อองหุย
อองหุย (หวาง หุน) | |
|---|---|
| 王渾 | |
| ผู้จัดการกิจการของสำนักราชเลขาธิการ (錄尚書事 ลู่ช่างชูชื่อ) | |
| ดำรงตำแหน่ง ค.ศ. 291 – ? | |
| กษัตริย์ | จักรพรรดิจิ้นฮุ่ยตี้ |
| เสนาบดีมหาดไทย (司徒 ซือถู) | |
| ดำรงตำแหน่ง ค.ศ. 290 – ค.ศ. 297 | |
| กษัตริย์ | สุมาเอี๋ยน จักรพรรดิจิ้นฮุ่ยตี้ |
| รองราชเลขาธิการฝ่ายซ้าย (尚書左僕射 ช่างชูจั่วผูเย่) | |
| ดำรงตำแหน่ง ค.ศ. 285 – ค.ศ. 297 | |
| กษัตริย์ | สุมาเอี๋ยน จักรพรรดิจิ้นฮุ่ยตี้ |
| ขุนพลสงบภาคตะวันออก (安東將軍 อานตงเจียงจฺวิน) | |
| ดำรงตำแหน่ง ?–? | |
| กษัตริย์ | สุมาเอี๋ยน |
| ข้อมูลส่วนบุคคล | |
| เกิด | ค.ศ. 223 นครไท่หยวน มณฑลชานซี |
| เสียชีวิต | 4 กันยายน ค.ศ. 297 (74 ปี) |
| คู่สมรส | จง เหยี่ยน (鍾琰) |
| บุตร |
|
| บุพการี |
|
| ญาติ | ดู ตระกูลอองแห่งไท่หยวน |
| อาชีพ | ขุนพล, ขุนนาง |
| ชื่อรอง | เสฺวียนชง (玄沖) |
| สมัญญานาม | จิงหลิง-ยฺเหวียนกง (京陵元公) |
| บรรดาศักดิ์ | หลิง-ยฺเหวียนโหว (陵元侯) จิงหลิงกง (京陵公) |
อองหุย[1] (ค.ศ. 223 - 4 กันยายน ค.ศ. 297[a]) มีชื่อในภาษาจีนกลางว่า หวาง หุน[b] (จีน: 王渾; พินอิน: Wáng Hún) ชื่อรอง เสฺวียนชง (จีน: 玄沖; พินอิน: Xuánchōng) เป็นขุนพลและขุนนางชาวจีนของรัฐวุยก๊กในยุคสามก๊ก และของราชวงศ์จิ้นตะวันตก อองหุยรับราชการช่วงต้นบริเวณชายแดนระหว่างราชวงศ์จิ้นและรัฐง่อก๊กที่ซึ่งอองหุยได้ทำศึกกับง่อก๊กเป็นครั้งคราว อองหุยมีชื่อเสียงจากบทบาทในการพิชิตง่อก๊กระหว่าง ค.ศ. 279 และ ค.ศ. 280 ซึ่งในช่วงเวลานั้นอองหุยได้ตีทัพหลักของง่อก๊กที่นำโดยเตี๋ยวเค้าจนแตกพ่าย และยังเป็นที่รู้จักจากเรื่องราวในภายหลังที่อองหุยมีข้อพิพาทกับองโยยที่ถูกอองหุยกล่าวหาว่าฝ่าฝืนคำสั่งโดยการยึดเกี๋ยนเงียบด้วยตนเองและตัดหน้าอองหุยในการสร้างความดีความชอบ แม้มีคำโต้แย้งเกิดขึ้นรอบตัวอองหุยหลังการพิชิตง่อก๊ก แต่อองหุยก็ยังเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จและเป็นที่เคารพนับถือในรัฐของราชวงศ์จิ้น
ประวัติและการรับราชการช่วงต้น
[แก้]การรับราชการช่วงต้นในวุยก๊ก
[แก้]อองหุยเป็นบุตรชายของอองซอง (王昶 หวาง ฉ่าง) ขุนพลวุยก๊กผู้มาจากตระกูลออง (王 หวาง) แห่งอำเภอจิ้นหยาง (晉陽; ปัจจุบันคือนครไท่หยวน มณฑลชานซี) ในเมืองไท่หยวน อองหุยเริ่มรับราชการในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาของมหาขุนพลโจซอง (曹爽 เฉา ฉฺว่าง)
เมื่อ ค.ศ. 249 สุมาอี้ (司馬懿 ซือหม่า อี้) ก่อรัฐประหารในอุบัติการณ์สุสานโกเบงเหลง (高平陵 เกาผิงหลิง) ประหารชีวิตโจซองและพรรคพวกหลายคน ส่วนอองหุยเพียงถูกปลดออกจากตำแหน่ง ต่อมาไม่นานก็ได้กลับเข้ารับราชการ ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ รวมถึงการเป็นที่ปรึกษาการทหารของสุมาเจียว[2]
การรับราชการในมณฑลชีจิ๋ว อิจิ๋ว และยังจิ๋ว
[แก้]ภายหลังวุยก๊กล่มสลายและราชวงศ์จิ้นได้รับการก่อตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ. 266 อองหุยได้รับการแต่งตั้งเป็นขุนพลเชิดชูความดุดัน (揚烈將軍 หยางเลี่ยเจียงจฺวิน) และข้าหลวงมณฑลของมณฑลชีจิ๋ว (徐州 สฺวีโจว) ในช่วงเวลาที่อองหุยดำรงตำแหน่งในมณฑลชีจิ๋ว ได้เกิดทุพภิกขภัยขึ้น อองหุยจึงสั่งให้เปิดยุ้งฉางและคลังเสบียงเพื่อแจกจ่ายให้ผู้คน ทำให้ราษฎรในท้องถิ่นเคารพนับถืออองหุยอย่างสูง[3] ภายหลังอองหุยได้รับมอบหมายให้ป้องกันสฺวี่ชาง (許昌) หรือฮูโต๋ และกำกับดูแลราชการทหารในภูมิภาคหฺวายเป่ย์ (淮北)
ในที่สุดอองหุยก็ถูกย้ายไปมณฑลอิจิ๋ว (豫州 ยฺวี่โจว) ที่ซึ่งอองหุยได้รับมอบหมายให้บัญชาการทหารทั่วทั้งมณฑลและรักษาการตำแหน่งข้าหลวงมณฑล เนื่องจากอิจิ๋วมีชายแดนติดกับง่อก๊กที่เป็นรัฐอริของราชวงศ์จิ้น อองหุยจึงเริ่มป่าวประกาศชื่อเสียงของราชวงศ์จิ้นเพื่อดึงดูดผู้อพยพจำนวนมากจากง่อก๊ก ในเวลานั้นมีการอ้างว่าขุนพลง่อก๊ก 2 คนคือเซฺว อิ๋ง (薛瑩) และหลู่ ชู (魯淑) มีทหารทั้งหมด 100,000 นายอยู่ภายใต้การบังคับบัญชา เมื่อ ค.ศ. 273 ขุนพลทั้งสองโจมตีเขตแดนของราชวงศ์จิ้นที่อี้หยาง (弋陽) และซินซี (新息; อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอำเภอซี มณฑลเหอหนานในปัจจุบัน) ในระหว่างที่ทหารราชวงศ์จิ้นส่วนใหญ่กำลังเดินทางกลับไปพักและมีเพียงกองพลเดียวที่อยู่รักษาพื้นที่ แม้ว่าเป็นเช่นนั้น อองหุยก็นำกองพลเดียวนี้ลอบข้ามแม่น้ำห้วย (淮河 หฺวายเหอ) เซฺว อิ๋งและหลู่ ชูไม่คาดคิดว่าทหารราชวงศ์จิ้นจะโจมตี อองหุยจึงเอาชนะกำลังทหารของง่อก๊กได้[4]
ต่อมาอองหุยถูกย้ายอีกครั้งไปยังมณฑลยังจิ๋ว (揚州 หยางโจว) ซึ่งอองหุยดำรงตำแหน่งเป็นขุนพลสงบภาคตะวันออก (安東將軍 อานตงเจียงจฺวิน) และแม่ทัพของมณฑลยังจิ๋ว ทำหน้าที่รักษาฉิวฉุน (壽春 โช่วชุ่น) ง่อก๊กดำเนินการเพาะปลูกจำนวนมากในอ้วนเซีย (宛城 หว่านเฉิง; อยู่ในนครหนานหยาง มณฑลเหอหนานในปัจจุบัน) เพื่อเตรียมการโจมตี อองหุยสั่งให้อิง ชั่ว (應綽) ข้าหลวงมณฑลยังจิ๋วบุกจู่โจมพื้นที่เพาะปลูกในอ้วนเซีย เผาเมล็ดข้าว ต้นกล้าข้าว และเรือของง่อก๊กจำนวนมากก่อนจะถอยทัพ ภายหลังอองหุยจัดวางกำลัทหารที่ชายแดนด้านตะวันออก สำรวจภูมิประเทศและเมืองของข้าศึกเพื่อเตรียมแผนบุกง่อก๊กในอนาคต[5]
มิตรภาพกับหลิว เยฺวียน
[แก้]อองหุยเป็นสหายของขุนนางชนเผ่าซฺยงหนู (匈奴) ชื่อหลิว เยฺวียน (劉淵) ผู้ซึ่งภายหลังเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ก่อตั้งรัฐฮั่นเจ้า (漢趙) หนึ่งในรัฐสำคัญในยุคสิบหกรัฐ ในช่วงเวลานี้หลิว เยฺวียนยังคงเป็นขุนนางของราชวงศ์จิ้น อองหุยและหวาง จี้ (王濟) บุตรชายมักเป็นตัวแทนให้หลิว เยฺวียนในการทูลต่อจักรพรรดิสุมาเอี๋ยน[6] หลิว เยฺวียนเป็นที่โปรดปรานของจักรพรรดิสุมาเอี๋ยน แต่เหล่าที่ปรึกษาของสุมาเอี๋ยนไม่ชอบหลิว เยฺวียน เมื่อ ค.ศ. 279 หลิว เยฺวียนได้รับการเสนอชื่อ 2 ครั้งให้เป็นผู้บัญชาการกำลังทหาร ครั้งแรกในการรบกับง่อก๊ก และครั้งหลังในการรบกับทูฟ่า ชู่จีเหนิง (禿髮樹機能) กบฏชนเผ่าเซียนเปย์ (鮮卑) แต่จักรพรรดิสุมาเอี๋ยนทรงได้รับตำแนะนำไม่ให้ตั้งหลิว เยฺวียนเป็นผู้บัญชาการกำลังทหารในทั้งสองครั้ง
หลิว เยฺวียนรู้สึกหดหู่กับปฏิบัติที่ไม่ดีต่อตน สุมาฮิว (司馬攸 ซือหม่า โยว) พระอนุชาของสุมาเอี๋ยนทรงสังเกตถึงเรื่องนี้จึงทรงเกรงว่าหลิว เยฺวียนอาจก่อกบฏ สุมาฮิวจึงทูลพระเชษฐาว่าควรกำจัดหลิว เยฺวียนทันที แต่อองหุยทูลคัดค้านว่าการประหารชีวิตบุคคลที่จักรพรรดิทรงไม่สงสัยนั้นเป็นทั้งความอยุติธรรมและไม่เป็นผลดีต่อรัฐ สุมาเอี๋ยนทรงเห็นด้วยกับอองหุย หลิว เยฺวียนจึงได้รับการไว้ชีวิต[7]
การพิชิตง่อก๊ก
[แก้]ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 279 จักรพรรดิสุมาเอี๋ยนทรงเปิดฉากการบุกง่อก๊กครั้งใหญ่เพื่อรวบรวมแผ่นดินจีนเป็นหนึ่งเดียว ก่อนจะเริ่มการบุก อองหุยส่งฎีกามาทูลเตือนว่าซุนโฮ (孫皓 ซุน เฮ่า) จักรพรรดิง่อก๊กกำลังวางแผนจะยกทัพบุกเหนือ ราชสำนักมีความเห็นว่าซุนโฮไม่มีแผนเช่นนั้น แต่ราชสำนักก็ดำเนินการเสริมกำลังป้องกันเพื่อให้การพิชิตง่อก๊กง่ายขึ้น เมื่อการบุกเริ่มต้นขึ้น เหล่าขุนพลราชวงศ์จิ้นได้รับมอบหมายให้แบ่งกำลังและเดินทัพไปยังจุดยุทธศาสตร์ต่าง ๆ โดยอองหุยได้รับมอบหมายให้ยกพลไปอัวกั๋ง (橫江 เหิงเจียง; อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของอำเภอเหอ มณฑลอานฮุยในปัจจุบัน)
ระหว่างทางอองหุยยึดได้ชิมเอี๋ยง (尋陽 สฺวินหยาง; อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอำเภอหฺวางเหมย์ มณฑลหูเป่ย์ในปัจจุบัน), เกาว่าง (高望; อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอำเภอผู่ 浦縣 ผู่เซี่ยน) และไล่เซียง (賴鄉) รวมถึงจับตัวโจว ซิง (周興) ขุนพลง่อก๊กได้ อองหุยยังรับการยอมจำนนของเฉิน ไต้ (陳代) และจู หมิง (朱明) ซุนโฮทรงทราบข่าวการรุดหน้าของอองหุย จึงทรงมีรับสั่งให้อัครมหาเสนาบดีเตี๋ยวเค้า (張悌 จาง ที่) พร้อมด้วยจูกัดเจ้ง (諸葛靚 จูเก่อ จิ้ง), ซุน เจิ้น (孫震) และสิมเอ๋ง (沈瑩 เฉิ่น อิ๋ง) นำทหาร 30,000 นายยกข้ามแม่น้ำแยงซีไปต้านขุนพลราชวงศ์จิ้น เตี๋ยวเค้าได้รับชัยชนะในช่วงต้น จับตัวจาง เฉียว (張喬) นายทหารใต้บังคับบัญชาของอองหุยได้ แต่ก็เผชิญกับความยากลำบากในการรบครั้งต่อมากับโจว จฺวิ้น (周浚) ที่เป็นนายทหารใต้บังคับบัญชาของอองหุยอีกคนหนึ่ง ในที่สุดโจว จฺวิ้นประสานกับจาง เฉียวที่ก่อการขึ้นภายในทัพง่อก๊ก ทำให้เอาชนะทัพง่อก๊กได้สำเร็จ เตี๋ยวเค้า, ซุน เจิ้น และสิมเอ๋งถูกสังหารพร้อมกับทหาร 7,800 นาย จูกัดเจ้งหลบหนีไปได้ในขณะที่ทหารที่รอดชีวิตคนอื่น ๆ ก็แตกหนีกระจัดกระจายไป[8]
การเสียชีวิตของเตี๋ยวเค้าสร้างความสั่นสะเทือนต่อง่อก๊ก การพ่ายแพ้ของทัพเตี๋ยวเค้าก็มีความหมายว่ากำลังทหารส่วนใหญ่ของง่อก๊กถูกทำลาย แม้จะเป็นเช่นนั้นแต่อองหุยก็ไม่ใช้ประโยชน์จากชัยชนะของตนโดยยังคงระมัดระวังในการเคลื่อนทัพต่อไป ขณะเดียวกันนั้น องโยย (王濬 หวาง จฺวิ้น) ขุนพลอีกคนของราชวงศ์จิ้นเริ่มเตรียมการเข้าประชิดเกี๋ยนเงียบ (建業 เจี้ยนเย่; ปัจจุบันคือนครหนานจิง มณฑลเจียงซู) นครหลวงของง่อก๊ก เหอ ยฺวิ่น (何惲) นายทหารใต้บังคับบัญชาของอองหุยเตือนอองหุยในเรื่องนี้ แต่อองหุยไม่ฟังเพราะตนเห็นว่าควรรอคำสั่งเพิ่มเติม อองหุยยังคิดด้วยว่าองโยยจะไม่ฝ่าฝืนคำสั่ง เนื่องจากมีการวางแผนไว้ว่าองโยยจะอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของอองหุยเมื่อองโยยไปถึงเกี๋ยนเงียบ[9]
ไม่นานหลังจากนั้น อองหุยรับการยอมจำนนของเหอ จื๋อ (何植) เสนาบดีมหาดไทย (司徒 ซือถู) ของง่อก๊ก และซุน เยี่ยน (孫晏) ขุนพลของง่อก๊ก อองหุย, องโยย และสุมาเตี้ยม (司馬伷 ซือหม่า โจ้ว) ได้รับทูตจากซุนโฮจักรพรรดิง่อก๊กซึ่งแจ้งว่าซุนโฮทรงพร้อมจะยอมจำนนต่อขุนพลราชวงศ์จิ้นคนใดคนหนึ่ง ในวันที่ 1 พฤษภาคม องโยยนำทัพเรือล่องไปยังเกี๋ยนเงียบอย่างรวดเร็วเพื่อพบกับซุนโฮ อองหุยส่งหนังสือไปสั่งองโยยให้หยุดเคลื่อนพลและมาหารือกันก่อน แต่องโยยเพิกเฉยต่อคำสั่ง ท้ายที่สุดองโยยมาถึงเกี๋ยนเงียบและรับการยอมจำนนของซุนโฮ ทำให้ยุคสามก๊กสิ้นสุดลงและแผ่นดินจีนรวมเป็นเอกภาพ[10]
ขัดแย้งกับองโยย
[แก้]อองหุยข้ามแม่น้ำแยงซีมาเมื่อหนึ่งวันหลังองโยยเข้าเกี๋ยนเงียบ หลังอองหุยได้ยินเรื่องการยอมจำนนของซุนโฮ อองหุยก็รู้สึกผิดหวังและขุ่นเคืองต่อองโยย อองหุยเกือบจะเข้าโจมตีองโยย แต่ความตึงเครียดระหว่างทั้งสองก็สงบลงชั่วคราวหลังองโยยส่งตัวซุนโฮมาให้อองหุยเพื่อประนีประนอม ไม่นานหลังจากนั้น อองหุยถวายฎีกากล่าวโทษองโยยฐานฝ่าฝืนคำสั่งและกระทำความผิด อองหุยมีเพื่อนที่มีอำนาจในราชสำนัก และหวาง จี้บุตรชายของอองหุยก็สมรสกับพระเชษฐภคินีของจักรพรรดิสุมาเอี๋ยน ดังนั้นราชสำนักจึงเข้าข้างอองหุยอย่างมาก เหล่าขุนนางทูลเสนอให้เรียกตัวองโยยกลับมาลกเอี๋ยง (洛陽 ลั่วหยาง) โดยให้คุมตัวมาในรถนักโทษ แต่สุมาเอี๋ยนทรงปฏิเสธ แม้ว่าพระองค์ทรงยอมรับว่าองโยยกระทำความผิดระหว่างการพิชิตง่อก๊ก ภายหลังอองหุยและผู้สนับสนุนเริ่มรื้อฟื้นข้อกล่าวหาต่อองโยย รวมถึงอ้างว่าองโยยและทหารใต้บังคับบัญชาเข้าร่วมในการปล้นทรัพย์สินและเผาพระราชวังของง่อก๊ก แต่องโยยก็สามารถแก้ต่างเพื่อปกป้องตนเองได้[11]
สุมาเอี๋ยนทรงมีรับสั่งให้เสนาบดีหลิว ซ่ง (劉頌) ตัดสินผลสุดท้าย หลิว ซ่งตัดสินว่าออองหุยมีควาามดีความชอบระดับสูง ส่วนองโยยมีความดีความชอบระดับกลาง[12] สุมาเอี๋ยนทรงไม่พอพระทัยคำตัดสินของหลิว ซ่งและมีพระประสงค์จะพระราชทานรางวัลอย่างงามแก่องโยยในภายหลัง แม้ว่าสถานการณ์คลี่คลายลงแล้ว แต่อองหุยและองโยยยังคงแสดงท่าทางดูถูกแก่กันและกัน ในราชสำนัก อองหุยมักอวดเรื่องความดีความชอบของตนในการพิชิตง่อก๊ก และออกไปด้วยความโกรธเมื่อตนรู้สึกไม่สบายใจที่ไม่สามารถอ้างชัยชนะได้ ขณะเดียวกันนั้น องโยยก็เพิ่มความระมัดระวังตนมากขึ้นด้วยความกลัวว่าอองหุยจะสังหารตนในสักวันหนึ่ง ระหว่างที่อองหุยมาเยี่ยม องโยยจะให้องครักษ์ผู้ฝึกฝนเป็นอย่างดีให้อยู่ล้อมรอบตนก่อนที่จะให้อองหุยเข้ามา[13]
ประวัติและการรับราชการช่วงปลาย
[แก้]ไม่นานหลังการพิชิตง่อก๊ก สุมาเอี๋ยนก็ทรงยกย่องอองหุยในเรื่องความดีความชอบในการศึกและเลื่อนให้อองหุยมีบรรดาศักดิ์เป็นจิงหลิงกง (京陵公) มีศักดินา 8,000 ครัวเรือน เมื่อ ค.ศ. 280 อองหุยได้รับการแต่งตั้งเป็นมหาขุนพลโจมตีภาคตะวันออก (征東大將軍 เจิงตงต้าเจียงจฺวิน) และถูกส่งกลับไปรักษาฉิวฉุน เนื่องจากราชวงศ์จิ้นเพิ่งพิชิตง่อก๊กได้ อองหุยจึงหลีกเลี่ยงการลงโทษที่มากเกินไปหรือการดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด อดีตราษฎรของง่อก๊กในภูมิภาคกังตั๋ง (江東 เจียงตง) ที่เดิมหวาดกลัวการปกครองใหม่ภายใต้ราชวงศ์จิ้นในตอนแรกก็สงบลงด้วยการปกครองของอองหุยและเริ่มนับถืออองหุย[14]
เมื่อ ค.ศ. 282 สุมาเอี๋ยนทรงส่งสุมาฮิวออกจากนครหลวงกลับไปยังเขตศักดินาของพระองค์ตามคำแนะนำของซุนโจย (荀勗 สฺวิน ซฺวี่) และเฝิง ต่าน (馮紞) การตัดสินพระทัยให้ส่งสุมาฮิวออกไปนี้ก่อให้เกิดการโต้เถียงกันอย่างดุเดือดระหว่างเหล่าขุนนาง อองหุยเขียนฎีกาต่อต้านการส่งสุมาฮิวออกจากนครหลวง โดยให้ความเห็นว่าสุมาฮิวควรประทับอยู่ในนครหลวงต่อไปและให้ทรงมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น แต่ฎีกาของอองหุยถูกปฏิเสธ
เมือ ค.ศ. 285 อองหุยได้รับการแต่งตั้งเป็นรองราชเลขาธิการฝ่ายซ้าย (尚書左僕射 ช่างชูจั่วผูเย่) อองหุยถูกกล่าวหาว่าไม่เหมาะสมกับตำแหน่งนี้ ดังนั้นส่วนใหญ่อองหุยจึงปรึกษากับหวาง จี้บุตรชายที่มีความสามารถมากกว่าตน
ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 290[c] อองหุยได้รับการแต่งตั้งเป็นเสนาบดีมหาดไทย (司徒 ซือถู)
สุมาเอี๋ยนสวรรคตในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 290 จักรพรรดิจิ้นฮุ่ยตี้พระโอรสผู้มีภาวะบกพร่องทางพัฒนาการขึ้นสืบราชบัลลังก์ อองหุยได้รับการแต่งตั้งเป็นขุนนางมหาดเล็ก (侍中 ชื่อจง) และมีข้าราชการทหารเป็นของตนเอง
เมื่อ ค.ศ. 291 จักรพรรดินีเจี่ย หนานเฟิง (賈南風) และซือหมา เหว่ย์ (司馬瑋) ผู้เป็นอ๋องแห่งฌ้อ (楚王 ฉู่หวาง) วางแผนจะปลดผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ของจักรพรดิ คือซือหม่า เลี่ยง (司馬亮) ผู้เป็นอ๋องแห่งยีหลำ (汝南王 หรู่หนานหวาง) และอุยก๋วน (衛瓘 เว่ย์ กว้าน) ซือหมา เหว่ย์ทรงพยายามโน้มน้าวอองหุยให้ร่วมมือกับพระองค์ แต่อองหุยปฏิเสธโดยแสร้งทำเป็นป่วนและขังตัวเองอยู่ในบ้านกับองครักษ์พันกว่าคน ซือหมา เหว่ย์ทรงไม่กล้าบังคับให้อองหุยออกมาจึงทรงดำเนินแผนต่อไปโดยไม่มีอองหุย หลังสังหารซือหม่า เลี่ยงและอุยก๋วนได้สำเร็จ จักรพรรดินีเจี่ย หนานเฟิงกลับมีรับสั่งให้จับกุมซือหมา เหว่ย์มาประหารชีวิต อองหุยนำกำลังทหารเข้าวังและได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการกิจการของสำนักราชเลขาธิการ (錄尚書事 ลู่ช่างชูชื่อ)[15] ในช่วงที่เกิดการรัฐประหารนั้น เผย์ ข่าย (裴楷) บุตรเขยของอองหุยไปหลบภัยที่บ้านของอองหุย เนื่องจากเผย์ ข่ายมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติผ่านการสมรสกับทั้งซือหม่า เลี่ยงและอุยก๋วน เผย์ ข่ายยังพาซือหม่า ย่าง (司馬羕) พระโอรสของซือหม่า เลี่ยงมาด้วย ทั้งเผย์ ข่ายและซือหม่า ย่างรอดชีวิตจากการกวาดล้างมาได้ด้วยความช่วยเหลือของอองหุย[16]
หลังอองหุยได้ขึ้นเป็นเสนาบดีมหาดไทย ชื่อเสียงของอองหุยก็ค่อย ๆ ลดลง อองหุยเสียชีวิตขณะอายุ 75 ปี (ตามการนับอายุแบบเอเชียตะวันออก) เมื่อวันที่ 4 กันยายน ค.ศ. 297 และได้รับสมัญญานามว่า "จิงหลิง-ยฺเหวียนกง" (京陵元公) บุตรชายคนโตของอองหุยคือหวาง ช่าง (王尚) เสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในวัยเยาว์ ดังนั้นหวาง จี้ (王濟) จึงได้รับการตั้งให้เป็นทายาทของอองหุย แต่หวาง จี้เสียชีวิตก่อรบิดา บรรดาศักดิ์ของอองหุยจึงตกเป็นของหลานชายคือหวาง จั๋ว (王卓) แทน[17]
ดูเพิ่ม
[แก้]หมายเหตุ
[แก้]- ↑ วันติงโฉ่ว (丁丑) ในเดือน 8 ของศักราชยฺเหวียนคาง (元康) ปืที่ 7 ตามที่ระบุในบทพระราชประวัติจักรพรรดิจิ้นฮุ่ยตี้ในจิ้นชู บทชีวประวัติอองหุยในจิ้นชูระบุว่าอองหุยเสียชีวิตขณะอายุ 75 ปี (โดยการนับอายุแบบเอเชียตะวันออก)
- ↑ ระวังสับสนกับชื่อบิดาของอ๋องหยง (王戎 หวาง หรง) ซึ่งก็มีชื่อว่า "หวาง หุน" (王渾) เช่นกัน แต่มีชื่อรองว่า "เฉิง-ยฺเหวียน" (長源)
- ↑ วันจี่ซื่อ (己巳) ในเดือน 1 ของศักราชไท่ซี (太熙) ปีที่ 1 ตามมที่ระบุในบทพระราชประวัติจักรพรรดิสุมาเอี๋ยนในจิ้นชู
อ้างอิง
[แก้]- ↑ ("พระเจ้าสุมาเอี๋ยนแจ้งในหนังสือดังนั้น ก็ตั้งให้เตาอี้เปนที่ไตโต๋ก๊กคุมทหารสิบหมื่น เปนแม่ทัพยกออกมาเมืองกังเหลงแลให้ตีเอาเมืองกังตั๋ง แล้วให้สุมาเตี้ยมเจ้าเมืองหลงเสียคุมทหารห้าหมื่นยกไปทางอิต๋ง ให้อองหุยคุมทหารห้าหมื่นยกไปทางอัวกั๋ง ให้อ๋องหยงคุมทหารห้าหมื่นยกไปทางบูเฉียง ให้ห่อหุนถือพลทหารห้าหมื่นยกไปทางแฮเค้ากำหนดให้อยู่ในบังคับบัญชาเตาอี้สิ้นทุกหมวดทุกกอง จึงเกณฑ์ให้องโยยกับตงปีนคุมเรือสำหรับจะข้ามส่งทแกล้วทหารทั้งปวง") "สามก๊ก ตอนที่ ๘๗". วัชรญาณ. สืบค้นเมื่อ May 23, 2025.
- ↑ (王渾,字玄沖,太原晉陽人也。父昶,魏司空。渾沈雅有器量。襲父爵京陵侯,辟大將軍曹爽掾。爽誅,隨例免。起為懷令,參文帝安東軍事,累遷散騎黃門侍郎、散騎常侍。) จิ้นชู เล่มที่ 42.
- ↑ (武帝受禪,加揚烈將軍,遷徐州刺史。時年荒歲饑,渾開倉振贍,百姓賴之。) จิ้นชู เล่มที่ 42.
- ↑ (轉征虜將軍、監豫州諸軍事、假節,領豫州刺史。渾與吳接境,宣佈威信,前後降附甚多。吳將薛瑩、魯淑眾號十萬,淑向弋陽,瑩向新息。時州兵並放休息,眾裁一旅,浮淮潛濟,出其不意,瑩等不虞晉師之至。渾擊破之,以功封次子尚為關內侯。) จิ้นชู เล่มที่ 42.
- ↑ (遷安東將軍、都督揚州諸軍事,鎮壽春。吳人大佃皖城,圖為邊害。渾遣揚州刺史應綽督淮南諸軍攻破之,並破諸別屯,焚其積穀百八十餘萬斛、稻苗四千餘頃、船六百餘艘。渾遂陳兵東疆,視其地形險易,曆觀敵城,察攻取之勢。) จิ้นชู เล่มที่ 42.
- ↑ (渾又屢言之武帝,帝召見與言,大悅之。後謂王濟曰:「劉元海容貌風儀,機談鑒智,雖金日磾無以加也。」) ฉื่อลิ่วกั๋วชุนชิว เล่มที่ 1.
- ↑ (淵與彌友善,謂彌曰:「王、李以鄕曲見知,每相稱薦,適足爲吾患耳。」因歔欷流涕。齊王攸聞之,言於帝曰:「陛下不除劉淵,臣恐幷州不得久安。」王渾曰:「大晉方以信懷殊俗,奈何以無形之疑殺人侍子乎?何德度之不弘也!」帝曰:「渾言是也。」) จือจื้อทงเจี้ยน เล่มที่ 80.
- ↑ (三月,悌等濟江,圍渾部將城陽都尉張喬於楊荷;喬衆纔七千,閉栅請降。諸葛靚欲屠之,悌曰:「強敵在前,不宜先事其小;且殺降不祥。」靚曰:「此屬以救兵未至,力少不敵,故且僞降以緩我,非眞伏也。若捨之而前,必爲後患。」悌不從,撫之而進。悌與揚州刺史汝南周浚,結陳相對,沈瑩帥丹陽銳卒、刀楯五千,三衝晉兵,不動。瑩引退,其衆亂,將軍薛勝、蔣班因其亂而乘之,吳兵以次奔潰,將帥不能止,張喬自後擊之,大敗吳兵于版橋。諸葛靚帥數百人遁去,使過迎張悌,悌不肯去,靚自往牽之曰:「存亡自有大數,非卿一人所支,柰何故自取死!」悌垂涕曰:「仲思,今日是我死日也!且我爲兒童時,便爲卿家丞相所識拔,常恐不得其死,負名賢知顧。今以身徇社稷,復何道邪!」靚再三牽之,不動,乃流淚放去,行百餘步,顧之,已爲晉兵所殺,幷斬孫震、沈瑩等七千八百級,吳人大震。) จือจื้อทงเจี้ยน เล่มที่ 81.
- ↑ (初,詔書使王濬下建平,受杜預節度,至建業,受王渾節度。預至江陵,謂諸將曰:「若濬得建平,則順流長驅,威名已著,不宜令受制於我;若不能克,則無緣得施節度。」濬至西陵,預與之書曰:「足下旣摧其西藩,便當徑取建業,討累世之逋寇,釋吳人於塗炭,振旅還都,亦曠世一事也!」濬大悅,表陳預書... 浚固使白之,渾果曰:「受詔但令屯江北以抗吳軍,不使輕進,貴州雖武,豈能獨平江東乎!今者違命,勝不足多,若其不勝,爲罪已重。且詔令龍驤受我節度,但當具君舟檝,一時俱濟耳。」惲曰:「龍驤克萬里之寇,以旣成之功來受節度,未之聞也。且明公爲上將,見可而進,豈得一一須詔令乎!今乘此渡江,十全必克,何疑何慮而淹留不進!此鄙州上下所以恨恨也。」渾不聽。) จือจื้อทงเจี้ยน เล่มที่ 81.
- ↑ (時王渾、王濬及琅邪王伷皆臨近境,吳司徒何植、建威將軍孫晏悉送印節詣渾降。吳主用光祿勳薛瑩、中書令胡沖等計,分遣使者奉書於渾、濬、伷以請降。又遺其羣臣,深自咎責,且曰:「今大晉平治四海,是英俊展節之秋,勿以移朝改朔,用損厥志。」使者先送璽綬於琅邪王伷。壬寅,王濬舟師過三山,王渾遣信要濬蹔過論事,濬舉帆直指建業,報曰:「風利,不得泊也。」是日,濬戎卒八萬,方舟百里,鼓譟入于石頭,吳主晧面縛輿櫬,詣軍門降。濬解縛焚櫬,延請相見。) จือจื้อทงเจี้ยน เล่มที่ 81.
- ↑ (王濬之入建業也,其明日,王渾乃濟江,以濬不待己至,先受孫晧降,意甚愧忿,將攻濬。何攀勸濬送晧與渾,由是事得解。何惲以渾與濬爭功,與周浚牋曰:「《書》貴克讓,《易》大謙光。前破張悌,吳人失氣,龍驤因之,陷其區宇。論其前後,我實緩師,旣失機會,不及於事,而今方競其功;彼旣不吞聲,將虧雍穆之弘,興矜爭之鄙,斯實愚情之所不取也。」浚得牋,卽諫止渾。渾不納,表濬違詔不受節度,誣以罪狀。渾子濟,尚常山公主,宗黨強盛。有司奏請檻車徵濬,帝弗許,但以詔書責讓濬以不從渾命,違制昧利。濬上書自理曰:「前被詔書,令臣直造秣陵,又令受太尉充節度。臣以十五日至三山,見渾軍在北岸,遣書邀臣;臣水軍風發,徑造賊城,無緣廻船過渾。臣以日中至秣陵,暮乃被渾所下當受節度之符,欲令臣明十六日悉將所領還圍石頭,又索蜀兵及鎭南諸軍人名定見。臣以爲晧已來降,無緣空圍石頭;又,兵人定見,不可倉猝得就,皆非當今之急,不可承用,非敢忽棄明制也。晧衆叛親離,匹夫獨坐,雀鼠貪生,苟乞一活耳;而江北諸軍不知虛實,不早縛取,自爲小誤。臣至便得,更見怨恚,並云守賊百日,而令他人得之。臣愚以爲事君之道,苟利社稷,死生以之。若其顧嫌疑以避咎責,此是人臣不忠之利,實非明主社稷之福也!」渾又騰周浚書云:「濬軍得吳寶物。」又云:「濬牙門將李高放火燒晧僞宮。」濬復表曰:「臣孤根獨立,結恨強宗。夫犯上干主,其罪可救;乖忤貴臣,禍在不測。僞中郎將孔攄說:去二月武昌失守,水軍行至,晧按行石頭還,左右人皆跳刀大呼云:『要當爲陛下一死戰決之,』晧意大喜,意必能然,便盡出金寶以賜與之。小人無狀,得便馳走。晧懼,乃圖降首。降使適去,左右劫奪財物,略取妻妾,放火燒宮。晧逃身竄首,恐不脫死。臣至,遣參軍主者救斷其火耳。周浚先入晧宮,渾又先登晧舟,臣之入觀,皆在其後。晧宮之中,乃無席可坐,若有遺寶,則浚與渾先得之矣。浚等云臣屯聚蜀人,不時送晧,欲有反狀。又恐動吳人,言臣皆當誅殺,取其妻子,冀其作亂,得騁私忿。謀反大逆,尚以見加,其餘謗X,故其宜耳。今年平吳,誠爲大慶;於臣之身,更受咎累。」濬至京師,有司奏「濬違詔,大不敬,請付廷尉科罪。」詔不許。又奏濬赦後燒賊船百三十五艘,輒敕付廷尉禁推。詔勿推。) จือจื้อทงเจี้ยน เล่มที่ 81.
- ↑ (渾、濬爭功不已,帝命守廷尉廣陵劉頌校其事,以渾爲上功,濬爲中功。) จือจื้อทงเจี้ยน เล่มที่ 81.
- ↑ (王濬自以功大,而爲渾父子及黨與所挫抑,每進見,陳其攻伐之勞及見枉之狀,或不勝忿憤,徑出不辭;帝每容恕之。益州護軍范通謂濬曰:「卿功則美矣,然恨所以居美者未盡善也。卿旋旆之日,角巾私第,口不言平吳之事;若有問者,則曰:『聖人之德,羣帥之力,老夫何力之有!』此藺生所以屈廉頗也,王渾能無愧乎!」濬曰:「吾始懲鄧艾之事,懼禍及身,不得無言;其終不能遣諸胸中,是吾褊也。」... 王渾嘗詣濬,濬嚴設備衞,然後見之。) จือจื้อทงเจี้ยน เล่มที่ 81.
- ↑ (帝下詔曰:「使持節、都督揚州諸軍事、安東將軍、京陵侯王渾,督率所統,遂逼秣陵,令賊孫皓救死自衛,不得分兵上赴,以成西軍之功,又摧大敵,獲張悌,使皓途窮勢盡,面縛乞降。遂平定秣陵,功勳茂著。其增封八千戶,進爵為公,封子澄為亭侯、弟湛為關內侯,賜絹八千匹。」轉征東大將軍,復鎮壽陽。渾不尚刑名,處斷明允。時吳人新附,頗懷畏懼。渾撫循羈旅,虛懷綏納,座無空席,門不停賓。於是江東之士莫不悅附。) จิ้นชู เล่มที่ 42.
- ↑ (楚王瑋將害汝南王亮等也。公孫宏說瑋曰:「昔宣帝廢曹爽,引太尉蔣濟參乘,以增威重。大王今舉非常事,宜得宿望,鎮厭眾心。司徒王渾宿有威名,為三軍所信服,可請同乘,使物情有憑也。」瑋從之。渾辭疾歸第,以家兵千餘人閉門距瑋。瑋不敢逼。俄而瑋以矯詔伏誅,渾乃率兵赴官... 又詔渾錄尚書事。) จิ้นชู เล่มที่ 42.
- ↑ (楷长子舆先娶亮女,女适卫瓘子,楷虑内难未已,求出外镇,除安南将军、假节、都督荆州诸军事,垂当发而玮果矫诏诛亮、瓘。玮以楷前夺己中候,又与亮、瓘婚亲,密遣讨楷。楷素知玮有望于己,闻有变,单车入城,匿于妻父王浑家,与亮小子一夜八徙,故得免难。) จิ้นชู เล่มที่ 35.
- ↑ (渾所曆之職,前後著稱,及居台輔,聲望日減。元康七年薨,時年七十五,諡曰元。長子尚早亡,次子濟嗣。...卓字文宣,嗣浑爵...) จิ้นชู เล่มที่ 42.
บรรณานุกรม
[แก้]- ชุย หง (501-522). ฉื่อลิ่วกั๋วชุนชิว.
- ฝาง เสฺวียนหลิง (บก.) (648). จิ้นชู.
- ซือหม่า กวาง (1084). จือจื้อทงเจี้ยน.