อัลกุรอานที่เขียนด้วยมือแห่งเบอร์มิงแฮม

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
อัลกุรอานที่เขียนด้วยมือแห่งเบอร์มิงแฮม
Birmingham Quran manuscript.jpg
folio 1 verso (ขวา) และ folio 2 recto (ซ้าย)
ที่เก็บรักษา Cadbury Research Library, มหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม
การเปรียบเทียบระหว่างอัลกุรอานในศตวรรษที่ 21 (ซ้าย) และอัลกุรอานที่เขียนด้วยมือที่เบอร์มิงแฮม (ขวา)

อัลกุรอานที่เขียนด้วยมือแห่งเบอร์มิงแฮม (อังกฤษ: Birmingham Quran manuscript) เป็นแผ่นหนังสัตว์ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับอัลกุรอานในช่วงยุคต้นของอิสลาม โดยในปีค.ศ.2015 มันถูกเก็บรักษาอยู่ในมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม,[1] จากการตรวจหาอายุด้วยคาร์บอน มันถูกเขียนในระหว่างค.ศ.568 และค.ศ.645 (ในปฏิทินอิสลาม, ระหว่าง 56 ปีก่อนฮิจเราะฮ์ศักราช และฮ.ศ.25).[2][3] โดยเป็นส่วนหนึ่งของมินกานาคอลเล็กชันในกลุ่มเอกสารที่เขียนด้วยมือในตะวันออกกลางของมหาวิทยาลัย[2]

ตัวเอกสารถูกเขียนด้วยน้ำหมึกบนแผ่นหนังสัตว์ เขียนเป็นภาษาอาหรับ อักษรฮิญาซ และยังคงอ่านได้ชัดเจน.[3] โดยยังคงรักษาแผ่นกระดาษส่วนของซูเราะฮ์ที่18 (อัล-กะฮ์ฟ) ถึง 20 (ฏอฮา).[4] ซึ่งถูกแสดงในมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮมเมื่อปีค.ศ. 2015 และหลังจากนั้นที่พิพิธภัณฑ์และหอศิลป์เบอร์มิงแฮมจนถึงวันที่ 5 สิงหาคม ค.ศ.2016.[5]

การวินิจฉัย[แก้]

จากการตรวจสอบด้วยการหาอายุจากคาร์บอนกัมมันตรังสีที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ได้ผลเป็น 1465±21 ปีก่อนปัจจุบัน (ก่อนค.ศ.1950) ซึ่งมีโอกาส 95.4% ที่ยืนยันว่ากุรอานนี้ถูกเขียนขึ้นมาในปีค.ศ.568–645[6][7]

ความสำคัญ[แก้]

หลังจากการตรวจแล้ว ตามที่ศาสดามุฮัมมัดมีชีวิตอยู่ในช่วงค.ศ.ประมาณ 570 ถึง ค.ศ.632.[8] รายงานจากมุสลิมนิกายซุนนี อบูบักร์ (ครองราชย์ ค.ศ.632-634) เป็นเคาะลีฟะฮ์คนแรกที่รวบรวมอัลกุรอาน และเคาะลีฟะฮ์อุสมานเป็นผู้ทำให้กุรอานเป็นมาตรฐานที่ใช้กันทั่วโลก; แล้วสั่งให้เผาสำเนากุรอานรุ่นก่อนหน้านั้นให้หมด[9]

มุฮัมมัด อีซา วาเลย์ (Muhammad Isa Waley) กล่าวในคำแถลงการณ์ของมหาวิทยาลัยที่หอสมุดแห่งชาติอังกฤษไว้ว่า:[2]

สังคมมุสลิมในสมัยนั้นยังไม่มีฐานะมากพอที่จะเก็บหนังสัตว์ไว้สำหรับสิบปี และการที่จะทำกุรอานฉบับสมบูรณ์นั้นจะต้องใช้หนังสัตว์เป็นจำนวนมาก...

เดวิด โธมัส ศาสตราจาร์ยศาสนาคริสต์และอิสลามประจำมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม กล่าวว่า:[2]

จากผลการทดสอบชิ้นส่วนนี้...มีความเป็นไปได้สูงว่าหนังสัตว์เคยถูกนำไปเขียนในสมัยของมุฮัมมัดหรือหลังจากนั้นไม่นาน. ซึ่งหมายความว่า..ส่วนนี้ของอัลกุรอานถูกเขียนลงไป หลังจากมุฮัมมัดเสียชีวิตไป 2 ทศวรรษ และดูคล้ายกับรูปแบบอัลกุรอานในปัจจุบันมาก...

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. "Virtual Manuscript Room". University of Birmingham. สืบค้นเมื่อ 25 July 2015.
  2. 2.0 2.1 2.2 2.3 "Birmingham Qur'an manuscript dated among the oldest in the world". University of Birmingham. 22 July 2015. สืบค้นเมื่อ 22 July 2015.
  3. 3.0 3.1 "'Oldest' Koran fragments found in Birmingham University". BBC. 22 July 2015. สืบค้นเมื่อ 22 July 2015.
  4. "Tests show UK Quran manuscript is among world's oldest". CNN. 22 July 2015. สืบค้นเมื่อ 22 July 2015.
  5. Authi, Jasbir (22 July 2015). "Worldwide media frenzy as 'oldest Koran' found lying forgotten at University of Birmingham". Birmingham Mail. สืบค้นเมื่อ 23 July 2015.
  6. "FAQs: About the Birmingham Qur'an manuscript". University of Birmingham. Archived from the original on 26 September 2015. สืบค้นเมื่อ 10 October 2015.
  7. T. F. G. Higham, C. Bronk Ramsey, D. Chivall, J. Graystone, D. Baker, E. Henderson and P. Ditchfield (19 April 2018). "Radiocarbon Dates from the Oxford AMS System: Archaeometry Datelist 36". Archaeometry.
  8. Elizabeth Goldman (1995), p. 63, gives 8 June 632, the dominant Islamic tradition. Many earlier (mainly non-Islamic) traditions refer to him as still alive at the time of the invasion of Palestine. See Stephen J. Shoemaker,The Death of a Prophet: The End of Muhammad's Life and the Beginnings of Islam,[ต้องการหน้า] University of Pennsylvania Press, 2011.
  9. Leaman, Oliver (2006). "Canon". The Qur'an: an Encyclopedia. New York, NY: Routledge. pp. 136–139. ISBN 0-415-32639-7.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]