริยาภรณ์หลายรางวัลจากทั้งเยอรมนีและออสเตรีย-ฮังการี ซึ่งรวมถึงรางวัลระดับสูงอย่างกางเขนเหล็กชั้นที่ 2 ของราชอาณาจักรปรัสเซียด้วย

ในช่วงเวลานี้ อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มมักจะทรงออกหน้าปกป้องชาวยูเครนในกาลิเซียจากการถูกสงสัยและถูกจับกุมโดยหน่วยงานท้องถิ่นซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวโปแลนด์ โดยเจ้าหน้าที่เหล่านี้ตั้งข้อสงสัยในความจงรักภักดีของชาวยูเครนที่มีต่อจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี[1]

การสนับสนุนอุดมการณ์ชาวยูเครน

[แก้]
คาซือมือร์ ฮุชคอวสกึย กับอาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มแห่งออสเตรีย ค.ศ. 1918

ตามกฎหมายของออสเตรีย-ฮังการี สมาชิกทุกคนในราชวงศ์เมื่ออายุครบ 21 ปี จะได้รับสถานะเป็นสมาชิกวุฒิสภาของประเทศโดยอัตโนมัติ ดังนั้นในค.ศ. 1916 อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มทรงได้เป็นสมาชิกสภาขุนนาง[1] และทรงสร้างความสัมพันธ์กับผู้แทนชาวยูเครน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับหัวหน้าคณะผู้แทนรัฐสภายูเครน คือ เยวเฮน เปตรูแชวึช และพระอัครสังฆราชอันดรีย์ แชพตึตสกึย ซึ่งจะกล่าวในเวลาต่อไป สำหรับนักการเมืองชาวยูเครนในกรุงเวียนนา การได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกในราชวงศ์ถือเป็นพรอันประเสริฐอย่างแท้จริง ด้วยการอุปถัมภ์จากอาร์ชดยุก พวกเขาสามารถผลักดันให้มีการแต่งตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของประเทศได้สำเร็จ ซึ่งก็คือ อีวาน ฮอร์บาแชวสกึย ที่เป็นชาวยูเครน[10] นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานระหว่างผู้นำชุมชนชาวยูเครนกับจักรพรรดิคาร์ลที่ 1 แห่งออสเตรีย ซึ่งทรงสนิทสนมกันตั้งแต่พระเยาว์ และสามารถนำเข้าเฝ้าฯ จักรพรรดิอย่างเป็นทางการได้ในช่วงต้นค.ศ. 1917[1]

อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มทรงคุ้นเคยกับกิจกรรมทางการเมืองของชาวยูเครนมากขึ้น เมื่อทรงได้รู้จักกับคาซือมือร์ ฮุชคอวสกึย หนึ่งในนักการเมืองชาวยูเครนที่โดดเด่นของจักรวรรดิ ฮุชคอวสกึยเป็นนายพันเอกในกองทัพออสเตรีย และเป็นหนึ่งในชาวยูเครนไม่กี่คนที่ได้ดำรงตำแหน่งทางการบริหารในกาลิเซีย ด้วยความช่วยเหลือของเขาทำให้อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มเริ่มเข้าพระทัยถึงความจำเป็นในการจดทะเบียนรับรองดินแดนที่เป็นถิ่นฐานของชาวยูเครนอย่างเป็นทางการ โดยในระยะนี้ ปัญหาหลักในตอนนั้นคือการที่ชาวยูเครนถูกกดขี่โดยเจ้าที่ดินชาวโปแลนด์ในเขตกาลิเซีย และการขาดแคลนโรงเรียนหรือหน่วยงานที่ใช้ภาษายูเครนอย่างเป็นทางการ ประเด็นหลักยังไม่ใช่เรื่องของการประกาศเอกราช แต่เป็นการแยกดินแดนส่วนของชาวยูเครนออกเป็นสัดส่วนภายในจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี เพื่อให้ชาวยูเครนมีสิทธิในการปกครองตนเองมากขึ้น และมีอำนาจในการควบคุมชีวิตทางวัฒนธรรมของพวกเขาเอง ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเองที่อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มได้ทรงพบปะกับกลุ่มผู้มีอำนาจในรัฐบาลเป็นครั้งแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรงพบกับอาร์ชดยุกฟรีดริช ดยุกแห่งเทเชิน ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางในการแก้ไขปัญหาของชาวยูเครน แม้ว่าจะไม่มีการให้คำมั่นสัญญาที่ชัดเจนใดๆ แต่ด้วยความพยายามวิงวอนอาร์ชดยุกหนุ่ม ทำให้รัฐบาลจึงเริ่มให้ความสนใจต่อประเด็นปัญหาของชาวยูเครนมากขึ้น[11]

อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มสนับสนุนแนวคิดในการแก้ไข 'ปัญหายูเครน' ด้วยการจัดตั้งแกรนด์ดัชชียูเครน ที่มีอำนาจปกครองตนเองภายใต้การอุปถัมภ์ของราชาธิปไตยฮาพส์บวร์ค (หรือ สหรัฐมหาออสเตรีย) ดัชชีที่เสนอจัดตั้งขึ้นนี้จะครอบคลุมกาลิเซียตะวันออกและดัชชีบูโควีนา รวมถึงดินแดนยูเครนซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิรัสเซีย ซึ่งจะต้องถูกยึดคืนมา[1] แนวคิดนี้มาจากการที่ทรงได้พบปะกับนักการเมืองยูเครนชั้นนำคนอื่นๆ ในจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี ได้แก่ กอสต์ เลวึตสกึย, เยวเฮน ฮรือโฮรอวึช โอแลสนึตสกึย และมือโคลา มือโคลาโยวิช วาซิลกอ พวกเขาสนับสนุนแนวคิดในการจัดตั้งเขตการปกครองในราชบัลลังก์ยูเครน (Ukrainian crown land) ภายในจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีอย่างแน่นอน และการได้รับความช่วยเหลือรวมถึงการคุ้มครองจากสมาชิกในราชวงศ์อย่างอาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์ม ก็ช่วยให้ความฝันของพวกเขาใกล้ความจริงมากยิ่งขึ้น โอแลสนึตสกึยเองมองว่าการที่อาร์ชดยุคเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องยูเครนนั้นเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนักการเมืองยูเครน เหนือสิ่งอื่นใด ปัญหาและภารกิจหลักของชาวยูเครนในออสเตรีย-ฮังการี คือการทำลายอิทธิพลของชาวโปแลนด์ที่มีต่อการเมืองในกาลิเซีย การถอดถอนชาวโปแลนด์ออกจากตำแหน่งผู้นำการบริหาร การทำให้ระบบการศึกษาเป็นแบบยูเครน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเปิดมหาวิทยาลัยยูเครนในเมืองลวิว เป็นความพยายามที่จะเปลี่ยนภาษาหลักในการเรียนการสอนจากภาษาโปแลนด์หรือเยอรมัน มาเป็น ภาษายูเครน เพื่อสร้างรากฐานทางปัญญาของชาติ นอกจากนี้ยังมีการพิจารณาประเด็นเรื่อง การรวมบูโควีนาเข้ากับกาลิเซียให้กลายเป็นจังหวัดเดียวหรือเขตการปกครองในพระปรมาภิไธยเดียวกัน ซึ่งจะส่งผลให้ประชากรชาวยูเครนกลายเป็นประชากรส่วนใหญ่ในพื้นที่นั้น อย่างไรก็ตาม เป็นเวลานานมาแล้วที่การแก้ปัญหาของชาวยูเครนไม่ใช่ลำดับความสำคัญต้นๆ ของรัฐบาลกลาง ดังนั้น แม้จะได้รับการอุปถัมภ์จากอาร์ชดยุกฮาพส์บวร์คผู้เยาว์ก็ตาม ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบที่จับต้องได้ต่อการเปลี่ยนแปลงแนวทางทางการเมืองแบบดั้งเดิมของจักรวรรดิ[11]

ทีโมที สไนเดอร์ กับนักประวัติศาสตร์กลุ่มหนึ่งให้ความเห็นว่า อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มทรงมองว่าพระองค์เป็นผู้เหมาะสมที่จะเป็นผู้นำดัชชีดังกล่าว เนื่องจากพระองค์เป็นสมาชิกของราชวงศ์ผู้ปกครอง ทรงเรียนรู้ภาษา และได้รับความเคารพนับถือในหมู่ชาวยูเครน เรื่องนี้สะท้อนถึงเหตุการณ์ในปี 1916 เมื่ออาร์ชดยุกคาร์ล ชเตฟัน พระบิดาของวิลเฮล์ม ถูกพิจารณาให้รับพระราชบัลลังก์โปแลนด์ หลังจากมีการฟื้นฟูราชอาณาจักรโปแลนด์ขึ้นมาใหม่ อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์กลุ่มอื่นโต้แย้งว่า อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์ม หรือ 'วาซิล วือชือวานึย' ไม่ได้มีความทะเยอทะยานส่วนพระองค์ที่จะขึ้นสู่ราชบัลลังก์ และในเวลาต่อมาพระองค์ได้ระบุว่า พระองค์จะยอมรับบทบาทผู้นำในยูเครนก็ต่อเมื่อเป็น 'เจตจำนงของประชากรส่วนใหญ่' เท่านั้น[1]

เจตนาทางภูมิรัฐศาสตร์ของเวียนนา

[แก้]
จากซ้าย:คาซือมือร์ ฮุชคอวสกึย, พระอัครสังฆราชอันดรีย์ แชพตึตสกึย และอาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์ม วาซิล วือชือวานึย มกราคม ค.ศ. 1918

นโยบายของรัฐบาลเวียนนาเกี่ยวกับการแก้ปัญหายูเครนเริ่มมีความสำคัญขึ้นมาในช่วงก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ระหว่างค.ศ. 1913–1914 ในตอนนั้นเองที่บรรดาเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจักรวรรดิได้หารือกับนักการเมืองชาวยูเครน โดยเฉพาะกับโอแลสนึตสกึย เกี่ยวกับแนวโน้มของขบวนการเคลื่อนไหวของชาวยูเครน ทั้งที่อยู่ภายในจักรวรรดิเองและในดินแดนยูเครนที่อยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิรัสเซีย บทบาทสำคัญในการจัดระเบียบกลุ่มชาวยูเครนถูกมอบหมายให้กับพระอัครสังฆราชแชพตึตสกึย ผู้ซึ่งในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1914 ได้ส่งจดหมายไปยังกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อเสนอแผนการจัดตั้งองค์กรแห่งรัฐที่อาจเป็นไปได้สำหรับดินแดนของชาวยูเครน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตามแผนการของแชพตึตสกึย ประมุขแห่งรัฐจะต้องเป็น เฮตมัน (Hetman) แห่งยูเครนที่มาจากราชวงศ์ของออสเตรีย-ฮังการี เนื่องจากในค.ศ. 1917 อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มทรงได้รับการพิจารณาให้เป็นผู้ที่จะได้ครองคทาผู้นำแล้ว โอแลสนึตสกึยจึงได้แนะนำพระแชพตึตสกึยอย่างแข็งขันให้ทำความรู้จักกับพระองค์ การพบกันระหว่างพระอัครสังฆราชกับอาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มเกิดขึ้นในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1917 เมื่อพระอัครสังฆราชเดินทางกลับจากการถูกเนรเทศในรัสเซีย

ก่อนการปะทุของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ไม่มีความเห็นเป็นเอกฉันท์เกี่ยวกับอนาคตของดินแดนยูเครน ไม่เพียงแต่ในหมู่ชาวยูเครนเองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงในหมู่เจ้าหน้าที่รัฐของออสเตรียด้วย ในแง่หนึ่ง ออสเตรีย-ฮังการีไม่ต้องการสูญเสียดินแดนยูเครนที่มีอยู่เดิมไป แต่อีกด้านหนึ่ง การผนวกรวมชาวยูเครนหลายล้านคนจากจักรวรรดิรัสเซียเข้ามา ก็อาจเป็นเรื่องที่ไม่พึงประสงค์สำหรับชนชาติอื่นบางกลุ่ม โดยเฉพาะชาวโปแลนด์ เพราะจะส่งผลให้สมดุลทางชาติพันธุ์ภายในจักรวรรดิเปลี่ยนไป อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มจึงเริ่มให้ความสนใจในเรื่องนี้และเริ่มเสาะหาแรงสนับสนุนจากบรรดาเจ้าหน้าที่ของออสเตรีย-ฮังการีและเยอรมนีเมื่อสัมผัสได้ว่าความตึงเครียดกับรัสเซียที่ทวีความรุนแรงขึ้นและการย่างกรายเข้ามาของสงคราม จะทำให้แนวคิดเรื่องการรวมรัฐต่างๆ ภายใต้ราชวงศ์ฮาพส์บวร์คได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มผู้มีอำนาจในจักรวรรดิ เมื่อตระหนักว่าการสร้างรัฐอิสระขนาดใหญ่ในทางตะวันออกนั้นยังไม่น่าเป็นไปได้ในระยะนี้ พระองค์จึงหันมามุ่งเน้นไปที่โครงการปฏิรูปจักรวรรดิให้กลายเป็นระบอบสหพันธรัฐแทน มีการคาดการณ์ไว้ว่า ยูเครน ที่มีเมืองหลวงอยู่ที่ กรุงเคียฟ จะกลายเป็นส่วนประกอบลำดับที่สามของจักรวรรดิ (ร่วมกับออสเตรียและฮังการี) โดยมีผู้นำเป็นอาร์ชดยุกผู้สำเร็จราชการซึ่งอาจมาจากราชวงศ์ฮาพส์บวร์ค และนี่คือเป้าหมายหลักในกิจกรรมต่าง ๆ ของอาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มแห่งออสเตรียจนกระทั่งถึงช่วงฤดูใบไม้ร่วง ค.ศ. 1918[11]

สนธิสัญญาเบรสท์-ลีตอฟสก์

[แก้]

ในขณะเดียวกัน เหตุการณ์ในแนวรบด้านตะวันออก (สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง)กำลังดำเนินไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อออสเตรีย-ฮังการีและเยอรมนี ผลจากการที่สถานการณ์ทางการเมืองภายในจักรวรรดิรัสเซียทวีความรุนแรงขึ้น ไม่เพียงแต่ทำให้ประสิทธิภาพการรบของกองทัพรัสเซียลดลงอย่างมากเท่านั้น แต่ยังทำให้ต้องสูญเสียดินแดนสำคัญๆ ไปอีกด้วย หลังจากการปฏิวัติเดือนตุลาคม ค.ศ. 1917 มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ในรัสเซียนำโดยวลาดีมีร์ เลนิน นำมาซึ่งการทำสนธิสัญญาสันติภาพกับฝ่ายมหาอำนาจกลาง การสิ้นสุดจักรวรรดิรัสเซียนนำมาซึ่งการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนยูเครน ที่ไม่ยอมรับอำนาจของรัฐบาลบอลเชวิค อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มแห่งออสเตรียทรงมีบทบาทสำคัญในการเจรจาที่เมืองแบรสต์ ซึ่งเกิดขึ้นก่อนการลงนามในสนธิสัญญานี้ พระองค์ทรงเป็นหนึ่งในนักการเมืองเพียงไม่กี่คนที่รู้เรื่องภาคผนวกลับของสนธิสัญญา ซึ่งระบุว่าออสเตรีย-ฮังการีได้ตกลงตามคำขอของคณะผู้แทนสาธารณรัฐประชาชนยูเครนที่จะไม่เพียงแค่ยอมรับการเป็นรัฐอิสระของยูเครนเท่านั้น แต่ยังตกลงที่จะแบ่งดินแดนกาลิเซียออกเป็นส่วนให้เป็นของยูเครนและอีกส่วนเป็นของโปแลนด์อีกด้วย[12] อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มทรงมีความสนิทสนมส่วนพระองค์กับเคานท์แชร์นิน รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของจักรวรรดิออสเตรีย จึงได้มีการตกลงกันว่าภูมิภาคโฮล์ม จะถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนกาลิเซียในฝั่งยูเครนด้วย และจะมีการจัดตั้งเขตปกครองตนเองในราชบัลลังก์แยกต่างหากอยู่ภายในจักรวรรดิจากดินแดนทั้งหมดเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม แผนการเหล่านี้ไม่ได้ถูกทำให้เกิดขึ้นจริง เพราะอิทธิพลของฝ่ายโปแลนด์ที่มีต่อรัฐบาลออสเตรีย-ฮังการีนั้นรุนแรงเกินไป และภายใต้แรงกดดันนี้เอง ข้อกำหนดต่างๆ ในพิธีสารจึงถูกยกเลิก ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1918[10]

การจัดวางกำลังกองทหารปืนไรเฟิลซิชยูเครน

[แก้]
อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มกับกองทหารปืนไรเฟิลซิชยูเครน

หลังการลงนามในสนธิสัญญาเบรสต์-ลิตอฟสก์ จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีและจักรวรรดิเยอรมันได้ให้การสนับสนุนทางทหารแก่ยูเครนในการต่อสู้กับพวกบอลเชวิคโดย วาซิล วือชือวานึย (อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์ม) ได้รับการเลื่อนยศเป็นร้อยเอก และได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้นำ 'กลุ่มรบอาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์ม' ซึ่งเป็นหน่วยรบที่จัดตั้งขึ้นโดยจักรพรรดิคาร์ลที่ 1 แห่งออสเตรีย ประกอบด้วยทหารและนายทหารชาวยูเครนประมาณ 4,000 นาย ที่คัดเลือกมาจากกองทหารปืนไรเฟิลซิชยูเครนของออสเตรีย[1]

หน่วยรบนี้ถูกส่งไปยังภาคใต้ของยูเครนเพื่อต่อสู้กับกองกำลังบอลเชวิค ในช่วงแรก กองทัพออสเตรียได้เคลื่อนกำลังเข้าสู่เมืองแคร์ซอน ที่ได้รับการปลดปล่อยแล้ว และต่อมาได้ประจำการอยู่ในเมืองอเล็กซานดรอฟสค์ หรือปัจจุบันคือเมืองซาปอริฌเฌียเป็นเวลาสองเดือน ในช่วงเวลานี้ อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มทรงได้ริเริ่มกิจกรรมต่างๆ มากมาย เช่น การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างทหารอาสากาลิเซียกับชาวยูเครนในท้องถิ่น การร่วมมือกับองค์กรทางวัฒนธรรมโปรสวิตา และการสร้างขวัญกำลังใจด้วยการพาทหารไปเยี่ยมชมสถานที่ที่เป็นมรดกของทหารคอสแซค[1] กองกำลังของพระองค์เข้ายึดครองพื้นที่เล็กๆ ใกล้กับสถานที่ทางประวัติศาสตร์ของซาโปโรเฌียนซิค และได้ส่งเสริมอุดมการณ์ชาตินิยมยูเครนผ่านมาตรการต่างๆ รวมถึงการคัดกรองเจ้าหน้าที่ตามเชื้อชาติ การออกหนังสือพิมพ์ และการจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมให้กับชาวนาในท้องถิ่น อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มเข้ากับชาวชนบทได้อย่างง่ายดายและได้รับความเลื่อมใสจากวิถีชีวิตที่สมถะ

ระหว่างที่พำนักอยู่ในภาคใต้ของยูเครน พระองค์ไม่เพียงแต่ปกป้องกองพลทหารซิคไม่ให้ถูกยุบหน่วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ทั้งผู้มีอำนาจบางกลุ่มในยูเครนและออสเตรียต้องการ แต่พระองค์ยังนำหน่วยรบนี้ดำเนินนโยบายที่เป็นอิสระอย่างน่าประหลาดใจ ในการให้ความสนับสนุนกองกำลังของยูเครน พระองค์ไม่ต้องการมีส่วนร่วมในการเกณฑ์กำลังเพื่อไปริบธัญพืชจากประชากรพลเรือน และทรงยังปฏิเสธอย่างเปิดเผยที่จะปราบปรามการลุกฮือของประชาชนที่เกิดขึ้นในทุกหนแห่ง ซึ่งผู้ประท้วงพยายามตอบโต้การกดขี่ทารุณของกองกำลังยึดครอง ในขณะนั้นกองทัพเยอรมันและออสเตรียบีบบังคับให้ชาวนายูเครนส่งมอบผลผลิตทางการเกษตรเพื่อส่งกลับไปเลี้ยงกองทัพและพลเรือนในประเทศของตน (เนื่องจากภาวะขาดแคลนอาหารอย่างหนัก) ซึ่งสร้างความโกรธแค้นให้ชาวท้องถิ่นอย่างมาก ภายในเขตยึดครองของพระองค์ ชาวนายังคงได้ถือครองที่ดินที่ยึดมาได้ในค.ศ. 1917 นอกจากนี้พระองค์ยังให้ที่พักพิงแก่ชาวยูเครนที่ต่อต้านการริบทรัพย์ของเยอรมันหรือออสเตรียจากพื้นที่อื่นด้วย[1]

ในช่วงเวลานี้ กองกำลังของอาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มได้สร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับเหล่านักรบท้องถิ่น รวมถึงกลุ่ม สคิดเนียคี (Skhidniaky หรือ 'ชาวตะวันออก') โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกองพลซาโปริฌเฌียแห่งกองทัพยูเครน[1] แม้ว่าการกระทำเหล่านี้จะดึงดูดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากเจ้าหน้าที่เยอรมันและออสเตรียในกรุงเคียฟแต่กลับช่วยเพิ่มความนิยมในตัวอาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มให้สูงขึ้นท่ามกลางชาวยูเครน ซึ่งพากันเรียกพระองค์ด้วยความรักใคร่ว่า 'เนียซ าซิล' (Kniaz Vasyl) หรือเจ้าชายวาซิล ในบริบทประวัติศาสตร์ยูเครน คำนี้มีน้ำหนักและสื่อถึงความเคารพอย่างสูงเสมือนเป็น "เจ้าผู้ครองนคร" ในยุคจักรวรรดิรุสเคียฟ

ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1918 การรัฐประหารในยูเครนได้เปลี่ยนรัฐบาลระบอบสาธารณรัฐมาเป็นระบอบการปกครองของ เฮตมันเปาลอ สโกโรปัดสกึย อดีตนายพลแห่งจักรวรรดิรัสเซีย[1] การสนับสนุนของประชากรในท้องถิ่นที่มีต่ออาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มนั้นเพิ่มสูงขึ้นมาก จนถึงขั้นสร้างความกังวลให้แก่ สโกโรปัดสกึย เขารู้สึกถึงการแข่งขันจากราชวงศ์ฮาพส์บวร์คและถึงกับมีข้อมูลทางข่าวกรองว่ากลุ่มต่อต้านอำนาจของเฮตมันกำลังรวมตัวกันอยู่รอบตัวอาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์ม สโกโรปัดสกึยได้ส่งคำร้องเรียนหลายครั้งไปยังฝ่ายเยอรมัน ซึ่งทางเยอรมันก็ได้ส่งเรื่องต่อไปยังกรุงเวียนนา เพื่อเรียกร้องให้มีการควบคุมพฤติกรรมของสมาชิกราชวงศ์พระองค์นี้ให้เข้มงวดมากขึ้น และหลังจากที่ต้องยอมโอนอ่อนตามแรงกดดันของเยอรมัน ทางการออสเตรียจึงพยายามทุกวิถีทางที่จะจำกัดกิจกรรมต่าง ๆ ของอาร์ชดยุกในยูเครน ความไม่พอใจในกรุงเวียนนาพุ่งสูงขึ้นถึงระดับที่อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มทรงถูกเรียกพระองค์กลับเมืองหลวง ซึ่งพระองค์ต้องทรงทำการชี้แจงแก้ต่างเกี่ยวกับข้อร้องเรียนจำนวนมากที่มีต่อพระองค์ เหล่านายทหารในกองพลซาโปริฌเฌีย ถึงกับมีการหารือเกี่ยวกับแผนการที่จะสถาปนาอาร์ชดยุกวิลเฮล์มขึ้นเป็นองค์อธิปัตย์ หรือพระมหากษัตริย์แห่งยูเครน หนึ่งในผู้สนับสนุนหลักคือ พันเอกเปโตร โบลโบชัน ซึ่งต่อมาเขาถูกประหารชีวิตตามคำสั่งของซือมอน แปตลูรา ผู้นำสูงสุดของยูเครนในเวลาต่อมา[1]

อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มมีความลังเลพระทัยและได้ปรึกษากับจักรพรรดิคาร์ลที่ 1 ซึ่งพระองค์ทรงปฏิเสธแผนการดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่ามันจะทำให้ความสัมพันธ์กับเยอรมนีตกอยู่ในอันตราย[1] ทั้งนี้ ตามความเห็นของนักวิชาการบางท่าน ราชวงศ์ฮาพส์บวร์คหวังที่จะสถาปนายูเครนที่มีอำนาจปกครองตนเองทางการเมือง เพื่อใช้เป็นตัวถ่วงดุลอิทธิพลของเยอรมนีในภูมิภาคนี้[13]

แม้จะมีการต่อต้านกิจกรรมของพระองค์ รวมถึงความพยายามครั้งใหม่ที่จะยุบหน่วยกองทหารปืนไรเฟิลซิชยูเครน แต่อาร์ชดยุกหนุ่มก็ยังสามารถปกป้องหน่วยทหารยูเครนนี้เอาไว้ได้ และเมื่อพระองค์กลับมายังยูเครน ก็ทรงได้กลับมาเป็นผู้นำหน่วยนี้อีกครั้ง[10][11]

ประทับในบูโควีนาและกาลิเซีย

[แก้]
อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์ม กับเปโตร โบลโบชัน ค.ศ. 1918

ในที่สุด อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มแห่งออสเตรียและกองทหารของพระองค์ถูกเรียกตัวกลับจากยูเครนในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1918 ท่ามกลางความวุ่นวายจากการปฏิวัติ และถูกส่งไปประจำการใหม่ที่ดัชชีบูโควีนา[14][1] จากอัตชีวประวัติของพระองค์ ในบริเวณใกล้เคียงกับเมืองวึชนึตเซีย ด้วยความช่วยเหลือของอตามัน (Ataman;ยศระดับผู้บังคับบัญชาในกองทัพกาลิเซียยูเครน) ดร.นือคือฟอร์ โยซือโปวิช เฮียร์ญาก (1885-1962) พระองค์ได้ทำการเกณฑ์ทหารเข้ากองทัพ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทรงเคยถูกสั่งห้ามไม่ให้ทำมาก่อน เพื่อให้ทรงรอดพ้นจากการถูกจับตามองทั้งต่อตัวพระองค์เองและกองทัพ พระองค์จึงย้ายไปอยู่ที่แชร์เนียกีวกาพร้อมกับเหล่าทหาร

โดยประทับอยู่ที่นั่นจนถึงวันที่ 6 ตุลาคม ค.ศ. 1918 หลังจากนั้นทรงได้ไปประทับที่เมืองแชร์นิวต์ซีและทรงประชวรที่นั่นด้วยวัณโรค[1] ตามการผลักดันของพระองค์ กรมทหารสองกรมซึ่งส่วนใหญ่ประกอบด้วยทหารชาวยูเครน ได้ถูกส่งไปประจำการที่เมืองลวิว จึงต้องออกเดินทาง ในเดือนตุลาคม 1918 การส่งกำลังพลเข้าประจำการในครั้งนี้ช่วยปูทางให้กับการประกาศสถาปนา สาธารณรัฐประชาชนยูเครนตะวันตก

ในระหว่างที่อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มทรงรักษาพระองค์จากพระอาการประชวรอยู่นั้น สงครามโลกครั้งที่หนึ่งได้สิ้นสุดลง เกิดการล่มสลายของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี และราชวงศ์ฮาพส์บวร์คถูกโค่นราชบัลลังก์[1] ในกาลิเซียตะวันออก เมื่อมีการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนยูเครนตะวันตก ส่วนชาวยูเครนในบูโควีนาก็ได้พยายามที่จะรวมตัวกับสาธารณรัฐดังกล่าว แต่ไม่ประสบความสำเร็จ กองกำลังโรมาเนียเข้ายึดครองภูมิภาคบูโควีนาเป็นเหตุให้อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มต้องลี้ภัยไปยังเมืองลวีวเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจับกุม[1]

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 1918 พระองค์จึงเสด็จออกจากแชร์นิวต์ซี ในขณะที่ยังประชวรอยู่ วันที่ 9 พฤศจิกายน โดยเสด็จทางรถยนต์ผ่านเมืองโกซิว, กาบาคือ, โกโลมึยา, ยันชึน (ซึ่งเป็นเมืองที่พระองค์ทรงติดต่อทางโทรศัพท์กับดมีโทร วีตอฟสกึย ผู้นำทางทหารคนสำคัญคนหนึ่ง) จนถึงเมืองลวิว พระองค์พำนักอยู่ที่นั่นในฐานะสามัญชนจนถึงวันที่ 21 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวันที่ชาวยูเครนต้องถอนตัวออกจากเมือง เนื่องจากลวิวตกอยู่ภายใต้การควบคุมของโปแลนด์ พระองค์ได้ย้ายไปยังภูมิภาคคาร์เพเทียน ทรงขับรถไปยังเมืองฌอว์กวา และผ่านไปยังกามิยันกา-สตรูมีโลวา ต่อไปยังเมืองโซโลซิว, เตร์โนปิล และบูชัช (ที่นี่เพระองค์ประทับอยู่ร่วมกับนายทหารคนสนิท คือ ออสตาป ลุตสกึย ภายในอาคารของอารามคณะนักบุญบาซิล ตั้งแต่ช่วงกลางหรือปลายเดือนพฤศจิกายน จนถึงวันที่ 6 พฤษภาคม ค.ศ. 1919) พระองค์หลบซ่อนในอารามเป็นเวลาถึง 6 เดือน[1]

พระองค์เสด็จออกจากสตานิสลาวิว (โดยพำนักอยู่ใกล้กับเมืองนั้นจนกระทั่งได้รับคำขาดจากโรมาเนียให้ออกไปเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม) จากนั้นเสด็จผ่านทางเดลยาตึน ไปยังโวรอคตา และได้ร่วมเดินทางกับแปโตร แชแกรือก-ดอนือกิว ผ่านหมู่บ้านต่างๆ ได้แก่ แตคูชา, กอสมัช, อิลต์ซี, ฌาบเย และ สลูเปย์ต์ซี จนกระทั่งวันที่ 6 มิถุนายน ที่หมู่บ้านอิลต์ซี พระองค์ถูกทหารโรมาเนียจับกุมตัวได้[15]

การร่วมมือกับคณะกรรมาธิการบริหารแห่งสาธารณรัฐประชาชนยูเครน

[แก้]
ภาพถ่ายอาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์ม (ลงนามด้วยอักษรซีริลลิก) ในฐานะสมาชิกเสนาธิการทหารบกยูเครน ค.ศ. 1919

ก่อนที่อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มจะได้เข้ามาประจำการอีกครั้งนั้น ความกังวลของเฮตมัน สโกโรปัดสกึยที่มีต่อราชวงศ์ฮาพส์บวร์ค พิสูจน์แล้วว่ามีมูลความจริง ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1918 กลุ่มนักสังคมนิยมในเมืองออแดซา เกิดแนวคิดที่จะก่อการจลาจลต่อต้านอำนาจของสโกโรปัดสกึย และประกาศแต่งตั้ง ฮาพส์บวร์ค-วือชือวานึย ขึ้นเป็นเฮตมันคนใหม่ ในการประชุมลับของพรรคสังคมนิยมและตัวแทนจากหน่วยกองทหารปืนไรเฟิลซิชยูเครน ได้มีการตัดสินใจที่จะทูลถามอาร์ชดยุกเกี่ยวกับการเข้าร่วมในแผนการกบฏครั้งนี้ หากทรงตกลง ก็ได้มีการวางแผนที่จะเริ่มงานเตรียมการสำหรับการลุกฮือขึ้นในกรุงเคียฟอย่างไรก็ตาม ตัวอาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์ม ฮาพส์บวร์ค-วือชือวานึยเองยังไม่ทรงพร้อมสำหรับเรื่องนี้ และทรงได้ให้เหตุผลในการปฏิเสธว่า พระองค์ต้องการการสนับสนุนจากประชาชนชาวยูเครนทั้งมวล หากพระองค์จะก้าวขึ้นสู่อำนาจ[10] โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเวลาต่อมา ระหว่างการสอบสวนโดยโซเวียตเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ค.ศ. 1947 พระองค์ได้สารภาพถึงการมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า

"ข้าพเจ้ายอมรับว่าในปี 1918 ขณะอยู่ในยูเครนซึ่งถูกยึดครองโดยกองทัพผสมเยอรมันและออสเตรีย-ฮังการี ณ เมืองซาปอริฌเฌีย ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังรักษาการณ์ของเมืองนี้ ข้าพเจ้าได้พบกับนายพลโบลโบชัน , ฮนาตีว และแปตรีว ซึ่งพวกเขาได้เสนอให้ข้าพเจ้ารวบรวมกองกำลังทหารยูเครนเพื่อทำการโค่นล้มรัฐบาลของสโกโรปัดสกึยในเวลาต่อมา และขึ้นเป็นผู้นำรัฐบาลยูเครน แต่ทว่าข้าพเจ้าได้ปฏิเสธข้อเสนอนั้นไป"[16]

นอกจากนี้ ยังมีแผนการอื่นๆ ที่จะผลักดันให้ฮาพส์บวร์ค-วือชือวานึยก้าวเข้าสู่อำนาจ ทั้งในพื้นที่ยูเครนส่วนใหญ่ และในภูมิภาคกาลิเซีย อย่างไรก็ตาม ดังที่คนในยุคสมัยนั้นได้บันทึกไว้ว่าตัวอาร์ชดยุกเองยังไม่พร้อมที่จะยึดอำนาจด้วยกำลังทหาร และแม้ว่าพระองค์จะมีความมุ่งมั่นต่อภารกิจการสร้างรัฐยูเครน แต่ทรงกลับฝากความหวังหลักไว้กับการรวมตัวกันแบบสหพันธรัฐ ระหว่างยูเครนกับราชวงศ์ฮาพส์บวร์ค ซึ่งตรงกันข้ามกับข่าวลือและทฤษฎีต่างๆ ที่วิจารณ์ว่าพระองค์ไม่มีแผนการที่ชัดเจนในการสร้างรัฐ[11]

เนื่องจากขบวนการประกาศเอกราชของยูเครนพยายามแสวงหาการสนับสนุนจากฝ่ายสัมพันธมิตร การมีบุคคลจากราชวงศ์ฮาพส์บวร์คอย่างอาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มอยู่ด้วยจึงกลายเป็นความไม่สะดวกทางการเมือง เนื่องจากทางการโปแลนด์พยายามวาดภาพว่าความทะเยอทะยานของยูเครนนั้นเป็นเพียงแผนสมคบคิดของออสเตรีย[17] ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1919 อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มถูกทหารโรมาเนียจับกุมขณะกำลังข้ามเทือกเขาคาร์เพเทียน พระองค์ถูกควบคุมตัวเป็นเวลาสามเดือน แต่ได้รับการปล่อยตัวหลังจากมีการยื่นคำร้องของจากรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนยูเครน[1]

กองทัพเยอรมันได้ถอนตัวออกจากยูเครน และระบอบการปกครองของเฮตมันสโกโรปัดสกึย ถูกโค่นล้มโดยคณะไดเรกทอรีแห่งยูเครนซึ่งนำโดยโวโลดีมือร์ วึนนือแชนกอและซือมอน แปตลูรา[1] อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์ม ฮาพส์บวร์ค-วือชือวานึย ทรงเริ่มร่วมมือกับรัฐบาลคณะไดเรกทอรี และทรงได้รับแต่งตั้งให้ดำรงยศพันเอกแห่งกองทัพสาธารณรัฐประชาชนยูเครน ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1919 พระองค์ทรงได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกความสัมพันธ์ต่างประเทศของกรมหลักแห่งเสนาธิการทหารบกแห่งกองทัพสาธารณรัฐประชาชนยูเครน การแต่งตั้งพระองค์เนื่องจากทรงเป็นเจ้าชายจากราชวงศ์ฮาพส์บวร์คที่ตรัสได้หลายภาษา และมีสายสัมพันธ์กับชนชั้นสูงทั่วยุโรป ซึ่งจำเป็นมากต่อยูเครนที่กำลังต้องการการรับรองจากนานาชาติ ในตอนนั้น ยูเครนกำลังถูกบีบจากทั้งพวกบอลเชวิค (รัสเซียแดง), กองทัพรัสเซียขาว และฝ่ายโปแลนด์ หน้าที่ของพระองค์คือการพยายามหาแนวร่วมหรือความช่วยเหลือจากต่างประเทศให้กับกองทัพยูเครนไดเรกทอรี หลังจากทรงย้ายไปที่เมืองกามิยาแนตส์-ปอดิลสกึย ซึ่งเป็นที่ตั้งของหน่วยงานระดับสูงของคณะไดเรกทอรีในขณะนั้น วือชือวานึยได้เริ่มก่อตั้งเครือข่ายโรงเรียนทหารสำหรับกองทัพสาธารณรัฐประชาชนยูเครน อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มทรงได้ใช้ความรู้ทางด้านภาษาของพระองค์เพื่อสร้างสายสัมพันธ์กับคณะทูตทหารจากรัฐต่างๆ ในยุโรปตะวันตกเพื่อวัตถุประสงค์นี้ อย่างไรก็ตาม กิจกรรมของอาร์ชดยุกในกองทัพของคณะไดเรกทอรีนั้นเกิดขึ้นเพียงช่วงสละเวลาอันสั้น พระองค์มีทัศนคติที่เป็นลบอย่างรุนแรงต่อสนธิสัญญาวอร์ซอ (1920) ที่ทำกับโปแลนด์ ซึ่งลงนามโดยซือมอน แปตลูรา ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1920 โดยสนธิสัญญานี้ยอมรับว่าดินแดนทางตะวันตก และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง 'กาลิเซีย' เป็นของโปแลนด์ เพื่อเป็นการประท้วง อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มได้ลาออกและเสด็จออกจากยูเครนไปยังประเทศเชโกสโลวาเกียโดยผ่านทางโรมาเนีย รัฐบาลของแปตลูราประณามและให้ตามจับกุมพระองค์ในฐานะกบฏ[1] ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1920 หลังจากที่ทรงประชวรด้วยโรคไข้รากสาดใหญ่ ในที่สุดพระองค์ก็เสด็จมาถึงกรุงเวียนนาในฐานะผู้ลี้ภัย[1]

ช่วงลี้ภัยในสมัยระหว่างสงคราม

[แก้]
ผู้เข้าร่วมใน งานเทศกาลคอสแซคที่จัดขึ้นในกรุงปารีส เมื่อปี ค.ศ. 1937 (จากซ้ายไปขวา) แถวแรก วาซิล เนดายคาชา, อีวัน ออคมัก, แซร์ฮี แรดโก, มือโคลา คาปุสเตียนสกึย, แปโตร โมโรซอฟสกึย, เลโอนิด บุตกีวิช แถวที่ 2 (ยืน): เลโอนิด บัคติน, อีวัน เนโบบา, อีวัน แวแรคา, วิลเฮล์ม ฮาพส์บวร์ค (วาซิล วือชือวานึย) ยืนเด่นอยู่ในแถวนี้ และแซร์ฮี บอร์ดียุชสกึย

ขณะลี้ภัยอยู่ที่กรุงเวียนนาซึ่งที่นั่นพระองค์ได้เขียนบทความโจมตีโปแลนด์อย่างรุนแรงลงในหนังสือพิมพ์ออสเตรีย Neues Wiener Journal เมื่อวันที่ 9 มกราคม ค.ศ. 1921 โดยเขาได้ระบุว่าพันธมิตรระหว่างโปแลนด์และยูเครนนั้นเป็นสิ่งที่ "ผิดธรรมชาติ" บทความดังกล่าวส่งผลกระทบที่อื้อฉาวต่อตัวอาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มเอง เนื่องจากบทความได้สร้างความโกรธแค้นให้กับพระบิดาของพระองค์ ซึ่งเป็นผู้ที่ฝักใฝ่โปแลนด์อย่างแรงกล้า และเป็นผู้อ้างสิทธิ์ในราชบัลลังก์โปแลนด์ เพื่อเป็นการตอบโต้ ฝ่ายโปแลนด์ถึงกับตีพิมพ์คำแถลงที่เกรี้ยวกราดของ อาร์ชดยุกคาร์ล ชเตฟัน พระบิดาของอาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์ม ซึ่งมีผลเท่ากับการตัดขาดพระโอรสออกจากพระตระกูล[18] ในทางพิติกรรม อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มยังคงมีชื่ออยู่ในบัญชีเงินเดือนของกองทัพยูเครนในฐานะพันเอกเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ จนกระทั่งสื่อมวลชนออสเตรียได้รายงานข่าวเกี่ยวกับบทความต่อต้านโปแลนด์ของพระองค์ หลังจากนั้น รัฐบาลพลัดถิ่นของยูเครน ซึ่งในขณะนั้นตั้งฐานที่มั่นชั่วคราวอยู่ในประเทศโปแลนด์ ได้ประกาศปลดพระองค์ออกจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการ[1]

ในปีเดียวกันนั้น อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มได้ทรงตีพิมพ์รวมบทกวีในภาษายูเครนที่ชื่อว่า มือนายุต ดนี (Минають дні, วันเวลาล่วงเลยไป) บทกวีส่วนใหญ่ในเล่มนี้สะท้อนถึงความโหยหา ต่อแผ่นดินยูเครน ความรักที่มีต่อทหารกล้า และความผิดหวังในโชคชะตาที่ทำให้พระองค์ต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัย การที่พระองค์ทรงเขียนกวีนิพนธ์เป็น ภาษายูเครน (แทนที่จะเป็นภาษาเยอรมันที่เป็นภาษาแม่) เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าทรงไม่ได้แค่ใช้ยูเครนเป็นเครื่องมือทางการเมือง แต่ทรงรักและซึมซับวัฒนธรรมนี้เข้าสู่จิตวิญญาณจริงๆ[1]

ในหมู่ผู้อพยพทางการเมืองชาวยูเครน ยังคงมีความเชื่อว่าระบอบโซเวียตยังสามารถถูกโค่นล้มได้ ในกรุงเวียนนา อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มทรงเข้าไปพัวพันกับกลุ่มนิยมกษัตริย์ที่สนับสนุนยูเครน ซึ่งมองว่าพระองค์เป็นผู้ที่มีศักยภาพจะขึ้นมาเป็นผู้นำเชิงสัญลักษณ์ แม้ว่าความพยายามเหล่านี้จะไม่มีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมเกิดขึ้นก็ตาม[1]

ในช่วงแรก อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มได้มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในชีวิตความเป็นอยู่ของกลุ่มชาวยูเครนพลัดถิ่นในออสเตรีย โดยในค.ศ. 1921 ได้มีการจัดตั้ง สมาคมคอสแซคอิสระแห่งชาติยูเครน ขึ้นในกรุงเวียนนา ซึ่งทางสมาคมได้เลือกฮาพส์บวร์ค-วือชือวานึย ให้ดำรงตำแหน่งประธาน สมาคมดังกล่าวได้ตีพิมพ์หนังสือพิมพ์ชื่อ Soborna Ukraina (โซบอร์นา อูไคร์นา) ซึ่งมีเนื้อหาที่ยกย่องเชิดชูอาร์ชดยุกอย่างมากในหมู่ผู้อพยพชาวยูเครนฝ่ายนิยมกษัตริย์บางกลุ่ม พระองค์ยังคงได้รับความนิยมและถูกพิจารณาให้เป็นผู้ที่คู่ควรสำหรับตำแหน่ง 'คทาแห่งยูเครน' (ผู้นำสูงสุด) อย่างไรก็ตาม ในหนังสือพิมพ์ฉบับวันที่ 19 ธันวาคม พระองค์ได้ทรงปฏิเสธอย่างชัดเจนว่าไม่มีความปรารถนาที่จะอ้างสิทธิ์ในอำนาจสูงสุดเหนือยูเครน[18] อย่างไรก็ตาม การปฏิเสธของพระองค์ก็ไม่ได้ขัดขวางไม่ให้อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มให้ความสนใจอย่างแข็งขันต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งในยูเครนและในหมู่แวดวงผู้อพยพชาวยูเครน ในทางปฏิบัติพระองค์ยังคงติดตามข่าวสารและคอยช่วยเหลือขบวนการกู้ชาติยูเครนอยู่เบื้องหลังเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระองค์ได้ทรงใช้ชื่อเสียงของพนะองค์พยายามแสวงหาการสนับสนุนเพื่ออุดมการณ์ของยูเครนในหมู่คณะทูตและนักการเมืองยุโรป อย่างไรก็ตาม การริเริ่มของอาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มไม่ประสบความสำเร็จมากนัก เนื่องจากพระองค์ไม่มีน้ำหนักทางการเมืองและไม่มีกองกำลังทางการเมืองที่ทรงอิทธิพลหนุนหลัง ในที่สุด ตระกูลฮาพส์บวร์คก็ค่อยๆ เลือนหายไปจากชีวิตทางการเมืองของกลุ่มผู้อพยพชาวยูเครน

ในวาระต่าง ๆ พระองค์ได้พบปะกับเหล่าตัวแทนของกลุ่มผู้อพยพชาวยูเครน ไม่ว่าจะเป็น เปาลอ สโกโรปัดสกึย อดีตคู่ขัดแย้งกับพระองค์, เยวแฮน โกโนวาแลตส์, เยวแฮน แปตรูแชวึช, เวียเชสลาว ลือปึนสกึย, วิกตอร์ นือคานอรอวึช อันดรีแยวสกึย และคนอื่น ๆ แต่ในเวลาต่อมา ทรงแทบไม่ได้ติดต่อสื่อสารกับคนกลุ่มนี้ จนขาดการติดต่อไป แม้ว่าชื่อของอาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มจะถูกกลุ่มผู้อพยพต่าง ๆ นำไปใช้เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง แต่ในบรรดาคนเหล่านั้น อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มกลับถูกมองว่าเป็นนักอุดมคติที่ช่างฝันมากกว่านักการเมืองที่มีประสิทธิภาพ รวมบทกวีในภาษายูเครนของเขาที่ชื่อ 'มือนายุต ดนี' (1921) ได้ตอกย้ำอย่างหนักแน่นว่า ความสนใจหลักของฮาพส์บวร์ค-วือชือวานึย คือความทรงจำต่อยูเครนและวรรณกรรมมากกว่าการเขียนเอกสารทางการเมือง

ภายใต้กฎหมายของสาธารณรัฐออสเตรียที่หนึ่งที่จัดตั้งขึ้นใหม่ สมาชิกของอดีตราชวงศ์ฮาพส์บวร์คจะสามารถได้รับสัญชาติและสิทธิในการพำนักได้ก็ต่อเมื่อต้องทรงสละสิทธิ์ในการปกครองทั้งหมดอย่างเป็นทางการเท่านั้น แต่อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มปฏิเสธที่จะทำเช่นนั้น พระองค์จึงประทับอยู่ในกรุงเวียนนาโดยไม่มีสถานะทางกฎหมาย[1] ใน ค.ศ. 1922 พระองค์จัดการหาหนังสือเดินทางออสเตรียแบบว่างเปล่ามาได้ใบหนึ่ง อาจเพราะยังมี "สายสัมพันธ์ลับ" หรืออิทธิพลบางอย่างในหน่วยงานราชการที่ยอมมอบเอกสารนี้ให้พระองค์ ซึ่งพระองค์ได้กรอกข้อมูลตัวตนใหม่ของลงไปในฐานะ "วาซิล วือชือวานึย"[1] ภายใต้ชื่อนี้ พระองค์ได้เดินทางออกจากออสเตรียไปยังสเปน โดยหวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือทางการเงินสำหรับความทะเยอทะยานในยูเครนของพระองค์จากพระญาติคือ พระเจ้าอัลฟอนโซที่ 13 แห่งสเปน แต่ก็ล้มเหลว เมื่อสเปนเปลี่ยนการปกครองเป็นสาธารณรัฐสเปนที่ 2 ในค.ศ. 1931 พระองค์ก็เสด็จกลับไปยังปารีสอีกครั้ง[19][1]

ภายหลังการสิันพระชนม์ชองอาร์ชดยุกคาร์ล ชเตฟัน ผู้เป็นพระบิดาใน ค.ศ. 1933 เหล่าพระเชษฐาของอาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์ม ซึ่งได้รับมรดกเป็นโรงเบียร์และอสังหาริมทรัพย์ในเมือง ซือเวียต ประเทศโปแลนด์ ได้ช่วยชำระหนี้สินให้แก่พระองค์ และมอบเงินรายเดือนให้แก่พระองค์ด้วย[1]

ในปารีส วือชือวานึยได้ทรงกลับไปติดต่อกับสมาชิกกลุ่มชาวยูเครนพลัดถิ่นอีกครั้ง เขาได้ทำความรู้จักกับสมาชิกขององค์การชาตินิยมยูเครน (OUN) ที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่ และได้พบปะกับผู้นำขององค์การคือ เยวแฮน โคโนวาแลตส์ถึงสองครั้ง องค์การชาตินิยมยูเครนมองว่าการมีอาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มอาจเป็นช่องทางสำคัญในการแสวงหาแหล่งสนับสนุนทางการเงินใหม่ๆ[1]

ในค.ศ. 1934 หรือ 1935 อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มได้เข้าไปพัวพันกับคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับคู่รักของพระองค์ที่ชื่อ โพเล็ตต์ กุยบา เธอเป็นผู้ซึ่งพยายามฉ้อโกงนักลงทุนชาวฝรั่งเศส (พ่อค้าแอลกอฮอล์) เป็นเงินจำนวนหลายแสนฟรังก์[1] โดยใช้เช็คธนาคารปลอม[20] อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มอยู่ในการพบปะระหว่างกุยบากับนักลงทุนด้วย ซึ่งเป็นไปได้ว่าเพื่อช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแผนการดังกล่าวของเธอ ในภายหลังพระองค์อ้างว่าพระองค์เองไม่ทราบถึงลักษณะที่แท้จริงของการทำธุรกรรมนั้น ในตอนแรก กุยบายอมรับสารภาพผิด แต่ต่อมาเธอได้เปลี่ยนมาโยนความผิดให้อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์ม โดยอ้างว่าเงินจำนวนนี้มีจุดประสงค์เพื่อนำไปสนับสนุนการฟื้นฟูราชวงศ์ฮาพส์บวร์ค ข้ออ้างทางการเมืองที่กุยบาใช้เพื่อทำให้การฉ้อโกงดูมี อุดมการณ์สูงส่งบังหน้า ซึ่งข้ออ้างนี้เองที่ทำให้รัฐบาลฝรั่งเศสและออสเตรียในขณะนั้นเริ่มมองว่าอาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มเป็นตัวอันตรายทางการเมือง คดีนี้ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในหน้าสื่อฝรั่งเศสที่มีแนวคิดฝักใฝ่ฝ่ายซ้าย ซึ่งเดิมทีก็มีท่าทีเป็นศัตรูกับชื่อเสียงของราชวงศ์ฮาพส์บวร์คอยู่แล้ว เมื่อต้องเผชิญกับการนำเสนอข่าวในแง่ลบและเกรงว่าจะได้รับคำตัดสินที่ไม่ยุติธรรม อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มจึงตัดสินใจหนีจากปารีสกลับไปยังกรุงเวียนนาก่อนที่การพิจารณาคดีจะเริ่มขึ้น[1]

สายสืบของตำรวจยังได้กล่าวหาว่า อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มมีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้ช่วยชายสองคน ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่อาจส่งผลกระทบต่อความเห็นของสาธารณชนเพิ่มมากขึ้น ในท้ายที่สุด อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 5 ปีโดยที่เจ้าตัวไม่ได้มาปรากฏพระองค์ในศาล ในขณะที่กุยบาได้รับการปล่อยตัวเนื่องจากให้การเป็นประโยชน์และยอมรับสารภาพผิดว่าคนร้ายตัวจริงคืออาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์ม ในยุคทศวรรษ 1930 ข้อกล่าวหาเรื่อง "รักร่วมเพศ" ถือเป็นเรื่องอื้อฉาวรุนแรงที่ทำลายชื่อเสียงของผู้ชายในสังคมชั้นสูงได้มากกว่าคดีฉ้อโกงเสียอีก[1]

ทิโมธี ดี. สไนเดอร์ นักประวัติศาสตร์ชาวอเมริกัน ผู้เขียนหนังสือ The Red Prince ยืนยันว่าอาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มไม่มีความผิดตามข้อกล่าวหา โดยสไนเดอร์พร้อมด้วยคนในยุคเดียวกับอาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มบางคน ได้เสนอว่าคดีนี้อาจถูกบงการโดยหน่วยข่าวกรองต่างชาติ—ซึ่งอาจเป็นโปแลนด์, เชโกสโลวาเกีย หรือสหภาพโซเวียต—เพื่อทำลายชื่อเสียงของตระกูลฮาพส์บวร์ค และขัดขวางไม่ให้อิทธิพลทางการเมืองของพวกเขาฟื้นกลับมาอีกครั้ง ทฤษฎีนี้มีข้อสนับสนุนจากการกล่าวอ้างที่ว่า ในภายหลังกุยบาได้พยายามเดินทางเข้าประเทศออสเตรียโดยใช้ชื่อปลอมและข้ออ้างเท็จ ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าเพื่อขยายความอื้อฉาวให้รุนแรงยิ่งขึ้น การที่พยายามแฝงตัวเข้าออสเตรียหลังจากอาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มเสด็จลี้ภัยไปแล้ว ยิ่งตอกย้ำว่าเธออาจมีภารกิจอื่นแอบแฝงนอกเหนือจากการฉ้อโกงทั่วไป[1]

ในทศวรรษที่ 1930 รัฐบาลออสเตรียภายใต้นายกรัฐมนตรีเอ็งเงิลแบร์ท ด็อลฟูส ได้เริ่มมีท่าทีที่เป็นมิตรต่อราชวงศ์ฮาพส์บวร์คมากขึ้น และไม่บังคับให้อดีตราชวงศ์ต้องสละความทะเยอทะยานทางการเมืองอีกต่อไป ด้วยเหตุนี้ อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มจึงสามารถได้รับสัญชาติออสเตรียและหนังสือเดินทางภายใต้พระนามจริงของพระองค์เองได้ในเวลาต่อมา อยู่ช่วงหนึ่ง พระองค์ได้แสดงตัวสนับสนุนกลุ่มฟาสซิสต์ในออสเตรียและอิตาลี และเมื่อเข้าสู่ช่วงปลายทศวรรษ 1930 เขาก็เริ่มแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อระบอบนาซีเยอรมันมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งลัทธินี้เป็นอุดมการณ์ที่สมาชิกส่วนใหญ่ของราชวงศ์ฮาพส์บวร์คปฏิเสธ และเป็นศัตรูต่อกันอย่างชัดเจน[1]

ในเวลานั้น อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มเชื่อว่าสงครามยุโรปครั้งใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นอาจเป็นโอกาสให้ยูเครนได้รับเอกราชคืนมา และพระองค์มองว่านาซีเยอรมนีเป็นมหาอำนาจเพียงหนึ่งเดียวที่น่าจะเต็มใจสนับสนุนความพยายามดังกล่าว ในช่วงแรก พระองค์ขานรับการผนวกออสเตรียเข้ากับเยอรมนีจากเหตุการณ์ อันชลุส ในค.ศ. 1938 และได้ประกาศตนเป็นสมาชิกของชนชาติเยอรมันอย่างเป็นทางการ[1]

อย่างไรก็ตาม อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มก็ทรงตระหนักในไม่ช้าว่า ระบอบนาซีไม่ได้มีความตั้งใจที่จะสถาปนารัฐยูเครนที่เป็นอิสระเลย แต่จะเป็นเพียงรัฐหุ่นเชิดในลักษณะเดียวกับระบอบการปกครองของสโลวาเกีย แบบสาธารณรัฐสโลวักที่ 1 หลังจากที่พระองค์และอาร์ชดยุกคาร์ล อัลเบร็คท์ พระเชษฐา ถูกจับกุมและสอบสวนโดยเกสตาโพ อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มก็ทรงเปลี่ยนความคิด และเปลี่ยนความจงรักภักดีของพระองค์ โดยในที่สุดก็ได้ทรงเข้าร่วมกับขบวนการต่อต้านนาซีในกรุงเวียนนา[1] ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาก็เหมือนกับสมาชิกราชวงศ์ฮาพส์บวร์คองค์อื่นๆ ที่ปฏิเสธการร่วมมือกับพวกนาซีอย่างเด็ดขาด และถูกเฝ้าระวังโดยเกสตาโพ เนื่องจากมีความสงสัยว่าพระองค์แอบร่วมมือกับหน่วยข่าวกรองของอังกฤษ หลังจบสงคราม พระองค์ได้ประกอบธุรกิจส่วนตัวต่อไป โดยเขาเป็นเจ้าของโรงงานผลิตสีในกรุงเวียนนา[16] ตามข้อมูลที่ไม่แน่ชัดนัก ระบุว่าพระองค์ได้เสกสมรสกับ อามาเลียแห่งเวือร์ทเทิมแบร์ค (Amalia of Württemberg)[21] หรือไม่ก็เสกสมรสกับนักร้องชื่อ อีวันนา ชเมริกอว์สกายา-ปรึยมา (Ivanna Shmerikovskaya-Pryjma) โดยทรงมีโอรสหนึ่งคนชื่อ ฟรันซ์ พีค (Franz Piech) หรือเรียกสั้นๆ ว่า ฟรันซ์[ii][22] นักประวัติศาสตร์หลายคน (รวมถึงทิโมธี สไนเดอร์) มองว่าอาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มอาจไม่ได้เสกสมรส เนื่องจากพระชนม์ชีพส่วนใหญ่เป็นชีวิตที่โลดโผนในฐานะนักการเมืองพลัดถิ่นและสายลับ ซึ่งมักจะมี "หญิงคนสนิท" หรือ "คู่ขา" หลายคนมากกว่าการสร้างครอบครัวที่มั่นคง[1]

สงครามโลกครั้งที่สอง ขบวนการต่อต้านของฝรั่งเศส และความสัมพันธ์กับกลุ่มบันเดอไรต์

[แก้]

อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มทรงเริ่มหันมาต่อต้านพวกนาซีเมื่อใดนั้นยังไม่ชัดเจน ตามข้อมูลของนักประวัติศาสตร์ ทิโมธี ดี. สไนเดอร์ ระบุว่าในช่วงต้นค.ศ. 1942 พระองค์อาจเริ่มทำกิจกรรมด้านจารกรรมแล้ว โดยมีความเป็นไปได้ว่าทรงทำในนามของ หน่วยข่าวกรองลับอังกฤษ (SIS) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนขบวนการต่อต้านนาซีทั่วยุโรป[1] ในที่สุด อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มได้ทำงานเป็นสายลับให้กับขบวนการต่อต้านของฝรั่งเศส โดยทำหน้าที่รวบรวมข่าวกรองที่ไม่เพียงแต่เพื่อต่อต้านนาซีเยอรมนีเท่านั้น แต่ในเวลาต่อมายังรวมถึงการต่อต้านสหภาพโซเวียตด้วย[23]

ในปี ค.ศ. 1944 อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มทรงได้ทำความรู้จักกับชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งที่ชื่อว่า ปอล มาส หรือบางเอกสารระบุชื่อเป็น 'มาสส์' (Masse)[1] แม้ว่าจะเป็นไปได้ว่าชื่อนี้อาจจะเป็นนามแฝงก็ตาม มาสถูกทางการเยอรมันเนรเทศจากฝรั่งเศสไปยังกรุงเวียนนา ซึ่งที่นั่นเขาถูกบังคับให้ทำงานในโรงงานผลิตเครื่องบินทางการทหารเพื่อทำหน้าที่เขียนพิมพ์เขียวประกอบเครื่องบิน มาสยังคงรักษาการติดต่อกับหน่วยข่าวกรองของอังกฤษ หรือขบวนการต่อต้านของฝรั่งเศส หรืออาจจะทั้งสองอย่าง เขาได้ส่งสำเนาพิมพ์เขียวของเครื่องบินให้กับผู้ประสานงานของเขา และได้ชวนให้อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มมาร่วมมือกับเขาในขบวนการต่อต้านนี้ด้วย เนื่องจากสถานะทางสังคมและสายสัมพันธ์กับบรรดานายทหารเยอรมัน อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มจึงทรงสามารถให้ข้อมูลข่าวกรองที่มีค่าได้ ซึ่งรวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับการเคลื่อนกำลังพลและการผลิตกำลังทางการทหารในออสเตรีย ในระหว่างการสอบสวนในภายหลัง อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มยืนยันว่าแรงจูงใจของพระองค์นั้นขับเคลื่อนด้วยความเกลียดชังต่อลัทธินาซีเพียงอย่างเดียว[1]

ในช่วงสงคราม อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มยังทรงได้เป็นสหายกับโรมัน โนโวซัด นักศึกษาชาวยูเครนที่เรียนอยู่ในสถาบันดนตรีแห่งกรุงเวียนนา ใน ค.ศ. 1944 อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มได้รับรู้เรื่องราวของสตรีคนหนึ่งที่รู้จักกันในชื่อ 'ลีเดีย ตุลชึน' ผ่านทางโนโวซัด โดยชื่อจริงของเธอคือ 'ฮันนา โปรโกพึช' ซึ่งเธอทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานให้กับกลุ่มบันเดอไรต์ (OUN-B) ขององค์การชาตินิยมยูเครน เมื่อสงครามใกล้จะสิ้นสุดลง ขบวนการชาตินิยมยูเครนได้พยายามแสวงหาพันธมิตรกับกลุ่มมหาอำนาจตะวันตกมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากกลุ่มมหาอำนาจเหล่านี้เริ่มมีความกังวลเกี่ยวกับการขยายอำนาจของสหภาพโซเวียตภายหลังสงคราม อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มตัดสินใจทำหน้าที่เป็นคนกลาง ระหว่างกลุ่ม OUN (องค์การชาตินิยมยูเครน) และเครือข่ายจารกรรมที่เชื่อมโยงกับมาส[1]

อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มทรงได้แนะนำลีเดียให้รู้จักกับมาส ซึ่งมาสตกลงที่จะร่วมมือกับกลุ่มชาตินิยมยูเครนและมอบหมายภารกิจแรกให้แก่เธอ นั่นคือการหาเอกสารเยอรมัน (ปลอม) ให้กับนักบินอังกฤษที่เครื่องบินถูกยิงตกในออสเตรีย ลีเดียทำภารกิจได้สำเร็จ หลังจากนั้นเธอแจ้งอาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มว่ามีสมาชิกระดับสูงของ OUN เดินทางมาถึงกรุงเวียนนาแล้ว อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มได้พบกับชายคนดังกล่าว—ซึ่งแนะนำตัวว่าชื่อ ดมือโทร-โวโลดีมือร์ ที่อพาร์ตเมนต์ของโนโวซัด และต่อมาได้แนะนำเขาให้รู้จักกับมาส แท้จริงแล้วบุคคลดังกล่าวคือ มือรอสลาว โปรโกป ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำของทั้งองค์กร OUN และสภาปลดปล่อยสูงสุดแห่งยูเครน (UHVR)[1]

ในค.ศ. 1945 มาสถูกหน่วยข่าวกรองทหารเยอรมัน อัพแวร์ จับกุม แต่แม้จะถูกทรมานอย่างหนัก เขาก็ไม่ได้ซัดทอดชื่อใครเลย หลังจากกองทัพแดงบุกเข้าสู่กรุงเวียนนา เขาก็ได้รับอิสรภาพ แต่ถูกหน่วยต่อต้านข่าวกรองของโซเวียตที่ชื่อ 'สแมร์ช' (SMERSH) จับกุมในเวลาต่อมา ท้ายที่สุดเขาก็ได้รับการปล่อยตัวและเดินทางกลับไปยังฝรั่งเศส ส่วนลีเดียก็ได้หนีออกจากกรุงเวียนนาเช่นกัน และในที่สุดเธอก็ไปถึงค่ายผู้พลัดถิ่นในแคว้นบาวาเรีย ซึ่งในขณะนั้นอยู่ภายใต้การยึดครองของอเมริกา อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มและโนโวซัดเลือกที่จะพำนักอยู่ในกรุงเวียนนาต่อไป แม้ว่าพวกเขาจะเสี่ยงต่อการถูกจับกุมโดยหน่วยสแมร์ชก็ตาม อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการแบ่งเมืองออกเป็นเขตยึดครอง ที่พักของพวกเขาจึงตกอยู่ภายใต้เขตอำนาจศาลของอังกฤษ ซึ่งช่วยให้ได้รับการคุ้มครองในระดับหนึ่ง[1]

ในช่วงสงคราม อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มได้รับเงินชดเชยจากไรช์เยอรมัน (นาซี) สำหรับทรัพย์สินของครอบครัวในเมืองซือเวียตที่ถูกนาซียึดไป พระองค์ได้นำเงินก้อนนี้ไปก่อตั้งสถานประกอบการขนาดเล็ก 3 แห่ง ซึ่งดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตสี, น้ำมันวานิช และเรซินสังเคราะห์ พระองค์ยังได้เข้าร่วมกับพรรคประชาชนออสเตรีย (ÖVP) ซึ่งเป็นพรรคแนวอนุรักษนิยมที่ชนะการเลือกตั้งครั้งแรกหลังสงครามและได้จัดตั้งรัฐบาล นอกจากนี้ ในแฟ้มประวัติของพระองค์ที่โซเวียตเก็บไว้ ยังปรากฏใบรับรองสมาชิกขององค์กรต่อต้านฟาสซิสต์ในออสเตรียหลังสงคราม ในนามของ วิลเฮ็ล์ม ฮาพส์บวร์ค-ลอแรน (Wilhelm Habsburg-Lothringen)[1]

เมื่อถึงจุดหนึ่ง มาสได้แนะนำอาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มให้รู้จักกับผู้ร่วมงานคนหนึ่งชื่อ แจ็ก เบรียร์ ซึ่งต่อมาในปี 1946 เบรียร์ก็ได้แนะนำเขาให้รู้จักกับนายทหารฝรั่งเศสชื่อ ฌอง เปลิสซีเยร์ โดยเปลิสซีเยร์ได้รับมอบหมายจากทางการฝรั่งเศสให้ฟื้นฟูการติดต่อกับกลุ่มชาตินิยมยูเครนที่ยังคงทำการต่อสู้ด้วยอาวุธเพื่อต้านทานระบอบโซเวียต การเผชิญหน้ากันที่เริ่มก่อตัวขึ้นระหว่างกลุ่มพันธมิตรตะวันตกและสหภาพโซเวียต ซึ่งต่อมาจะกลายเป็นสงครามเย็น ทำให้เกิดความสนใจที่จะสนับสนุนกลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้านโซเวียต หน่วยข่าวกรองฝรั่งเศสได้เสนอการสนับสนุนในการใช้เอกสารชวนเชื่อทางการเมือง รวมถึงการส่งกองกำลังติดอาวุธชาตินิยมยูเครนเข้าไปในดินแดนของโซเวียตเพื่อเสริมกำลังให้กับ กองทัพผู้ก่อการกำเริบยูเครน (UPA)[1]

ในตอนแรก ตัวแทนจากฝรั่งเศสแสดงความต้องการที่จะพบกับสเตปัน บันเดรา ด้วยตัวเอง แต่เมื่อพบว่าการพบกันยาก พวกเขาจึงตกลงที่จะพบกับหนึ่งในคนสนิทของเขาแทน อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มพิจารณาที่จะติดต่อลีเดีย แต่เนื่องจากตอนนี้เธออยู่ในค่ายผู้พลัดถิ่นและความสัมพันธ์กับเธอได้ขาดหายไปแล้ว พระองค์และเปลิสซีเยร์จึงตกลงที่จะส่งโนโวซัดไปตามหาตัวเธอ แม้จะมีความเสี่ยง แต่โนโวซัดก็ตอบรับภารกิจนี้ เปลิสซีเยร์ได้มอบหนังสือผ่านทางที่อนุญาตให้เข้าสู่เขตยึดครองของฝรั่งเศสในออสเตรียตะวันตกโดยระบุว่าเขากำลังเดินทางไปที่เมืองอินส์บรุคเพื่อการแสดงคอนเสิร์ต เนื่องจากเขาเป็นนักศึกษาด้านดนตรี[1]

โนโวซัดประสบความสำเร็จในการเดินทางไปถึงเมืองมิวนิกโดยกองกำลังโซเวียตไม่ได้ตรวจพบ และได้พบกับลีเดีย (ฮันนา) ในค่ายผู้พลัดถิ่น หลังจากนั้นไม่นาน ที่โรงแรมแห่งหนึ่งใกล้กับเมืองอินส์บรุค เขาได้ช่วยประสานงานให้เกิดการประชุมที่มีผู้เข้าร่วมคือ เปลิสซีเยร์, มือโคลา แลแบด, โรมัน โนโวซัด, ลีเดีย และแจ็ก เบรียร์ แม้รายละเอียดของการเจรจาส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องระหว่าง เปลิสซีเยร์และแลแบด แต่โนโวซัดจำได้ว่าฝ่ายฝรั่งเศสพอใจกับผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นอย่างมาก ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ชาวยูเครนอีกคนหนึ่งชื่อ วาซิล คาโชรอวสกึย ก็ได้รับการคัดเลือกเข้าสู่หน่วยข่าวกรองฝรั่งเศสผ่านการเป็นคนกลางของอาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์ม[1]

ถูกจับกุม

[แก้]
อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มแห่งออสเตรียบนบัตรประชาชนออสเตรีย ก่อนทรงถูกจับกุมในค.ศ. 1947

หน่วยข่าวกรองโซเวียตมีความกังวลบางประการเกี่ยวกับฮาพส์บวร์ค-วือชือวานึยเช่นกัน แต่ความสนใจหลักของโซเวียตมุ่งเน้นไปที่ความร่วมมือของอาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มกับกลุ่มชาตินิยมยูเครน โดยเฉพาะกับ เยวแฮน โคโนวาแลตส์ ก่อนสงคราม และกับตัวแทนของ OUN หลังสงคราม แม้ว่าโคโนวาแลตส์จะถูกสังหารโดยปาเวล ซูโดปลาตอฟ สายลับ NKVD (กรมการราษฎรฝ่ายกิจการภายใน) ในเมืองรอตเทอร์ดาม แต่ทางการโซเวียตก็ไม่มีเหตุผลที่จะกำจัดหรือแม้แต่จับกุมอดีตอาร์ชดยุกผู้นี้เป็นเวลานาน เนื่องจากพระองค์ดูเหมือนจะไม่ได้มีบทบาทที่สำคัญนักในการเมืองยูเครน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเกี่ยวกับการติดต่อของพระองค์กับตัวแทนของ OUN ทำให้ชื่อของฮาพส์บวร์คยังคงอยู่ในสายตาของหน่วยข่าวกรองของสตาลิน และหลังจากสงครามสิ้นสุดลง ในช่วงที่กองทัพโซเวียตเข้ายึดครองกรุงเวียนนาระหว่างค.ศ. 1944–1947 หน่วยข่าวกรองของสตาลินก็ได้ทำการเฝ้าติดตามพระองค์อย่างลับๆ

ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1947 ณ อพาร์ตเมนต์ในเขตยึดครองของอเมริกาในกรุงเวียนนา มีรายงานว่า วาซิล คาโชรอวสกึย จัดงานฉลองวันเกิดเสียงดังเกินไป จนทำให้เพื่อนบ้านต้องแจ้งตำรวจ ต่อมาเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของออสเตรียก็ได้ส่งตัวเขาให้แก่ทางการโซเวียต แผนกต่อต้านข่าวกรอง (SMERSH) ของกระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐ (MGB) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังกลุ่มกลางที่ประจำการในออสเตรีย ได้ให้ความสนใจในตัวคาโชรอวสกึยมาก่อนแล้ว โดยเมื่อหลายเดือนก่อนหน้านั้น พวกเขาเคยพยายามเข้าควบคุมตัวเขามาแล้วครั้งหนึ่ง แต่เขาสามารถขัดขืนการจับกุมและหลบหนีไปได้[1]

หลังจากการสอบสวนคาโชรอวสกึย หน่วย MGB ก็ได้รับรู้ถึงตัวตนของโรมัน โนโวซัด และวาซิล วือชือวานึย ซึ่งรายหลังนี้เห็นได้ชัดว่าตกอยู่ภายใต้การเฝ้าติดตามของโซเวียตอยู่ก่อนแล้ว หลังจากใช้เวลาไล่ล่าอยู่หลายเดือน สายลับโซเวียตได้เข้าควบคุมตัวโนโวซัดก่อนในวันที่ 14 มิถุนายน ตามมาด้วยการจับกุมอาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์ม (วือชือวานึย) ในวันที่ 26 สิงหาคม ตามข้อมูลของนักประวัติศาสตร์ ทิโมธี สไนเดอร์ ระบุว่าคาโชรอวสกึยถูกประหารชีวิตในเวลาต่อมา แม้ว่าที่มาของข้อมูลนี้จะยังไม่ชัดเจนก็ตาม[1]

โนโวซัดและอาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์ม ถูกคุมตัวและสอบสวนที่คุกของหน่วย MGB ในเมืองบาเดินไบวีน โดยมีการเปิดสำนวนคดีอาญาร่วมกันสำหรับชายทั้งสอง ในวันที่ 26 สิงหาคม ค.ศ. 1947 ทั้งสองถูกนำตัวไปยังคุกคาร์ลสบัด เพื่อดำเนินการสอบสวนเบื้องต้น พระองค์ถูกสั่งฟ้องในข้อหาดำเนินกิจกรรมจารกรรมร่วมกับมหาอำนาจตะวันตก ซึ่งเป็นพันธมิตรของสหภาพโซเวียตในกลุ่มต่อต้านฮิตเลอร์ และถูกกล่าวหาว่ามีความเกี่ยวข้องกับกลุ่ม OUN ซึ่งเอกสารเหล่านั้นยังคงถูกเก็บรักษาไว้ในหอจดหมายเหตุที่กรุงเคียฟ ในภายหลังโนโวซัดจดจำได้ว่าอาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มได้รับการปฏิบัติ "อย่างเหมาะสมทีเดียว" จากทางการโซเวียต ซึ่งบ่งชี้ว่าพระองค์ไม่ได้ถูกทรมาน ส่วนในเรื่องการปฏิบัติต่อตัวเขาเองนั้น โนโวซัดไม่ได้ให้รายละเอียดใดๆ มีรายงานว่าอาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มได้รับจานอาหารส่วนพระองค์ ซึ่งต่างจากนักโทษคนอื่นที่ถูกบังคับให้กินรวมกัน[1]

อย่างไรก็ตาม อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มทรงปฏิเสธความเกี่ยวข้องของเขากับขบวนการหรือพรรคการเมืองใดๆ ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา โดยเน้นย้ำว่าการพบปะและการติดต่อทั้งหมดเป็นเพียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแยกจากกันและไม่ใช่ความสัมพันธ์ในลักษณะถาวร พระองค์ยังปฏิเสธที่จะเปิดเผยชื่อพระสหาย และปฏิเสธที่จะสร้างเรื่องใส่ร้ายบรรดาเพื่อนผู้อพยพด้วยกัน พนักงานสอบสวนให้ความสนใจเป็นพิเศษในกิจกรรมทางการเมืองช่วงก่อนหน้าของอาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์ม และการติดต่อของพระองค์ในช่วงสงครามประกาศอิสรภาพครั้งที่หนึ่ง ซึ่งรวมถึงความสัมพันธ์กับเปโตร โบลโบชัน, ซือมอน แปตลูราและ เปาลอ สโกโรปัดสกึย อย่างไรก็ตาม จุดสนใจหลักของพนักงานสอบสวน คือความร่วมมือของพระองค์กับ ปอล มาส, ฌอง เปลิสซีเยร์ และ ลีเดีย ตุลชึน ระหว่างถูกสอบสวนอาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มพยายามลดความสำคัญของบทบาทที่พระองค์มีต่อการปฏิวัติยูเครนลง ตัวอย่างเช่น ทรงอ้างว่าตนเองทำหน้าที่เป็นเพียง 'ล่าม' ในเมืองกามิยาแนตส์-โปดิลสกึย ในช่วงสมัยของคณะไดเรกทอรีเมื่อปี 1919 เท่านั้น ในบันทึกการสอบสวนช่วงแรก ๆ พระองค์ยังอ้างด้วยว่าการประชุมใกล้กับเมืองอินส์บรุค ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างฝรั่งเศสและ OUN แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับชะตากรรมของกลุ่มผู้พลัดถิ่นชาวยูเครนแทน อย่างไรก็ตาม เมื่อการสอบสวนดำเนินต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากได้รับคำให้การของโนโวซัด ภาพรวมของเหตุการณ์ต่าง ๆ ก็เริ่มชัดเจนขึ้น[1]

เมื่อสิ้นเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1947 อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มถูกย้ายไปยังเรือนจำลูเกียนิฟกา ในกรุงเคียฟ ซึ่งการสอบสวนยังคงดำเนินต่อไปที่นั่น ตลอดระยะเวลา 6 เดือน พระองค์ถูกสอบปากคำทุกวัน โดยส่วนใหญ่เป็นเวลากลางคืน เพื่อบีบบังคับให้เขาสารภาพเรื่องการติดต่อกับกลุ่มใต้ดิน OUN และหน่วยข่าวกรองตะวันตก ระหว่างที่ถูกคุมขัง อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มทรงถูกถามว่าพระองค์ประสงค์จะให้การในภาษาใด ซึ่งทรงแจ้งว่า พระองค์สามารถให้การเป็นภาษายูเครนได้[24][1] แต่เจ้าหน้าที่สอบสวนได้จดคำให้การเป็นภาษารัสเซีย[1] บันทึกการสอบสวนในช่วงแรกหลายฉบับจบลงด้วยประโยคที่ว่า "บันทึกนี้เขียนขึ้นจากคำพูดของข้าพเจ้าอย่างถูกต้อง และได้ถูกอ่านให้ข้าพเจ้าฟังเป็นภาษารัสเซียที่ข้าพเจ้าเข้าใจ" แม้ว่าในภายหลังข้อความนี้จะถูกแก้ไขจากคำว่า "ภาษารัสเซีย" เป็น "ภาษายูเครน" ก็ตาม ส่วนโนโวซัดซึ่งสามารถให้การได้ทั้งภาษารัสเซียและยูเครน กลับถูกบันทึกคำให้การเป็นภาษารัสเซียทั้งหมด[1] บางคำให้การอาจมีการเติมโดยพนักงานสอบสวนเอง ตัวอย่างเช่น บันทึกฉบับหนึ่งมีประโยคที่ระบุว่า 'การที่ข้าพเจ้าพำนักอยู่ในยูเครนเป็นผลมาจากนโยบายรุกรานของกลุ่มอำนาจนิยมและจักรวรรดินิยมแห่งออสเตรีย-ฮังการี' ซึ่งเป็นถ้อยคำที่อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มไม่น่าจะใช้ด้วยตัวเอง เพราะพระองค์เองก็เป็นเจ้านายในราชวงศ์ออสเตรีย แต่กลับโจมตีราชตระกูลของพระองค์เอง เมื่อพิจารณาจากน้ำเสียงที่แฝงอุดมการณ์โซเวียตอย่างชัดเจน ภาษาลักษณะนี้ถือเป็นเอกลักษณ์ของบันทึกการสอบสวนในยุคสมัยของสตาลิน[1]

การสอบสวนเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งในเดือนมกราคม ค.ศ. 1948 หลังจากสิ้นสุดช่วงเทศกาลวันหยุด พนักงานสอบสวนชาวยูเครน (ในสังกัดโซเวียต) มุ่งเป้าเป็นพิเศษไปที่ความเชื่อมโยงที่กล่าวอ้างระหว่างอาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มและโนโวซัดกับหน่วยข่าวกรองของอังกฤษ มากกว่าที่จะเป็นหน่วยงานของฝรั่งเศส ทางการโซเวียตยืนกรานว่าชายทั้งสองคนทำงานให้กับอังกฤษอย่างจงใจโดยผ่านการประสานงานของมาส ในตอนแรก อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มทรงปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยระบุว่าโนโวซัดเพิ่งจะบอกเขาเรื่องความเชื่อมโยงของมาสกับหน่วยข่าวกรองอังกฤษหลังจากที่มาสเดินทางกลับฝรั่งเศสไปแล้วเท่านั้น แต่ในเวลาต่อมาพระองค์ได้ถอนคำพูดและให้การรับสารภาพ ซึ่งความจริงแท้ของคำสารภาพดังกล่าวยังคงเป็นที่น่าสงสัยว่าทำไมทรงถอนคำพูด นักประวัติศาสตร์อย่าง ทิโมธี สไนเดอร์ มองว่านี่ไม่ใช่คำสารภาพด้วยความสมัครใจ อาจเพราะทรงถูกข่มขู่ด้วยเรื่องบางอย่าง การสอบสวนดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1948 หลังจากนั้นทั้งสองคนก็ถูกย้ายจากคุกภายในของหน่วย MGB ไปยังเรือนจำ MVD หมายเลข 1[1]

นอกจากคำให้การของอาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์ม, โนโวซัด และคาโชรอวสกึยแล้ว ในสำนวนคดียังรวมถึงคำแถลงจากกลุ่มชาตินิยมยูเครนคนอื่น ๆ ด้วย ตัวอย่างเช่น มีบุคคลหนึ่งอ้างว่าเคยได้ยินเรื่องความเชื่อมโยงของอาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มกับองค์การชาตินิยมยูเครน (OUN) นอกจากนี้ พนักงานสอบสวนยังได้ยื่นหลักฐานเป็นข้อความส่วนหนึ่งจากหนังสือปี 1935 ที่ชื่อ Ukrainskie sechevye streltsy (กองทหารพรานยูเครนเซช) ซึ่งตีพิมพ์ในเมืองลวิว โดยหนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึงการพำนักของวิลเฮล์มทางตอนใต้ของยูเครนเมื่อปี 1918[1]

คำฟ้องและสิ้นพระชนม์

[แก้]

ในคำฟ้องคดีระบุว่า วิลเฮ็ล์ม ฮาพส์บวร์ค-ลอแรน ถูกตั้งข้อหาในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้[1]

  • ช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง: ถูกกล่าวหาว่า "ดำเนินแผนการรุกรานของกลุ่มผู้ปกครองออสเตรีย-ฮังการี และเตรียมการที่จะขึ้นเป็น "เฮตมัน" (ผู้นำสูงสุด) ของยูเครน
  • การสู้รบในค.ศ. 1918: ถูกกล่าวหาว่าต่อสู้กับกองทัพโซเวียต (แม้ว่าในความเป็นจริงจะเป็นกองทัพแดง)
  • ข้อหาปฏิบัติหน้าที่ภายใต้การนำของซือมอน แปตลูรา
  • ข้อหาทำกิจกรรมด้านชาตินิยมในระหว่างการลี้ภัย
  • ในค.ศ. 1944 ข้อหาว่าได้รับการคัดเลือกจากหน่วยข่าวกรองอังกฤษและปฏิบัติภารกิจให้ (ที่น่าสังเกตคือ ในคำฟ้องไม่ได้ระบุถึงบทบาทของอาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มในการประสานการติดต่อระหว่าง มาส และองค์กร OUN แต่ระบุเพียงการติดต่อกับทางเยอรมันเท่านั้น)
  • ในค.ศ. 1945 ข้อหาว่าเป็นสายลับของหน่วยข่าวกรองฝรั่งเศส ทำหน้าที่จัดหาจารกรรม และจัดการเจรจาระหว่างกลุ่ม OUN กับพรรคประชาชนออสเตรีย

นักประวัติศาสตร์ ทิโมธี สไนเดอร์ ตั้งข้อสังเกตว่า กฎหมายของโซเวียตนั้นมีผลย้อนหลังและครอบคลุมนอกเหนืออาณาเขต โดยขยายเวลาออกไปนานหลายทศวรรษก่อนการก่อตั้งสหภาพโซเวียต และครอบคลุมไปถึงดินแดนที่มอสโกไม่เคยมีอำนาจอธิปไตยเหนือพื้นที่นั้นเลย[1]

ข้อกล่าวหาที่มีต่อ โรมัน โนโวซัดนั้นมีความครอบคลุมน้อยกว่า โดยรวมถึงการกล่าวหาว่าเขาเป็นสมาชิกขององค์กรชาตินิยม ซิช (Sich) ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเป็นเพียงสมาคมนักศึกษายูเครนในกรุงเวียนนาที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1868 นอกจากนี้ยังถูกกล่าวหาว่ามีความเชื่อมโยงกับวิลเฮล์มและกลุ่ม OUN รวมถึงการร่วมมือกับหน่วยข่าวกรองของอังกฤษและฝรั่งเศสด้วย[1]

คำฟ้องได้อ้างถึงมาตราจากประมวลกฎหมายอาญา 2 ฉบับที่แยกจากกัน ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญาของสหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตรัสเซีย (Russian SFSR) ซึ่งทางการโซเวียตนำมาใช้ในกรุงเวียนนา และประมวลกฎหมายอาญาของสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตยูเครน ซึ่งนำมาใช้ในกรุงเคียฟ โดยโรมันถูกตั้งข้อหาจารกรรมและมีส่วนร่วมในองค์กรปฏิปักษ์ปฏิวัติ ส่วนอาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มเผชิญกับข้อหาเดียวกัน พร้อมด้วยข้อหา "ก่อการกำเริบติดอาวุธหรือรุกรานเพื่อจุดประสงค์ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปฏิวัติในดินแดนโซเวียต" สิ่งเหล่านี้คือมาตราส่วนต่าง ๆ ของกฎหมาย 'ต่อต้านการปฏิวัติ' ชุดเดียวกัน นั่นคือ มาตรา 54 ในประมวลกฎหมายอาญาของยูเครน และมาตรา 58 ในประมวลกฎหมายอาญาของรัสเซีย[1]

เช่นเดียวกับคดี "ต่อต้านการปฏิวัติ" ส่วนใหญ่ในยุคนั้น ชะตากรรมของอาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มและโนโวซัดไม่ได้ถูกตัดสินโดยศาล แต่ตัดสินโดย การประชุมวาระพิเศษของกระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐ (MGB) ซึ่งเป็นองค์กรตุลาการนอกระบบที่พิพากษาคดีโดยไม่มีจำเลย พยาน หรือทนายความเข้าร่วม ในความเป็นจริง คำตัดสินถูกกำหนดโดยพนักงานสอบสวนที่ชื่อ ลีมาร์แชนโก ซึ่งเป็นผู้ลงนามในคำฟ้องและเสนอแนะบทลงโทษสูงสุด นั่นคือ การส่งตัวเข้าค่ายแรงงานบังคับเป็นเวลา 25 ปีสำหรับชายทั้งสองคน ในขณะนั้นนี่ถือเป็นบทลงโทษที่รุนแรงที่สุดเท่าที่มี เนื่องจากสหภาพโซเวียตได้ประกาศยกเลิกโทษประหารชีวิตเป็นการชั่วคราวในปีก่อนหน้า[1]

ต่อมาลีมาร์แชนโกได้ออกคำสั่งส่งตัวชายทั้งสองคนไปยังค่ายกักกันพิเศษของ MVD และในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1948 'การประชุมพิเศษ' ก็ได้ยืนยันตามคำแนะนำดังกล่าว โดยตัดสินจำคุกทั้งอาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มและโรมันเป็นเวลา 25 ปี อย่างไรก็ตาม ในขณะที่โนโวซัดถูกส่งตัวไปยังค่ายใช้แรงงาน อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มกลับถูกสั่งให้รับโทษใน "เรือนจำ" ซึ่งถือว่ามีความรุนแรงและทารุณกว่าอย่างเห็นได้ชัด ในระบบกูลักของโซเวียต "ค่ายแรงงาน" คือการทำงานหนักกลางแจ้งซึ่งยังมีโอกาสได้ขยับเขยื้อนหรือพบปะผู้คนบ้าง แต่ "เรือนจำ" หมายถึงการถูกขังลืมในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่มีการควบคุมเข้มงวดกว่ามากและแทบไม่มีโอกาสได้ออกมา ในวันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ. 1948 ทางการโซเวียตในมอสโกได้ตัดสินใจให้ย้ายอาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มไปยังเรือนจำกลางวลาดิมีร์อันอื้อฉาว ซึ่งเป็นสถานกักกันที่มีสถานะพิเศษ[1]

ก่อนที่คำตัดสินอย่างเป็นทางการของ 'การประชุมพิเศษ' จะถูกส่งไปถึงอาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์ม พระองค์ได้ถูกย้ายจากห้องขังหมายเลข 17 ของเรือนจำลูเกียนิฟกาไปยังโรงพยาบาลเรือนจำในวันที่ 1 กรกฎาคม เนื่องจากทรงตรัสว่ามีอาการอ่อนแรง เวียนศีรษะ ไอ และเจ็บหน้าอก แพทย์วินิจฉัยว่าเขาป่วยเป็นวัณโรคปอดชนิดเป็นโพรงทั้งสองข้าง ในระยะลุกลามและอยู่ในระยะแพร่เชื้อ เมื่อเวลา 23.00 น. ของวันที่ 18 สิงหาคม ค.ศ. 1948 นักโทษวิลเฮ็ล์ม ฮาพส์บวร์ค-ลอแรน ได้สิ้นพระชนม์ลงด้วยโรควัณโรค หลังจากพักรักษาพระองค์ในโรงพยาบาลเป็นเวลา 6 สัปดาห์ เอกสารอย่างเป็นทางการไม่ได้บันทึกสถานที่ฝังศพของพระองค์ไว้ จึงมีการสันนิษฐานว่าพระศพถูกฝังในหลุมศพที่ไม่มีเครื่องหมาย ไม่ว่าจะเป็นภายในลานเรือนจำหรือที่สุสานลูเกียนิฟกา[25]

รัฐบาลออสเตรียได้สอบถามอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับชะตากรรมของพลเมืองของตน เพื่อเป็นการตอบโต้ทางการโซเวียตระบุเพียงใบรับรองการตัดสินโทษของนักโทษวิลเฮ็ล์ม ฮาพส์บวร์ค-ลอแรน โดยปกปิดข้อเท็จจริงเรื่องการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ไว้ ข่าวลือแพร่สะพัดในกรุงเวียนนาว่ามีผู้พบเห็น วิลเฮ็ล์ม ฮาพส์บวร์ค-ลอแรนยังมีชีวิตอยู่ในสหภาพโซเวียต ต่อมาในค.ศ. 1952 สาธารณรัฐออสเตรียได้ประกาศว่าหนังสือเดินทางที่ออกให้แก่พระองค์ในช่วงทศวรรษ 1930 นั้นเป็นการออกให้โดยมิชอบด้วยกฎหมาย โดยให้เหตุผลว่าพระองค์ไม่ได้สละสิทธิ์ในการสืบราชสันตติวงศ์ และส่งผลให้ทรงถูกเพิกถอนสัญชาติในที่สุด[1]

การฟื้นฟูพระเกียรติยศ

[แก้]

ในช่วงขบวนการเปเรสตรอยคา ค.ศ. 1989 สำนักงานอัยการทหารแห่งสหภาพโซเวียตได้ประกาศคืนชื่อเสียง ให้แก่ทั้งวิลเฮ็ล์ม ฮาพส์บวร์ค-ลอแรน และโรมัน โนโวซัด อย่างเต็มรูปแบบ ในเวลาต่อมา โนโวซัดได้กลายเป็นผู้เขียนสิ่งพิมพ์ฉบับแรกเกี่ยวกับ วิลเฮ็ล์ม ฮาพส์บวร์ค ในประเทศยูเครนที่เป็นเอกราช โดยใน ค.ศ. 1992 บันทึกความทรงจำของพระองค์ได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสารอูกรายีนา ตอนนั้นนามของอาร์ชดยุกก็ถูกลืมเลือนไปเกือบหมดสิ้นแล้ว[1]

ในค.ศ. 1994 แฟ้มคดีของอาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มและโนโวซัดที่ถูกยกเลิกชั้นความลับแล้ว ได้ถูกย้ายจากหอจดหมายเหตุของหน่วยความมั่นคงแห่งยูเครน (SBU) ไปยังหอจดหมายเหตุกลางแห่งรัฐด้านองค์กรสาธารณะของยูเครน (TsDAHOU) ในค.ศ. 2005 เอกสารส่วนตัวและภาพถ่ายทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับอาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์ม ซึ่งถูกเก็บรักษาไว้ในแฟ้มประวัติของพระองค์ ได้ถูกส่งมอบคืนให้แก่หลานชายของอาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์ม คือ เลโอ ฮาพส์บวร์ค-ลอแรน ผ่านทางเอกอัครราชทูตเยอรมันประจำยูเครน ดิทมาร์ สตือเดอมันน์ โดยทางหอจดหมายเหตุได้เก็บสำเนาของเอกสารต้นฉบับเอาไว้[1]

พระราชตระกูล

[แก้]
อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มแห่งออสเตรีย ในค.ศ. 1920

พระราชตระกูลของพระองค์คือ ราชวงศ์ฮาพส์บวร์คแห่งออสเตรีย แต่ทรงมาจากราชสกุลสาขาทางฝ่ายพระบิดาและพระมารดา คือ ฮาพส์บวร์ค-ลอแรน ซึ่งรวมสองสาขาของขุนนางยุโรปเข้าด้วยกัน คือราชวงศ์ฮาพส์บวร์คและราชวงศ์ลอแรน ประวัติศาสตร์ของราชวงศ์ลอแรนย้อนกลับไปถึงศตวรรษที่ 9 และราชวงศ์ฮาพส์บวร์คย้อนกลับไปถึงศตวรรษที่ 11 การรวมสายของสองราชวงศ์ฮาพส์บวร์ค-ลอแรนเกิดขึ้นเมื่อจักรพรรดิฟรันทซ์ที่ 1 (เดิมคือ ดยุกแห่งลอแรน) ได้อภิเษกสมรสกับจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซา พระราชธิดาองค์ใหญ่ในจักรพรรดิคาร์ลที่ 6 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ จากราชวงศ์ฮาพส์บวร์คในค.ศ. 1736 อาร์ชดัชเชสมารีอา เทเรซีอาแห่งออสเตรีย (1862-1933) พระมารดาของอาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์ม เป็นพระภคินี (ลูกพี่ลูกน้อง) ในอาร์ชดยุกฟรันทซ์ แฟร์ดีนันท์ แห่งออสเตรีย รัชทายาทแห่งจักรวรรกออสเตรีย-ฮังการี และอาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มทรงเป็นพระญาติชั้นที่หนึ่ง[26] ราชวงศ์นี้ยังประกอบด้วยกษัตริย์และจักรพรรดิออสเตรียหลายพระองค์ รวมถึงจักรพรรดิฟรันทซ์ โยเซ็ฟที่ 1 แห่งออสเตรียซึ่งทรงมีศักดิ์เป็น พระญาติลำดับที่ 3 (พระภาดาภิไนย) ของอาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์ม

ในอีกทางหนึ่ง อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มเป็นผู้สืบสายตรงจากเจ้าหญิงออลฮา พระราชชายาแห่งเคียฟและแกรนด์พรินซ์แห่งเคียฟจากราชวงศ์รูริก และอีกฝั่งหนึ่งทรงสืบสายพระโลหิตจากราชวงศ์เกดีมีนัส[27] หลังการอภิเษกสมรสของจักรพรรดิฟรันทซ์ที่ 1 กับจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซา สายโลหิตของราชวงศ์ฮาพส์บวร์ค-ลอแรนจึงกลายเป็นผู้สืบเชื้อสายโดยตรงจากราชวงศ์รูริกแห่งเคียฟ

จักรพรรดิฟรันทซ์ที่ 1 หรือ ฟรันทซ์ ชเตฟัน ดยุกแห่งลอแรน สืบสายตรงจากชาร์ลที่ 3 ดยุกแห่งลอแรน (1543-1608) ซึ่งเสกสมรสกับเจ้าหญิงโกลดแห่งฝรั่งเศส พระราชธิดาในพระเจ้าอ็องรีที่ 2 แห่งฝรั่งเศส (1519-1559) กับกาเตรีนา เด เมดีชี (1519-1589) พระเจ้าอ็องรีที่ 2 ทรงสืบสายตรงมาจากพระเจ้าอ็องรีที่ 1 แห่งฝรั่งเศส (1008-1060) กับเจ้าหญิงอันนา ยาโรสลาฟนาแห่งเคียฟ พระราชธิดาในยาโรสลาฟผู้รอบรู้ แกรนด์พรินซ์แห่งเคียฟ เป็นพระราชนัดดาในโวโลดีมีร์มหาราช แกรนด์พรินซ์แห่งเคียฟ เป็นพระราชปนัดดาในสเวียโตสลาฟที่ 1 เจ้าชายแห่งเคียฟ และเป็นลื่อในอีฮอร์แห่งเคียฟกับออลฮาแห่งเคียฟ ดังนั้น ราชวงศ์ฮาพส์บวร์ค-ลอแรนซึ่งรวมถึงจักรพรรดิฟรันทซ์ โยเซ็ฟ ที่ 1 และพระนัดดา อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์ม (วาซิล วือชือวานึย) ต่างก็เป็นผู้สืบเชื้อสายจากบรรดาเจ้าผู้ครองนครเคียฟโบราณแห่งราชวงศ์รูริก

ผ่านทางการอภิเษกสมรสระหว่างจักรพรรดิแฟร์ดีนันท์ที่ 1 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (1503-1564) กับอันนาแห่งโบฮีเมียและฮังการี พระราชธิดาในพระเจ้าอูลาสโลที่ 2 แห่งฮังการี หรือพระเจ้าวลาดิสลาฟที่ 2 แห่งโบฮีเมีย พระนางเป็นพระราชนัดดาในพระเจ้ากาชีมีแยชที่ 4 แห่งโปแลนด์ แกรนด์ดยุกแห่งลิทัวเนีย และแกรนด์ดยุคแห่งรูเธเนีย และเป็นพระราชปนัดดาในพระเจ้าววาดึสวัฟที่ 2 ยากีแยววอแห่งโปแลนด์ (1351-1434) กับพระมเหสีคือ โซเฟียแห่งฮอลชานสกี (1405-1461) ธิดาในอานดรี อีวาโนวึช ฮอลชานสกี เจ้าชายผู้สืบสายพระโลหิตจากเคียฟ ราชวงศ์ฮาพส์บวร์คสืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์เกดีมีนัส และผ่านทางราชวงศ์นี้เองที่ทำให้พวกเขาเกี่ยวดองกับราชวงศ์โรมานอฟ (ซึ่งประกอบด้วย โรมันมหาราช เจ้าชายแห่งนอฟโกรอด, ดานีล โรมานอฟ, เลฟ ดานีโลวิช ตลอดจนผู้สืบวงศ์และรัชทายาทของพระองค์ ผู้ทรงดำรงพระยศเป็นแกรนด์ดยุก รัชทายาทสายตรง และกษัตริย์แห่งรูส)

อาร์ชดยุกคาร์ล ชเตฟัน (1860-1933) พระบิดาของอาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์ม เป็นพระโอรสในอาร์ชดยุกคาร์ล แฟร์ดีนันท์แห่งออสเตรีย กับอาร์ชดัชเชสเอลีซาเบ็ท ฟรันท์ซิสคาแห่งออสเตรีย ในเวลาต่อมา หลังจากที่มีการประกาศเอกราชของโปแลนด์ พระองค์ทรงโอนสัญชาติเป็นชาวโปแลนด์ และวางพระองค์เป็นหนึ่งในผู้สมัครชิงพระราชบัลลังก์แห่งโปแลนด์

อาร์ชดัชเชสมารีอา เทเรซีอาแห่งออสเตรีย (1862-1933) พระมารดาของอาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์ม เป็นพระธิดาในอาร์ชดยุกคาร์ล ซาลฟาทอร์แห่งออสเตรีย กับเจ้าหญิงมารีอา อิมมาโกลาตาแห่งซิซิลีทั้งสอง อาร์ชดัชเชสมารีอา เทเรซีอาเสกสมรสกับอาร์ชดยุกคาร์ล ชเตฟัน วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1886 ที่กรุงเวียนนา

ตราอาร์ม

[แก้]

พระเกียรติยศ[28]

[แก้]

ออสเตรีย-ฮังการี

[แก้]

จักรวรรดิออตโตมัน

[แก้]

ประเทศอื่น ๆ

[แก้]

พระมรดก

[แก้]
ป้ายอนุสรณ์ของวิลเฮ็ล์ม ฮาพส์บวร์คที่กรุงเวียนนา

เป็นเวลาหลายทศวรรษที่เรื่องราวของอาร์ชดยุกแห่งฮาพส์บวร์คถูกทำให้เงียบหายไป หรือไม่ก็ถูกนำเสนอในแง่ลบเพียงด้านเดียว ในงานเขียนประวัติศาสตร์ยุคโซเวียต วิลเฮ็ล์ม ฮาพส์บวร์ค ถูกมองว่าเป็นหุ่นเชิดของกองกำลัง "ชนชั้นกระฎุมพี" ต่างชาติที่หวังจะใช้เขาเป็นเครื่องมือในการเข้ามายึดครองยูเครน ซึ่งมุมมองที่ฉาบฉวยต่อตัวตนของฮาพส์บวร์ค-วือชือวานึยเช่นนี้ยังคงถูกรักษาไว้ในงานเขียนประวัติศาสตร์ของรัสเซีย โดยเขาถูกยัดเยียดบทบาทให้เป็นเพียงหุ่นเชิดในมือของนักการเมืองออสเตรีย จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ การวิจัยเกี่ยวกับมรดกของฮาพส์บวร์ค-วือชือวานึยในยูเครนแทบไม่ได้เกิดขึ้นเลย ทำให้เรื่องราวและผลงานของพระองค์เต็มไปด้วยเรื่องเล่าและจินตนาการ แต่ภายหลังจากการยกเลิกชั้นความลับของหอจดหมายเหตุโซเวียต การประเมินคุณค่าในกิจกรรมและสิ่งที่พระองค์ได้สร้างไว้ให้แก่ประวัติศาสตร์ยูเครนก็ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจัง[29]

บทบาททางวรรณกรรม

[แก้]

กิจกรรมต่าง ๆ ของวิลเฮ็ล์ม ฮาพส์บวร์ค ยังคงรอคอยการศึกษาอย่างละเอียดรอบคอบ โดยควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการประเมินผลงานทางวรรณกรรมของพระองค์ ซึ่งเป็นด้านที่ผู้คนรู้จักน้อยยิ่งกว่าชีวิตทางการเมืองเสียอีก ฮาพส์บวร์ค-วือชือวานึย เขียนบทความลงในนิตยสารชาตินิยมยูเครนในเวียนนาที่ชื่อ โซบอร์นา อูไคร์นา (ยูเครนที่เป็นปึกแผ่น) รวมถึงสิ่งพิมพ์อื่น ๆ ของชาวยูเครนพลัดถิ่นอยู่เป็นประจำ ผลงานทางวรรณกรรมที่มีชื่อเสียงที่สุดของพระองค์คือชุดกวีนิพนธ์ชื่อ 'The Days Are Passing' (วันเวลาที่ล่วงเลย) ในค.ศ. 1921 ซึ่งพระองค์อุทิศให้กับสหายในกองทหารปืนไรเฟิลซิชยูเครน เพื่อระลึกถึงเหล่าผู้ที่สละชีพเพื่อยูเครน พระองค์ได้เขียนไว้ว่า:

จงจับอาวุธ! จับอาวุธเถิด เหล่านักรบ!
จงระลึกถึงมิตรสหายและญาติพี่น้องของพวกท่าน,
ผู้ที่ฝันถึงเสรีภาพในดินแดนอันเหน็บหนาว —
จงรวบรวมสรรพกำลังของพวกท่าน เพื่อเข้าสู่การรบ![30]

บทกวีเชิงพรรณนาของเขาที่อุทิศให้กับเทือกเขาคาร์เพเทียนนั้นเต็มไปด้วยความรักที่มีต่อยูเครนเช่นกัน

"โอ้ เหล่าหมู่เมฆที่ลอยล่องไปสู่ทิศทาง—
ที่เหล่าญาติมิตรพำนักอยู่,
จงนำคำทักทายจากข้าไปมอบให้ชาวฮุตซุลด้วยเถิด—
โอ้ เจ้านกน้อยที่บินลัดฟ้าสู่ขุนเขา
เจ้ากำลังล่องลอยไปทางทิศใต้,
จงนำคำทักทายจากพวกเขากลับมาหาข้าด้วย"[16]

หนังสือรวมบทกวีเล่มนี้ประกอบด้วยบทกวี 23 บท

  • "The Days Are Passing' (วันเวลาที่ล่วงเลย)" «Минають дні…» เก็บถาวร 6 มีนาคม 2019 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
  • "Night is coming...": ราตรีคืบคลาน...
  • "Montenegro": มอนเตเนโกร (หรือ "ภูเขาสีดำ" ในภาษายูเครนหมายถึงเทือกเขาชอร์นอฮอรา)
  • "Dawn glow in the clearing": แสงเงินแสงทองเหนือทุ่งกว้าง
  • "On the meadow...": ณ ทุ่งหญ้าบนภูเขา...
  • "Autumn Wind": สายลมฤดูใบไม้ร่วง
  • "In the mountains": ในขุนเขา
  • "Nocturne…": น็อคเทิร์น (บทเพลงยามค่ำคืน)
  • "Early wave": คลื่นลูกแรก
  • "Autumn in the Mountains": ฤดูใบไม้ร่วงในขุนเขา
  • "Have fun, man!": เอ้า! เฮฮากันหน่อย (หรือ "Весело, гей!" ในภาษายูเครน เป็นเพลงปลุกใจทหาร)
  • "Hope": ความหวัง
  • "Winter": เหมันตฤดู
  • "Waves…": ระลอกคลื่น...
  • "Whirlwind Scream": เสียงเพรียกจากพายุหมุน (หรือเสียงกรีดร้องของอินทรี "Вірлиний крик")
  • "Nocturne over the Sea...": น็อคเทิร์นเหนือท้องทะเล...
  • "Rospuka": ความสิ้นหวัง / ความระทมทุกข์ (Rozpuka)
  • "Mother's Love": ความรักของมารดา
  • "Once": กาลครั้งหนึ่ง
  • "To the Unknown Heroes": แด่วีรชนนิรนาม
  • "Envy": ความริษยา
  • "The comfort of the unfortunate...": คำปลอบประโลมแด่ผู้ที่โชคร้าย...
  • "To the armor!": จงจับอาวุธ! (หรือ "До збруї!" ซึ่งเป็นบทกวีปลุกใจที่มีชื่อเสียงที่สุด)

สถานที่ที่ระลึกถึง

[แก้]
เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกของธนาคารกลางยูเครน (NBU) ที่อุทิศให้แก่วิลเฮ็ล์ม ฮาพส์บวร์ค เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกของธนาคารกลางยูเครน (NBU) ที่อุทิศให้แก่วิลเฮ็ล์ม ฮาพส์บวร์ค
เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกของธนาคารกลางยูเครน (NBU) ที่อุทิศให้แก่วิลเฮ็ล์ม ฮาพส์บวร์ค
  • ด้วยความริเริ่มของ โรมัน โนโวซัด สหายร่วมอุดมการณ์ทั้งในยามลี้ภัยและยามถูกคุมขัง เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม ค.ศ. 2000 ได้มีการเปิดป้ายรำลึกถึง วาซิล วือชือวานึย (วิลเฮ็ล์ม ฮาพส์บวร์ค) ณ โบสถ์กรีกคาทอลิกยูเครนแห่งเซนต์บาร์บารา ในกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย[31]
  • จัตุรัสวือชือวานึยในเมืองลวิว
  • ถนนวาซิล วือชือวานึยในอีวานอ-ฟรันกิวสก์ ถนนเล็กไม่มีบ้าน หรือไม่มีบ้านเลขที่ แต่อยู่กลางเมือง
  • เมื่อวันที่ 26 กันยายน ค.ศ. 2014 ได้มีการติดตั้งแผ่นป้ายประกาศเกียรติคุณแด่วาซิล วือชือวานึยในเมืองอิวาโน-ฟรันกิวสก์ ณ บริเวณจุดเริ่มต้นของถนนวาซิล วือชือวานึย
  • มีถนนวาซิล วือชือวานึยในกรุงเคียฟ
  • ตรอกวิลเฮล์ม ฮับส์บูร์กในเมืองออแดซา
  • ถนนวาซิล วือชือวานึย ตั้งอยู่ในหมู่บ้านดอบรูโอแลกซานดริวกา ในจังหวัดโอเดสซา
  • ถนนวาซิล วือชือวานึย ตั้งอยู่ในเมืองซาปอริฌเฌีย[32]
  • ในเมืองเชอร์นิฟซีได้มีการเปลี่ยนชื่อถนน คีโรโวฮรัดสกา (Kirovohradska Street) เป็นถนนนนวาซิล วือชือวานึย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยกเลิกสัญลักษณ์คอมมิวนิสต์ และการล้างอิทธิพลรัสเซีย[33]
  • ในเมืองกามิยาแนตส์-โปดิลสกึยได้มีการเปลี่ยนชื่อถนนวูทีชา (Vutisha Street) เป็นถนนวาซิล วือชือวานึย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยกเลิกสัญลักษณ์คอมมิวนิสต์[34]
  • เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ค.ศ. 2020 ได้มีการเปิดอนุสรณ์สถานแด่ วาซิล วือชือวานึย ณ บริเวณทางเข้าศูนย์ฝึกกองพลรักษาดินแดนแห่งชาติยูเครน (NGU) บนถนนซิโชวิค สตริลซิฟ (Sichovyh Striltsiv) ในเมืองโซโลชิฟ จังหวัดลวิว ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ซึ่งเคยเป็นโรงทหารเก่าของออสเตรีย อนุสรณ์สถานแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่ออุทิศเนื่องในโอกาสครบรอบ 125 ปีชาตกาลของ วิลเฮ็ล์ม ฮาพส์บวร์ค หรือ วาซิล วือชือวานึย (1895-1948) และครบรอบ 105 ปีนับตั้งแต่ที่อาร์ชดยุกแห่งออสเตรียผู้นี้ได้เดินทางมาประจำการเพื่อรับราชการทหาร ณ เมืองโซโลชิฟ ในกองพลทหารม้าอูลันที่ 13 (13th Uhlan Regiment) ต่อมาในวันที่ 18 สิงหาคม ค.ศ. 2021 เนื่องในวาระการสถาปนาชื่อหน่วยทหารของกองพลรักษาดินแดนแห่งชาติ (NGU) ตามชื่อของวาซิล วือชือวานึย และในวันครบรอบการเสียชีวิตของอาร์ชดยุกผู้นี้ ได้มีพิธีส่งมอบและเปิดตัวรูปปั้นครึ่งตัว (Bust) ของวาซิล วือชือวานึย อย่างเป็นทางการภายในพื้นที่ของศูนย์ฝึกแห่งเดียวกันนี้[35]
  • สภาจังหวัดลวิวได้ประกาศให้ปี ค.ศ. 2020 เป็น 'ปีแห่งวาซิล วือชือวานึย'[36]
  • ในปี 2019 ถนนโซยา คอสมอเดมยานสกายา (Zoya Kosmodemyanska Street) ในเมืองคเมลนิตสกึย (Khmelnytskyi) ได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น ถนนวาซิล วือชือวานึย[37]
  • ในปี 2020 ตามคำร้องขอของ วเซโวลอด โคเชมยากา กงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐออสเตรียประจำเมืองคาร์คีฟ ได้มีการสร้างสรรค์โอเปร่าร่วมสมัยของยูเครนในชื่อ 'The Embroidered. King of Ukraine' (วือชือวานึย: พระมหากษัตริย์แห่งยูเครน)[38] ในวันที่ 1 และ 2 ตุลาคม ค.ศ. 2021 การแสดงรอบปฐมทัศน์ของโอเปร่าเรื่องนี้ได้จัดขึ้น ณ โรงละครโอเปร่าและบัลเลต์วิชาการแห่งชาติคาร์คีฟที่ตั้งชื่อตาม ม. วี. ลีเซนโก (ประพันธ์ดนตรีโดย อัลลา ซาไฮเกวิช และเขียนบทโอเปร่าโดย แซร์ฮี ชาดัน)[39]
  • เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2021 ได้มีการทำพิธีประสาทพร สถานที่สำหรับก่อสร้างอนุสาวรีย์แด่ วาซิล วือชือวานึยในกรุงเคียฟ เนื่องในโอกาสครบรอบ 126 ปีชาตกาลของพระองค์[40][41] ในวันชุดปักยูเครน (Vyshyvanka Day) เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ค.ศ. 2021 ได้มีการเปิดตัวรูปปั้นครึ่งพระองค์ทำจากบรอนซ์ของ วาซิล วือชือวานึย (อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์ม) ณ สถานที่แห่งนี้ โดยผลงานดังกล่าวเป็นของประติมากร มือโคลา ฮอร์ลอวี และ โอแลกซานดร์ ฟูร์มัน[42] อนุสาวรีย์แห่งนี้ตั้งอยู่ในจัตุรัสหน้าโรงเรียนหมายเลข 61 บนถนนยูรีย์ อิลเยนโก ใกล้กับสถานกักกันลูเกียนิฟสกา ซึ่งเป็นสถานที่ที่อาร์ชดยุกสิ้นพระชนม์[43][42]
  • วันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ. 2022 ในเมืองโฮโรดก (Horodok) จังหวัดคเมลนิตสกึย (Khmelnytskyi) ถนนเยเซนิน (Yesenin Street) ได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นถนนวาซิล วือชือวานึย
  • วันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ. 2022 ในเมืองบีลา เซอร์กวา (Bila Tserkva) จังหวัดเคียฟ ถนนโรบิทนึยชา (Robitnycha Street) ได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นถนนวาซิล วือชือวานึย
  • ในปลายปี 2023 ได้มีการจัดตั้งคูรินของสมาคมเยาวชนยูเครน (UPYU) ในชื่อ วาซิล วือชือวานึย ขึ้น ณ หมู่บ้านเวียนนา[44]

พงศาวลี

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]

หมายเหตุ

[แก้]
  1. มีข้อมูลบางแหล่งที่ไม่ตรงกันเกี่ยวกับวันประสูติของพระองค์ ในเอกสารทางการหลายฉบับที่อาร์ชดยุกวิลเฮ็ล์มทรงเขียนเองนั้น ระบุปีประสูติไว้ว่าคือปี 1895 แต่ในบันทึกความทรงจำของเขาเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน ค.ศ. 1919 พระองค์กลับระบุปีประสูติผิด โดยระบุว่าทรงประสูติปี 1896
  2. ระหว่างการเข้าจับกุมในปี ค.ศ. 1947 หน่วยเคจีบีแห่งสหภาพโซเวียตได้พบภาพถ่ายของเด็กชายและผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งวาซิล (วิลเฮ็ล์ม) ระบุว่าภาพนั้นคือลูกชายของเขาชื่อ 'ฟรันซ์ พีค' และภรรยาของเขาชื่อ 'อะมาเลียแห่งเวือร์ทเทิมแบร์ค' โดยเชื่อกันว่าภาพถ่ายนี้ถูกเก็บรักษาเป็นจดหมายเหตุรัสเซียของหอจดหมายเหตุกลางแห่งรัฐด้านองค์กรสาธารณะของยูเครน (Central State Archive of Public Organizations of Ukraine - TsDAGOU) ชื่อ "อามาเลีย" ที่พบในบันทึกการจับกุมของเคจีบียังเป็นปริศนาทางประวัติศาสตร์ ที่ยังไม่มีการยืนยันตัวตนที่ชัดเจน

เชิงอรรถ

[แก้]
  1. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39 40 41 42 43 44 45 46 47 48 49 50 51 52 53 54 55 56 57 58 59 60 61 62 63 64 65 66 67 68 69 70 71 72 73 74 75 76 77 Eduard Andriushchenko. Archduke in the Kiev jail. The case of Vasyl Vyshyvanyi and KGB (Эрцгерцог в киевской тюрьме. Дело Василия Вышиваного и КГБ). Argumentua. 31 December 2019
  2. Тімоті Снайдер. Червоний князь: Таємні життя габсбурзького ерцгерцґа. — Київ: Грані-Т, 2011. — С. 266—268.
  3. Мемуари Вільгельма Габсбурґа. Полковника УСС
  4. Тімоті Снайдер. Червоний князь: Таємні життя габсбурзького ерцгерцґа. — Київ: Грані-Т, 2011. — С. 62.
  5. Lypovetsky, Sviatoslav (2008). ""The Habsburg who became Vyshyvanyj" (The Habsburg who became Vyshyvanyj)". cym.org (Ukrainian Youth Union). สืบค้นเมื่อ 4 April 2026.
  6. Lypovetsky, Sviatoslav (2008). ""A kinsman of emperors in the service of Ukraine" (A kinsman of emperors in the service of Ukraine)". day.kyiv.ua (web newspaper "The Day"). สืบค้นเมื่อ 4 April 2026.
  7. Selezinka, Vasyl (2013). "The legendary Vasyl Vyshyvany". the Wayback Machine. สืบค้นเมื่อ 4 April 2026.
  8. Timothy Snyder (2008). Red Prince: the Secret Lives of a Habsburg Archduke. New York: Basic Books
  9. Kostenko, Tetyana (2005). "Embroidered shirt under the uniform of an Austrian sergeant. How Archduke Habsburg became Colonel Vyshyan". Newspaper "High Castle" 02.08.2005, the Wayback Machine. สืบค้นเมื่อ 4 April 2026.
  10. 1 2 3 4 Юрій Терещенко. Тетяна Осташко. Українець з династії Габсбурґів. «Урядовий кур'єр». 16.05.2005 เก็บถาวร 2007-09-27 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
  11. 1 2 3 4 5 Василь Расевич. Політик, що розминувся зі своїм часом. Історія Вільгельма Габсбурґа, більше знаного як Василь Вишиваний // Журнал «Європейський час», ISBN 966-95098
  12. Велика історія України. Умови Берестейського Миру เก็บถาวร 2006-12-01 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
  13. Snyder (2008). pg. 100 - คำกล่าวของนายทหารข่าวกรองกองทัพออสเตรียผู้รับผิดชอบกิจการในยูเครนระบุว่า: "เรา ในฐานะผู้ก่อตั้งหน่วยทหารยูเครนหน่วยแรก ถูกเรียกตัวให้เข้าไปในยูเครนในฐานะผู้นำ เพื่อต่อต้านเยอรมนี!"
  14. Snyder (2008). pp.101-116
  15. "Вільгельм Габсбург. Автобіографія". สืบค้นเมื่อ 26 October 2015.
  16. 1 2 3 Василь Селезінка. Легендарний Василь Вишиваний. เก็บถาวร 2015-11-20 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
  17. Snyder (2008). pg. 122
  18. 1 2 Лариса Стрельська. До життєпису Вільгельма Габсбурга (Василя Вишиваного).
  19. Snyder (2008). pp.138-148
  20. Snyder (2008). pp. 173-181
  21. Укрінформ. Вільгельм фон Габсбург. 2. Претендент на український престол. 12.02.2023.
  22. Ім'я «Василь Вишиваний» — Вільгельм фон Габсбург. «Час». 26.06 2023.
  23. Snyder (2008).pp. 230, 233-4
  24. Snyder (2008). pg. 4
  25. "Вільгельма фон Габсбурґа поховали на Лук'янівському цвинтарі". สืบค้นเมื่อ 7 April 2026.
  26. Snyder, Timothy. (2011). Chervonyĭ kni︠a︡zʹ : tai︠e︡mni z︠h︡ytti︠a︡ habsburzʹkoho ert︠s︡hert︠s︡oha. Kyïv: Hrani-T. ISBN 978-966-465-352-4. OCLC 778628812.
  27. «День» № 184, (2013), Євген ЧЕРНЕЦЬКИЙ «Габсбурги»แม่แบบ:Недоступне посилання
  28. "ÖNB-ALEX - Staatshandbuch". alex.onb.ac.at. สืบค้นเมื่อ 2020-12-30.
  29. Андрющенко, Е. (2019-12-16). "Ерцгерцог та шпигун у київській тюрмі. Справа Василя Вишиваного". Ґрати.
  30. Микола Лазарович. Культурно-просвітницька діяльність УСС. เก็บถาวร 2007-09-27 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
  31. Ігор Винниченко. Австрійці на українських теренах. «На сторожі». เก็บถาวร 21 สิงหาคม 2007 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
  32. "Як та чому перейменовують вулиці у Запоріжжі". Запорозька Січ. สืบค้นเมื่อ 2017-01-12.
  33. "Як перейменували вулиці у Чернівцях. Список". สืบค้นเมื่อ 2017-03-24.
  34. "Ремонт дороги, декомунізація та зміни в бюджеті". สืบค้นเมื่อ 2 July 2019.
  35. "Відкриття пам'ятника Василю Вишиваному у Золочеві".
  36. "В Україні вшановують 125-річчя австрійського ерцгерцога, українця Василя Вишиваного". Радіо Свобода (ภาษายูเครน). สืบค้นเมื่อ 2021-01-31.
  37. "Новини Хмельницького "Є"". ye.ua (ภาษายูเครน). 2019-10-10. สืบค้นเมื่อ 2022-02-10.
  38. "Вишиваний. Король України". www.facebook.com (ภาษายูเครน). สืบค้นเมื่อ 2021-01-31.
  39. "У Харкові відбулася прем'єра авангардної опери «Вишиваний. Король України»". www.ukrinform.ua (ภาษายูเครน). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 4 October 2021. สืบค้นเมื่อ 2021-10-04.
  40. Вшанування пам'яті Василя Вишиваного ที่เฟซบุ๊ก
  41. Освячення місця під пам’ятник Василя Вишиваного ที่ยูทูบ
  42. 1 2 пресслужба НГУ (20 May 2021). "Пам'ятник Василю Вишиваному відкрили у Києві". Укрінформ. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 20 May 2021. สืบค้นเมื่อ 20 May 2021.
  43. Чадюк Марія, Довгий шлях до вшанування, 10.02.2021 // «День»
  44. "16 лютого 2024 року пластуни Відня та гості провели екскурсію місцями Василя Вишиваного". Plast (ภาษายูเครน). สืบค้นเมื่อ 2024-02-26.

บรรณานุกรม

[แก้]