หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก หลวงประดิษฐไพเราะ)
หลวงประดิษฐไพเราะ
(ศร ศิลปบรรเลง)
Luang Praditphairo (Sorn Silpabanleng).jpg
เกิด 6 สิงหาคม พ.ศ. 2424
ตำบลดาวดึงส์ อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ประเทศไทย
เสียชีวิต 8 มีนาคม พ.ศ. 2497
บ้านศิลปบรรเลง ถนนบริพัตร จังหวัดพระนคร ประเทศไทย
สัญชาติ ไทย
ชื่ออื่น ศร ศิลปบรรเลง
อาชีพ นักดนตรีไทย อาจารย์
เป็นที่รู้จักจาก ผู้ชำนาญด้านดนตรีไทย
ผู้ประพันธ์เพลงโหมโรงจีนตอกไม้
คู่สมรส นางโชติ ศิลปบรรเลง

รองเสวกเอก หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) (6 สิงหาคม พ.ศ. 2424 - 8 มีนาคม พ.ศ. 2497) นักดนตรีชาวไทย ผู้มีชื่อเสียงจากการเล่นเครื่องดนตรีไทย และประพันธ์เพลงไทยเดิม

ประวัติ[แก้]

หลวงประดิษฐไพเราะ มีนามเดิมว่าศร เกิดเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2424 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ตำบลดาวดึงส์ อ.อัมพวา สมุทรสงคราม เป็นบุตรของ นายสิน นางยิ้ม ศิลปบรรเลง บิดาของท่านคือครูสินเป็นเจ้าของวงปี่พาทย์ และเป็นศิษย์ของพระประดิษฐไพเราะ (มี ดุริยางกูร)[1]

ความสามารถทางดนตรี[แก้]

ศร สามารถตีฆ้องวงใหญ่ได้เองตั้งแต่อายุ 5 ขวบ เริ่มเรียนปี่พาทย์เมื่ออายุ 11 ปี ตีระนาดได้รวดเร็ว มาตั้งแต่เด็ก โดยมีบิดาเป็นผู้ถ่ายทอดวิชาปี่พาทย์ให้จนกระทั่งมีความสามารถในการประชันวงถึงขั้นมีชื่อเสียงไปทั่วลุ่มแม่น้ำแม่กลอง จากการได้ออกแสดงฝีมือนี้เองทำให้ชื่อเสียงของนายศร เป็นที่เลื่องลือในหมู่นักดนตรีมากขึ้น โดยเฉพาะในงานใหญ่ครั้งแรก คือ "งานโกนจุกเจ้าจอมเอิบ" และ เจ้าจอมอบ ธิดาเจ้าพระยาสุรพันธ์พิสุทธิ์ จังหวัดเพชรบุรีนั้น ฝีมือระนาดเอกของนายศรปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัด คือ การได้ตี "ไหว" คำว่า "ไหว" นี้เป็

ในปี พ.ศ. 2443 ขณะเมื่ออายุ 19 ปี ท่านได้แสดงฝีมือเดี่ยวระนาดเอกถวายสมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช เป็นที่ต้องพระทัยมาก จึงทรงรับตัวเข้ามาไว้ที่วังบูรพาภิรมย์ ทำหน้าที่คนระนาดเอกประจำ ต่อมาวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2468 นายศร ศิลปบรรเลง ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นหลวงประดิษฐไพเราะ มีราชการในกรมมหรสพ ถือศักดินา 400[2] เข้ารับพระราชทานสัญญาบัตรเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม ณ พระที่นั่งบรมพิมาน[3] แล้วได้รับพระราชทานยศเป็น หุ้มแพร ในวันที่ 13 กรกฎาคม ศกเดียวกัน[4] ทั้งนี้ท่านไม่เคยรับราชการอยู่ในกรมกองใดมาก่อน แต่เพราะฝีมือและความสามารถของท่านเป็นที่ต้องพระหฤทัยนั่นเอง

ครั้นถึงปี พ.ศ. 2469 ท่านได้เข้ารับราชการในกรมปี่พาทย์และโขนหลวง กระทรวงวัง ท่านได้มีส่วนถวายการสอนดนตรีให้กับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี รวมทั้งมีส่วนช่วยงานพระราชนิพนธ์เพลงสามเพลง คือ เพลงราตรีประดับดาวเถา เพลงเขมรละออองค์เถา และ เพลงโหมโรงคลื่นกระทบฝั่ง สามชั้น

หลวงประดิษฐไพเราะถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2497 รวมอายุ 73 ปี

ผลงาน[แก้]

เพลงได้แต่งไว้หลวงประดิษฐไพเราะ ได้แต่งเพลงไว้มากกว่าร้อยเพลง ดังนี้:

เพลงโหมโรง 

โหมโรงกระแตไต่ไม้ โหมโรงปฐมดุสิต โหมโรงศรทอง โหมโรงประชุมเทวราช โหมโรงบางขุนนท์ โหมโรงนางเยื้อง โหมโรงม้าสะบัดกีบ และโหมโรงบูเซ็นซ๊อค เป็นต้น

เพลงเถา 

กระต่ายชมเดือนเถา ขอมทองเถา เขมรเถา เขมรปากท่อเถา เขมรราชบุรีเถา แขกขาวเถา แขกสาหร่ายเถา แขกโอดเถา จีนลั่นถันเถา ชมแสงจันทร์เถา ครวญหาเถา เต่าเห่เถา นกเขาขแมร์เถา พราหมณ์ดีดน้ำเต้าเถา มุล่งเถา แมลงภู่ทองเถา ยวนเคล้าเถา ช้างกินใบไผ่เถา ระหกระเหินเถา ระส่ำระสายเถา ไส้พระจันทร์เถา ลาวเสี่งเทียนเถา แสนคำนึงเถา สาวเวียงเหนือเถา สาริกาเขมรเถา โอ้ลาวเถา ครุ่นคิดเถา กำสรวลสุรางค์เถา แขกไทรเถา สุรินทราหูเถา เขมรภูมิประสาทเถา แขไขดวงเถา พระอาทิตย์ชิงดวงเถา กราวรำเถา ฯลฯ

ครอบครัว[แก้]

รองเสวกเอก หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) สมรสครั้งแรกกับนางโชติ ประดิษฐ์ไพเราะ (สกุลเดิม: หุราพันธ์) ธิดาของนายพันโท พระประมวญประมาณพล มีบุตรธิดาด้วยกัน 7 คน ต่อมาเมื่อนางโชติถึงแก่กรรมแล้วจึงได้สมรสครั้งที่ 2 กับนางฟู ศิลปบรรเลง (สกุลเดิม: หุราพันธ์) ซึ่งเป็นน้องสาวของนางโชติ มีบุตรธิดาด้วยกัน 5 คน[5] รวมจำนวนบุตรธิดาทั้งหมด 12 คน ซึ่งได้แก่[6]

  1. เด็กหญิงสร้อยไข่มุกด์ ศิลปบรรเลง - ถึงแก่กรรมตั้งแต่ยังเด็ก
  2. เด็กหญิงศุกร์ดารา ศิลปบรรเลง - ถึงแก่กรรมตั้งแต่ยังเด็ก
  3. นางชิ้น ไชยพรรค (คุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง)
  4. นางมหาเทพกษัตรสมุห (บรรเลง สาคริก)
  5. เด็กชายศิลปสราวุธ ศิลปบรรเลง - ถึงแก่กรรมตั้งแต่ยังเด็ก
  6. นายประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง
  7. นางภัลลิกา ศิลปบรรเลง
  8. นางชัชวาลย์ จันทร์เรือง
  9. เด็กชายแดง ศิลปบรรเลง - ถึงแก่กรรมตั้งแต่ยังเด็ก
  10. นายขวัญชัย ศิลปบรรเลง
  11. เรือเอกสมชัย ศิลปบรรเลง
  12. นายสนั่น ศิลปบรรเลง

เครื่องราชอิสริยาภรณ์[แก้]

  • Order of the Crown of Thailand - 5th Class (Thailand) ribbon.png เบญจมาภรณ์มงกุฎไทย[6]
  • 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2472 - Dushdi Mala - Civilian (Thailand).png เหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา (ร.ด.ม.(ศ))[7]
  • King Rama V Rajaruchi Medal (Thailand) ribbon.png เหรียญราชรุจิทอง รัชกาลที่ 5
  • King Rama VI Rajaruchi Medal (Thailand) ribbon.png เหรียญราชรุจิทอง รัชกาลที่ 6

ภาพยนตร์ "โหมโรง" และ ละครโทรทัศน์ "โหมโรง"[แก้]

ชีวประวัติของท่านเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างภาพยนตร์เรื่องโหมโรง ออกฉายในปี พ.ศ. 2547 ซึ่งได้รับรางวัลมากมายในประเทศ และยังได้รับเลือกในฐานะ Official Selection จากประเทศไทย ในการเข้าชิงสาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมในการประกาศรางวัลอะแคเดมีอีกด้วย และได้รับการดัดแปลงซ้ำเป็นละครโทรทัศน์ ออกฉายทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เมื่อ พ.ศ. 2555

งาน 130 ปีชาตกาลหลวงประดิษฐไพเราะ[แก้]

ในปี 2554 เป็นปีที่ตรงกับวาระ 130 ปี ชาตกาลของหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) จังหวัดสมุทรสงครามเป็นถิ่นกำเนิดของศิลปินด้านดนตรีที่มีชื่อเสียงมากมาย อาทิ ครูเอื้อ สุนทรสนาน ทูล ทองใจ รวมถึงหลวงประดิษฐไพเราะ หรือ ศร ศิลปบรรเลง ซึ่งเป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีจากภาพยนตร์เรื่อง "โหมโรง" และถือได้ว่าท่านเป็นตำนานดนตรีไทย โดยเฉพาะทาง “ระนาดเอก” ที่มีฝีมือดีเยี่ยม มีผลงานเพลงที่แพร่หลายฝากไว้จนถึงทุกวันนี้ ก็มีพื้นเพเป็นชาวสมุทรสงคราม

จังหวัดสมุทรสงครามจึงร่วมกับมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) เทศบาลตำบลอัมพวา อบต.สวนหลวง ททท.สำนักงานสมุทรสงคราม และหน่วยงานต่างๆ กำหนดจัดงาน ศิลปบรรเลง เพลงอัมพวา ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 5-7 สิงหาคม 2554 ณ อุทยาน ร. 2 โครงการอัมพวา ชัยพัฒนานุรักษ์ และวัดภุมรินทร์กุฎีทอง เพื่อรำลึกและเชิดชูเกียรติท่าน รวมทั้งเผยแพร่ผลงานดนตรีไทยให้กับเยาวชนได้รู้จักและสืบทอดต่อไป[8]

อ้างอิง[แก้]