สูตรของเฮรอน

ในทางเรขาคณิต สูตรของเฮรอน หรือ สูตรของเฮโร (อังกฤษ: Heron's formula) จะจัดรูปให้พื้นที่ของรูปสามเหลี่ยม อยู่ในรูปของความยาวด้านของทั้งสามด้าน และ โดยกำหนดให้ เป็นครึ่งหนึ่งของความยาวรอบรูปของรูปสามเหลี่ยม (semiperimeter) จะได้ว่า ทำให้ได้พื้นที่ เป็น[1]
สูตรข้างต้นถูกตั้งชื่อตามวิศวกรในคริสต์ศตวรรษที่ 1 ซึ่งมีชื่อว่าเฮรอนแห่งอะเล็กซานเดรีย (หรือเฮโร) ซึ่งผลงานของเขามีชื่อว่า เมตริกา (Metrica) ถึงแม้ว่าสูตรนี้จะรู้จักกันมานานหลายศตวรรษแล้วก็ตาม
ตัวอย่าง
[แก้]กำหนดให้ มีด้านทั้งสามยาว และ โดยครึ่งหนึ่งของความยาวรอบรูปของรูปสามเหลี่ยม (semiperimeter) เป็น จะได้พื้นที่ของรูปสามเหลี่ยมนี้เป็น
จากตัวอย่างนี้ ความยาวด้านและพื้นที่ของรูปสามเหลี่ยมนั้นเป็นจำนวนเต็มทำให้เป็นรูปสามเหลี่ยมฮีโรเนียน ซึ่งเป็นรูปสามเหลี่ยมที่มีความยาวของด้านและพื้นที่เป็นจำนวนตรรกยะทั้งหมด อย่างไรก็ตามสูตรของเฮรอนจะใช้ได้ดี ในกรณีที่ความยาวด้านหนึ่งของรูปสามเหลี่ยมขึ้นไปไม่ใช่จำนวนเต็ม
การเขียนสมการในรูปอื่น ๆ
[แก้]สูตรของเฮรอนยังสามารถเขียนในรูปของความยาวด้านเพียงอย่างเดียว แทนที่จะใช้ครึ่งหนึ่งของความยาวรอบรูปของรูปสามเหลี่ยมนั้นสามารถทำได้ในหลายวิธี ดังนี้
หลังจากจัดนิพจน์ให้อยู่ในรูปอย่างง่ายแล้ว พจน์ที่อยู่ในรากที่สองจะเป็นพหุนามกำลังสองของความยาวด้านแต่ละด้านยกกำลังสอง ได้แก่ และ
ความสัมพันธ์ที่คล้ายกันนี้ สามารถจัดรูปได้โดยใช้ฟังก์ชันดีเทอร์มิแนนต์เคย์ลีย์–เมงเงอร์[2]
ประวัติ
[แก้]สูตรข้างต้นนั้นได้ยกย่องให้เป็นสูตรของเฮรอน (หรือเฮโร) แห่งอะเล็กซานเดรีย (ราว ค.ศ. 60)[3] และหลักฐานนั้นสามารถพบได้ในหนังสือชื่อ เมตริกา (Metrica) ซึ่งนักประวัติศาสตร์คณิตศาสตร์ โทมัส ฮีธ ได้เสนอว่า อาร์คิมิดีสรู้สูตรนี้มาก่อนถึงสองศตวรรษ[4] และเนื่องจาก เมตริกา คือหนังสือที่เป็นการรวบรวมความรู้ทางคณิตศาสตร์ที่มีอยู่ในโลกยุคโบราณ จึงเป็นไปได้ที่สูตรดังกล่าวอาจมีอายุก่อนการอ้างอิงที่ให้ไว้ในผลงานนั้น[5]
สูตรที่คล้ายกับของเฮรอน คือ
สูตรนี้ถูกค้นพบโดยชาวจีน ได้รับการตีพิมพ์ใน Mathematical Treatise in Nine Sections (ฉิน จิ่วฉาว, 1247)[6]
บทพิสูจน์
[แก้]มีหลายวิธีในการพิสูจน์สูตรของเฮรอน เช่น การใช้ตรีโกณมิติดังด้านล่าง หรือการใช้วงกลมที่แนบในและแนบนอกรูปสามเหลี่ยม[7] หรือเป็นกรณีพิเศษในทฤษฎีบทของเดอ กวา (เฉพาะสำหรับกรณีที่สามเหลี่ยมเป็นรูปสามเหลี่ยมมุมแหลม)[8] หรือใช้ในกรณีพิเศษในสูตรของพรหมคุปต์ (สำหรับกรณีของรูปสี่เหลี่ยมที่แนบในวงกลม)
การพิสูจน์ด้วยตรีโกณมิติโดยใช้กฎของโคไซน์
[แก้]จากข้อพิสูจน์สมัยใหม่ซึ่งใช้พีชคณิตมีความแตกต่างจากหลักฐานที่เฮรอนให้ไว้ มีดังนี้[9] โดยกำหนดให้ ด้าน และ ของสามเหลี่ยม มีมุมตรงข้ามเป็น และ ตามลำดับ เมื่อนำมาใช้กับกฎของโคไซน์ จะได้ว่า

จากการพิสูจน์นี้เราจะได้สมการว่า
โดยความสูงของสามเหลี่ยมที่มีฐานเป็น มีความยาวเป็น และจะได้ดังนี้
การพิสูจน์ด้วยพีชคณิตโดยใช้ทฤษฎีบทพีทาโกรัส
[แก้]
หลักฐานข้างต้นนี้คล้ายกับหลักฐานที่ Raifaizen ให้ไว้มาก[10] จากทฤษฎีบทพีทาโกรัส จะได้ และ ตามรูปด้านขวา หลังจากนั้นนำสมการทั้งสองสมการมาลบกันจนได้ผลลัพธ์ดังนี้ ทำให้สามารถแสดงนิพจน์ของ ในรูปของด้านของรูปสามเหลี่ยมได้ว่า
โดยสำหรับความสูงของสามเหลี่ยม จะได้ จากนั้นทำการแทนค่า จากสมการข้างต้นเข้าไปและจะใช้สูตรเอกลักษณ์ผลต่างของกำลังสอง จะได้
จากนั้นใช้ผลลัพธ์ที่มาใช้กับสูตรคำนวณพื้นที่ของรูปสามเหลี่ยมจากความสูง เป็น
การพิสูจน์ด้วยตรีโกณมิติโดยใช้กฎของโคแทนเจนต์
[แก้]
ถ้า เป็นรัศมีของวงกลมที่แนบในรูปสามเหลี่ยม ทำให้สามารถแบ่งรูปสามเหลี่ยมออกเป็น 3 รูปที่มีความสูงเท่ากับ และมีฐานยาว และ จะได้ผลรวมของพื้นที่รูปสามเหลี่ยมทั้งสามเป็น
โดยที่ คือความยาวครึ่งหนึ่งของเส้นรอบรูปสามเหลี่ยม
รูปสามเหลี่ยมสามารถแบ่งออกเป็นรูปสามเหลี่ยม 6 รูป ที่เป็นคู่ที่เท่ากันทั้งหมด 3 คู่ ที่มีความสูง และมีฐานยาว และ จะได้ผลรวมของพื้นที่รูปสามเหลี่ยมทั้งหกรูปเป็น (จากกฎของโคแทนเจนต์)
ขั้นตอนต่อจากข้างต้น คือ ตามเอกลักษณ์ของโคแทนเจนต์ (triple cotangent identity) ซึ่งนำมาใช้ได้เนื่องจากผลรวมของครึ่งหนึ่งของมุมคือ
เมื่อรวมทั้งสองเข้าด้วยกัน จะได้
ซึ่งทำให้ได้ผลลัพธ์ของพื้นที่ตามมา
ความเสถียรเชิงตัวเลข
[แก้]สูตรของเฮรอนที่ให้ไว้ข้างต้นมีความไม่เสถียรในเชิงตัวเลข (numerically unstable) สำหรับสามเหลี่ยมที่มีมุมเล็กมาก เมื่อใช้เลขแบบจำนวนจุดลอยตัว (floating-point arithmetic) เพื่อทำให้มีความเสถียรทางตัวเลขจะการจัดเรียงความยาวของด้านเพื่อให้ จากการคำนวณได้ว่า[11][12]
จำเป็นต้องมีวงเล็บในสูตรข้างต้นเพื่อป้องกันความไม่เสถียรของตัวเลขในการหาค่า
สูตรพื้นที่สามเหลี่ยมคล้าย
[แก้]อีกสามสูตรของสูตรพื้นที่ของรูปสามเหลี่ยมทั่วไป จะมีโครงสร้างคล้ายกับสูตรของเฮรอน แต่จะแสดงในรูปของตัวแปรที่ต่างกัน
ขั้นตอนแรก กำหนดให้ และ คือเส้นมัธยฐาน (medians) ของด้าน และ ตามลำดับ และครึ่งหนึ่งของผลรวมความยาวเส้นมัธยฐาน คือ จะได้[13]
ถัดไป ให้ และ คือความสูงจากด้าน และ ตามลำดับ และครึ่งหนึ่งของผลรวมส่วนกลับความสูง คือ จะได้[14]
จะได้ว่า ให้ และ เป็นมุมทั้งสามมุมของรูปสามเหลี่ยม และครึ่งหนึ่งของผลรวมของไซน์ของรูปสามเหลี่ยมคือ จะได้[15][16]
โดย คือ เส้นผ่านศูนย์กลางของรูปสามเหลี่ยมวงกลมล้อม (circumcircle) สูตรสุดท้ายนี้สอดคล้องกับสูตรในรูปมาตรฐานของเฮรอน เมื่อวงกลมล้อมรูปสามเหลี่ยมมีความยาวของเส้นผ่านศูนย์กลาง
การสรุปโดยทั่วไปจากกรณีเฉพาะ
[แก้]
สูตรของเฮรอนเป็นกรณีเฉพาะของสูตรของพรหมคุปต์ สำหรับพื้นที่ของรูปสี่เหลี่ยมวงกลมล้อม (cyclic quadrilateral) สูตรของเฮรอนและสูตรของพรหมคุปต์ ทั้งสองสูตรเป็นกรณีเฉพาะของสูตรของเบรทช์ไนเดอร์ สำหรับพื้นที่ของรูปสี่เหลี่ยม สูตรของเฮรอนสามารถหาได้จากสูตรของพรหมคุปต์หรือสูตรของเบรทช์ไนเดอร์ โดยให้ด้านใดด้านหนึ่งของรูปสี่เหลี่ยมให้เป็นศูนย์
จากสูตรของพรหมคุปต์ให้พื้นที่ เป็นพื้นที่ของรูปสี่เหลี่ยมวงกลมล้อม (cyclic quadrilateral) ที่มีความยาวด้านเป็น และ ทำให้ได้
โดย คือ ครึ่งหนึ่งของความยาวรอบรูปของรูปสี่เหลี่ยม
สูตรของเฮรอนยังเป็นกรณีเฉพาะของสูตรพื้นที่ของสี่เหลี่ยมคางหมูโดยพิจารณาจากด้านเท่านั้น สูตรของเฮรอนได้มาโดยการกหนดให้ด้านขนานที่เล็กกว่าความยาวเป็นศูนย์
สามารถแสดงสูตรของเฮรอนด้วยฟังก์ชันดีเทอร์มิแนนต์เคย์ลีย์–เมงเงอร์ ในรูปของกำลังสองของระยะทางระหว่างจุดยอดทั้งสามที่กำหนดให้
แสดงให้เห็นถึงความคล้ายกับสูตรของตาร์ตาเญีย สำหรับปริมาตรของ 3-ซิมเพล็กซ์หรือทรงสี่หน้า
ข้อสรุปทั่วไปของสูตรของเฮรอนของรูปห้าเหลี่ยมและรูปหกเหลี่ยมวงกลมล้อมถูกค้นพบโดย เดวิด พี. ร็อบบินส์[17]
สูตรการหาปริมาตรของทรงสี่หน้าแบบเฮรอน
[แก้]ให้ และ เป็นความยาวขอบของทรงสี่หน้า (สามด้านแรกนำมาประกอบกันเป็นรูปสามเหลี่ยม โดย ตรงข้ามกับ และต่อไปตามลำดับ) จะได้[18]

โดยที่
สูตรของเฮรอนในเรขาคณิตนอกแบบยุคลิด
[แก้]นอกจากนี้ยังมีสูตรสำหรับพื้นที่ของรูปสามเหลี่ยมตามความยาวด้านของรูปสามเหลี่ยมในเรขาคณิตทรงกลม (Spherical geometry) หรือเรขาคณิตเชิงไฮเพอร์โบลา (hyperbolic plane) อีกด้วย[19] สำหรับรูปสามเหลี่ยมในเรขาคณิตทรงกลมที่มีความยาวด้าน และ และครึ่งหนึ่งของความยาวรอบรูปเป็น และมีพื้นที่เป็น ตามสูตรดังกล่าวจะได้
ตามเรขาคณิตเชิงไฮเพอร์โบลา จะได้
ดูเพิ่มเติม
[แก้]เชิงอรรถและรายการอ้างอิง
[แก้]- ↑ Kendig, Keith (2000). "Is a 2000-year-old formula still keeping some secrets?". The American Mathematical Monthly. 107 (5): 402–415. doi:10.1080/00029890.2000.12005213. JSTOR 2695295. MR 1763392. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2024-05-29. สืบค้นเมื่อ 2021-12-27.
- ↑ Havel, Timothy F. (1991). "Some examples of the use of distances as coordinates for Euclidean geometry". Journal of Symbolic Computation. 11 (5–6): 579–593. doi:10.1016/S0747-7171(08)80120-4.
- ↑ Id, Yusuf; Kennedy, E. S. (1969). "A medieval proof of Heron's formula". The Mathematics Teacher. 62 (7): 585–587. doi:10.5951/MT.62.7.0585. JSTOR 27958225. MR 0256819.
- ↑ Heath, Thomas L. (1921). A History of Greek Mathematics. เล่มที่ II. Oxford University Press. น. 321–323.
- ↑ เอริก ดับเบิลยู. ไวส์สไตน์, "Heron's Formula" จากแมทเวิลด์.
- ↑ 秦, 九韶 (1773). "卷三上, 三斜求积". 數學九章 (四庫全書本).
- ↑ "Personal email communication between mathematicians John Conway and Peter Doyle". 15 ธันวาคม 1997. สืบค้นเมื่อ 25 กันยายน 2020.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Lévy-Leblond, Jean-Marc (2020-09-14). "A Symmetric 3D Proof of Heron's Formula". The Mathematical Intelligencer (ภาษาอังกฤษ). 43 (2): 37–39. doi:10.1007/s00283-020-09996-8. ISSN 0343-6993.
- ↑ Niven, Ivan (1981). Maxima and Minima Without Calculus. The Mathematical Association of America. น. 7–8.
- ↑ Raifaizen, Claude H. (1971). "A Simpler Proof of Heron's Formula". Mathematics Magazine. 44: 27–28. doi:10.1080/0025570X.1971.11976093.
- ↑ Sterbenz, Pat H. (1974-05-01). Floating-Point Computation. Prentice-Hall Series in Automatic Computation (พิมพ์ครั้งที่ 1st). Englewood Cliffs, New Jersey, USA: Prentice Hall. ISBN 0-13-322495-3.
- ↑ William M. Kahan (24 มีนาคม 2000). "Miscalculating Area and Angles of a Needle-like Triangle" (PDF).
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Benyi, Arpad, "A Heron-type formula for the triangle," Mathematical Gazette 87, July 2003, 324–326.
- ↑ Mitchell, Douglas W., "A Heron-type formula for the reciprocal area of a triangle," Mathematical Gazette 89, November 2005, 494.
- ↑ Mitchell, Douglas W. (2009). "A Heron-type area formula in terms of sines". Mathematical Gazette. 93: 108–109. doi:10.1017/S002555720018430X.
- ↑ Kocik, Jerzy; Solecki, Andrzej (2009). "Disentangling a triangle" (PDF). American Mathematical Monthly. 116: 228–237. doi:10.1080/00029890.2009.11920932.
- ↑ D. P. Robbins, "Areas of Polygons Inscribed in a Circle", Discr. Comput. Geom. 12, 223-236, 1994.
- ↑ W. Kahan, "What has the Volume of a Tetrahedron to do with Computer Programming Languages?",, pp. 16–17.
- ↑ Alekseevskij, D. V.; Vinberg, E. B.; Solodovnikov, A. S. (1993). "Geometry of spaces of constant curvature". ใน Gamkrelidze, R. V.; Vinberg, E. B. (บ.ก.). Geometry. II: Spaces of constant curvature. Encycl. Math. Sci. เล่มที่ 29. Springer-Verlag. น. 66. ISBN 1-56085-072-8.
แหล่งข้อมูลอื่น
[แก้]- A Proof of the Pythagorean Theorem From Heron's Formula ที่ cut-the-knot
- Interactive applet and area calculator using Heron's Formula
- J. H. Conway discussion on Heron's Formula
- "Heron's Formula and Brahmagupta's Generalization"
- A Geometric Proof of Heron's Formula เก็บถาวร 2018-09-08 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
- An alternative proof of Heron's Formula without words
- Factoring Heron