สแตนลีย์ มิลแกรม

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
Jump to navigation Jump to search
สแตนลีย์ มิลแกรม
เกิด 15 สิงหาคม ค.ศ. 1933
นครนิวยอร์ก รัฐนิวยอร์ก, สหรัฐ
เสียชีวิต 20 ธันวาคม ค.ศ. 1984 (51 ปี)
แมนแฮตตัน, นครนิวยอร์ก รัฐนิวยอร์ก, สหรัฐ
สาเหตุเสียชีวิต
โรคหัวใจ[1]
การศึกษา Queens College, New York (B.A., Political Science, 1954) Harvard University (Ph.D., Social Psychology, 1960)
เป็นที่รู้จักจาก Milgram experiment
Small world experiment
Familiar stranger
ฐานันดร ศาสตราจารย์[2]
คู่สมรส Alexandra Menkin Milgram
บุตร 2[2]
บิดามารดา Samuel และ Adele Milgram[3]

สแตนลีย์ มิลแกรม (อังกฤษ: Stanley Milgram; 15 สิงหาคม ค.ศ. 1933 – 20 ธันวาคม ค.ศ. 1984) เป็นนักจิตวิทยาสังคมชาวอเมริกัน ซึ่งเป็นที่รู้จักจากการทดลองเกี่ยวกับการเชื่อฟังที่ถูกจัดขึ้นในช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1960 ขณะที่เขาเป็นศาสตราจารย์ ณ มหาวิทยาลัยเยล[4] มิลแกรมได้รับแรงบันดาลใจในการพัฒนาการทดลอง จากเหตุการณ์ฮอโลคอสต์ โดยเฉพาะการพิจารณาและตัดสินคดีของอดอล์ฟ ไอชมันน์

หลังได้รับดุษฎีบัณฑิตด้านจิตวิทยาสังคมจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เขาสอนที่มหาวิทยาลัยเยล มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด การทดลองโลกใบเล็ก (small-world experiment) ที่เขาทำระหว่างอยู่ที่มหาลัยฮาร์วาร์ด นำนักวิจัยให้วิเคราะห์ระดับการเชื่อมต่อ รวมไปถึงทฤษฎีหกช่วงคน (six degrees of separation) ต่อมามิลแกรมพัฒนาเทคนิคสำหรับการสร้างตัวแทนทางสังคมแบบโต้ตอบ หรือ ไซรานอยดส์ (cyranoids) ซึ่งต่อมาถูกใช้เพื่อสำรวจมุมมองต่าง ๆ ทางสังคม และมุมมองเกี่ยวกับตัวเอง

เขาถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของประวัติศาสตร์จิตวิทยาสังคม แบบสำรวจจาก Review of General Psychology ในปีค.ศ. 2002 จัดอันดับให้มิลแกรมเป็นนักจิตวิทยาที่ถูกอ้างอิงมากที่สุดอันดับที่ 46 ในศตวรรษที่ 20[5]

ประวัติ[แก้]

ชีวิตวัยเด็กและชีวิตส่วนตัว[แก้]

มิลแกรมผู้เป็นชาวยิว[6] เกิดเมื่อค.ศ. 1933 ในเดอะบร็องซ์นครนิวยอร์ก[7] เป็นลูกชายของอะเดลและซามูเอล มิลแกรม (ค.ศ. 1902 – ค.ศ. 1953) ผู้อพยพไปที่สหรัฐอเมริกาจากประเทศโรมันเนียและประเทศฮังการีตามลำดับในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง[8][9][10][11] เขาเป็นลูกคนที่สองจากสามคน[12][13] ครอบครัวของมิลแกรมได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ฮอโลคอสต์ และหลังสงคราม คนในครอบครัวของเขาที่รอดจากค่ายกักกันของนาซี ได้มาอยู่กับครอบครัวของเขาช่วงเวลาหนึ่ง[14]

สุนทรพจน์ในพิธีฉลองเด็กอายุ 13 ปีของยิว (Bar Mitzvah speech) ของเขาเกี่ยวกับชะตากรรมของชาวยิวในยุโรปและผลกระทบที่สงครามโลกครั้งที่สองจะมีต่อชาวยิวทั้งโลก[15][16] เขากล่าวขณะกำลังเป็นชายเต็มตัวภายใต้กฎหมายชาวยิวว่า "ขณะที่ฉัน...พบความสุขในการเข้าร่วมตำแหน่งของอิสราเอล ความรู้เกี่ยวกับความทรมานอันโหดร้ายของเหล่าพวกพ้องชาวยิว...ทำให้สิ่งนี้...เป็นโอกาสที่จะสะท้อนถึงมรดกของคนของฉัน—ซึ่งกำลังกลายเป็นของฉัน...ฉันต้องพยายามเข้าใจคนของฉันและพยายามให้ดีที่สุดที่จะแบ่งเบาความรับผิดชอบซึ่งประวัติศาสตร์ให้ไว้กับเราทุกคน ต่อมาเขาเขียนถึงเพื่อนวัยเด็กว่า "ฉันน่าจะเกิดในชุมชนชาวยิวที่พูดภาษาเยอรมันในกรุงปรากเมื่อ ค.ศ. 1922 และตายในห้องรมควันซัก 20 ปีต่อมา ด้วยความที่ฉันเกิดในโรงพยาบาลบล็องซ์ ฉันคงไม่มีวันเข้าใจ"[17] มิลแกรมแต่งงานกับภรรยา อเล็กซานดร้า เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ค.ศ. 1961 และมีลูกสองคน มิเชลล์ และ มาร์ก[18]

ความสนใจในฮอโลคอสต์ของมิลแกรมมีฐานอยู่บนสิ่งที่ผู้เขียนชีวประวัติของมิลแกรมเรียกว่า "การพิสูจน์ตนกับชาวยิวชั่วชีวิต" ของมิลแกรม[19] ผู้เขียน Kirsten Fermaglich เขียนว่ามิลแกรมขณะเป็นผู้ใหญ่เคยมี "ความขัดแย้งส่วนตัว ด้วยความที่เป็นชาวยิวผู้มองตนเองเป็น ทั้งคนนอก เหยื่อของการทำลายร้างโดยนาซี และเป็นคนใน เป็นนักวิทยาศาสตร์"[20] อเล็กซานดร้ากล่าวว่าการระบุตนเองเป็นชาวยิวของมิลแกรมทำให้เขามุ้งความสนใจไปที่ฮอโลคอสต์และการวิจัยเรื่องการวิจัยเกี่ยวกับการเชื่อฟังผู้มีอำนาจ

พ่อของมิลแกรมทำงานเป็นคนอบขนมปังซึ่งทำรายได้พอประมาณให้กับครอบครัว จนเสียชีวิตใน ค.ศ. 1953 (จากนั้นแม่ของเขาจึงรับกิจการร้านขายขนมปังต่อ) มิลแกรมเข้าเรียนที่ PS 77 และ James Monroe High School ในเดอะบร็องซ์ เขาเรียนจบภายในสามปี เข้าเก่งกาจด้านวิชาการและเป็นหัวหน้าที่ดีเยี่ยมในหมู่เพื่อนร่วมชั้น เมื่อเขาอยู่ในวัยมหาลัย ครอบครัวของเขาย้ายไปอยู่ที่เคาน์ตีควีนส์ไม่ไกลจากที่อยู้เดิม ในค.ศ. 1954 มิลแกรมได้รับปริญญาตรีในสาขารัฐศาสตร์จาก Queens College ในนครนิวยอร์ก โดยไม่เสียค่าเทอม เขายังศึกษาที่ Brooklyn College และได้เกรด A ในวิชา "จิตวิทยาของบุคลิกลักษณะ" และ "วิธีต่าง ๆ ในการเข้าถึงจิตวิทยาทางสังคม" เขาสมัครในปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (Ph.D) ด้านจิตวิทยาสังคมท่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และถูกปฏิเสธเนื่องจากไม่มีพื้นฐานด้านจิตวิทยาเพียงพอ ด้วยความที่เขาไม่ได้เรียนวิชาเกี่ยวกับจิตวิทยาในปริญญาตรีที่ Queens Collage ต่อมาเขาได้รับเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในปีค.ศ. 1954 หลังสมัครเป็นนักเรียนที่ สำนักงานนักเรียนพิเศษของมหาลัยฮาร์วาร์ด

ชีวิตการทำงาน[แก้]

ในค.ศ. 1960 มิลแกรมได้รับปรัชญาดุษฎีบัณฑิตด้านจิตวิทยาสังคมจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เขาได้รับตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยเยลในฤดูใบไม้ร่วงของปีค.ศ. 1960 เขาทำงานเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ในแผนกความสัมพันธ์ทางสังคม ณ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดตั้งแต่ ค.ศ. 1963 ถึง ค.ศ. 1966 ในสัญญายาวสามปี จากนั้นสัญญาถูกต่ออีกหนึ่งปี ทว่าในตำแหน่งผผู้บรรยายที่ต่ำกว่า[21] น่าจะเป็นเพราะการทดลองเกี่ยวกับการเชื่อฟังอันเป็นที่ถกเถียงของเขา มิลแกรมจึงถูกปฏิเสธตำแหน่งประจำที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

ในค.ศ. 1967 เขารับข้อเสนอของตำแหน่งประจำศาสตราจารย์จาก City University of New York Graduate Center และเขาสอนที่ City University จนเสียชีวิตในค.ศ. 1984[22]

การเสียชีวิต[แก้]

มิลแกรมเสียชีวิตในวันที่ 20 ธันวาคม ค.ศ. 1984 ในวัย 51 ปี จากหัวใจวายในนครนิวยอร์ก โดยมันเป็นการหัวใจวายครั้งที่หน้าของเขา เขามีภรรยา อเล็กซานดร้า มิลแกรม ลูกสาว มิเชลล์ ซาร่า และลูกชาย มาร์ก แดเนียล[23]

การเชื่อฟังผู้มีอำนาจ[แก้]

ดูบทความหลักที่: การทดลองของมิลแกรม

ใน ค.ศ. 1963 มิลแกรมส่งผลของการทดลองเกี่ยวกับการเชื่อฟังของเขาในงานวิจิย "การวิจัยพฤติกรรมของการเชื่อฟัง (Behavioral Study of Obedience)" ด้วยกรณีโต้แย้งจากการทดลองของเขาสมาคมจิตวิทยาศาสตร์สหรัฐอเมริกา (American Psychological Association) ยั้งการสมัครการสมาชิกของเขาไว้เป็นเวลาหนึ่งปี เพื่อตั้งคำถามเกี่ยวกับจริยธรรมของการทดลองของเขา ทว่าในที่สุดก็ให้เขาเป็นสมาชิก สิบปีต่อมา ในค.ศ. 1974 มิลแกรมตีพิมพ์ การเชื่อฟังผู้มีอำนาจ (Obedience to Authority) เขาได้รับรางวัล AAAS Prize for Behavioral Science Research ในค.ศ. 1964 จากงานเกี่ยวกับมุมมองด้านสังคมของการเชื่อฟังเป็นส่วนใหญ่[24] ด้วยความที่ได้รับแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งจากการตัดสินคดีของอดอล์ฟ ไอชมันน์ในค.ศ. 1961 แบบจำลองของเขาถูกใช้ ในเวลาต่อมาเพื่ออธิบายการสังหารหมู่ที่หมีลายในค.ศ. 1961 (รวมไปถึงการฝึกฝนภายใต้ผู้มีอำนาจในการทหาร การมองศัตรูว่าไม่ใช่คนโดยใช้ความแตกต่างทางเชื้อชาติหรือวัฒนธรรม เขาทำภาพยนตร์เกี่ยวกับการทดลองของเขาซึ่งถูกเรียกว่าเป็นตัวอย่างแบบดั้งเดิมของจิตวิทยาทางสังคม

บทความใน American Psychologist [25] สรุปการทดลองเกี่ยวกับการเชื่อฟังของมิลแกรมไว้ดังนี้

ในตัวอย่างต้นแบบของมิลแกรม ผู้รับการทดลองเดินเข้าไปในห้องทดลอง โดยเชื่อว่าเขากำลังจะร่วมในการทดลองเกี่ยวกับการศึกษาความจำและการเรียนรู้ หลังได้รับมอบหมายให้รับบทเป็นครู ผู้รับการทดลองถูกบอกให้สอนการเชื่อมโยงคำศัพท์ให้กับผู้รับการทนลองอีกคนหนึ่ง (ผู้ที่จริงแล้วเป็นผู้ทดลอง) วิธีการสอนนั้น ผิดจากปกติ โดยมีการใช้ไฟฟ้าแรงสูงขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อช็อตผู้เรียน เมื่อความแรงของกระแสไฟฟ้าถึงจุดหนึ่ง ผู้รับการทดองจะพบกับความขัดแย้ง ด้านหนึ่ง ผู้เรียนซึ่งถูกมัดอยู่บอกว่าเขาอยากเป็นอิสระและดูเจ็บปวด การทำการทดลองต่อไปอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้เรียน อีกด้านหนึ่ง เมื่อถูกถามผู้ทดลองยืนยันว่าผู้เรียนไม่ได้อ่อนแออย่างที่เห็นและครูควรสอนต่อไป ผลการทดลองตรงข้ามกับทั้งที่ผู้เชี่ยวชาญและคนทั่วไปคาดไว้ ประมาณ 65% ของผู้รับการทดลองทำการช็อตไฟฟ้าต่อไปถึงระดับสูงสุด

การทดลองหลังจากนั้น พบว่าผลลัพธ์แบบนี้เกิดขึ้นในสถานการณ์ที่ผู้ร่วมทดลองเชื่อว่าผลการทดลองนั้นสำคัญต่อข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น[26]

มิลแกรมเชื่อว่า "แก่นของการเชื่อฟังประกอบไปด้วยความจริงที่คนมองตนเองเป็นเพียงเครื่องมือเพื่อกระทำตามความต้องการของอีกคน และดังนั้นเขามองว่าตนเองไม่ได้มีความรับผิดชอบต่อการกระทำของเขา เมื่อคนมีมุมมองตามนี้แล้ว ลักษณะอื่น ๆ ของการเชื่อฟังจะตามมา" ดังนั้น "ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดสำหรับผู้รับการทดลอง คือการกลับมาควบคุมตนเองหลังตกลงที่จะทำตามความตั้งใจของผู้ทดลอง"[27] นอกจากนี้ มิลแกรมยังเสนอปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้องกับการเชื่อฟังของผู้รับการทดลอง เช่น ความสุภาพ ความอึดอัดที่จะล้มเลิก การเชื่อในมุมมองทางเทคนิกของงาน ความเชื่อที่การทดลองจะให้ผลลัพธ์ที่ดี และความกังวล

คำอธิบายอีกมุมมองหนึ่ง[25] ของผลลัพธ์ของมิลแกรมชี้ว่า ความยึดมั่นอยู่กับความเชื่อ (belief perseverance) อาจเป็นปัจจัยที่แท้จริง "สิ่งที่คนไม่สามารถทำใจให้เชื่อได้ คือความจริงที่ผู้มีอำนาจซึ่งดูมีความเมตตานั้นแท้จริงแล้วเป็นอันตราย แม้พวกเขาจะเจอหลักฐานมากมายที่ฟ้องว่าผู้มีอำนาจนั้นอันตราย ดังนั้นเหตุผลแท้จริงของการกระทำอันน่าตกใจของผู้รับการทดลองอาจเพียงมาจากแนวคิด และไม่ใช่ 'ความสามารถของมนุษย์ที่จะละทิ้งมนุษยชาติของเขา เมื่อผสมผสานบุคลิกลักษณะส่วนตัวของเขาให้เป็นโครงสร้างสถาบันขนาดใหญ่ขึ้น' อย่างที่ถูกกล่าวหา"

การทดลองเกี่ยวกับการเชื่อฟังของมิลแกรมถูกโจมตีเป็นวงกว้าง นักวิจารณ์บางคนโต้เถียงว่าความถูกต้องของการทดลองเหล่านี้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการแสดงของทั้งผู้ทำการทดลองและผู้เรียน และผู้รับการทดลองส่วนใหญ่น่าจะรู้สึกถึงความไม่สมจริงของสถานการณ์ หลายคนยังตั้งคำถามเกี่ยวกับการเปรียบเทียบระหว่างการทดลองเหล่านี้กับโลกแห่งความจริง

คำวิจารณ์ที่สร้างความเสียหายมากที่สุดนั้นเกี่ยวกับจริยธรรมของการออกแบบการทดลอง ศาสตราจารย์มิลแกรมรู้สึกว่า ความไม่ไว้วางใจในการทดลองของเขาเกิดจากผลลัพธ์อันไม่เป็นที่น่าพอใจ มิลแกรมเขียนไว้ว่า "ภายใต้การวิจารณ์ของการทดลอง คืออีกหนึ่งแบบจำลองของธรรมชาติมนุษย์ซึ่งกล่าวว่าเมื่อต้องเลือกละหว่างการทำร้ายคนอื่นกับการทำตามผู้มีอำนาจ คนปกติจะปฏิเสธที่จะทำตาม" [28]

แดเนียล เรเวอร์ หวนคิดว่า:

แม้ความสนใจส่วนตัวของมิลแรมมีความหลากหลาย ผลงานในวงการจิตวิทยาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขามาจากการทดลองเพียงหนึ่งชุดซึ่งได้มีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย เขาช่วยพิสูจน์วิทยาศาสตร์ในด้านที่หลาย ๆ คน มองว่าไม่สำคัญ มีส่วนร่วมในการเข้าใจมนุษยชาติ และยังมีส่วนร่วมในเรื่องของการการรักษาพยาบาลของผู้เข้าร่วมทดลอง

ปรากฏการณ์โลกใบเล็ก[แก้]

แนวคิดทฤษฎีหกช่วงคนมาจาก "การทดลองโลกใบเล็ก" ของมิลแกรมในปีค.ศ. 1967 ซึ่งติดตามการเชื่อมโยงของคนรู้จักในสหรัฐอเมริกา ในการทดลอง มิลแกรมสุ่มส่งพัสดุจำนวนหนึ่งไปให้คน 160 ที่อาศัยอยู่ในเมืองโอมาฮา รัฐเนแบรสกา โดยบอกให้พวกเขาส่งพัสดุต่อไปให้เพื่อน หรือ คนรู้จัก ที่พวกเขาคิดว่าจะสามารถนำพัสดุไปใกล้กับกลุ่มคนสุดท้ายที่เป็นนายหน้าค้าหุ้นชาวเมืองบอสตัน ในรัฐแมสซาชูเซตส์ "ผู้เริ่มต้น" แต่ละคนได้รับคำสั่งให้ส่งแฟ้มเอกสารผ่านทางไปรษณีย์ ไปยังผู้รับ โดยมีกฎว่าผู้เริ่มต้นต้องส่งแฟ้มไปยังคนที่พวกเขารู้จักและมีความสนิทสนมอย่างน้อยระดับหนึ่ง เท่านั้น ผู้รับจะได้รับคำสั่งแบบเดียวกัน และต้องส่งแฟ้มต่อไปยังคนรู้จักของพวกเขา โดยหวังว่าคนเหล่านั้นจะรู้จักผู้รับซึ่งเป็นเป้าหมาย


ผู้เริ่มต้นรู้เพีนงชื่อและที่อยู่ของผู้รับผู้เป็นเป้าหมาย ภารกิจที่พวกเขาได้รับจึงเหมือนกับเป็นไปไม่ได้ มิลแกรมเฝ้าดูความก้าวหน้าของแต่ละคน เขาพบว่าแฟ้มแรกที่ได้ไปถึงเป้าหมายภายในเวลาเพียงสี่วันและผ่านคนกลางเพียงสองคนเท่านั้น โดยรวม มิลแกรมรายงานว่าการเชื่อมโยงนั้นมีระยะตั้งแต่สองถึงสิบคนกลาง โดยมีค่ากลางอยู่ที่ห้าคนกลางระหว่างผู้ส่งคนแรกและผู้รับเป้าหมาย

ทฤษฎีหกช่วงคนของมิลแกรมถูกวิจารณ์อย่างหนัก เขาไม่ได้ติดตามพัสดุหลายจำนวนมาก นักวิทยาศาสตร์ไม่เชื่อว่าทฤษฎีหกช่วงคนนั้นมีอยู่จริง[29] Elizabeth DeVita–Raebu ได้อภิปรายเกี่ยวกับปัญหาของการทดลองของมิลแกรม[30]

ในปีค.ศ. 2008 การวิจัยโดยบริษัทไมโครซอฟท์แสดงว่าการเชื่อมโยงโดยเฉลี่ยของผู้ติดต่อระหว่างผู้ใช้ของ '.NET Messenger Service' นั้นอยู่ที่ 6.6 คน[31]

การทดลองจดหมายที่หายไป[แก้]

มิลแกรมได้พัฒนาเทคนิคที่ถูกเรียกว่า การทดลอง "จดหมายที่หายไป" เพื่อวัดความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่ผู้คนมีต่อคนแปลกหน้าที่ไม่อยู่ตรงหน้า และทัศนคติต่อคนกลุ่มต่าง ๆ จดหมายปิดผนึกติดแสตมป์ถูกนำไปวางในที่สาธารณะ และจ่าหน้าถึงสิ่งต่าง ๆ เช่น บุคคล องค์กรซึ่งเป็นที่ชื่นชอบ เช่น องค์กรวิจัยทางการแพทย์ และ องค์กรที่ถูกตราหน้า อย่างที่เกี่ยวกับพรรคนาซี มิลแกรมพบว่าจดหมายส่วนใหญ่ที่จ่าหน้าไปยังบุคคลและองค์กรซึ่งเป็นที่ชื่นชอบ นั้นถูกส่ง ขณะที่จดหมายซึ่งจ่าหน้าไปยังองค์กรที่ถูกตราหน้านั้นส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกส่ง[32][33]

การทดลองพฤติกรรมต่อต้านสังคม[แก้]

ในปีค.ศ. 1970-71 มิลแกรมทำการทดลองซึ่งพยายามหาความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคสื่อ (ในกรณีนี้คือการดูโทรทัศน์) และพฤติกรรมต่อต้านสังคม การทดลองเสนอโอกาสในการขโมยเงิน การบริจาค หรือ ไม่ทำอะไรเลย และทดสอบว่าอัตราของแต่ละตัวเลือกนั้นเกี่ยวข้องกับการดูการกระทำที่คล้ายกันในตอนจบของตอนละคร Medical Center ซึ่งถูกทำมาเป็นพิเศษ หรือไม่

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. Goleman, Daniel (1984-12-22). "DR. STANLEY MILGRAM, 51, IS DEAD - STUDIED OBEDIENCE TO AUTHORITY". NYTimes.com. สืบค้นเมื่อ 2016-05-05. 
  2. 2.0 2.1 "Mental Health and Mental Disorders: An Encyclopedia of Conditions ...". 2015-12-14. p. 70. https://books.google.com/books?id=NzgVCwAAQBAJ&pg=PA701&dq=stanley+milgram+%22two+children%22. เรียกข้อมูลเมื่อ 2016-05-05. 
  3. Dr. Megan E. Bradley (1933-08-15). "Stanley Milgram". http://faculty.frostburg.edu/mbradley/psyography/stanleymilgram.html. เรียกข้อมูลเมื่อ 2016-05-05. 
  4. Blass, T. (2004).
  5. Haggbloom, Steven J.; et al., Renee; Warnick, Jason E.; Jones, Vinessa K.; Yarbrough, Gary L.; Russell, Tenea M.; Borecky, Chris M.; McGahhey, Reagan และคณะ (2002). "The 100 most eminent psychologists of the 20th century". Review of General Psychology 6 (2): 139–152. doi:10.1037/1089-2680.6.2.139. 
  6. "The Man Who Shocked the World: The Life and Legacy of Stanley Milgram - Thomas Blass - Google Books". Books.google.com. 2009-02-23. p. 15. https://books.google.com/books?id=KHgWLPas4bYC&pg=PA15. เรียกข้อมูลเมื่อ 2016-05-05. 
  7. Blass, Thomas (1998). "The roots of Stanley Milgram's obedience experiments and their relevance to the Holocaust" (PDF). Analyse & Kritik (Wiesbaden: Westdeutscher Verlag) 20 (1): 49. ISSN 0171-5860. OCLC 66542890. สืบค้นเมื่อ January 14, 2012. 
  8. Thomas Blass (November 2000). Obedience to Authority: Current Perspectives on the Milgram Paradigm. Psychology Press. p. 1. ISBN 0-8058-3934-8. 
  9. Jackson, Kenneth T.; Markoe, Karen; Markoe, Arnie (August 1, 1998). The Scribner Encyclopedia of American Lives. New York, NY, USA: Charles Scribner's Sons. ISBN 0684804921. OCLC 755235271. สืบค้นเมื่อ August 29, 2012. 
  10. "Moral Education: M-Z". p. 270. https://books.google.com/books?id=a6k_O_IovwcC&pg=PA270. เรียกข้อมูลเมื่อ 2016-05-05. 
  11. "Stanley Milgram Facts, information, pictures | Encyclopedia.com articles about Stanley Milgram". http://www.encyclopedia.com/topic/Stanley_Milgram.aspx. เรียกข้อมูลเมื่อ 2016-05-05. 
  12. "The Man Who Shocked The World". Psychology Today. 2016-03-01. https://www.psychologytoday.com/articles/200203/the-man-who-shocked-the-world. เรียกข้อมูลเมื่อ 2016-05-05. 
  13. Dr. Megan E. Bradley (1933-08-15). "Stanley Milgram". http://faculty.frostburg.edu/mbradley/psyography/stanleymilgram.html. เรียกข้อมูลเมื่อ 2016-05-05. 
  14. Kirsten Fermaglich. "American Dreams and Nazi Nightmares: Early Holocaust Consciousness and ...". p. 164. https://books.google.com/books?id=31JEAHwiZ_EC&pg=PA164. เรียกข้อมูลเมื่อ 2016-05-05. 
  15. Thomas Blass. "From New Haven to Santa Clara : A Historical Perspective on the Milgram Obedience Experiments" (PDF). https://www.uni-muenster.de/imperia/md/content/psyifp/aeechterhoff/sommersemester2012/schluesselstudiendersozialpsychologiea/blass_historicalperspmilgram_ampsychol2009.pdf. เรียกข้อมูลเมื่อ 2016-05-05. 
  16. Thomas Blass. "The Man Who Shocked the World: The Life and Legacy of Stanley Milgram". https://books.google.com/books?id=KHgWLPas4bYC&printsec=frontcover&dq=%22stanley+milgram%22+jewish. เรียกข้อมูลเมื่อ 2016-05-05. 
  17. Tartakovsky, Margarita (2011-09-04). "Stanley Milgram & The Shock Heard Around the World | World of Psychology". http://psychcentral.com/blog/archives/2011/09/04/stanley-milgram-the-shock-heard-around-the-world/. เรียกข้อมูลเมื่อ 2016-05-05. 
  18. Thomas Blass. "The Man Who Shocked the World: The Life and Legacy of Stanley Milgram". p. 74. https://books.google.com/books?id=KHgWLPas4bYC&pg=PA74&lpg=PA74&dq=%22Stanley+Milgram%22+synagogue. เรียกข้อมูลเมื่อ 2016-05-05. 
  19. Thomas Blass. "From New Haven to Santa Clara : A Historical Perspective on the Milgram Obedience Experiments" (PDF). https://www.uni-muenster.de/imperia/md/content/psyifp/aeechterhoff/sommersemester2012/schluesselstudiendersozialpsychologiea/blass_historicalperspmilgram_ampsychol2009.pdf. เรียกข้อมูลเมื่อ 2016-05-05. 
  20. Kirsten Fermaglich. "American Dreams and Nazi Nightmares: Early Holocaust Consciousness and ...". p. 100. https://books.google.com/books?id=31JEAHwiZ_EC&pg=PA100&dq=%22stanley+milgram%22+jewish. เรียกข้อมูลเมื่อ 2016-05-05. 
  21. "Stanley Milgram". http://faculty.frostburg.edu/mbradley/psyography/stanleymilgram.html. เรียกข้อมูลเมื่อ 2015-10-23. 
  22. Cary L. Cooper (2004-10-01). "A sparky study that tests your blind obedience". Times Higher Education. http://www.timeshighereducation.co.uk/story.asp?storyCode=191535&sectioncode=30. เรียกข้อมูลเมื่อ 2009-07-25. 
  23. Goleman, Daniel (December 22, 1984). "Dr. Stanley Milgram, 51, ss dead". New York Times. สืบค้นเมื่อ 2008-08-07. "Dr. Stanley Milgram, a psychologist widely known for his experiments on obedience to authority, died of a heart attack Thursday night at the Columbia Medical Center. He was 51 years old and lived in New Rochelle, N.Y. Dr. Milgram, who was a professor of psychology at the Graduate ..." 
  24. "AAAS Prize for Behavioral Science Research". http://archives.aaas.org/awards.php?a_id=24. เรียกข้อมูลเมื่อ 2016-05-05. 
  25. 25.0 25.1 Nissani, Moti (1990). "A cognitive reinterpretation of Stanley Milgram's observations on obedience to authority". American Psychologist 45: 1384–1385. doi:10.1037/0003-066x.45.12.1384. 
  26. "The Bad Show". WNYC. http://www.radiolab.org/2012/jan/09/whos-bad/. เรียกข้อมูลเมื่อ 19 April 2012. 
  27. Milgram, Stanley (1974). Obedience to Authority. New York: Harper & Row. pp. xii, xiii. 
  28. Milgram, Stanley (1974). Obedience to Authority. New York: Harper & Row. p. 169. 
  29. "Could It Be A Big World After All?". Uaf.edu. Archived from the original on March 1, 2009. https://web.archive.org/web/20090301152432/http://www.uaf.edu/northern/big_world.html. เรียกข้อมูลเมื่อ 2009-06-22. 
  30. Elizabeth DeVita–Raebu (2008-01-28). "If Osama's Only 6 Degrees Away, Why Can't We Find Him? | Human Origins". DISCOVER Magazine. http://discovermagazine.com/2008/feb/if-osama.s-only-6-degrees-away-why-can.t-we-find-him. เรียกข้อมูลเมื่อ 2009-06-22. 
  31. Jure Leskovec; Eric Horvitz (2008). "Planetary-Scale Views on an Instant-Messaging Network". arΧiv:0803.0939 [physics.soc-ph]. 
  32. Harvey Russell Bernard. "Social Research Methods: Qualitative and Quantitative Approaches". https://books.google.com/books?id=VDPftmVO5lYC. เรียกข้อมูลเมื่อ 2016-05-05. 
  33. "Stanley Milgram". Everything2.com. http://everything2.com/title/Stanley%2520Milgram. เรียกข้อมูลเมื่อ 2009-06-22. 

ดูเพิ่ม[แก้]


แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]