ข้ามไปเนื้อหา

หม่อมเป็ดสวรรค์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
หม่อมเป็ดสวรรค์
ผู้ประพันธ์คุณสุวรรณ
ประเทศไทย
ภาษาไทย
ประเภทกลอนเพลงยาว

หม่อมเป็ดสวรรค์ เป็นกลอนเพลงยาว แต่งโดยคุณสุวรรณ หญิงนางในและเป็นราชินิกุลในตำหนักของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ซึ่งเธอมีชื่อเสียงเจนจัดด้านการแต่งกลอน จนผู้คนสามารถจดจำและท่องบทกลอนที่เธอแต่งได้[1]:3 คาดว่าเพลงยาวนี้น่าจะแต่งขึ้นช่วง พ.ศ. 2384–2385[2] หรือ พ.ศ. 2384–2386 โดยแต่งต่อเนื่องกับ เพลงยาวเรื่องพระอาการประชวรของกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ซึ่งแต่งโดยคุณสุวรรณเช่นกัน[3]:118 บางแห่งให้ข้อมูลว่า ไม่ปรากฏนามผู้แต่งเพลงยาวหม่อมเป็ดสวรรค์[2] และหากเป็นผลงานของคุณสุวรรณจริง ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในงานไม่กี่ชิ้นที่ได้รับการเปิดเผยสู่สาธารณชน[4]

เรื่องราวของ หม่อมเป็ดสวรรค์ เป็นเรื่องราวของนางในผู้รับราชการอยู่ภายในพระบรมมหาราชวัง อันเป็นสังคมปิดที่รายล้อมไปด้วยสาวสรรกำนัลใน มีตัวละครหลักอยู่สองตัว คือ หม่อมสุด หรือสมญาว่า "คุณโม่ง" และหม่อมขำ มีสมญาว่า "หม่อมเป็ด" ทั้งสองเป็นอดีตบาทบริจาริกาในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ หลังเจ้าวังหน้าเสวยทิวงคตไปแล้ว ทั้งสองถูกโอนเข้ามาเป็นข้าอยู่ในตำหนักพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ทั้งสองจึงคบหากัน หรือที่สมัยนั้นเรียกความสัมพันธ์อย่างนี้ว่า "เล่นเพื่อน" เนื้อหาในเพลงยาวมุ่งเฉพาะเรื่องชวนหัวของหม่อมสุดและหม่อมขำ ซึ่งสมญาของทั้งสองก็นำมาจากบุคลิกและพฤติกรรมที่ดูน่าขบขันเป็นสำคัญ[5][6]:57 เนื้อหาของเรื่องจัดอยู่ในแนวเสียดสีสังคม และสะท้อนภาพสังคม[2]

อย่างไรก็ตาม เนื้อหาของ หม่อมเป็ดสวรรค์ ไม่มีท่าทีต่อต้านการรักร่วมเพศของสตรีในพระบรมมหาราชวังแต่อย่างใด[7] เนื้อหาสะท้อนถึงลักษณะของสังคมไทยในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ไว้ เช่น บรรยายความเป็นอยู่และความรู้สึกนึกคิดของสตรีชาววัง[8]:23 อีกทั้งยังปรากฏอาหาร วัฒนธรรม ความเชื่อ ค่านิยม และเครื่องมือเครื่องใช้ในยุคนั้นได้อย่างละเอียดชัดเจน[3]:117 เช่น การขับเสภา ความนิยมในการเป่ายานัตถุ์ วัฒนธรรมการกินหมาก การไว้ผมกันไร ค่านิยมไว้ฟันดำคือคนงาม หรือการใช้เทียนให้ความสว่าง มีการอธิบายสิ่งที่เป็นที่นิยมในช่วงเวลานั้น เช่น ข้าวเหนียวเหลืองหน้ากุ้ง ข้าวเหนียวสังขยา ขนมจีนน้ำยา ขนมปลากริม มีตัวละครที่เป็นคนดังของยุคนั้น เช่น ตาแจ้งถนนอาจารย์ นายมี หรือจีนยู และยังทำให้ทราบถึงภูมิความรู้ด้านประดิษฐกรรมของคนสยามยุคก่อน อย่างเช่น การทำฟันปลอมด้วยกะลามะพร้าว เป็นต้น[9]

ต้นฉบับ หม่อมเป็ดสวรรค์ ดั้งเดิมคงถูกบันทึกลงบนสมุดข่อย ตามความนิยมในช่วงเวลานั้น[10]:45 กระทั่งธนิต อยู่โพธิ์ อธิบดีกรมศิลปากรในขณะนั้น ค้นพบต้นฉบับเพลงยาวหม่อมเป็ดสวรรค์ใน พ.ศ. 2507 ได้หรีด เรืองฤทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญวรรณคดีของกรมศิลปากรได้เขียนคำอธิบายประกอบเนื้อหาไว้ด้วย[9] มีสำนักหอสมุดแห่งชาติเป็นผู้ทรงลิขสิทธิ์ และสำนักพิมพ์จะต้องขออนุญาตจากกรมศิลปากรก่อนนำไปตีพิมพ์ ทั้งนี้เคยมีการตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ตั้งแต่ พ.ศ. 2507 เป็นต้นมา และช่วงปลาย พ.ศ. 2566 ไทยพีบีเอสสนใจนำ หม่อมเป็ดสวรรค์ ไปดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ซีรีส์ โดยมีสถาพร นาควิไลโรจน์ เป็นผู้กำกับ หากออกฉายก็จะเป็นซีรีส์หญิงรักหญิงแนวย้อนยุคเรื่องแรกของประเทศไทย[11] โดยมีอัญรินทร์ ธีราธนันพัฒน์ รับบทเป็นหม่อมขำ และเฌอร์ลิษา เสรีวิบูรณ์กิจ รับบทเป็นหม่อมสุด[12]

ที่มาของเรื่อง

[แก้]
ภาพหญิงชาววังสองคนกำลังสนทนากัน

หม่อมเป็ดสวรรค์ เป็นเรื่องราวที่เรียงร้อยมาจากเรื่องจริง และตัวละครในเพลงยาวก็มีตัวตนจริง ผ่านตัวละครที่เป็นหญิงรักหญิง โดยผู้แต่งหยิบยกเรื่องส่วนตัวของหม่อมสุด และหม่อมขำ นางในสองคนที่รับราชการพระราชวังบวรสถานมงคล (หรือ วังหน้า) มาก่อน เดิมเป็นบาทบริจาริกาในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ ภายหลังเมื่อสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพทิวงคตใน พ.ศ. 2375 หม่อมสุดจึงโอนเข้าไปรับราชการในพระบรมมหาราชวัง (หรือ วังหลวง) ทำหน้าที่เป็นผู้อ่านบทกลอนก่อนบรรทมในพระตำหนักของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ซึ่งเรียกกันว่า "พระตำหนักใหญ่" เจ้าของตำหนักเป็นพระราชธิดาพระองค์โปรดในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ในเวลาต่อมาหม่อมขำจึงย้ายมารับราชการในวังหลวงในพระตำหนักใหญ่เช่นเดียวกับหม่อมสุด ทั้งสองคบหากันอย่างเปิดเผย หรือที่ศัพท์สมัยนั้นเรียกว่า "เล่นเพื่อน" เป็นที่รู้กันทั่วไปในราชสำนัก และทั้งสองก็มักจะมีเรื่องวิวาทกันเป็นประจำ ด้วยเหตุนี้ คุณสุวรรณ ซึ่งเป็นจินตกวีฝีปากดีผู้มีชื่อแห่งพระตำหนักใหญ่ จึงแต่งเพลงยาวเพื่อล้อเลียนนางข้าหลวงทั้งสองคน[7][13][14]:58 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงกล่าวถึงคุณสุวรรณเอาไว้ ความว่า[6]:63

"คุณสุวรรณเป็นจินตกวีผู้รู้รสกวีดีคนหนึ่ง แต่งบทกลอนดี ทั้งในเวลาสำเริงสุขและเวลาที่ทุกข์ร้อน อื่นจากเพลงยาว 2 เรื่องนี้แล้ว [คือ เพลงยาวหม่อมเป็ดสวรรค์ และ เพลงยาวเรื่องพระอาการประชวรของกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ] ยังได้แต่งบทละคอนอุณรุทร้อยเรื่องและบทละคอนเรื่องพระมะเหลเถไถไว้อีก เป็นกวีหญิงที่มีชื่อเสียงสืบมากระทั่งทุกวันนี้"

จุดประสงค์ในการแต่งเพลงยาว หม่อมเป็ดสวรรค์ คือแต่งให้ชาววังด้วยกันอ่านเล่นเป็นสนุกสนาน ส่วนหม่อมสุดและหม่อมขำจะสนุกกับเพลงยาวนี้ด้วยหรือไม่ ยังไม่เป็นที่ทราบ แต่เรื่องราวของทั้งสองยังปรากฏต่อใน เพลงยาวเรื่องพระอาการประชวรของกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ซึ่งเป็นผลงานของผู้แต่งคนเดียวกัน คือคุณสุวรรณ[10]:44 ขณะที่เว็บไซต์ของ นามานุกรมวรรณคดีไทย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ให้ข้อมูลว่า เพลงยาวเรื่องหม่อมเป็ดสวรรค์ ไม่ปรากฏนามผู้แต่ง[2]

อย่างไรก็ตามการกระทำของหม่อมสุดและหม่อมขำ ถือเป็นการละเมิดกฎมนเทียรบาล มาตรา 124 วรรคสอง ระบุว่า "อนึ่งสนม กำนัลคบผู้หญิงหนึ่งกันทำดุจชายเปนชู้เมียกัน ให้ลงโทษด้วยลวดหนัง ๕๐ ที ศักฅอประจานรอบพระราชวัง ทีหนึ่งให้เอาเปนชาวสดึง ทีหนึ่งให้แก่พระเจ้าลูกเธอหลานเธอ"[7][14]:67 แม้จะผิดครรลองของราชสำนัก แต่กรณีของทั้งสองได้รับการผ่อนปรน เพราะถือว่ามิใช่ความผิดร้ายแรง อีกทั้งกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพเองก็มิทรงถือโทษกับพฤติกรรม "เล่นเพื่อน" ของทั้งสอง ทรงชุบเลี้ยงอย่างดีเป็นที่โปรดปราน และมีพระเมตตากับทั้งสองมาโดยตลอด[5][7] ครั้งหนึ่งหม่อมสุดและหม่อมขำเคยทะเลาะกันจนลูกกรงไม้สักที่เฉลียงในพระตำหนักใหญ่หัก ทว่าหลังทั้งสองให้การสารภาพผิด กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพก็มิทรงเอาความ แล้วให้ทหารในมาซ่อมแซมเฉลียงใหม่[13]

เนื้อเรื่อง

[แก้]

ช่วงต้น

[แก้]

ตอนต้นของเรื่องเริ่มจากการอธิบายความเป็นมาของหม่อมสุดและหม่อมขำ ซึ่งเป็นตัวละครหลัก โดยให้ข้อมูลเพียงว่าทั้งสองเคยรับราชการเป็นบาทบริจาริกาหรือนางห้ามในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ จนกระทั่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลเสวยทิวงคต ทั้งสองจึงตกพุ่มหม้าย และเริ่มสานสัมพันธ์แบบหญิงรักหญิง หรือที่เรียกว่า "เล่นเพื่อน" ดังปรากฏในกลอน ความว่า[1]:73[6]:7

เจ้านายฝ่ายในประทับอยู่บนพระวอ มีนางข้าหลวง บ่าว และทหารในตามเสด็จ
ภาพหญิงนางใน
๏ จะกล่าวถึงหม่อมสุดนุชนาฏ เป็นข้าบาทพระราชวังบวรสถาน
เป็นหม่อมห้ามขึ้นระวางนางอยู่งาน ครั้นเสด็จเข้าพระนิพพานล่วงลับไป
คิดถึงพระเดชพระคุณให้มุ่นหมก แสนเศร้าเปล่าอกตกเป็นหม้าย
ได้แต่เห็นหน้าหม่อมขำคอยช้ำใจ รักใคร่แนบข้างไม่ห่างทรวง

ต่อมาหม่อมสุดได้โอนย้ายไปรับราชการอยู่ในพระบรมมหาราชวัง หรือที่เรียกว่า "พระวังหลวง" ในพระตำหนักของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ที่เรียกกันว่า "พระตำหนักใหญ่" ภายหลังหม่อมสุดได้ชักชวนให้หม่อมขำมาทำงานอยู่ในพระวังหลวงด้วยกัน ที่สุดหม่อมขำได้ถวายตัวต่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้หม่อมขำไปรับราชการอยู่ที่พระตำหนักใหญ่ด้วยกันกับหม่อมสุด[1]:75[6]:8 ชีวิตใหม่ในพระตำหนักใหญ่ของหม่อมสุดและหม่อมขำนั้นไปได้สวย เพราะกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพโปรดปรานทั้งคู่ โดยระบุในกลอนว่า "ในเสด็จใช้นางอย่างผู้ดี" และกล่าวอีกว่าหม่อมขำได้แต่งตัวสวยเหมือนสาวน้อยอยู่ตลอด กระนั้นหม่อมขำนั้นเสียฟันไปแล้วหลายซี่ จึงต้องใส่ฟันปลอมที่ทำจากกะลามะพร้าว ปรากฏในกลอน ความว่า[1]:76[6]:8

ฝ่าพระบาทจึ่งพระราชทานนาม ยกจากห้ามขึ้นเป็นจอมเรียกหม่อมเป็ด
ริมฝีปากสู้เอากระเหม่าเช็ด ในเสด็จใช้นางอย่างผู้ดี
หมั่นผัดพักตร์ผิวผ่องละอองหน้า แต่ทันตาอันตรายไปหลายซี่
ประจงจัดตัดกะลาที่หนาดี ใส่เข้าที่แทนฟันทุกอันไป
ที่ไม่รู้ดูเหมือนกับสาวน้อย กระชดกระช้อยเจรจาอัชฌาสัย
คุณสุดสุดสวาทจะขาดใจ แต่เวียนไปเวียนมาทุกราตรี

ข้างหม่อมสุดเองก็เป็นคนรู้หนังสือดี มีฝีปากดี มีไหวพริบในเชิงกาพย์กลอน ผู้แต่งได้กล่าวชมเชยหม่อมสุดว่าเก่งกว่านักเลงกลอนที่เป็นชายบางคน ไว้ว่า "ถึงนายแฟงนายคงครูสู้ไม่ได้"[1]:77[6]:9 กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพจึงให้หม่อมสุดอ่านหนังสือพระราชนิพนธ์ก่อนบรรทมเป็นประจำทุกคืน แต่หม่อมสุดนั้นชอบเล่นเพื่อนกับหม่อมขำ มีคืนหนึ่งหม่อมสุดอ่านหนังสือพระราชนิพนธ์ถวายกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ สำคัญว่าเจ้านายบรรทมแล้ว ก็ดับเทียนเอาผ้าคลุมกอดจูบกับหม่อมขำชุลมุนวุ่นวายอยู่ที่ปลายพระบาท ขณะนั้นกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพยังไม่บรรทม และทอดพระเนตรเห็นพฤติการณ์ของทั้งคู่ พระองค์จึงประทานชื่อแก่หม่อมสุดว่า "คุณโม่ง" เพราะนำผ้ามาคลุมโปงเล่นเพื่อน ส่วนหม่อมขำเองก็ชอบเดินส่ายกิริยาเหมือนเป็ด จึงพระราชทานนามว่า "หม่อมเป็ด" ดังปรากฏในกลอน ความว่า[1]:78–79[6]:9

ครั้นพระองค์ทรงพลิกพระกายกลับ หมายว่าพระบรรทมหลับสนิทนิ่ง
ก็สมจิตคิดไว้ใจประวิง ก็คลานชิงกันขยับดับเทียนชัย
เข้าชุลมุนวุ่นวายอยู่ปลายพระบาท ก็คิดคาดเอาว่าคนหาเห็นไม่
จึ่งกระทำเอาแต่อำเภอใจ ด้วยแสงไฟมืดมิดไม่มีโพลง
กระซุบกระซิบซุ่มกายอยู่ปลายพระบาท อุตลุดอุดจาดทำอาจโถง
เอาเพลาะหอมกรอมหุ้มกันคลุมโปง จึ่งเรียกว่าคุณโม่งแต่นั้นมา
ข้างหม่อมเป็ดเสด็จท่านโปรดปราน ได้ประทานเปลี่ยนนามตามยศถา
เพราะเดินเหินโยกย้ายส่ายกิริยา จึ่งชื่อว่าหม่อมเป็ดเสด็จประทาน

ช่วงกลาง

[แก้]

ครั้งหนึ่งหม่อมขำชวนข้าของเสด็จในกรมลงแพว่ายน้ำที่พระตำหนักแพ (ปัจจุบันคือท่าราชวรดิฐ) แล้วเรียกเรือขายขนมจีนเพื่อซื้ออาหารรับประทานเล่น หม่อมขำซื้อของมากินหลายอย่าง ในท้องกลอนระบุไว้ว่า "ทั้งห่อหมกนกคั่วใบบัวอ่อน ทอดมันจันลอนไว้หนักหนา" เมื่อรับประทานมากเข้า สักพักหนึ่งหม่อมขำก็ปวดท้อง แต่มิกล้าบอกใครเพราะกระดากอาย อีกสักพักหนึ่งท้องไส้ก็ปั่นป่วนจนหม่อมขำอดทนไม่ไหว ก็รีบวิ่งไปสรีร์สำราญ แต่ปรากฏว่าไปไม่ทัน หม่อมขำทำอุจจาระเล็ดราดไปตามทาง หลังจากนั้นหม่อมขำจึงซื้อขนมเป็นกำนัลให้ตาเฒ่าที่เฝ้าตำหนักใช้ให้ไปทำความสะอาดแทนให้สิ้นกลิ่น แล้วห้ามตาเฒ่านำเรื่องนี้ไปแพร่งพรายแก่ผู้ใด[1]:80[6]:10 ต่อมาหม่อมขำนั่งเล่นไพ่กับกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ และข้าของเสด็จในกรมอีกหลายคน หลังเล่นไปแล้วหลายกระดาน หม่อมขำก็ปวดท้องหนักจนทนไม่ไหว จึงรีบถวายบังคมออกไปสรีร์สำราญ เมื่อปลดทุกข์เรียบร้อยดีแล้ว หม่อมขำเกิดหิวขึ้นมา ก็ลอบนำผลทุเรียนและเม็ดบัวมารับประทาน แต่เคี้ยวไม่เข้าเพราะใช้ฟันปลอม และเหลือฟันแท้ไว้ขบอาหารน้อยซี่ หม่อมขำจึงนำเนื้อทุเรียนและเม็ดบัวไปตำในตะบันให้แหลก ด้วยสำคัญว่าไม่มีใครเห็น แต่ปรากฏว่าลุงทองจีนเห็นพฤติการณ์ทั้งหมด ก็ถามหม่อมขำว่า "อะไรในตะบัน" หม่อมขำตอบว่า "ตะบันหมากกินดอกจ๊ะลุงจ๋า" ลุงทองจีนก็ว่า "อันคนแก่ตะบันหมากมากด้วยกัน แต่ซึ่งตะบันทุเรียนหามีไม่ ผลบัวก็ตะบันขันสุดใจ น่าจะใคร่ศึกษาเป็นอาจารย์"[1]:82–83[6]:11

หม่อมขำมีปัญหากับฟันปลอมเป็นประจำ ครั้งหนึ่งหม่อมขำกำลังเจรจากับหลวงนายศักดิ์อย่างออกรส จนทำฟันปลอมของตนกระเด็นตกลงหน้าหลวงนายศักดิ์เพราะไหมที่ผูกไว้กับฟันนั้นเปื่อย หลวงนายศักดิ์ก็ทักถามทันที หม่อมขำก็อ้างว่าหมากกระเด็นออกจากปากเพราะบ่าวตะบันไม่ใคร่แหลก แล้วแก้เกี้ยวด้วยการหันไปเอ็ดบ่าวของตัว แล้วรีบผูกฟันปลอมเข้ากับปากให้เรียบร้อย[1]:84[6]:11–12 วันหนึ่งหม่อมขำเข้าออเซาะหม่อมสุดว่าอยากได้ของเปรี้ยวหวานไว้กิน หม่อมสุดก็ว่ามีของกินในห้องของตน หม่อมขำจึงรีบเข้าไปหาของกินในห้องของหม่อมสุด ก็พบกับก้อนเกลือสินเธาว์ก้อนใหญ่ไว้ทำยา แต่หม่อมขำเข้าใจว่าเป็นขัณฑสกร เมื่อรับประทานเข้าไปมีรสเค็มก็พาลโกรธหม่อมสุด แม้หม่อมสุดจะปลอบเท่าไร หม่อมขำก็ยิ่งโกรธแกล้งแสร้งสำออย หยิกตีตะกายหม่อมสุด ประกาศตัดขาดจากกัน ด่าทอประชดประชัน และทวงสิ่งของของกันและกันจนเรื่องราววุ่นวายใหญ่โต แต่พอตกดึกทั้งสองก็คืนดีกัน[1]:85–89[6]:12–14

เมื่อคราวจางวางหมอได้เข้ามาถวายการรักษากรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ โดยมีหม่อมขำคอยถวายรายงานพระอาการของเสด็จในกรม เมื่อจางวางหมอถวายการรักษาเสร็จเรียบร้อยแล้ว หม่อมขำก็เพ็ดทูลอาการของตัวว่าปวดศีรษะและมึนศีรษะมาช้านาน จางวางหมอตัดสินพระทัยเป่ายานัตถุ์ให้หม่อมขำ แต่ด้วยฤทธิ์ของยานัตถุ์ทำให้หม่อมขำจามออกมาอย่างแรง จนฟันปลอมของตนกระเด็นตกลงต่อหน้าพระพักตร์จางวางหมอ จางวางหมอก็ทรงพระสรวล แล้วชมว่ายานัตถุ์ของพระองค์นี้ดีนัก หม่อมขำรีบแกล้งไถลตัวออกจากที่ด้วยกระดากอายยิ่งนัก[1]:89–90[6]:14

น้ำตาไหลไอจามศีรษะฟัด จนฟันพลัดตกเปาะจำเพาะพักตร์
กรมหลวงทรงทอดพระเนตรมา เห็นกะลาทำฟันให้ขันหนัก
แล้วก็ทรงพระสรวลสำรวลคัก หม่อมอายนักก้มหน้าไม่พาที
เสด็จตรัสว่ายานัตถุ์ดีขยัน แต่ฟันคนเจียวยังหลุดออกจากที่
นี่หรือโรคจะไม่คลายหายดี บัดเดี๋ยวนี้ก็จะหายไปคล้ายฟัน
หม่อมเป็ดอายเสด็จไม่อยู่ได้ แกล้งไถลเลื่อนหลีกไปจากนั่น

ต่อมาเป็นเนื้อหาที่ผู้แต่ง คือคุณสุวรรณ อุทธรณ์ว่าตนเองมิใช่คนที่นำเรื่องลับของหม่อมขำไปแพร่งพรายเพียงผู้เดียว โดยได้กล่าวซัดทอดคุณชีเหม ลุงทองจีน หลวงนายศักดิ์ นายผึ้ง ตาแจ้ง ส่วนคุณสุวรรณนั้นอ้างว่าตนได้ยินได้ฟังมาจากคนที่ตำบลถนนอาจารย์เล่าลือเรื่องเก่าเรื่องแก่ของหม่อมขำ และกล่าวอีกว่ามีตาแจ้งกับนายมีเข้าไปขับเสภาล้อเลียนหม่อมขำในพระตำหนักใหญ่ เมื่อหม่อมขำได้ฟังก็รู้สึกละอายใจลุกออกจากที่ แล้วไปนั่งอยู่ที่เก๋งเสวยพลางบ่นว่า เบื่อตาแจ้งนายมีมาเห่าหอนดั่งหมาเดือนสิบสอง พอถึงเวลาอาหารค่ำ อีเปียได้เข้าไปชักชวนหม่อมขำเข้าไปร่วมวงรับประทานอาหารด้วยกัน แต่หม่อมเป็ดกล่าวกับอีเปียว่า "พี่เสียใจ ไม่ไปกินแล้วของคาวหวาน" จนลุงทองจีนตามหม่อมขำไปรับประทานอาหารด้วยกัน หม่อมขำเกรงใจลุงทองจีนแล้วกล่าวว่าจะตามเข้าไป จากนั้นหม่อมขำรู้สึกปวดท้องหนักก็รีบเข้าไปอุจจาระที่สรีร์สำราญ เมื่อขับถ่ายเสร็จก็พบหม่อมสุดเดินมาพอดี หม่อมสุดชวนไปรับประทานข้าวมันด้วยกัน หลังรับประทานอาหารเสร็จ ยายปาน ลูกบุญธรรมของหม่อมขำก็ออกปากชมตาแจ้งว่าขับเสภาได้ดี ทั้งขับได้ไพเราะ และตลกมากเสียด้วย ฝ่ายหม่อมขำได้ยินดังนั้นก็โกรธ พลางกระทืบเท้าแล้วพูดว่า "ออปานลูกมึงจะถูกไม้เรียวรึ คนอะไรไม่มีอัธยา อย่ามานั่งอยู่ที่กูดูไม่ได้"[1]:97–98[6]:14–18 ตกดึกคืนนั้นหม่อมขำเรียกให้แพทย์วาโยมานวดให้ แต่หม่อมสุดบอกว่าจะนวดให้แทน ระหว่างนั้นหม่อมขำก็กล่าวว่าตนเจ็บใจที่คุณชีเหมเอาเรื่องไม่ดีของตนไปไขแก่ผู้อื่นในพระตำหนักจนตนรู้สึกอับอาย หม่อมสุดปลอบประโลมว่าตนเข้าใจหม่อมขำ หม่อมสุดกล่าวอีกว่า หากใครไม่ดีต่อเราให้ตัดออกไป ส่วนใครที่ว่าร้ายก็ไม่ต้องไปโต้ตอบให้นิ่งเสีย จากนั้นทั้งสองก็ผล็อยหลับไป[1]:98–99[6]:18

ช่วงท้าย

[แก้]
ภาพสตรีกำลังใส่บาตร

หม่อมสุดเข้ามานอนที่ห้องของหม่อมขำหลายคืนแล้ว และตัวหม่อมขำเองก็ยังไม่กล้าออกไปสู้หน้าใครข้างนอก เพราะยังชอกช้ำกับเสภาของตาแจ้งนายมีอยู่ ทั้งยังพาลโกรธข้าคนอื่นในตำหนักอยู่หนักหนา ในเวลาต่อมาก็มีการขับเสภาในพระตำหนักอีกครั้ง ตาแจ้งนายมีก็ขับเกริ่นเรื่องราวของหม่อมขำอีก หม่อมขำกับหม่อมสุดซึ่งหนีไปนั่งอยู่ที่เฉลียงได้ยินเสภาดังนั้นก็โกรธอีก หม่อมขำกล่าวว่า "เกลียดตาแจ้งบ้า เฝ้าขับเรื่องเราร่ำไปได้ ไม่รู้แล้วรู้รอดสอดพิไร เฝ้าค่อนขอดแคะไค้เจ็บใจจริง" พอเสภาจบตอนพลบค่ำ คนก็เดินมาที่หน้าเฉลียง หม่อมขำอับอายจึงจะลุกวิ่งออกไปไกล ๆ หม่อมสุดก็รั้งตัวไว้บอกว่าให้นั่งนิ่ง ๆ ไม่เป็นอะไรหรอก เพราะเราไม่ได้ทำอะไรผิด แต่หม่อมสุดกลับไปบอกอีกว่า ไม่ให้หม่อมขำไปโกรธตาแจ้งเลย เพราะหม่อมสุดก็ชอบตาแจ้งเหมือนกัน เมื่อหม่อมขำได้ยินดังนั้นก็โกรธหม่อมสุดเป็นฟืนเป็นไฟ แล้วทะเลาะกันกับหม่อมสุด ลุงทองจีนขึ้นมาห้ามปรามทั้งคู่ แต่ทั้งหม่อมสุดและหม่อมขำก็วิ่งหนีซ่อนตัวด้วยความอับอาย วิ่งวนเวียนไปมาจนไม้เฉลียงหักตกลงไปทั้งคู่ หม่อมสุดล้มทับหม่อมขำจนน้ำตาไหลออกมาด้วยความเจ็บปวด จากนั้นทั้งสองแสร้งทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วคืนนั้นทั้งสองก็นอนกอดกันอย่างเป็นสุข[1]:100–103[6]:19–20 รุ่งขึ้นกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพทรงตรัสหาหม่อมเป็ดสวรรค์ว่าเหตุใดไม้ตรงเฉลียงจึงหักเช่นนั้น หม่อมขำอ้างว่าเมื่อคืนคนฟังเสภาเยอะมาก เฉลียงเลยรับน้ำหนักไม่ไหวจึงหักลง กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพสดับคำแก้ตัวของหม่อมเป็ดดังนั้น ก็ทรงตวาดด้วยพระสุรเสียงอันดังว่า ทรงทราบความจริงทั้งหมดอยู่แล้ว ใยหม่อมเป็ดยังคิดโกหกเช่นนี้อีก หม่อมขำเองเกรงราชทัณฑ์ จึงก้มลงกราบออกรับสารภาพต่อกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ แล้วกล่าวอีกว่าหากตาแจ้งมาขับเสภาต่อว่าตนเองอีก จะไม่โกรธขึ้งดังนี้อีก ดังปรากฏในกลอน ความว่า[1]:103–105[6]:20

พระทรงฟังกริ้วกราดตวาดดัง ชะเจ้าช่างเบือนบิดคิดแก้ไข
จะแกล้งมาพูดบิดคิดเลี้ยวลด เขารู้พยศเจ้าทุกอย่างมาพรางกัน
หม่อมเป็ดได้ฟังรับสั่งกริ้ว ทำหน้าจิ๋วร้อนจิตคิดพรั่น
ใจระเริ่มรัวกลัวราชทัณฑ์ อภิวันท์สารภาพกราบกราน
ได้พลั้งพลาดขอพระราชทานโทษ ขอพระองค์ทรงโปรดกระหม่อมฉาน
ไปเบื้องหน้าตาแจ้งถนนอาจารย์ จะขับเสภาว่าขานไม่เคืองใจ

หลังหม่อมขำสารภาพไปตามสัตย์ กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพก็ทรงยกโทษให้หม่อมขำ แล้วมีรับสั่งให้ทหารในมาซ่อมแซมเฉลียงขึ้นใหม่[1]:105[6]:20

อยู่มาวันหนึ่ง หม่อมขำใคร่จะกินข้าวเหนียวสังขยา จึงใช้ให้ยายปานลงเรือใบไปซื้อสังขยาถึงเมืองละคร โดยเตรียมกาละมังโคมใบใหญ่เป็นภาชนะใส่อาหาร หลวงนายศักดิ์เห็นแล้วก็ตกใจว่าเหตุใดภาชนะใส่อาหารถึงใหญ่เพียงนั้น เมื่อยายปานกลับมาถึงห้อง หม่อมขำก็ลุกไปหยิบกาละมังแล้วขึ้นนั่งกินบนเตียง ปรากฏว่าพอหย่อนก้นลงได้เตียงไม้สักก็หักลง ในเวลาเดียวกันนั้นหม่อมขำก็ผายลมออกมาเสียงดัง ดังปรากฏในกลอน ความว่า[1]:105–106[6]:21

ฝ่ายหม่อมนิ่งนอนคอยคอยหา เห็นปานมาผุดลุกขึ้นจากหมอน
กำลังอยากสังขยาให้อาวรณ์ ถึงเตียงหย่อนก้นกักเตียงหักพลัน
พื้นพังดังสวบเสียงกรวบกราบ เสียงก้องกาบกาบเหมือนเป็ดขัน
กับหม่อมระบายผายลมประสมกัน เหมือนเป็ดสวรรค์ที่ฉันเลี้ยงไว้วัดระฆัง

หลังจากนั้นหลวงนายศักดิ์ได้ยินเรื่องราวดังกล่าวมา เมื่อพบตัวหม่อมขำก็หัวเราะเยาะให้ ว่าหม่อมขำกินสังขยาจนเตียงหักไป หม่อมขำก็คิดเกรงว่าเรื่องจะเลยไปถึง ลุงทองจีน นายผึ้ง ตาแจ้ง และหลวงนายอีกนายหนึ่งเป็นแน่ ค่ำคืนวันนั้นที่พระตำหนักใหญ่ทำขนมจีนน้ำยา ลุงทองจีนปรามหม่อมขำเพราะหม่อมขำกินขนมจีนทีไรจะท้องไส้ปั่นป่วนทุกที แต่หม่อมขำอยากกินขนมจีนน้ำยามาก จึงอ้างกับลุงทองจีนว่ามียาแก้อยู่บนห้อง ครั้นในเวลาสี่ทุ่มหม่อมขำก็เอาขนมจีนมาคลุกเคล้ารับประทาน แต่เมื่อกินได้เพียงเจ็ดคำก็อาการกำเริบ ก็เรียกใช้ยายปานไปเอายามาตำแล้วจึงหายดีแล้วหลับไป[1]:108–110[6]:22–24 ครั้นเมื่อตื่นขึ้นมา หม่อมขำก็ชวนยายปานไปอาบน้ำด้วยกัน แต่เมื่อยายปานกำลังยกขันตักน้ำ ก็ล้มหน้าคะมำจนปากแตกหน้าซีดแล้วกรีดร้องออกมา ฝ่ายหม่อมขำเห็นเช่นนั้นก็ตกใจมาก จนตัวเองหน้ามืดล้มคว่ำลงบนอุจจาระของม้า หม่อมสุดเห็นเช่นนั้นก็ตกใจมาก รีบวิ่งมาพยาบาลทั้งสองคน เมื่อหม่อมขำได้สติสมประดี ก็นึกสงสารยายปาน เพราะไม่มียายปานใครจะขวนขวายหาหยูกยาหรือสังขยาเมืองละครมาให้ ครั้นมื่อตนเองว่างจากงานก็จะรีบขึ้นมาดูอาการยายปานอยู่เสมอ[1]:111–113[6]:23–24

อยู่มาวันหนึ่ง หม่อมสุดคิดทำข้าวเหนียวเหลืองหน้ากุ้ง แต่ไม่พบกับหม่อมขำจึงฝากของกินไว้กับลุงทองจีน ลุงทองจีนก็ทำงานทั้งวันจึงมิได้นำของกินไปให้หม่อมขำ ครั้นตกเย็นเสร็จจากงานก็ให้บ่าวยกไปให้ที่ห้องหม่อมขำ ซึ่งข้าวเหนียวเหลืองหน้ากุ้งก็บูดเน่าเหม็นโอ่เสียแล้ว แต่ด้วยความรัก แม้จะบูดอย่างไรหม่อมสุดก็ทำให้ตนด้วยความรัก หม่อมขำจึงรับประทานข้าวเหนียวบูดนั้นเอง ดังปรากฏในกลอน ความว่า[1]:113–115[6]:24–25

ก็ยกชามหยิบชิมยิ้มแผยะ ถึงบูดแฉะชั่วดีของพี่ให้
เพราะความรักชักให้อร่อยไป จนหมดชามปากไปล่ใช่พอการ
ตำราว่ารับประทานด้วยการรัก น้ำต้มฟักก็ซดเป็นรสหวาน
นี่ข้าวเหนียวบูดเหม็นไม่เป็นการ ยังรับประทานหมดได้ไม่พอพุง

ทว่าหลังจากรับประทานข้าวเหนียวบูดไปแล้ว หม่อมขำก็มีอาการปวดท้อง จึงจ้างให้ออพูมาช่วยนวดคลึงให้ทั้งคืนจวบจนอุษาสาง ฝ่ายออพูทนไม่ไหวก็หนีออกไปข้างนอกไม่กลับเข้ามาอีก ฝ่ายหม่อมสุดจึงโกรธเคืองต่อว่าออพูไว้หนักหนา และกล่าวว่าจะหักเงินค่าตัวของออพูเสียให้หมด แต่หม่อมขำรู้ตัวว่าใช้งานออพูหนักเกินไป จึงปลอบประโลมหม่อมสุดให้ใจเย็นลง[1]:115–116[6]:25

ในตอนจบ หม่อมขำฝันว่าชาวเมืองละครนำผลทุเรียนมาฝากหลายยวง และฝันอีกว่ามียายมาหยิบเอาฟันปลอมสามพวงของจีนยูมาให้หม่อมขำ พวงหนึ่งทำจากไม้มะเกลือ พวงสองทำจากกะลามะพร้าว และพวงที่สามทำจากไม้ทองหลาง เมื่อตื่นจากฝัน หม่อมเป็ดขำก็ว่าตนเองจะได้โชคลาภใหญ่เป็นแม่นมั่น[1]:116–118[6]:25–26

สิ่งที่ปรากฏในเรื่อง

[แก้]

ตัวละคร

[แก้]

ตัวละครหลัก

[แก้]
ตุ๊กตาจีนรูปหญิงไทยที่วัดเทพธิดาราม เผยให้เห็นลักษณะการแต่งกายของหญิงชาววังช่วงรัชกาลที่ 3
"จางวางหมอ"
  • หม่อมสุด หรือ คุณโม่ง เดิมเป็นนางห้ามในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ ครั้นเมื่อกรมพระราชวังบวรสถานมงคลเสวยทิวงคตแล้ว จึงย้ายมารับราชการในพระบรมมหาราชวัง ที่พระตำหนักของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ[6]:57 หม่อมสุดเป็นผู้รู้หนังสือ รู้จักเขียนกาพย์เขียนกลอน กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพจึงให้หม่อมสุดอ่านบทกลอนถวายเมื่อบรรทมเป็นประจำ หากมีกลอนตอนใดตกหล่นก็ใช้ไหวพริบแต่งแต้มกลอนนั้นจนสมบูรณ์[10]:47 หม่อมสุดมีบุคลิกเหมือนผู้ชาย สังเกตได้ว่าเป็นผู้มีฝีปากดี พูดเล่นเฮฮาไม่เกรงใจใคร[10]:47 เธอคบหาทำหน้าที่เป็นเพื่อนชายอยู่กับหม่อมขำ มีคืนหนึ่งหม่อมสุดอ่านหนังสือพระราชนิพนธ์ถวายกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ สำคัญว่าเจ้านายบรรทมแล้ว ก็ดับเทียนเอาผ้าคลุมกอดจูบกับหม่อมขำชุลมุนวุ่นวายอยู่ที่ปลายพระบาท ขณะนั้นกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพยังไม่บรรทม และทอดพระเนตรเห็นพฤติการณ์ของทั้งคู่ พระองค์จึงประทานชื่อแก่หม่อมสุดว่า "คุณโม่ง" เพราะนำผ้ามาคลุมโปงเล่นเพื่อน ตามท้องกลอนก็เรียกหม่อมสุดว่า "คุณโม่ง" อยู่เสมอ[1]:60[6]:57
  • หม่อมขำ หรือ หม่อมเป็ด เดิมเป็นนางห้ามในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ เช่นเดียวกับหม่อมสุด ภายหลังได้โอนย้ายมารับราชการในพระบรมมหาราชวัง ที่พระตำหนักของกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพตามหม่อมสุด[6]:57 หม่อมขำมีบุคลิกเป็นหญิงกระชดกระช้อยเหมือนสาวน้อย รักสวยรักงาม แต่เสียฟันไปแล้วหลายซี่ ต้องบรรจงตัดกะลามะพร้าวมาทำเป็นฟันปลอมผูกไหมเข้ากับฟันแท้[10]:47 และมักจะมีปัญหาฟันปลอมหลุดร่วงออกจากปากให้เป็นที่อับอายแก่เจ้าของอยู่เสมอ[10]:53,55 ด้วยความที่หม่อมเป็นคนรักสวยรักงาม เวลาเดินจึงไว้กิริยาจะมีจังหวะเยื้องย่างไปมาเหมือนอย่างเป็ด กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพจึงประทานชื่อให้ว่า "หม่อมเป็ด" ชาววังคนอื่นจึงพากันเรียก "หม่อมเป็ดสวรรค์" "หม่อมเป็ดขำ" หรือ "หม่อมขำเป็ด" ส่วนใน เพลงยาวเรื่องพระอาการประชวรของกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ จะเรียกว่า "คุณขำ"[1]:61[6]:57–58 ตามท้องกลอน หม่อมขำน่าจะมีลักษณะอวบอ้วน เพราะชื่นชอบการรับประทาน และการนั่งเตียงจนหัก[1]:105–106[6]:21 เอนก นาวิกมูล เสนอว่า ช่วงชีวิตหม่อมขำที่ปรากฏใน หม่อมเป็ดสวรรค์ เธอน่าจะมีอายุราว 40–50 ปี โดยประมาณ[10]:47 หม่อมขำเลี้ยงเด็กหญิงในพระตำหนักใหญ่คนหนึ่งชื่อ ยายปาน เสมือนลูกของตัว[6]:60

ตัวละครรอง

[แก้]
  • เสด็จในกรม หรือ เสด็จ คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ มีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าวิลาส เป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นเจ้าของพระตำหนักใหญ่ ซึ่งเป็นศูนย์รวมของศิลปินและกวีทั้งหลาย เพราะพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวมิทรงมีพระราชนิยมส่งเสริมศิลปินในราชสำนัก กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพมีน้ำพระทัยโอบอ้อมอารี ไม่ถือพระองค์ ทรงอุปถัมภ์ค้ำชูศิลปินและกวีไว้หลายคน[13] เข้าใจว่าเรื่อง หม่อมเป็ดสวรรค์ แต่งขึ้นเมื่อยามที่กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพยังทรงพระสำราญ แม้จะมีพระโรคมาเบียดเบียนบ้าง และผู้แต่งแต่งเรื่องด้วยอารมณ์สนุก[6]:62
  • ท้าวนก เป็นข้าราชการฝ่ายในของกรมพระราชวังบวรสถานมงคล มีตำแหน่งเป็นท้าวนาง เข้าใจว่าภายหลังได้ย้ายเข้าไปรับราชการอยู่ที่พระบรมมหาราชวังเช่นเดียวกับหม่อมสุดและหม่อมขำ[1]:62[6]:58
  • จางวางหมอ หมายถึง พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท ต้นราชสกุลสนิทวงศ์ เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รับราชการเป็นแพทย์ ถวายพระโอสถแก่เจ้านาย[1]:62[6]:58 และเคยเข้าไปถวายการรักษากรมหมื่นอัปสรสุดาเทพที่พระตำหนักใหญ่ ในตอนนั้นเองหม่อมขำเข้าไปกราบทูลว่าปวดศีรษะ กรมหลวงวงศาธิราชสนิทจึงเป่ายานัตถุ์ให้ ปรากฏว่าฤทธิ์ของยานัตถุ์ทำให้หม่อมขำจามออกมาอย่างแรง จนฟันปลอมกระเด็นตกลงหน้าพระพักตร์กรมหลวงวงศาธิราชสนิท พระองค์จึงพระสรวลด้วยความขำขัน แล้วตรัสว่า "ยานัตถุ์ฉันดีจริง ๆ ขนาดคนฟันยังหลุด แล้วโรคข้างในจะไม่หายได้ยังไง คอยสักประเดี๋ยวเถอะ โรคปวดหัวของเธอก็จะหายไปเหมือนฟันเลยทีเดียว"[10]:55
  • หลวงนายศักดิ์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายว่า หมายถึง หลวงนายศักดิ์ (ครุฑ) ต่อมาได้ขึ้นเป็น เจ้าพระยายมราช (ครุฑ) ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว[1]:63[6]:58 ต้นตระกูลเป็นชาวเขมร ก่อนหน้านี้เคยรับราชการเป็นข้าหลวงในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยมาก่อน[15]:139 หม่อมขำเคยทำฟันปลอมร่วงลงต่อหน้าหลวงนายศักดิ์ เมื่อหลวงนายศักดิ์ถามว่าอะไรร่วง หม่อมขำก็บ่ายเบี่ยง อ้างว่าเป็นดอกหมากกระเด็นออกจากปาก พลางหันไปด่าบ่าวว่าตำดอกหมากไม่แหลก[10]:53
  • คุณรับสั่ง เป็นสตรีชั้นสูงและรับราชการเป็นนางสนองพระโอษฐ์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายว่า หมายถึง เจ้าคุณหญิงต่าย หรืออีกชื่อว่า เจ้าคุณปราสาท[1]:63[6]:59 เป็นธิดาของเจ้าพระยาอรรคมหาเสนา (บุนนาค) กับเจ้าคุณพระราชพันธุ์นวล นับเป็นลูกพี่ลูกน้องของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โดยชื่อ "คุณรับสั่ง" ตรงกับชื่อตำแหน่ง "ผู้รับสั่ง" ซึ่งเป็นข้าราชการฝ่ายในชั้นสูงที่ชราภาพ ทำหน้าที่บอกขานราชการที่พระมหากษัตริย์มีพระราชดำรัสสั่ง[16]
  • ตาแจ้งวัดระฆัง หรือ ตาแจ้งถนนอาจารย์ คือ ครูแจ้ง เป็นจินตกวีผู้มีปฏิภาณคนหนึ่ง มีโวหารโลดโผนหยาบคาย[17] กระนั้นยังได้รับคำชื่นชมว่าเป็นผู้ฉลาดในบทกลอน ทั้งกระบวนกลอนแต่งและกระบวนกลอนสดจนเป็นที่ร่ำลือ ตาแจ้งขับเสภาคู่กันกับนายมีที่พระตำหนักใหญ่ ทั้งสองมักขับเสภายกความในของหม่อมขำมาไขในที่แจ้ง จนหม่อมขำเอือมระอา[1]:64[6]:59 อย่างไรก็ตาม ครูแจ้งได้แต่งเสภาในเรื่อง ขุนช้างขุนแผน เอาไว้หลายตอน ทำให้มีชื่อเสียงมาก[17]
  • นายมี ต่อมาคือ หมื่นพรหมสมพัตสร (มี) เป็นอีกหนึ่งจินตกวีผู้มีชื่อเสียง เขาเป็นผู้แต่ง นิราศพระแท่นดงรัง นิราศเดือน และ นิราศสุพรรณ เขาเข้าไปขับเสภาที่ตำหนักกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ โดยจะขับเสภาคู่กับครูแจ้ง ก็มักจะหยิบยกเอาเรื่องราวของหม่อมขำมาไขในที่แจ้ง ตอดกันคนละที จนหม่อมขำเอือมระอา[1]:64[6]:59
  • แพทย์วาโย มีราชทินนามว่า ขุนวาโย เป็นหมอนวด[1]:65[6]:60
  • คุณชีเหม หรือ คุณเหม เป็นหญิงสูงศักดิ์ผู้หนึ่ง ฝักใฝ่อยู่กับกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ[1]:65[6]:60 ท่านชอบนำเรื่องของหม่อมขำไปเล่าแก่ผู้อื่นนอกพระตำหนัก[1]:93–94[6]:15–16
  • จีนยู เป็นช่างทำฟันที่มีชื่อเสียงมากในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว หม่อมขำชอบใช้ฟันปลอมของจีนยู[1]:65[6]:60
  • ลูกปาน หรือ ยายปาน เด็กหญิงในพระตำหนักใหญ่ หม่อมขำเลี้ยงเป็นลูก[6]:21,60
  • ลุงทองจีน ชายสูงวัย เป็นข้าในพระตำหนักกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ผู้เห็นว่าหม่อมขำเอาทุเรียนและเม็ดบัวใส่ตะบันหมากให้ละเอียด เพราะหม่อมขำเหลือฟันแท้ไว้ขบอาหารน้อยซี่ จึงแก้เกี้ยวลุงทองจีนว่าตะบันดอกหมากกิน ลุงทองจีนจึงหัวเราะแล้วกล่าวว่า "น่าจะใคร่ศึกษาเป็นอาจารย์"[1]:91[6]:11 ลุงทองจีนเป็นอีกหนึ่งตัวละครที่มักนำเรื่องของหม่อมขำไปเล่าแก่คนนอกตำหนัก[1]:93–94[6]:15–16
  • ยายมา พระพี่เลี้ยงในพระตำหนักกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ[1]:118[6]:26
  • นายผึ้ง ข้าในพระตำหนักกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ[1]:94[6]:16 และเป็นเพื่อนบ้านของคุณสุวรรณ[1]:83[6]:15 มีบุคลิกพิเศษคือมีตาโปน ซึ่งหม่อมขำเรียกว่า "นายผึ้งตาพอง"[1]:108[6]:22 เขามักเอาเรื่องหม่อมขำไปเล่าให้คนนอกพระตำหนักฟัง[1]:93–94[6]:15–16
  • หนูลิ้นจี่ ข้าในพระตำหนักกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ[1]:89[6]:18
  • อีเปีย ข้าในพระตำหนักกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ[1]:96[6]:17
  • ออพู เป็นบ่าวในพระตำหนักกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ปรากฎเป็นคนนวดให้หม่อมขำในมุ้ง ซึ่งขณะนั้นกำลังปวดท้องเพราะกินข้าวเหนียวบูด แต่หม่อมขำให้ออพูนวดต่อเนื่องยาวนานจนรุ่งสาง ออพูทนไม่ไหวจึงหนีออกไป หลังจากนั้นหม่อมสุดได้ต่อว่าและริบเงินค่าตัวของออพูไว้ แต่หม่อมขำรู้ตัวว่าใช้งานออพูหนักเกินไป จึงพูดปลอบให้หม่อมสุดใจเย็นลง[1]:115–116[6]:25

สถานที่

[แก้]
"พระวังหลวง" ในอดีต

เครื่องใช้

[แก้]
การนุ่งผ้าสมปักแสดงถึงยศศักดิ์ของผู้สวม
  • ผ้าละว้า คือผ้าฝ้ายทอมือ โบราณนิยมใช้ทำผ้าห่อศพ แต่หม่อมขำหาผ้าดี ๆ ไม่ได้ จึงต้องนำผ้าละว้าของคนลาวมาคลุมวอของตน แลดูเป็นเรื่องขบขันไป[3]:123
  • ฟันกะลา คือฟันปลอมของคนสมัยก่อน ทำจากกะลามะพร้าวมาเจียนให้มีรูปเหมือนฟันแล้วหาวิธีใส่ เช่นผูกฟันปลอมเข้ากับฟันแท้ คนที่มีฐานะดีจะจ้างช่างทองทำฟันทองให้[3]:123
  • ตะบัน มีลักษณะคล้ายครกแต่เป็นแท่งยาวทรงกระบอก มีขนาดเล็ก ใช้ตำหมากก่อนเคี้ยว[3]:123 ประกอบด้วยส่วนประกอบสามอย่าง ได้แก่ "ตะบันหมาก" คือแท่งกลวงทรงกระบอก มีไม้กลมอุดใต้กระบอกเรียกว่า ดาก, "ลูกตะบัน" มีลักษณะเป็นแท่งยาวมีด้ามจับ ปลายแหลมคม ใช้สำหรับตำหมาก และ "สาก" แท่งเหล็กยาวผอม ใช้ตำอัดหมากให้แหลกให้แน่น[20]
  • ผ้าสมปัก คือผ้านุ่งที่ขุนนางได้รับพระราชทานจากพระมหากษัตริย์ ใช้เป็นเครื่องแสดงเกียรติยศ นุ่งเมื่อเข้าเฝ้าเจ้านาย[3]:124 เป็นคำยืมจากภาษาเขมรว่า "ซ็อมปอต" (សំពត់, สํปต) แปลว่าผ้าสำหรับนุ่ง ไม่ได้มีความหมายเฉพาะอย่างไทยใช้[21]:7
  • แป้งหิน หมายถึงแป้งร่ำ เครื่องประทิ่นชนิดหนึ่ง ซึ่งมีอยู่สองชนิด อย่างแรกคือแป้งร่ำที่ทำจากทรายเกลือ ทำจากน้ำทะเลชั้นทรายเกลือมาคั่วให้สุกจะได้แป้งขาวบริสุทธิ์ ส่วนอีกชนิดคือแป้งร่ำที่ทำมาจากดินสอพอง มีสีขุ่นกว่าทรายเกลือ แต่เป็นที่นิยมมากเพราะหาได้ง่ายและราคาถูก[3]:124
  • กระเหม่า คือละอองเขม่าสีดำเกิดจากควันไฟผสมน้ำมันตานี หรือน้ำมันเหนียวอื่น ๆ ที่อบร่ำจนหอม ผสมปูนเล็กน้อย ใช้วาดคิ้วให้ได้รูปและแต่งไรผมของหญิงสมัยก่อน[3]:124–125
  • ฝางเสน คือเนื้อไม้จากแก่นฝาง นำไปต้มดื่ม มีสรรพคุณคือแก้ท้องเสีย บำรุงโลหิต แก้ร้อนใน ขับเสมหะ นอกจากนี้ยังใช้น้ำจากแก่นฝางย้อมผิวพร้อมกับทาขมิ้นให้ผิวขาวออกเหลืองตามคตินิยม[3]:125
  • หมึกหอม คือขี้ผึ้งหรือสีผึ้งหอม ใช้ทาริมฝีปากให้ชุ่มชื่นในหน้าหนาว และทำให้น้ำหมากไม่จับปาก[3]:125
  • กระแจะจันทร์ คือ กระแจะจันทน์ เป็นประทิ่นชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็นแป้งหอมทาผิว ทำจากเปลือก เนื้อไม้ ราก และน้ำฝนของต้นกระแจะมาใช้เป็นวัตถุดิบ บดรวมกับเครื่องหอมต่าง ๆ ได้แก่ แป้งร่ำ กำยาน ลูกจัน ชะมดเช็ด[3]:126
  • ผ้าร่ำ หมายถึงผ้าที่ผ่านกรรมวิธีอบร่ำให้หอม โดยใช้เครื่องหอมจำพวกยางไม้ กำยานเนื้อไม้ หรือดอกไม้ ใส่ในตะคันเผาไฟ ให้เกิดควันและกลิ่นหอมระเหยออกมา การร่ำผ้านั้นจะต้องทำซ้ำหลายครั้งเพื่อให้กลิ่นหอมติดทนนาน[3]:126

อาหาร

[แก้]
  • ห่อหมก เป็นหนึ่งในอาหารที่หม่อมขำซื้อจากเรือขนมจีนที่ท่าราชวรดิฐ กินมากจนปวดท้อง เข้าสรีร์สำราญไม่ทัน[1]:80[6]:10
  • นกคั่ว เป็นหนึ่งในอาหารที่หม่อมขำซื้อจากเรือขนมจีนที่ท่าราชวรดิฐ กินมากจนปวดท้อง เข้าสรีร์สำราญไม่ทัน[1]:80[6]:10
  • ใบบัวอ่อน เป็นผักที่ใช้แนมนกคั่ว[3]:120
  • ทอดมัน เป็นหนึ่งในอาหารที่หม่อมขำซื้อจากเรือขนมจีนที่ท่าราชวรดิฐ กินมากจนปวดท้อง เข้าสรีร์สำราญไม่ทัน[1]:80[6]:10
  • จันลอน ปัจจุบันเรียกว่า แจงลอน หรือจังลอน คือเนื้อปลาโขลกกับรากผักชี กระเทียม ปั้นเป็นก้อนเสียบไม้ปิ้งไฟ[3]:120 เป็นหนึ่งในอาหารที่หม่อมขำซื้อจากเรือขนมจีนที่ท่าราชวรดิฐ กินมากจนปวดท้อง เข้าสรีร์สำราญไม่ทัน[1]:80[6]:10
  • หมากพลู เป็นของรับประทานเล่นของคนในยุคนั้น[3]:120 ทำให้ฟันดำสวยงาม
  • ทุเรียน เป็นผลไม้โปรดของหม่อมขำ โดยเฉพาะทุเรียนจากเมืองละคร หม่อมขำใส่ฟันปลอมที่ทำจากกะลาทำให้ขบเคี้ยวได้ยาก จึงนำไปตำในตะบันก่อนนำไปรับประทาน[1]:91[6]:11
  • ผลบัว คือ เม็ดบัวฉาบหรือเม็ดบัวผัดเข้ากับน้ำตาลโตนด ตัดด้วยรสเค็มอีกเล็กน้อย เป็นของรับประทานเล่น[3]:120 หม่อมขำใส่ฟันปลอมที่ทำจากกะลาทำให้ขบเคี้ยวได้ยาก จึงนำไปตำในตะบันก่อนนำไปรับประทาน[1]:91[6]:11
  • ปลากริม คือแป้งปั้นไปต้มกับน้ำ ก่อนนำไปเคี่ยวกับน้ำตาลปึก มีรสออกหวาน สีน้ำตาล นิยมรับประทานคู่กันกับขนมไข่เต่า เมื่อมาประสมรวมกันเรียกว่าขนมแชงม้า[22][23]
  • ลังเล็ด คือ นางเล็ด ทำจากข้าวเหนียวตากแห้งก่อนนำไปทอด แล้วราดด้วยน้ำอ้อย[3]:121
  • ข้าวมัน คือ ข้าวสารหุงด้วยหางกะทิ[24] หรือใช้ข้าวสวยมูนด้วยกะทิ[25] ปรุงรสด้วยเกลือ และอาจใส่ใบเตยเพื่อเพิ่มกลิ่นหอม[24] นิยมรับประทานคู่กับแกง[25] หรือรับประทานเป็นสำรับ เช่น ข้าวมันส้มตำ[24]
  • ขนมจีนน้ำยา เป็นอาหารที่หม่อมขำไม่ถูกโรค แต่ก็อยากกิน[1]:108–110[6]:22–24
  • ขนมทอง ในท้องกลอนไม่ได้ระบุชัดเจนว่าเป็นขนมทองชนิดไหน อาจเป็นทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ทองม้วน ทองพับ หรือทองฟู (คือขนมตาล)[3]:121
  • ข้าวเหนียวสังขยา เป็นอาหารที่หม่อมขำอยากรับประทานมาก ใช้ให้ยายปานนำกาละมังโคมไปซื้อถึงเมืองละคร หม่อมขำกินจนเตียงไม้สักหักลงมาพลางผายลมเสียงดังลั่น[1]:105–106[6]:21
  • ข้าวเหนียวเหลืองหน้ากุ้ง คือข้าวเหนียวมูนแต่งสีและกลิ่นด้วยขมิ้น ส่วนหน้ากุ้งทำมาจากกุ้งสับผัดกับมะพร้าวคั่ว ปรุงรสด้วยน้ำตาล พริกไทย เกลือ ผักชี[3]:122 เป็นอาหารที่หม่อมสุดตั้งใจทำให้กับหม่อมขำ แต่ทว่าบูดเน่าไปเสียก่อน กระนั้นหม่อมขำก็รับประทานเสียจนเกลี้ยง[1]:113–115[6]:24–25

การเผยแพร่

[แก้]

การตีพิมพ์

[แก้]
ลักษณะของสมุดข่อย สันนิษฐานว่าต้นฉบับดั้งเดิมของ หม่อมเป็ดสวรรค์ คงมีลักษณะเช่นนี้

หม่อมเป็ดสวรรค์ ถูกนำมาตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อไรไม่ปรากฏหลักฐาน แต่คาดว่าต้นฉบับเดิมคงถูกบันทึกลงบนสมุดข่อย ตามความนิยมในช่วงเวลานั้น[10]:45 กระทั่งธนิต อยู่โพธิ์ อธิบดีกรมศิลปากรในขณะนั้น ได้ค้นพบต้นฉบับเพลงยาวหม่อมเป็ดสวรรค์ใน พ.ศ. 2507 ได้หรีด เรืองฤทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญวรรณคดีของกรมศิลปากรได้เขียนคำอธิบายประกอบเนื้อหาไว้ด้วย[9] โดย หม่อมเป็ดสวรรค์ มีสำนักหอสมุดแห่งชาติเป็นผู้ทรงลิขสิทธิ์ และสำนักพิมพ์จะต้องขออนุญาตจากกรมศิลปากรก่อนนำไปตีพิมพ์ ทั้งนี้เคยมีการตีพิมพ์ร่วมกับวรรณกรรมอื่น ๆ ในยุคเดียวกันนั้นโดยสำนักพิมพ์ต่าง ๆ เท่าที่ปรากฏ ดังนี้

  • สำนักพิมพ์ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศิวพร พ.ศ. 2507 ใช้ชื่อว่า "กลอนเพลงยาวเรื่องหม่อมเป็ดสวรรค์ และพระอาการประชวรของกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ"[6]
  • สำนักพิมพ์ศิลปาบรรณาคาร พ.ศ. 2511 ใช้ชื่อว่า "บทละครเรื่องพระมเหลเถไถ เรื่องอุณรุทร้อยเรื่อง เรื่องระเด่นลันได กลอนเพลงยาวเรื่องหม่อมเป็ดสวรรค์ เรื่องพระอาการประชวรของกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ"[26]:120
  • สำนักพิมพ์ศิลปาบรรณาคาร พ.ศ. 2514 ใช้ชื่อว่า "บทละครเรื่องพระมเหลเถไถ เรื่องอุณรุทร้อยเรื่อง เรื่องระเด่นลันได กลอนเพลงยาวเรื่องหม่อมเป็ดสวรรค์ เรื่องพระอาการประชวรของกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ"[3]:133[27]
  • สำนักพิมพ์เสริมวิทย์บรรณาคาร พ.ศ. 2515 ใช้ชื่อว่า "บทละคร เรื่อง พระมเหลเถไถ บทละคร เรื่อง อุณรุทร้อยเรื่อง กลอนเพลงยาว เรื่อง หม่อมเป็ดสวรรค์ กลอนเพลงยาว เรื่อง พระอาการประชวรของกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ และ บทละคร เรื่อง ระเด่นลันได"[1]
  • สำนักพิมพ์เสริมวิทย์บรรณาคาร พ.ศ. 2516 ใช้ชื่อว่า "บทละคร เรื่อง พระมเหลเถไถ บทละคร เรื่อง อุณรุทร้อยเรื่อง กลอนเพลงยาว เรื่อง หม่อมเป็ดสวรรค์ กลอนเพลงยาว เรื่อง พระอาการประชวรของกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ และ บทละคร เรื่อง ระเด่นลันได"[10]:45[28]
  • สำนักพิมพ์ศรีปัญญา พ.ศ. 2561 ใช้ชื่อว่า "นิราศหนองคาย และวรรณคดี 5 เรื่อง พระมเหลเถไถ อุณรุทร้อยเรื่อง หม่อมเป็ดสวรรค์ พระอาการประชวรของกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ และระเด่นลันได"[29]

ภาพยนตร์ซีรีส์

[แก้]

หม่อมเป็ดสวรรค์ ได้รับการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ซีรีส์อิงประวัติศาสตร์ กำกับการแสดงโดยสถาพร นาควิไลโรจน์ เตรียมออกอากาศทางช่องไทยพีบีเอส เนื้อหาเป็นเรื่องราวการเล่นเพื่อนของหม่อมห้ามทั้งสองคน ถือเป็นภาพยนตร์ซีรีส์หญิงรักหญิงแนวย้อนยุคเรื่องแรกของประเทศไทย[11] โดยอัญรินทร์ ธีราธนันพัฒน์ รับบทเป็นหม่อมขำ และเฌอร์ลิษา เสรีวิบูรณ์กิจ รับบทเป็นหม่อมสุด สิทธา สภานุชาติ รับบทเป็นเจ้าคุณเจนอภิบาล หัสสยา อิสริยะเสรีกุล รับบทเป็นคุณสุวรรณ มณีรัตน์ คำอ้วน รับบทเป็น กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ กิติกร โพธิ์ปี รับบทเป็นพระองค์เจ้าสังข์ และณภัค เจนจิตรานนท์ รับบทปาน[12]

เนื้อหาเป็นการขยายความจากเพลงยาว หม่อมเป็ดสวรรค์ ด้วยการเสริมแต่งเรื่องราวในช่วงที่หม่อมขำแยกจากหม่อมสุดที่พระราชวังบวรสถานมงคล และยังไม่ได้กลับเข้ารับราชการในพระบรมมหาราชวัง หม่อมขำจำต้องกลับไปขายขนมไทยพอจุนเจือชีวิตอยู่ที่เมืองอัมพวาบ้านเดิม โดยได้รับการช่วยเหลือจากเจ้าคุณเจนอภิบาลที่ชอบพอหม่อมขำ ในเวลาต่อมาหม่อมขำได้รับการชักชวนจากคุณสุวรรณให้กลับเข้ารับราชการในพระตำหนักใหญ่ของกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพโดยใช้ปากะศิลป์ของตนให้เกิดประโยชน์ ที่สุดหม่อมขำตัดสินใจไม่สมรสกับเจ้าคุณเจนอภิบาล หากแต่เลือกหม่อมสุดเป็นคู่ชีวิต[12]

อ้างอิง

[แก้]
  1. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39 40 41 42 43 44 45 46 47 48 49 50 51 52 53 54 55 56 57 58 59 60 61 62 63 กรมศิลปากร. บทละคร เรื่อง พระมเหลเถไถ บทละคร เรื่อง อุณรุทร้อยเรื่อง กลอนเพลงยาว เรื่อง หม่อมเป็ดสวรรค์ กลอนเพลงยาว เรื่อง พระอาการประชวรของกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ และ บทละคร เรื่อง ระเด่นลันได. กรุงเทพฯ : เสริมวิทย์บรรณาคาร, 2516. 240 หน้า.
  2. 1 2 3 4 ยุพร แสงทักษิณ. "เพลงยาวหม่อมเป็ดสวรรค์". นามานุกรมวรรณคดีไทย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร. สืบค้นเมื่อ 30 เมษายน 2567. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  3. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 มัชฌิมา วีรศิลป์. ภาพสะท้อนทางวัฒนธรรม จากวรรณกรรมเพลงยาว เรื่องหม่อมเป็ดสวรรค์ และเรื่องพระอาการประชวรของกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ. [ม.ป.ท.] : วารสารศิลปกรรมบูรพา 20:(2), 2560.
  4. ชูดาว (19 เมษายน 2566). ""พระเอ็ดยง" วรรณกรรมคำผวนที่ "ชกต่ำกว่าเข็มขัด" ชนิดอ่านไประแวงไป". ศิลปวัฒนธรรม. สืบค้นเมื่อ 1 พฤษภาคม 2567. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  5. 1 2 ""เล่นเพื่อน" หรือ "เลสเบี้ยน" ว่าด้วยเรื่องเล่าสาวชาววัง". ศิลปวัฒนธรรม. 30 มกราคม 2565. สืบค้นเมื่อ 26 เมษายน 2567. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  6. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39 40 41 42 43 44 45 46 47 48 49 50 51 52 53 54 55 56 57 58 59 60 61 62 63 64 65 66 67 68 69 กรมศิลปากร. กลอนเพลงยาวเรื่องหม่อมเป็ดสวรรค์และพระอาการประชวรของกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ. กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศิวพร, 2507. 69 หน้า.
  7. 1 2 3 4 พล อิฏฐารมณ์ (20 กุมภาพันธ์ 2567). "บันทึกรัก "หม่อมเป็ดสวรรค์" สัมพันธ์ของคนเพศเดียวกันในราชสำนัก หญิง-หญิง "เล่นเพื่อน"". ศิลปวัฒนธรรม. สืบค้นเมื่อ 25 เมษายน 2567. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  8. ยุพิน ธชาศรี. วิเคราะห์วรรณกรรมของคุณสุวรรณ. [ม.ป.ท.] : วิทยาลัยวิชาการศึกษา, 2517.
  9. 1 2 3 กุลทรัพย์ เกษแม่นกิจ, คุณหญิง (2 ธันวาคม 2558). "คุณสุวรรณกวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์". ศิลปไทย. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2024-05-08. สืบค้นเมื่อ 9 พฤษภาคม 2567. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  10. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 เอนก นาวิกมูล. หญิงชาวสยาม. กรุงเทพฯ : แสงดาว, 2547. 264 หน้า. ISBN 974-9590-83-X
  11. 1 2 "ตีตลาดสายวายยูริ! ช่อง3 จับคู่สองนางเอกนิวเจน-ไทยพีบีเอส ส่ง 'หม่อมเป็ดสวรรค์' แนวพีเรียด". มติชนออนไลน์. 15 พฤศจิกายน 2566. สืบค้นเมื่อ 9 พฤษภาคม 2567. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  12. 1 2 3 ""Thai PBS Enter ไทย Entertain"เป็นมากกว่าความบันเทิง เปิดตัวละครและสารคดีไทยพีบีเอสปี 2567". สนุกดอตคอม. 13 พฤษภาคม 2567. สืบค้นเมื่อ 17 พฤษภาคม 2567. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  13. 1 2 3 4 ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย (3 ธันวาคม 2567). "กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ เทพธิดาแห่งราชสํานัก ทำไมกล้าอุปการะสุนทรภู่ แม้ร.3ไม่โปรด". ศิลปวัฒนธรรม. สืบค้นเมื่อ 25 เมษายน 2567. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  14. 1 2 เพศแห่งสยาม. กรุงเทพฯ : สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ สังกัดสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์กรมหาชน), 2562. 200 หน้า. ISBN 978-616-8162-05-7
  15. ณัฐวุฒิ สุทธิสงคราม. 27 เจ้าพระยา (ฉบับพิสดาร). [ม.ป.ท.] : แพร่การช่าง, 2510.
  16. "ผู้หญิงชาววัง แบ่งออกเป็น 3 ชั้น สูง กลาง ต่ำ แต่ละระดับมีใครบ้าง". ศิลปวัฒนธรรม. 2545. สืบค้นเมื่อ 10 กันยายน 2568. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  17. 1 2 สุจิตต์ วงษ์เทศ (2545). "ครูแจ้งวัดระฆัง สร้างสำนวนขุนช้างขุนแผน แสนสยอง ตีดาบ(ฟ้าฟื้น) ซื้อม้า(สีหมอก) ผ่าท้อง(นางบัวคลี่) หากุมาร(ทอง) ปรับปรุงจากหนังสือขุนช้างขุนแผนแสนสนุก". สมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย. สืบค้นเมื่อ 26 เมษายน 2567. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  18. 1 2 ณัฐปภัสร์ นิยะเวมานนท์. การกัลปนาพระตำหนักจากพระบรมมหาราชวัง ในมิติการอนุรักษ์สถาปัตยกรรม. [ม.ป.ท.] : คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2564.
  19. มนฤทัย ไชยวิเศษ. ประวัติศาสตร์สังคมว่าด้วยส้วมและเครื่องสุขภัณฑ์ในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : มติชน, 2566. ISBN 9789740218586
  20. "ตะบันหมาก". พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร. สืบค้นเมื่อ 9 พฤษภาคม 2567. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  21. ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์กรมหาชน) (2558). สมปักปูม ภูมิผ้าเขมร ◆ ไทย จากราชสำนักสู่สามัญชน (PDF). กรุงเทพฯ: เนติกุลการพิมพ์.
  22. อภิลักษณ์ เกษมผลกูล, ผศ. ดร. (28 สิงหาคม 2566). "ปริศนา "ปลากริมไข่เต่า" ขนมชาววัง ที่คนในวังไม่เคยกิน?". ศิลปวัฒนธรรม. สืบค้นเมื่อ 1 พฤษภาคม 2567. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  23. "ตำนานขนมไทยโบราณ "ขนมแชงมา" คือ"ขนมหม้อแกง" หรือ"ขนมปลากริมไข่เต่า"กันแน่?". Matichon Academy. สืบค้นเมื่อ 2 พฤษภาคม 2567. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  24. 1 2 3 กฤช เหลือลมัย (30 ตุลาคม 2563). "สำรับ "ข้าวมันส้มตำ" อันมีข้าวมัน ส้มตำไทย แกงไก่ ฯลฯ มาจากไหน?". ศิลปวัฒนธรรม. สืบค้นเมื่อ 22 ธันวาคม 2563. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  25. 1 2 "ข้าวมันแกง : วัฒนธรรมอาหารร่วมสมัยบนคาบสมุทรมลายู". คลังสารสนเทศนครศรีธรรมราช. สืบค้นเมื่อ 23 มิถุนายน 2568. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  26. สุพรรณ ทองคล้อย. สารานุกรมคำที่เกี่ยวกับการประพันธ์ร้อยกรอง. เชียงใหม่ : สำนักงานบริหารงานวิจัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2561. 133 หน้า. ISBN 9786163982773
  27. วันเพ็ญ เซ็นตระกูล. "คุณสุวรรณ". นามานุกรมวรรณคดีไทย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร. สืบค้นเมื่อ 9 พฤษภาคม 2567. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  28. "บทละครเรื่อง พระมะเหลเถไถ บทละครเรื่อง อุณรุทร้อยเรื่อง กลอนเพลงยาวเรื่อง หม่อมเป็ดสวรรค์ กลอนเพลงยาวเรื่อง พระอาการประชวรของกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ โดย คุณสุวรรณ. บทละคอนเรื่องระเด่นลันได โดย พระมหามนตรี (ทรัพย์)". หอสมุดรัฐสภา. สืบค้นเมื่อ 9 พฤษภาคม 2567. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  29. "นิมิตร้ายในวรรณคดีไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น". วรรณวิทัศน์. กรกฎาคม-ธันวาคม 2563. สืบค้นเมื่อ 9 พฤษภาคม 2567. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]