หะยีสุหลง
หะยีสุหลง | |
|---|---|
| เกิด | พ.ศ. 2438 หมู่บ้านกำปงอาเนาะรู (หมู่บ้านลูกสน) มณฑลปัตตานี |
| เสียชีวิต | 13 สิงหาคม พ.ศ. 2497 (59 ปี) บังกะโลริมทะเลสาบสงขลา จังหวัดสงขลา |
| สาเหตุเสียชีวิต | การบังคับบุคคลให้สูญหาย (ถูกรัดคอ) |
| อาชีพ | อิหม่าม |
| มีชื่อเสียงจาก | เหตุการณ์ดุซงญอ |
| คู่สมรส | สะมีเยาะห์ (พ.ศ. 2465 - 2467;ภรรยาเสียชีวิต) คอดีเยาะห์ (พ.ศ. 2468 - 2497) |
| บุตร | 8 คน รวม อาหมัด, อามีน และ เด่น |
ตวนกูรู หะยีมูฮำหมัด สุหลง บิน หะยี อับดุลกาเดร์ บิน มูฮำหมัด อัล-ฟะฏอนี (พ.ศ. 2438 - 13 สิงหาคม พ.ศ. 2497) หรือที่รู้จักและนิยมเรียกชื่อกันสั้น ๆ ว่า หะยีสุหลง เป็นโต๊ะอิหม่ามที่มีชื่อเสียงในอดีต เป็นผู้นำปัญญาเกี่ยวกับคําสอนศาสนาของชาวมุสลิมเชื้อสายมลายูซึ่งเค้าเป็นผู้เผยแผ่คำสอนทางศาสนาให้กลับมาถูกตามหลักศาสนา
ประวัติ
[แก้]หะยีสุหลง เป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของหะยีอับดุลกาเดร์ บิน มูฮำหมัดที่เกิดจากนางชารีเฟาะฮฺ (นางเจ๊ะเปาะ) ซึ่งเป็นภรรยาคนหนึ่งในจำนวนสามคนของหะยีอับดุลกาเดร์ เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2438 ที่หมู่บ้านกำปงอาเนาะรู (หมู่บ้านลูกสน) มณฑลปัตตานี ใน พ.ศ. 2450 หะยีอับดุลกาเดร์ส่งหะยีสุหลง ซึ่งขณะนั้นอายุ 12 ขวบ ไปศึกษาวิชาการศาสนาอิสลาม ณ เมืองเมกกะ ซึ่งเป็นปัจจุบันอยู่ในประเทศชาอุดีอาระเบีย เพื่อที่จะทำให้หะยีสุหลงมีความรู้ทางศาสนาอิสสามและภาษาอาหรับดีกว่าเดิม อย่างน้อยที่สุดเป็นการเพิ่มสถานภาพทางสังคมเพราะชาวมลายูมุสลิมคนใดก็ตามที่มีโอกาสเดินทางไปแสวงบุญ (ฮัจญ์) หรือศึกษาเล่าเรียน ณ เมืองเมกกะ จะได้รับการยกย่องจากชาวมลายูมุสลิมในสังคมของตนเองและมีโอกาสไต่เต้าขึ้นสู่ภาวะผู้นำศาสนาอิสลามในท้องถินของตนได้ง่าย โดยมีคำนำหน้าชื่อบุคลที่เคยเดินทางไปเมืองเมกกะว่า หะยี หรือ ฮัจยี ในกรณีที่บุคคลผู้นั้นเป็นเพศชาย และใช้ฮัจยะห์นำหน้าชื่อเพศหญิง อย่างไรก็ตามเพศชายมีสถานภาพทางสังคมสูงกว่าเพศหญิง
สำหรับสถานศึกษาของหะยีสุหลงที่เมืองเมกกะนั้นไม่เป็นที่ปรากฏแน่ชัดนัก แต่ผู้ที่ศึกษาวิชาการศาสนาอิสลามในสมัยนั้นนิยม ศึกษาเล่าเรียนกับครูผู้สอนโดยตรงตามมัสยิดหรือสุเหร่าที่มีชื่อเสียง หะยีสุหลงศึกษาวิชาศาสนาอิสลามกับครูสอนศาสนาหลายคน เพื่อต้องการแสวงหาครูที่มีชื่อเสียงจริง ๆ ในจำนวนครูทั้งหมด ฮาบีบุลเลาะห์ ชาวมักห์รีบเป็นครูคนสุดท้ายของหะยีสุหลง และเป็นนักปราชญ์ทางศาสนาอิสลาม (อูลามะ) ที่มีชื่อเสียงมากคนหนึ่งในเมืองเมกกะ หะยีสุหลงศึกษาภาษาอาหรับ คัมภีร์อัลกุรอาน และตำราหะดีษ ได้อย่างแตกฉานจนเป็นที่ยอมรับของคนรุ่นเดียวกันและคน รุ่นหลัง ในที่สุดได้รับการขอให้เปิดสำนักสอนศาสนาอิสลามที่เมืองเมกกะจนมีชื่อเสียงขึ้น และมีศิษย์เป็นจำนวนมากจากภูมิภาคต่างๆของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศิษย์ซึ่งมีชื่อเสียงต่อมาในภายหลังที่มีจากดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในบรรดาศิษย์เหล่านี้มีหะยีมูฮำหมัดโนร์ บิน หะยีอิบราฮัม ซึ่งปัจจุบันนี้เป็นมุฟตี (เทียบได้กับตำแหน่งจุฬาราชมนตรี) ของรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย และมุฟตีผู้นี้ยังเป็นพี่ภรรยาคนหลังสุดของหะยีสุหลงในเวลาต่อมา
เมื่ออายุ 27 ปีหะยีสุหลงเข้าพิธีสมรส (นิกะห์) กับฮัจยะห์สะมีเยาะห์ ซึ่งเป็นบุตรสาวของโต๊ะครูปะคอแอในเมืองเมกกะ อีกสองปีต่อมาภายหลังจากการเสียชีวิตของภรรยาคนแรก หะยีสุหลงสมรสกับฮัจยะห์คอดีเยาะห์บุตรสาวของหะยีอิบราฮิม มุฟตีรัฐกลันตัน (ตำแหน่งมุฟตีเทียบเท่าจุฬาราชมนตรีของประเทศไทย) น้องสาวของหะยีมูฮำหมัดโนร์ สำหรับฮัจยะห์คอดีเยาะห์ ชาวปัตตานีรู้จักในนามว่า นางเจ๊ะเยาะห์ หะยีสุหลงกับนางเจ๊ะเยาะห์มีบุตรคนแรกด้วยกันที่เมืองเมกกะ ชื่อว่ามาห์มูด แต่บุตรคนนี้ถึงแก่กรรมเมื่อมีอายุได้เพียงขวบเศษๆ การสูญเสียบุตรชายคนแรกเป็นเหตุจูงใจที่ทำให้หะยีสุหลงเดินทางกลับสู่จังหวัดปัตตานีเพื่อเยี่ยมเยียนบ้านเกิด และเพื่อให้ภรรยาลืมความเศร้าโศกเสียชั่วระยะ หลังจากนั้นจึงตั้งความหวังไว้ว่าจะกลับไปใช้ชีวิตที่เมืองเมกกะอีกสองปีข้างหน้า แต่ความตั้งใจดังกล่าวของหะยีสุหลง ต้องเปลี่ยนแปลงไปเมื่อเดินทางกลับถึงจังหวัดปัตตานี
หะยีสุหลง ตั้งใจจะกลับมาเผยแพร่ศาสนาที่มณฑลปัตตานี อันเป็นบ้านเกิด ได้เดินทางกลับมาเมื่อปี พ.ศ. 2470 ก่อนจะพบว่าชาวมุสลิมที่นั่นยังมีสภาพความเป็นอยู่ที่แร้นแค้นและนับถือภูติผีอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งขัดกับหลักทางศาสนาอิสลามอย่างรุนแรง จึงเกิดเป็นแรงบันดาลใจให้ก่อตั้งโรงเรียนสอนศาสนา หรือปอเนาะ ขึ้นมาเป็นแห่งแรก ด้วยเงินเริ่มต้นที่รวบรวมหามาได้ 3,500 บาท ต่อมาเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อปี พ.ศ. 2475 ในรัฐบาลที่มีพระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นนายกรัฐมนตรี หะยีสุหลงได้เดินทางเข้าสู่พระนครเพื่อขอความช่วยเหลือจากทางรัฐบาล ก็ได้เงินช่วยเหลือจากภาครัฐมาอีก 3,500 บาท รวมเป็น 7,000 บาท ปอเนาะแห่งแรกในประเทศไทยจึงถือกำเนิดขึ้นมาได้[1]
งานการเมือง
[แก้]
หะยีสุหลง ได้เกี่ยวพันกับทางการเมืองและความขัดแย้งในพื้นที่ซึ่งมีผลกระทบต่อความมั่นคงของราชอาณาจักร เมื่อเป็นผู้นำเสนอข้อเรียกร้อง 7 ข้อ ที่ให้ความเป็นธรรมและสอดคล้องกับวิถีชีวิตของชาวมุสลิมในพื้นที่ต่อรัฐบาลไทยที่มีพลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ขณะที่ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการอิสลามจังหวัดปัตตานี เมื่อปี พ.ศ. 2490 แต่ต่อมาได้เกิดการรัฐประหารขึ้นเมื่อปลายปีเดียวกัน ได้มีการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลมาเป็นขั้วของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ซึ่งมีอุดมการณ์ทางการเมืองแตกต่างจากขั้วอำนาจเดิม ข้อเรียกร้องทั้ง 7 ข้อ ของหะยีสุหลงถูกเพ่งเล็งว่าเป็นกบฏกระด้างกระเดื่องต่อความมั่นคงของราชอาณาจักร จนในที่สุดถูกจำคุกในข้อหาปลุกระดมและก่อการกบฏเพื่อแบ่งแยกดินแดน ซึ่งหะยีสุหลงถูกจัดสินให้จำคุกเป็นเวลา 4 ปี 8 เดือน โทษฐานกล่าวร้ายรัฐบาลในเอกสารที่แจกจ่ายยังประชาชนในท้องถิ่น ส่วนโทษฐานแบ่งแยกดินแดน ศาลพิจารณาให้ยก[2]
การหายสาบสูญ
[แก้]เมื่อพ้นโทษออกมา หะยีสุหลงก็ยังถูกคุกคามจากทางอำนาจรัฐ จนกระทั่งในเช้าตรู่ของวันศุกร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2497 หลังจากเสร็จจากละหมาดในตอนเช้าแล้ว หะยีสุหลงพร้อมกับ นายอาหมัด โต๊ะมีนา บุตรชายคนโตวัย 15 ปี ซึ่งทำหน้าที่เป็นล่ามภาษาไทย เนื่องจากหะยีสุหลงไม่สามารถพูดภาษาไทยได้ ได้เดินทางออกจากบ้านพักส่วนตัวที่จังหวัดปัตตานี ไปยังกองบัญชาการตำรวจสันติบาลที่จังหวัดสงขลา พร้อมด้วยพรรคพวกอีก 2 คน รวมเป็น 4 คน ก่อนที่ทั้งหมดจะหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย นำมาซึ่งความเชื่อว่าทั้งหมดถูกฆาตกรรมทางการเมืองด้วยฝีมือของตำรวจ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ภายใต้การบัญชาการของ พลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและอธิบดีกรมตำรวจ ผู้ซึ่งเป็นเสมือนมือขวาสำคัญของจอมพล ป. นายกรัฐมนตรี ซึ่งเรื่องราวการหายตัวไปของหะยีสุหลงเป็นข่าวอย่างครึกโครม โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไปจนถึงมาเลเซีย และสิงคโปร์[1][3]
ทางครอบครัว ภริยาและนายเด่น โต๊ะมีนา บุตรชายของหะยีสุหลงได้เดินทางเข้าสู่พระนครเพื่อติดตามเรื่องราว ก็ไม่ได้ความคืบหน้าใด ๆ แต่ก็ได้รับทราบเพียงว่าเป็นการฆาตกรรมทางการเมืองโดยบุคคลของภาครัฐเองจากปากคำของท่านผู้หญิง ละเอียด พิบูลสงคราม ภริยาของจอมพล ป. จนกระทั่งมีการรัฐประหารในปี พ.ศ. 2500 รัฐบาลได้เปลี่ยนขั้วอีกครั้งเมื่อจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้มีการรื้อฟื้นคดีนี้ขึ้นมาอีกครั้ง โดยมี พลตำรวจตรี ฉัตร หนุนภักดี เป็นประธาน ในที่สุดนายตำรวจผู้ที่ลงมือในการฆาตกรรมครั้งนี้ก็รับสารภาพว่าได้สังหารบุคคลทั้ง 4 ในบังกะโลริมทะเลสาบสงขลา จากคำสั่งโดยตรงทางโทรศัพท์ของรัฐบาลในขณะนั้น ผ่านทางผู้บังคับการตำรวจจังหวัดสงขลา ด้วยการใช้เชือกรัดคอและคว้านท้องศพทั้งหมดและอำพรางด้วยการนำศพไปผูกไว้กับแท่งซีเมนต์ในทะเลสาบสงขลา ใกล้กับเกาะหนู เกาะแมว ซึ่งเมื่อทุกอย่างกระจ่างได้มีการส่งนักประดาน้ำลงไปงมหาศพ แต่ด้วยระยะเวลาที่ผ่านไปหลายปีจากที่เกิดเหตุ ทำให้ไม่พบศพหรือเศษซากใด ๆ อีกแล้ว[1]
อ้างอิง
[แก้]- 1 2 3 ตอบโจทย์, "บทสัมภาษณ์ เด่น โต๊ะมีนา และ พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ทายาทของหะยีสุหลง". รายการทางไทยพีบีเอส: ศุกร์ที่ 8 มีนาคม 2556
- ↑ "เรื่องของหะยี สุหลง ปฐมเหตุของสถานการณ์ใต้?". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2016-08-19. สืบค้นเมื่อ 2013-03-09.
- ↑ ตำรวจพัวพันการหายตัวของนายหะยี สุหลง, หน้า 60. กาลานุกรมสยามประเทศไทย 2485-2554 โดย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ (มีนาคม, 2555) ISBN 978-974-228-070-3