ฮันตาไวรัส
| Orthohantavirus | |
|---|---|
| ภาพถ่ายทางกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนของไวรัสซินนอมเบร (Sin Nombre virus) | |
| การจำแนกชนิดไวรัส | |
| (unranked): | ไวรัส Virus |
| Realm: | Riboviria |
| อาณาจักร: | Orthornavirae |
| ไฟลัม: | Negarnaviricota |
| ชั้น: | Bunyaviricetes |
| อันดับ: | Elliovirales |
| วงศ์: | Hantaviridae |
| วงศ์ย่อย: | Mammantavirinae |
| สกุล: | ฮันตาไวรัส Orthohantavirus |
| ชนิด | |
| ชื่อพ้อง[1] | |
| |
ออร์โธฮันตาไวรัส (อังกฤษ: Orthohantavirus) เป็นสกุลของไวรัสที่รวมเอาไวรัสในกลุ่ม ฮันตาไวรัส (hantaviruses; วงศ์ Hantaviridae) ทั้งหมดที่ก่อโรคในมนุษย์ โดยธรรมชาติแล้วฮันตาไวรัสมักพบในสัตว์ฟันแทะเป็นหลัก โดยทั่วไปแล้ว ฮันตาไวรัสแต่ละชนิดจะถูกพาหะโดยสัตว์ฟันแทะเพียงชนิดเดียว และสัตว์ฟันแทะแต่ละตัวที่นำเชื้อก็จะนำฮันตาไวรัสเพียงชนิดเดียวเช่นกัน ฮันตาไวรัสที่อยู่ในแหล่งรังโรคธรรมชาติมักก่อให้เกิดการติดเชื้อแบบไม่แสดงอาการและเรื้อรัง อย่างไรก็ตาม ในมนุษย์ ฮันตาไวรัสสามารถทำให้เกิดโรคติดเชื้อไวรัสฮันตาได้สองแบบ คือ โรคไข้เลือดออกร่วมกับอาการทางไต (HFRS) และ โรคทางเดินหายใจจากฮันตาไวรัส (HPS) โรค HFRS ส่วนใหญ่เกิดจากฮันตาไวรัสในแอฟริกา เอเชีย และยุโรป ซึ่งเรียกว่าฮันตาไวรัสในโลกเก่า ส่วนโรค HPS มักเกิดจากฮันตาไวรัสในทวีปอเมริกา ซึ่งเรียกว่าฮันตาไวรัสในโลกใหม่
ฮันตาไวรัสแพร่เชื้อผ่านทางละอองลอยและหยดละอองที่มีมูลของสัตว์ฟันแทะปนเปื้อนเป็นหลัก รวมถึงผ่านทางอาหารที่ปนเปื้อน การถูกกัด และรอยขีดข่วน ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม เช่น ปริมาณน้ำฝน อุณหภูมิ และความชื้น มีผลต่อการแพร่เชื้อ โรค HFRS มีลักษณะเด่นคือความผิดปกติของไตพร้อมอาการไตบวม มีโปรตีนส่วนเกินในปัสสาวะ และมีเลือดปนในปัสสาวะ อัตราป่วยตายของโรค HFRS แตกต่างกันไปตั้งแต่ต่ำกว่า 1% ถึง 15% ขึ้นอยู่กับชนิดไวรัส รูปแบบที่ไม่รุนแรงของ HFRS ที่เรียกว่า Nephropathia epidemica มักเกิดจากไวรัสพูมาลา (Puumala virus) และไวรัสโดบราวา-เบลเกรด (Dobrava-Belgrade virus) สำหรับโรค HPS อาการเริ่มแรกจะคล้ายไข้หวัดใหญ่ โดยมีไข้ ปวดศีรษะ และปวดกล้ามเนื้อ ตามด้วยภาวะหายใจล้มเหลวอย่างกะทันหัน โรค HPS มีอัตราป่วยตายสูงกว่า HFRS โดยอยู่ที่ 30–60% สำหรับทั้ง HFRS และ HPS อาการป่วยเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของความซึมของหลอดเลือด จำนวนเกล็ดเลือดลดลง และการตอบสนองที่รุนแรงเกินไปของระบบภูมิคุ้มกัน
จีโนมของฮันตาไวรัสประกอบด้วยส่วนของ RNA สายเดี่ยวแบบลบ 3 ส่วน ซึ่งแต่ละส่วนรหัสโปรตีนหนึ่งชนิด ได้แก่ RNA-dependent RNA polymerase (RdRp), โปรตีนตั้งต้นของไกลโคโปรตีนที่หนาม (spike glycoprotein) และโปรตีน N แต่ละส่วนจะถูกหุ้มด้วยโปรตีน N เพื่อสร้างสารประกอบไรโบนิวคลีโอโปรตีน (RNP) ซึ่งแต่ละส่วนจะมีสำเนาของ RdRp ติดอยู่ สารประกอบ RNP จะถูกล้อมรอบด้วยเปลือกหุ้มไวรัสที่เป็นลิปิด ซึ่งมีโปรตีนหนาม (spike protein) ยื่นออกมาจากพื้นผิว การจำลองตัวเองเริ่มต้นขึ้นเมื่อหนามเข้าเกาะพื้นผิวของเซลล์ หลังจากเข้าสู่เซลล์ เปลือกหุ้มจะหลอมรวมกับเอนโดโซมและไลโซโซม ซึ่งจะปล่อย RNP เข้าสู่ไซโทพลาซึม จากนั้น RdRp จะทำการถอดรหัสจีโนมเพื่อสร้างเอ็มอาร์เอ็นเอ (mRNA) สำหรับการแปลรหัสโดยไรโบโซมของโฮสต์เพื่อผลิตโปรตีนของไวรัส และจำลองจีโนมสำหรับไวรัสรุ่นลูก ฮันตาไวรัสในโลกเก่าจะประกอบร่างในกอลจิแอปพาราตัสและรับเปลือกหุ้มจากที่นั่น ก่อนจะถูกขนส่งไปยังเยื่อหุ้มเซลล์เพื่อออกจากเซลล์ผ่านกระบวนการเอกโซไซโทซิส ส่วนฮันตาไวรัสในโลกใหม่จะประกอบร่างใกล้เยื่อหุ้มเซลล์และรับเปลือกหุ้มจากที่นั่นขณะที่ออกจากเซลล์ด้วยวิธีการแตกตัว (budding) จากพื้นผิวเซลล์
ฮันตาไวรัสถูกค้นพบครั้งแรกหลังสงครามเกาหลี ในระหว่างสงคราม โรค HFRS เป็นอาการป่วยที่พบได้บ่อยในทหารที่ประจำการอยู่ใกล้แม่น้ำฮันตัน (Hantan river) ฮันตาไวรัสชนิดแรกถูกแยกเชื้อได้ใน ค.ศ. 1978 ในประเทศเกาหลีใต้ และได้รับการตั้งชื่อว่าไวรัสฮันตัน (Hantaan virus) ซึ่งได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นสาเหตุของการระบาดในช่วงสงคราม ภายในไม่กี่ปีต่อมา ฮันตาไวรัสชนิดอื่น ๆ ที่ก่อโรค HFRS ก็ถูกค้นพบทั่วทั้งยูเรเชีย ใน ค.ศ. 1982 องค์การอนามัยโลกได้กำหนดชื่อโรค HFRS และใน ค.ศ. 1987 ฮันตาไวรัสได้รับการจำแนกเป็นสกุลเฉพาะเป็นครั้งแรก ใน ค.ศ. 1993 เกิดการระบาดของโรค HPS ในภูมิภาคโฟร์คอร์เนอร์ส ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งนำไปสู่การค้นพบฮันตาไวรัสในโลกใหม่ที่ก่อโรคร้ายแรง และพบโรคที่สองที่เกิดจากฮันตาไวรัส ตั้งแต่นั้นมา มีการพบฮันตาไวรัสไม่เพียงแต่ในสัตว์ฟันแทะเท่านั้น แต่ยังพบในตัวตุ่น, หนูผี และค้างคาวอีกด้วย
อ้างอิง
[แก้]- ↑ "History of the taxon: Genus: Orthohantavirus (2023 Release, MSL #39)". ictv.global (ภาษาอังกฤษ). International Committee on Taxonomy of Viruses. สืบค้นเมื่อ 10 January 2025.