หลี่ ลี่ซาน
หลี่ ลี่ซาน | |
|---|---|
李立三 | |
| สมาชิกคณะกรรมการรัฐบาลประชาชนกลางสาธารณรัฐประชาชนจีน | |
| ดำรงตำแหน่ง การประชุมเต็มสภาครั้งที่ 1 ของสภาที่ปรึกษาการเมืองประชาชนจีน | |
| ดำรงตำแหน่ง ค.ศ. 1949 – ค.ศ. 1954 | |
| ประธาน | เหมา เจ๋อตง |
| ก่อนหน้า | เฮ่อ หลง |
| ถัดไป | หลิน ปั๋วฉฺวี |
| สมาชิกสภาบริหารรัฐกิจรัฐบาลประชาชนส่วนกลาง | |
| ดำรงตำแหน่ง 21 ตุลาคม ค.ศ. 1949 – 12 กันยายน ค.ศ. 1954 | |
| นายกรัฐมนตรี | โจว เอินไหล |
| ก่อนหน้า | จาง ปั๋วจฺวิน |
| ถัดไป | หม่า ซฺวี่หลุน |
| ประธานรัฐบาลโซเวียตในมณฑลหูหนาน | |
| ดำรงตำแหน่ง ค.ศ. 1930 – ค.ศ. 1931 | |
| ผู้อำนวยการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน | |
| ดำรงตำแหน่ง มีนาคม ค.ศ. 1930 – สิงหาคม ค.ศ. 1930 | |
| ก่อนหน้า | โจว เอินไหล |
| ถัดไป | โจว เอินไหล |
| หัวหน้ากรมประชาสัมพันธ์พรรคคอมมิวนิสต์จีน | |
| ดำรงตำแหน่ง พฤศจิกายน ค.ศ. 1928 – ธันวาคม ค.ศ. 1930 | |
| ก่อนหน้า | ไช่ เหอเซิน |
| ถัดไป | เฉิ่น เจ๋อหมิน |
| สมาชิกสำรองกรมการเมืองพรรคคอมมิวนิสต์จีน ชุดที่ 6 | |
| ดำรงตำแหน่ง ค.ศ. 1928 – ค.ศ. 1945 | |
| สมาชิกกรมการเมืองพรรคคอมมิวนิสต์จีน ชุดที่ 5 | |
| ดำรงตำแหน่ง ค.ศ. 1927 – ค.ศ. 1928 | |
| ข้อมูลส่วนบุคคล | |
| เกิด | หลี่ หลงจื้อ (李隆郅) 18 พฤศจิกายน ค.ศ. 1899 อำเภอหลี่หลิง จูโจว หูหนาน จักรวรรดิชิง |
| เสียชีวิต | 22 มิถุนายน ค.ศ. 1967 (67 ปี) ปักกิ่ง ประเทศจีน |
| เชื้อชาติ | จีน |
| พรรคการเมือง | คอมมิวนิสต์จีน |
| คู่สมรส | หลิน ซิงเซี่ยน หลี่ อี๋ชุน หลี่ ฉงชาน ลิซา คิชกิน (ก. 2015) |
| บุตร | หลี่ เหรินจฺวิ้น (李人俊) หลี่ เหรินจี้ (李人纪) หลี่ จิ้ง (李竞) หลี่ ลี่ (李力) เซี่ย จื้อเพ่ย์ (谢志佩) หลี่ อิงหนาน (李英男) หลี่ ย่าหลาน (李雅兰) |
| บุพการี | หลี่ ชางกุย (李昌圭) |
| ศิษย์เก่า | โรงเรียนมัธยมต้นลู่เจียง โรงเรียนมัธยมชางจฺวิ้น โรงเรียนมัธยมกวงอี้ |
| อาชีพ | นักการเมือง |
หลี่ ลี่ซาน (จีน: 李立三; พินอิน: Lǐ Lìsān; 18 พฤศจิกายน ค.ศ. 1899 – 22 มิถุนายน ค.ศ. 1967) เป็นนักการเมืองชาวจีน อดีตสมาชิกกรมการเมือง และต่อมาเป็นสมาชิกคณะกรรมการกลางพรรค
ชีวิตช่วงต้น
[แก้]หลี่เกิดที่อำเภอหลี่หลิง มณฑลหูหนาน ประเทศจีนใน ค.ศ. 1899 โดยมีชื่อว่าหลี่ หลงจื้อ พ่อของเขาซึ่งเป็นครู สอนบทกวีและวรรณกรรมจีนโบราณให้แก่หลี่ ใน ค.ศ. 1915 เขาเดินทางมาฉางชาเพื่อเข้าเรียนมัธยมปลายและเห็นโฆษณาในหนังสือพิมพ์ที่เขียนโดยนักเรียนจากโรงเรียนฝึกหัดครูแห่งที่หนึ่งฉางชา ใช้นามปากกาว่า 28 ขีด หลี่พบและเป็นเพื่อนกับชายคนนั้น ซึ่งมีชื่อจริงว่าเหมา เจ๋อตง ภายหลัง หลี่เข้าร่วมกองทัพของขุนศึกท้องถิ่นในหูหนาน ผู้บัญชาการกองพลคนหนึ่ง เฉิง เชียน ซึ่งเป็นทั้งคนบ้านเดียวกับพ่อของหลี่และเป็นศิษย์เก่า ให้การสนับสนุนหลี่ให้ไปศึกษาต่อที่ปักกิ่ง
เริ่มต้นอาชีพ
[แก้]ฝรั่งเศส
[แก้]เมื่อหลี่มาถึงปักกิ่ง เขายื่นขอไปศึกษาต่อที่ประเทศฝรั่งเศสและเดินทางไปถึงที่นั่นใน ค.ศ. 1920 เขาทำงานพาร์ตไทม์เป็นผู้ช่วยช่างทำหม้อไอน้ำเพื่อหารายได้สำหรับค่าเล่าเรียน เจ้านายของเขาเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ และหลี่ก็ได้รับอิทธิพลให้ยอมรับลัทธิคอมมิวนิสต์ โดยเข้าร่วมอย่างกระตือรือร้นในการต่อสู้เพื่อสิทธิแรงงานจีนในฝรั่งเศส ด้วยผลงานการปฏิวัติที่กระตือรือร้นและไม่เกรงกลัว หลี่จึงถูกตราหน้าว่าเป็นผู้สร้างปัญหา ใน ค.ศ. 1921 หลี่ถูกทางการฝรั่งเศสเนรเทศพร้อมกับชาวจีนคนอื่น ๆ อีกกว่า 100 คน
กลับมาสู่ประเทศจีน
[แก้]เมื่อหลี่กลับมายังเซี่ยงไฮ้ เขาได้รับคำแนะนำจากเฉิน ตู๋ซิ่วให้เข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์จีน พรรคมอบหมายให้เขารับผิดชอบการจัดกิจกรรมด้านแรงงานที่เหมืองถ่านหินอันยฺเหวียน (安源煤矿) ในผิงเซียง มณฑลเจียงซี ในฐานะผู้นำงานด้านแรงงานที่สำคัญที่สุดที่นั่น หลี่เพิ่มจำนวนสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างมากและพัฒนาวิธีการจัดระเบียบให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ภายในสิ้น ค.ศ. 1924 ทั่วประเทศจีนมีสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนเพียง 900 คน โดย 300 คนมาจากเหมืองถ่านหินอันยฺเหวียน ในช่วงเวลานี้เองที่หลี่แสดงความสามารถอันโดดเด่นในงานด้านแรงงานและการจัดระเบียบร่วมกับหลิว เช่าฉี ซึ่งต่อมากลายเป็นรองของเขา[1]
ชาตินิยมมีความเห็นเชิงบวกอย่างมากต่อทักษะการจัดระเบียบของหลี่ รายงานลับที่จัดทำขึ้นระหว่างการรณรงค์เพื่อสันติภาพชนบทของพวกเขาใน ค.ศ. 1928 อธิบายถึงสาเหตุที่พวกเขากำลังประสบปัญหาเฉพาะอย่างยิ่งในอันยฺเหวียน:
เหตุที่พรรคคอมมิวนิสต์มีรากฐานฝังลึกและมั่นคงในอันยฺเหวียนก็เพราะในอดีตพรรคคอมมิวนิสต์ได้ดำเนิน 'การศึกษาแดง' อย่างครอบคลุมที่อันยฺเหวียน เมื่อหกหรือเจ็ดปีที่แล้ว คนงานอันยฺเหวียนทุกคนเป็นชาวบ้านนอก... ไม่มีใครสามารถยืนขึ้นในการประชุมและพูดได้แม้แต่คำเดียว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการกล่าวสุนทรพจน์ ยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีใครเคยได้ยินเรื่องการจัดระเบียบอะไรเลย มันเป็นเพียงหลังจากที่โจรคอมมิวนิสต์ หลี่ ลี่ซาน ไปที่อันยฺเหวียน... ความรู้เกี่ยวกับการระเบียบจึงแพร่หลายออกไป ตอนนี้คนงานพูดในที่ประชุมสาธารณะและแม้กระทั่งบรรยายได้! คอมมิวนิสต์ที่อันยฺเหวียนให้ความสำคัญอย่างมากกับการศึกษา แต่พวกเขาไม่ได้เผยแพร่คอมมิวนิสต์อย่างแข็งทื่อเหมือนมิชชันนารีที่ยัดเยียดความเชื่อทางศาสนาใส่หัวคนงาน ในตอนแรกพวกเขาเน้นการรู้หนังสือและความรู้พื้นฐาน ทุกสัปดาห์พวกเขาจัดการบรรยาย ตลอดจนสมาคมโต้วาทีของคนงานและกลุ่มศึกษา[2]
ใน ค.ศ. 1926 หลี่เดินทางมายังอู่ฮั่น ศูนย์กลางงานด้านแรงงานของจีน เพื่อเป็นผู้นำในงานด้านนี้ แม้ในเวลานั้น เซี่ยง จงฟา ซึ่งต่อมาเป็นเลขาธิการใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนจะเป็นผู้นำสูงสุด แต่หลี่คือผู้ตัดสินใจในทางปฏิบัติ ใน ค.ศ. 1927 หลังการแตกหักพันธมิตรระหว่างก๊กมินตั๋งกับคอมมิวนิสต์จีน หลี่เป็นคนแรกที่เสนอให้มีการก่อการกำเริบหนานชางต่อต้านก๊กมินตั๋งและรับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการหน่วยรักษาความปลอดภัย แม้การก่อการกำเริบครั้งนี้จะพิสูจน์แล้วว่าเป็นการกระทำที่หุนหันพลันแล่นและวางแผนได้ไม่ดี และความล้มเหลวเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ แต่หลี่ก็ก้าวเข้าสู่เวทีสำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์จีนด้วยความโดดเด่นในงานด้านแรงงานและความกล้าหาญภายใต้สถานการณ์อันตราย
สมัยเซี่ยง
[แก้]
ในการประชุมสภาแห่งชาติพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 6 ซึ่งจัดขึ้นที่มอสโก เซี่ยง จงฟา เพื่อนเก่าของหลี่ ได้รับเลือกเป็นเลขาธิการใหญ่ด้วยการสนับสนุนจากโคมินเทิร์นและสหภาพโซเวียต ในช่วงที่เซี่ยงดำรงตำแหน่ง หลี่ ลี่ซานมีบทบาทสำคัญขึ้นเรื่อย ๆ เซี่ยงปลดไช่ เหอเซิน สมาชิกกรมการเมืองพรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐมนตรีโฆษณาชวนเชื่อของพรรคออกจากตำแหน่ง เนื่องจากไช่มีแนวทางรุนแรงเกินไปในการกำกับดูแลกองซุนจื่อของพรรค ซึ่งส่งผลให้เกิดประชาธิปไตยแบบสุดโต่งและความไม่พอใจในศูนย์กลางของพรรค เซี่ยงเลือกหลี่ให้มาแทนไช่ ทำให้ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1928 หลี่ได้เป็นหนึ่งในสมาชิกกรมการเมืองเพียงสี่คน และเป็นรัฐมนตรีโฆษณาชวนเชื่อของพรรคคอมมิวนิสต์จีน
เมื่อสำนักตะวันออกไกลโคมินเทิร์นออกคำสั่งต่อต้านฝ่ายขวาและกล่าวโทษพรรคคอมมิวนิสต์จีนว่าไม่มีความกระตือรือร้นเพียงพอใน ค.ศ. 1929 เซี่ยง จงฟาประท้วงการตัดสินใจดังกล่าว เขาทราบดีว่าหลี่เป็นผู้สมัครที่เหมาะสมสำหรับการทำงานด้านการสื่อสารนี้เนื่องจากเขามีวาทศิลป์และพลังงาน ด้วยเหตุนี้ หลี่จึงเข้ารับหน้าที่การจัดการความขัดแย้งกับโคมินเทิร์น เมื่อเซี่ยงส่งโจว เอินไหลไปมอสโกเพื่อรับคำแนะนำเพิ่มเติม หลี่ก็เข้ามารับผิดชอบงานด้านการจัดระเบียบของโจวด้วยเช่นกัน ซึ่งทำให้หลี่มีเวทีใหญ่พอจะพิสูจน์ความสามารถของเขา
เสื่อมอำนาจ
[แก้]เมื่อเซี่ยงรู้ถึงการตัดสินใจของโคมินเทิร์นเกี่ยวกับการต่อต้านฝ่ายขวา เขากล่าวอ้างว่าการปฏิวัติจีนอยู่ในช่วงจุดสูงสุด หลี่เปลี่ยนความบอดทางความคิดนี้ให้กลายเป็นแนวคิดสุดโต่ง ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักในชื่อแนวทางหลี่ ลี่ซาน (立三路线) ที่เรียกร้องให้มีการก่อการกำเริบด้วยอาวุธในเมืองใหญ่โดยชนชั้นแรงงานและการขยายการปฏิวัติไปทั่วทั้งประเทศ[3]: 72
ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ค.ศ. 1930 แนวทางหลี่ ลี่ซานได้เติบโตเต็มที่ภายใต้การสนับสนุนของเซี่ยง พรรคคอมมิวนิสต์จีนมอบหมายการดำเนินงานประจำวันจากสำนักงานใหญ่ให้กับหน่วยงานในทุกมณฑล โดยตั้งคณะกรรมการปฏิบัติการขึ้นในทุกมณฑลและเตรียมพร้อมสำหรับการลุกฮือเต็มรูปแบบในเดือนตุลาคม แต่โคมินเทิร์นแสดงความไม่พอใจ โดยระบุว่ากำลังวางแผนนโยบายที่เป็นระบบสำหรับการปฏิวัติจีน และพรรคคอมมิวนิสต์จีนควรเน้นการลุกฮือในมณฑลใดมณฑลหนึ่งหรือหลายมณฑลแทน เซี่ยงยังคงสนับสนุนหลี่และยืนยันในแนวคิดของเขาที่ว่านี่คือช่วงเวลาวิกฤตของการปฏิวัติจีน ในการหารือหลายครั้ง ความตึงเครียดระหว่างเซี่ยง หลี่ และโคมินเทิร์นได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก ความสงสัยและการวิพากษ์วิจารณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่มีต่อโคมินเทิร์นนั้นถือเป็นการทรยศในสายตาของโคมินเทิร์น
ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1930 กองทัพคอมมิวนิสต์ภายใต้การนำของหลี่ ลี่ซานเข้ายึดฉางชาในมณฑลหูหนาน แต่กองกำลังของก๊กมินตั๋งก็สามารถเอาชนะกองกำลังของเขาได้ในอีกไม่กี่วันต่อมา การลุกฮือในเมืองอื่น ๆ ก็ถูกกองกำลังของก๊กมินตั๋งปราบปรามลงอย่างรวดเร็ว ยิ่งไปกว่านั้น หลี่ยังสร้างศัตรูกับสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนจำนวนมากด้วยรูปแบบการปกครองที่เผด็จการของเขา บางส่วนในจำนวนนี้เป็นสมาชิกเก่าแก่ เช่น นักเคลื่อนไหวแรงงาน เหอ เมิ่งสฺยงและหลัว จางหลง ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นฝ่ายขวาเพียงเพราะพวกเขาต่อต้านแนวคิดสุดโต่งของหลี่ หวัง หมิงและกลุ่ม 28 บอลเชวิค ของเขาที่เดินทางกลับจากมอสโก โดยได้รับมอบหมายให้เข้ามารับตำแหน่งผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนจากที่ปรึกษาของพวกเขาในมอสโก แต่พวกเขากลับได้รับการต้อนรับอย่างเย็นชาจากหลี่
หายนะ
[แก้]ด้วยจำนวนศัตรูมากมายทั้งในและนอกพรรคคอมมิวนิสต์จีน ชะตากรรมของหลี่ก็ถูกกำหนดไว้แล้ว โคมินเทิร์นส่งฉฺวี ชิวไป๋และโจว เอินไหลกลับประเทศจีนเพื่อบังคับใช้นโยบายของตน และ 28 บอลเชวิคก็ใช้โอกาสนี้ประณามหลี่ แต่หลี่ก็ยังไม่ตระหนักถึงอันตรายที่ชัดเจนที่เขากำลังเผชิญอยู่ และวิพากษ์วิจารณ์นักศึกษาที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเหล่านี้อย่างรุนแรง จากนั้นโคมินเทิร์นส่งโทรเลขเรียกหลี่ไปมอสโกเพื่อสารภาพผิด พาเวล มิฟ ประธานมหาวิทยาลัยซุน ยัตเซ็นแห่งมอสโกและที่ปรึกษาของ 28 บอลเชวิค ก็เดินทางไปเซี่ยงไฮ้ในฐานะทูตของโคมินเทิร์นเช่นกัน ภายใต้การกำกับดูแลของมิฟ การประชุมเต็มสภาครั้งที่ 4 ของการประชุมสภาแห่งชาติพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 6 ได้ถูกจัดขึ้น หลี่ถูกแทนที่โดยหวัง หมิง ศิษย์ของมิฟ และพรรคพวกของเขาในกลุ่ม 28 บอลเชวิคก็ได้เข้ารับตำแหน่งสำคัญอื่น ๆ
การลงโทษ
[แก้]หลี่เดินทางไปมอสโกเพื่อสารภาพและสำนึกผิด แต่เขาไม่รู้เลยว่าการไถ่บาปครั้งนี้จะกินเวลานานถึงเพียงนั้น ในอีก 15 ปีข้างหน้า หลี่ต้องเผชิญกับการตำหนิ การวิจารณ์ และการกวาดล้างซ้ำแล้วซ้ำเล่า พรรคคอมมิวนิสต์สหภาพโซเวียตปฏิเสธจะยอมรับหลี่เข้าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนอยู่หลายปี ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อหวัง หมิงและคัง เชิงเดินทางกลับมอสโกในฐานะผู้แทนของพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำโคมินเทิร์น พวกเขาก็ยังคงข่มเหงหลี่ทุกวิถีทางที่ทำได้ สิ่งปลอบใจเพียงอย่างเดียวคือในสหภาพโซเวียต หลี่พบและต่อมาแต่งงานกับหญิงชนชั้นสูงและช่างเรียงพิมพ์ชาวรัสเซีย ลิซา คิชกิน (เอลีซาเวตา ปัฟลอฟนา คิชกีนา; รัสเซีย: Елизавета Павловна Кишкина; จีน: 李莎, เสียชีวิต 2015[4]) ซึ่งต่อมาได้ย้ายมายังประเทศจีนพร้อมกับหลี่[5]
ผลพวง
[แก้]หลี่ได้รับเลือกเป็นสมาชิกของคณะกรรมการกลางของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในการประชุมสภาแห่งชาติพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 7 ซึ่งจัดขึ้นที่เหยียนอาน ใน ค.ศ. 1946 หลี่ถูกส่งตัวกลับมาประเทศจีน หลี่มาถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนเป็นครั้งแรกเพื่อทำงานให้กับหน่วยงานท้องถิ่นของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในฐานะรัฐมนตรีกิจการเมือง เมื่อสงครามกลางเมืองจีนปะทุขึ้นอีกครั้ง หลี่ได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าผู้แทนพรรคคอมมิวนิสต์จีนในคณะกรรมการอนุญาโตตุลาการทางทหารซึ่งประกอบด้วยสมาชิกจากก๊กมินตั๋งและสหรัฐ[ต้องการอ้างอิง]
สาธารณรัฐประชาชนจีน
[แก้]หลังการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนใน ค.ศ. 1949 หลี่กลับไปสู่ความเชี่ยวชาญหลักของเขา โดยได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีแรงงานเพื่อนำสหภาพแรงงาน หลี่อุทิศตนให้กับภารกิจเดิมของเขาและเสนอแนวทางเกี่ยวกับมาตรการการจัดการแบบประชาธิปไตยในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งต่อมาถูกเรียกว่า ธรรมนูญโรงถลุงเหล็กอันชานโดยเหมา ขณะเดียวกัน หลี่ยังเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งกลไกสภาที่ปรึกษาการเมืองประชาชนจีน ในช่วงสงครามเกาหลี เขาได้รับแต่งตั้งเป็นเลขาธิการสภาป้องกันภัยทางอากาศโดยมีตำแหน่งเทียบเท่ารองนายกรัฐมนตรี ด้วยเขามีประสบการณ์ในการรับมือการโจมตีทางอากาศในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองระหว่างที่พำนักอยู่ในมอสโก
หลี่ยังคงเป็นผู้สนับสนุนการเป็นอิสระของสหภาพแรงงาน ซึ่งทำให้เขาขัดแย้งกับเหมา เขาเป็นรองประธานสหพันธ์สหภาพแรงงานจีนทั้งมวลจนถึง ค.ศ. 1958 และเป็นอธิการบดีคนแรกของสถาบันความสัมพันธ์ทางอุตสาหกรรมแห่งประเทศจีน[6]
ผลที่ตามมาจากการแตกแยกระหว่างจีน–โซเวียต
[แก้]หลังความแตกแยกระหว่างจีน–โซเวียตในทศวรรษ 1960 ชีวิตของหลี่ก็ลำบากขึ้นเรื่อย ๆ อีกครั้ง แม้ภรรยาของเขา ลิซา คิชกิน จะยื่นหนังสือเดินทางรัสเซียและถือสัญชาติจีนเพื่อแสดงความภักดีต่อสามีและประเทศของเขา แต่ก็ไม่มีทางที่จะคลี่คลายสถานการณ์ได้ โดยเฉพาะเมื่อการปฏิวัติวัฒนธรรมมาถึง คัง เชิงก็ไม่ละความพยายามในการประณามคู่ปรับเก่าของเขา หลี่ถูกตราหน้าว่าเป็นสายลับโซเวียตและถูกทรมานทั้งทางจิตใจและร่างกายโดยยุวชนแดง ภรรยาและลูกสาวของเขาก็ถูกจำคุกด้วยเช่นกัน[ต้องการอ้างอิง]
ว่ากันว่าหลี่ไม่สามารถเผชิญกับความอัปยศอดสูนี้ได้อีกต่อไป ผู้ทรมานเขาอ้างว่าหลี่ปลิดชีพตัวเองด้วยการกินยานอนหลับหลังเขียนจดหมายฉบับสุดท้ายถึงเหมาเสร็จสิ้น แต่แพทริก เลสคอต นักเขียนชีวประวัติของหลี่ ได้ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับลักษณะการเสียชีวิตของเขา[ต้องการอ้างอิง]
หลี่ ซือเชิ่น (李思慎) เลขานุการส่วนตัวของหลี่ ลี่ซาน เขียนในภายหลังว่าเขาไม่เชื่อว่าหลี่ ลี่ซานจะมียาเม็ดมากพอจะฆ่าตัวตายได้ หลี่ ซือเชิ่นเป็นผู้รับผิดชอบดูแลการจ่ายยานอนหลับ เขานึกย้อนไปถึงการโต้เถียงกับหลี่ ลี่ซาน ผู้ที่ต้องการยาเพิ่มอีกหนึ่งเม็ดทุกคืนเนื่องจากการประชุมดูความดิ้นรน ส่งผลกระทบต่อการนอนหลับของเขา หลี่ ลี่ซานปัดความคิดที่ว่าเขาอาจฆ่าตัวตายว่าไร้สาระ:
这简直是笑话,几十年风风火火我都过来了,难道还经不起这次考验?你不就怕我自杀吗?自杀是叛党行为,这点我明白,难道我能走上叛党的道路吗?简直是笑话。
นี่มันเรื่องตลกสิ้นดี! ฉันฝ่าฟันความขัดแย้งและความวุ่นวายมาได้ตั้งหลายสิบปี แล้วนายคิดว่าฉันจะผ่านเรื่องแค่นี้ไปไม่ได้งั้นเหรอ? นายเป็นห่วงว่าฉันจะฆ่าตัวตายงั้นสิ? การฆ่าตัวตายมันคือการทรยศพรรค ฉันรู้เรื่องนั้นดีพอ; แล้วฉันจะกลายเป็นคนทรยศต่อพรรคอย่างนั้นเหรอ? มันน่าหัวเราะสิ้นดี
ใน ค.ศ. 1980 กรมองค์การกลางในที่สุดก็อนุญาตให้ครอบครัวของหลี่ ลี่ซานอ่านรายงานชันสูตรพลิกศพของเขาได้ รายงานระบุความสูงของเขาผิดไป 15 ซม. และมีข้อผิดพลาดอื่น ๆ ที่ทำให้ครอบครัวยิ่งสงสัยในเรื่องราวการเสียชีวิตของหลี่ที่ได้รับการยอมรับ[7] คณะกรรมการกลางยังได้จัดพิธีรำลึกถึงหลี่ด้วย[8]
ใน ค.ศ. 1983 คณะกรรมการมณฑลหูเป่ย์ดำเนินการสอบสวนการฆ่าตัวตายของหลี่ แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จและการเสียชีวิตของเขายังคงเป็นปริศนา[8]
อ้างอิง
[แก้]- ↑ Elizabeth J. Perry, "Anyuan: Mining China's Revolutionary Tradition," The Asia-Pacific Journal 11.1 (January 14, 2013 2013).
- ↑ 湖南青县公报 Hunan qingxian gongbao Sept. 1928 quoted in Perry, 'Reclaiming the Chinese Revolution', The Journal of Asian Studies Vol. 67, No. 4 (November) 2008: 1147–1164. Retrieved on 2009-2-11.
- ↑ Tony Saich, From Rebel to Ruler: One Hundred Years of the Chinese Communist Party, Harvard University Press. 2021
- ↑ "Russian-born widow of top Chinese Communist dies at 101". South China Morning Post. 13 พฤษภาคม 2015. สืบค้นเมื่อ 24 มีนาคม 2024.
- ↑ http://www.china.org.cn/living_in_china/news/2009-05/06/content_17728366.htm [URL เปล่า]
- ↑ "李立三横死之谜:主张工会独立 被毛泽东批判 (The enigma of the violent death of Li Lisan: an advocate of trade union independence; criticised by Mao Zedong)" เก็บถาวร 2011-10-06 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, An article at the bulletin board of Yanhuang Chunqiu magazine. Retrieved on 2008-12-30.
- ↑ "李立三横死之谜:主张工会独立 被毛泽东批判 (The enigma of the violent death of Li Lisan: an advocate of trade union independence; criticised by Mao Zedong)". quoting Li Sishen et al., 李立三之谜:一个忠诚革命者的曲折人生, Beijing: Renmin Chubanshe, 2005. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 6 ตุลาคม 2011. สืบค้นเมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 2009.
{{cite web}}: CS1 maint: others (ลิงก์) - 1 2 "李立三文革自杀之谜:尸体与实际身高差15厘米-搜狐文化频道". cul.sohu.com. สืบค้นเมื่อ 18 มกราคม 2022.
| ก่อนหน้า | หลี่ ลี่ซาน | ถัดไป | ||
|---|---|---|---|---|
| วาระในพรรคการเมือง | ||||
| เซี่ยง จงฟา | เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน (รักษาการ) ภายใต้เซี่ยง จงฟา (ค.ศ. 1929–1930) |
หวัง หมิง | ||
แม่แบบ:Heads of the CCP Publicity Department แม่แบบ:Heads of the Organization Department of the Chinese Communist Party แม่แบบ:Provincial leaders of the Chinese Soviet Republic แม่แบบ:CCPLeaders แม่แบบ:สงครามกลางเมืองจีน
- ใช้วันที่รูปแบบวันเดือนปีตั้งแต่June 2025
- บทความทั้งหมดที่ใช้ยูอาร์แอลเปล่าในการอ้างอิง
- บทความที่ใช้ยูอาร์แอลเปล่าในการอ้างอิงตั้งแต่สิงหาคม 2024
- บทความที่ขาดแหล่งอ้างอิงเฉพาะส่วนตั้งแต่มีนาคม 2024
- บทความที่ขาดแหล่งอ้างอิงเฉพาะส่วนตั้งแต่มกราคม 2022
- บุคคลที่เกิดในปี พ.ศ. 2442
- บุคคลที่เสียชีวิตในปี พ.ศ. 2510
- นักการเมืองพรรคคอมมิวนิสต์จีนจากมณฑลหูหนาน
- นักการเมืองจีนเชื้อสายฮากกา
- เลขาธิการใหญ่และประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีน
- ผู้แทนในการประชุมสภาแห่งชาติพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 3
- ผู้แทนในการประชุมสภาแห่งชาติพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 4
- ผู้แทนในการประชุมสฃาแห่งชาติพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 5
- ศิษย์เก่าโรงเรียนมัธยมปลายชางจฺวิ้น
- ศิษย์เก่าโรงเรียนนานาชาติเลนิน
- สมาชิกคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนชุดที่ 6
- สมาชิกคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนชุดที่ 7
- สมาชิกคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนชุดที่ 8
- สมาชิกคณะกรรมาธิการสามัญประจำกรมการเมืองพรรคคอมมิวนิสต์จีนชุดที่ 5
- สมาชิกคณะกรรมาธิการสามัญประจำกรมการเมืองพรรคคอมมิวนิสต์จีนชุดที่ 6
- บุคคลจากหลี่หลิง
- ผู้ที่ถูกข่มเหงจนเสียชีวิตในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม
- นักการเมืองสาธารณรัฐประชาชนจีนจากมณฑลหูหนาน
- นักการเมืองจากจูโจว
- นักการเมืองสาธารณรัฐจีนจากมณฑลหูหนาน
- หัวหน้ากรมองค์การพรรคคอมมิวนิสต์จีน